ยินดีต้อนรับ ผู้เยี่ยมชม ครับ / สมาชิกสามารถ Login ได้ที่นี่ ( Login ชื่ออื่น | Logout )   
แนะนำ Diary ของตัวเอง
  ธันวาคม 2551  
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
1234
5
6
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031

เปิดปฏิทินเดือนอื่น
Go!

Diary Anemone2526
  • บันทึกเป็น Favorite Diary
  • ดู My.iD ของคนอื่นๆ
  • ดู Gallery ของคนอื่นๆ
  • ดู Diary ของคนอื่นๆ

  • บันทึก Diary ห้าวันล่าสุด
    1 ธ.ค. 51 [14/0]
  • วันที่ 4 เจ๊พลอยขอสอง
    ไดอารี่เล่าเรื่อง 7 วัน ในการสัมภาษณ์เก็บข้อมูล งานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ 2551
  • 5 พ.ย. 51 [104/0]
  • บทสัมภาษณ์ท่าฯฮาเดส บก.สำนักพิมพ์ ASKMEDIA
    ไดอารี่เล่าเรื่อง 7 วัน ในการสัมภาษณ์เก็บข้อมูล งานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ 2551
  • 25 ต.ค. 51 [114/0]
  • วันที่ 3 เข้าถ้ำ ASK
    ไดอารี่เล่าเรื่อง 7 วัน ในการสัมภาษณ์เก็บข้อมูล งานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ 2551
  • 24 ต.ค. 51 [73/0]
  • บทสัมภาษณ์ จักรพรรดิหน่อง
    ไดอารี่เล่าเรื่อง 7 วัน ในการสัมภาษณ์เก็บข้อมูล งานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ 2551
  • 21 ต.ค. 51 [98/1]
  • บทสัมภาษณ์ KENNY HASS
    ไดอารี่เล่าเรื่อง 7 วัน ในการสัมภาษณ์เก็บข้อมูล งานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ 2551

  • Favorite Diary
    -

    View : 14 Post : 0

    1 ธันวาคม 2551
    ชื่อตอน : วันที่ 4 เจ๊พลอยขอสอง
    เกริ่นเรื่อง : ไดอารี่เล่าเรื่อง 7 วัน ในการสัมภาษณ์เก็บข้อมูล งานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ 2551


    วันที่ 4

    คงไม่ต้องบอกอีกแล้วนะว่า ออกบ้านกี่โมง เหมือนเดิม...แต่คราวนี้ดีหน่อย ตรงที่เริ่มชินกับการขับรถวนอ้อมซอยนานเกือบครึ่งชั่วโมง ประกอบกับแอร์ในรถเย็นฉ่ำ จนเกือบเผลอหลับทันที

    ...ยัง 8 โมงเช้าอยู่ นัดบีที่ท่าเรือข้ามสะพานตากสิน 10 โมงเช้า จะรีบไปทำเพื่อ...!?

    ...ข้าวเช้าก็กินมานิดเดียว เพราะคุณป้าเร่งจะให้เราออกบ้านก่อน ข้าน้อยจึงต้องไปเตร่หาอะไรกินบน BTS อ่อนนุชสักหน่อย และที่ข้าน้อยเล็งไว้ตั้งแต่วันแรกที่ขึ้นสถานีแล้วก็คือ...มาม่า...

    (เดี๋ยวซิ!) ไม่ได้สิ้นคิดซะหน่อย (ก็ไหนบอกว่ากินง่ายไง นี่ก็กินง่ายแล้วนิ) มาม่าที่ว่านี่มันพิเศษตรงที่เป็นมาม่าที่ขายในซุ้มพรานทะเล ที่เขาออกแพ็คเกจชิ้นเนื้อปรุงสุขสำหรับใส่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซึ่งข้าน้อยก็ไม่แน่ใจว่าบะหมี่ที่ใช้นี่ยี่ห้อมาม่าหรือเปล่า? และยังไม่เคยกินของออกใหม่ ก็เลยประเดิมซักหน่อย ถือเป็นการช่วยอุดหนุนด้วย เพราะข้าน้อยเห็นคนขายร้องขายมาหลายวันแล้ว ดูจะมีคนอุดหนุนน้อยกว่าขนมปังและน้ำผลไม้ (ก็นะ คนไทยมักยี้มาม่ากันจริง ทั้งๆ ตอนเงินเดือนไม่ออก ก็ต้องฝากท้องกับมาม่า พอเงินเดือนออกได้ ก็เหยียดหยามมาม่าว่าเป็นอาหารสิ้นคิดแทบจมดิน... ช่างไม่คิดเอาเสียเลยว่า มาม่ามีบุญคุณขนาดไหน ทำให้อิ่มท้องในราคาไม่ถึง 10 บาท ...แม้จะรู้ว่าเป็นอาหารที่ไม่ค่อยมีสารอาหารก็ตาม แต่ก็ไม่อย่าได้เหยียดหยามแม้จะเป็นอาหารขยะก็ตามเถอะ อย่างน้อยมันก็เลี้ยงท้องคุณให้อิ่มผ่านไปมื้อหนึ่งก็แล้วกัน)

    ...คนขายก็แนะว่ามีเนื้อปลา (พรานทะเล) และเนื้อหมู (พรานไพร) (แหม...ตั้งชื่อได้เข้ากับอาหารจริงๆ เชียว) มีอยู่หลายรส ซึ่งข้าน้อยก็เลือกปลากระเทียม ส่วนบะหมี่ให้เลือกรสหมูสับและต้มยำ เมื่อเลือกหมูสับ พอคนขายฉีกซองก็ถึงบางอ้อทันทีอย่างที่คิด ยี่ห้อมาม่าจริงๆ ด้วย ตัวมาม่ามีเตรียมอยู่ในแก้วพลาสติกใสใบสูงมีฝาปิดแบบแก้วสเลปี้ เพียงแต่เลือกผงปรุงรสลงไป เติมน้ำร้อน ใส่เนื้อ และเข้าไมโครเวฟ ไฟแรงสูงไม่ถึง 5 นาที พอออกมาจากเตา คนขายก็เอากระดาษแข็งที่ตัดเป็นวงรอบมีโลโก้พรานทะเลครอบลอดแก้ว ใช้เป็นที่จับ...แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากเลยจริงๆ เพราะน้ำร้อนที่ลวกนั้นขั้นแรกก็ร้อนพออยู่แล้ว ยิ่งเข้าเตาอบเข้าไปอีก ก็เหมือนกำลังถือแท่งลาวายังไงอย่างนั้น ยังดีที่คนขายยังอุตส่าห์ใส่ถุงพลาสติกหิ้วให้ แต่เวลาจะกินก็สุดแสนทรมาน ต้องใช้ทิชชูรอที่จับถึงหลายชั้นทีเดียว น่ากลัวถ้วยพลาสติกจะละลายคามือ...แพงกว่าบะหมี่คัพอีก (30 บาทแพงแบบใช้สอยไม่สะดวก...

    ...และการหาที่นั่งทานนี่เอง ที่ทำให้ข้าน้อยเห็นความบกพร่องด้านประโยชน์การใช้สอยของ BTS?

    ...มีซุ้มขายอาหารมากมาย...แต่ไม่มีที่นั่งกิน และถังขยะ...แม้แต่สักที่เดียว?

    จะงกไปไหนฟ่ะ!?

    ...จากการเรียนสถาปัตย์ของข้าน้อยมา ที่ใดมีซุ้มขายอาหาร ที่นั่นควรมีที่นั่ง เก้าอี้ โต๊ะ ไว้สำหรับรับประทาน เมื่อทานเสร็จแล้วก็จะมีที่ทิ้งขยะ สำหรับภาชนะหรือถุงที่ใช้รองรับเศษอาหาร...แต่บน BTS กลับไม่มีม้านั่งหรือถังขยะสักกะอันเดียว...แล้วอย่างนี้ตอนเช้าใครจะไปสนใจซื้อมื้อหนักๆ มานั่งกินรอกันล่ะ อย่างมากก็แค่แซนวิชกับเครื่องดื่มเป็นขวดหรือกล่อง แต่ก็เอาเข้าไปทานในสถานีไม่ได้อีก จะทานบนรถไฟฟ้าก็ไม่ได้...ฉะนั้นข้าน้อยจึงมองว่า ถ้ามีส่วนบริการอาหาร มันก็ควรจะมีที่นั่งและถังขยะ ถ้าไม่มี ก็ไม่ควรมีพวกซุ้มอาหารตั้งแต่แรกแล้ว...แปลกมะ? มีขาย แต่ไม่มีที่ให้กิน? เพื่อ?

    ...ฝรั่งมาเห็นการจัดพื้นที่ของเมืองไทยคงงงเต๊ก? งบางอ้อว่า เทพที่ดูราวเด็กหนุ่มผู้นี้ คือเทพอนุชาต่างมารดาอกได้ ก็เหยียดหยาม

    ...แต่ถ้ามองกลับอีกด้านในพฤติกรรมคนไทย ถ้าหากจัดให้มีการทานอาหารบน BTS ได้ หรือมีถังขยะรองรับก็ตาม นิสัย(เสีย)ของคนไทยก็ยังแก้ไม่เลิก นั่นก็คือทิ้งขยะไม่เป็นที่ ต่อให้มีถังขยะตรงหน้า ก็ยังทิ้งไม่ลงถังกันอีก ไม่รู้มันต้องใช้ความแม่นกันหรือไรในการชู้ตขยะลงถังที หรือไม่ก็เอาไปซุกแอบตามซอกลี้ลับของสถานที่ต่างๆ อย่างกะจะเล่นซ่อนแอบกับคนทำความสะอาด ไม่ว่าจะคนเมืองหลวงหรือคนต่างจังหวัดนะ เหมียนกัลล์หมด...

    ...แล้วข้าน้อยจะกินตรงไหนล่ะ?

    ...อืมม...บอกว่าอยากให้ข้าน้อยสู้ชีวิตใช่ไหม?

    ได้!!!

    ...ก็นั่งกินมันตรงข้างสะพานลอยนี่แหละ! นั่งแบบขอทานสะพานลอยนี่แหละ!

    เวลาจะกินไม่อยากให้คนเดินผ่านไปมาเห็นวินาทีซดมาม่า ข้าน้อยก็นั่งหันหลังให้ หันหน้าเข้าราวสะพาน มองดูการจราจรเบื้องล่างเป็นทิวทัศน์ (เกือบทำถ้วยหล่นเพราะร้อนจนถือไม่ไหว) เป็นบรรยากาศมื้อเช้าที่แปลกดีพิลึก...มีเสียงท่อไอเสียเป็นเสียงเพลง มีกลิ่นควันดำให้ดม กินไปก็ลุ้นยาม BTS จะมาไล่ที่ไป (ยังดีที่วันนี้แต่งเชิ้ตดำ ดูเหมือนพวกบัณฑิตตกงานเตะฝุ่นหน่อย)

    ...ปล. นิดหนึ่งเรื่องเสื้อ เพราะแม่สั่งว่า ห้ามเอาเสื้อแดงหรือเหลืองไปใส่เป็นอันขาด! ด้วยเราไม่อยากเจอ(...เว้นในฐานที่เข้าใจ) สำหรับวันนี้ที่ตั้งใจเลือกเชิ้ตดำ เพราะสถานที่ที่เราจะไปนั่น ต้องการความสุภาพสักหน่อย (อ้าว! แล้วที่ ASK สถานที่ไม่สุภาพเรอะ?) ไม่ใช่อย่างนั้น! เพียงแต่สถานที่ที่ข้าน้อยจะไป ไม่ได้เป็นสถานที่ที่คุ้นเคยเหมือน ASK เพราะอย่างน้อยเราก็สื่อสารสัมพันธ์ฉันท์มิตรผ่านเวบบอร์ด ข้าน้อยเลยลดอาการเกร็งได้หน่อย...แต่ที่ที่จะไปวันนี้นี่ดิ ไม่รู้จักใครเลยสักคน...ก็เลยต้องแต่ง(กึ่ง)เรียบร้อยเอาไว้ก่อน...เหอๆ

    ...9 โมง ยังเป็นเวลาที่คนเข้า BTS กันแน่นขนัด เป็นช่วงนาทีสุดท้ายของคนทำงาน ที่ข้าน้อยไม่อยากจะเสี่ยงอัดเป็นปลากระป๋อง และธุระก็ยังห่างไกลเวลานัดหมาย จึงได้ไปคอยอยู่ในห้างโลตัสข้าง BTS บริเวณหน้าห้างมีร้านแมค 24 ชม. ที่มีคนมากินกันพอสมควร ชะรอยลูกค้าน่าจะเป็นเด็กที่รอไปเรียนพิเศษ (นี่ถ้าค่าอาหารในนั้นไม่แพง ข้าน้อยก็คงอาศัยเข้าไปกินรอฆ่าเวลาไปแล้ว) เดินหาที่นั่งเหมาะๆ หยิบนิยายโรแมงขึ้นมาอ่านต่อ ซึ่งเล่มมันก็ไม่ได้หนาจนอ่านไม่จบ แต่เพราะวันเวลาที่ผ่านไป มีแต่สัมภาษณ์และใช้พลังงานในการเดิน ทำให้ข้าน้อยไม่ได้อยู่เฉยๆ สักที กรุงเทพเป็นเมืองที่ทุกสิ่งเคลื่อนไหวตลอดด้วยเวลาทุกนาทีมีค่า คงแตกต่างกับเชียงใหม่ที่เวลายังมีอยู่ถมไป

    ...ราวๆ 9 โมงครึ่ง เมื่อสังเกตเห็นบันไดเลื่อนขึ้นสถานีมีคนขึ้นน้อยลงแล้ว ก็ถึงเวลาที่ข้าน้อยจะออกเดินทาง...แต่ คนก็ยังเยอะอยู่ดี ก็เลยหาที่นั่งว่างๆ ขณะรอบนชานชาลา อ่านโรแมงต่อไป...

     

    ...อาหารเช้าที่กินเริ่มสำแดงความง่วงนอนปรากฏ อีกทั้งแอร์ในรถไฟฟ้าก็เย็นฉ่ำ แต่กระนั้นข้าน้อยก็จะหลับไม่ได้! เพราะสถานที่ที่จะไป จะต้องไปเปลี่ยนสายสถานีไปเส้นสีลม เอาไว้เปลี่ยนสายเมื่อไหร่ค่อยหลับเมื่อนั้น เพราะที่ที่จะไปอยู่ปลายสายพอดี ถ้าเกิดหลับแบบไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวนายสถานีก็มาปลุกเอง (จำได้แม่นตอนขากลับไป BTS อ่อนนุช เห็นมีผู้โดยสารคนหนึ่งนอนหลับคาในรถ แต่ก็มีนายสถานีเข้าไปปลุก และตรวจความเรียบร้อยสำหรับสถานีปลายทางอ่อนนุช กับ สะพานตากสิน) ในช่วงขณะที่เปลี่ยนสถานี ผู้คนจากสองฝั่งต่างก็เร่งรีบจนแทบจะกระโดดเข้ารถไฟฟ้าสายที่เปลี่ยนเลย น่ากลัวว่าต่อไปกรุงเทพมีประชากรเยอะขึ้น การแข่งวิ่งขึ้นรถไฟฟ้าจะขนาดไหน

    ...ช่วงที่จะเข้าปลายสถานี นั่นจะเป็นช่วงที่คนน้อยที่สุด มีที่นั่งให้นั่งสบายใจเลย ข้าน้อยก็ของีบสักพัก แต่ก็ยังระวังกระเป๋าไว้โดนมั่น หนีบในอ้อมแขนสุดแรงเหมือนงูบีบเหยื่อตาย (เปรียบขนาดนั้นเชียว...)

     

    ...แล้วก็ถึงสถานีสะพานตากสินเสียที

    ข้างล่างของสถานีนี่เป็นท่าเรือข้ามไปอีกฟาก (ในตอนแรกข้าน้อยคิดจะเดินสะพานข้ามไป แต่พอแหงนมองสะพานแล้ว...เอิ่ม...ตรูยอมขี้เกียจนั่งเรือดีกว่า)

    ...ข้าน้อยโทรหาผู้ที่นัดหมายไว้...ยัง ยังไม่ใช่ผู้ที่ข้าน้อยจะสัมภาษณ์ แต่โทรนัดเพื่อนไว้ต่างหาก

    ...ท่านบี หรือ ชิโร(โร่)ยังไงล่ะ!

    วันนี้บีได้ลาพักร้อนจากงานที่บริษัทมา 2 วัน (พรุ่งนี้อีกวัน) การที่มีบีมาด้วย ช่วยให้ข้าน้อยอุ่นใจขึ้นเยอะ เพราะแถวตากสินนั้นเป็นเส้นทางที่ข้าน้อยไม่เคยไปมาก่อน การไม่มีประสบการ์ณอาจทำให้เราเขว่ได้ง่าย

    ...บีพาไปเที่ยววัดใกล้ๆ นี่ก่อน เป็นการพาไปเที่ยววัดยานนาวา เป็นวัดในรัชกาลที่ 3 ซึ่งในเวลานั้นมีงานเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐานที่ชั้นหนึ่งของวัด (แต่ชั้นสองมีงานศพคนจีน ชัก จะยังไงแฮะ เอาศพไว้เหนือพระบรมสารีริกธาตุเนี่ยนะ?) ภายในจัดแสดงพระบรมสารีริกธาตุ ทั้งของพระพุทธเจ้าและสาวก โชคร้ายที่ไม่สามารถถ่ายรูปนำมาให้ชมกันได้ จึงได้แต่บรรยายแทน

    ...พระบรมสารีริกธาตุถูกบรรจุอยู่ในกล่องแก้ววางบนแท่นสูงระดับอก มีสปอต์ไลท์ขนาดกะทัดรัดสองดวงติดภายใน เรียงเป็นแถวไม่ต่ำกว่าสิบอัน ช่วยส่องแสงสว่างกระทับกับเครื่องประดับพระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุในเลนส์แก้วสุญญากาศ ตัวของพระบรมสารีริกธาตุเป็นเหมือนเพชรพลอยสีสวยหลากสีสัน จนดูแล้วไม่น่าจะใช้กระดูกตามจินตนาการเลย เพชรพลอยขนาดตั้งแต่เท่าเม็ดข้าวจนกลายเป็นผงละเอียด มีป้ายติดบอกว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุส่วนไหน มีตั้งแต่ส่วนของเลือดและมันสมองเลยทีเดียว บางคนที่มาสักการะก็ซื้อดอกไม้ธูปเทียนบูชา ยกพนมเดินรอบๆ พระบรมสารีริกธาตุ ส่วนข้าน้อยแม้ไม่ได้ทำเพราะเชื่อในสายพุทธคนละแบบ แต่ก็ไม่ได้ลบหลู่

    ...นอกจากนั้น ยังมีหินกลมขนาดใหญ่และหยกต่างๆ จากประเทศจีน ประดับไว้ให้ผู้สนใจและมีจิตศรัทธา ยืนรับพลังจากมัน ซึ่งบีก็ไปยืนรับด้วย (พลางคิดใคร่ครวญว่า ทำไมเอาจีนกับอินเดียมาวางปนกันได้นะ เป็นการตกแต่งที่มึนจริงๆ)

    ...ชั้นสามซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของอาคารวัด มีห้องขนาดยาว ปูพรมสีแดงและติดแอร์เย็นฉ่ำ (สงสัยอยู่อย่างว่า ทำไมวัดเกือบทุกที่ใช้แต่พรมแดงนะ) ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุอีกชิ้นหนึ่ง วางไว้บนแท่นบูชาซึ่งเจาะผนังเข้าไป มีดอกไม้บูชาและลงรักปิดทองอย่างสวยสดงดงาม ซึ่งเราไม่สามารถเข้าไปชมใกล้ๆ ได้ ท่านเจ้าอาวาสก็อยู่ในห้องนั้นเช่นกัน แต่กำลังรับของถวายจากญาติโยม ขณะที่คนบางกลุ่มก็นำดอกไม้มาบูชาหน้าแท่น บ้างก็นั่งทำสมาธิ ส่วนข้าน้อยกับบีก็นั่งมองพระแท่นเพื่อดื่มด่ำชมความงามไป...แต่รู้สึกจะนั่งนานเกินไปหน่อย จนกระทั่งมีคนใหญ่คนโตซึ่งข้าน้อยก็ไม่รู้ว่าใคร เดินมานั่งที่เก้าอี้หน้าแท่น ทำให้เราต้องถอยทัพออกไป (บีมีแอบบอกว่า อยากอยู่ในห้องแอร์นานๆ เหอๆ)

     

    จุดหมายต่อไปของเราก็คือ โรงแรมแห่งหนึ่ง (เดี๋ยวก็รู้เองว่าทำไมข้าน้อยถึงไม่เปิดเผยชื่อ)

    ...ในระหว่างทางที่เราเดินไปผ่านย่านร้านค้าตลาดมากมาย บรรยากาศเหมือนกาดหลวงเปี๊ยบ เพียงแต่รถเมล์และควันดำอื้อกว่า คนก็เดินเยอะกว่า ถนนหนทางก็เต็มไปด้วยยวดยานที่เรียกว่า ใครคิดจะเดินลงถนนแบบเชียงใหม่ อาจมีสิทธิ์ไปเฝ้ายมบาลง่ายๆ เลย ไหนจะรถเมล์ที่ขับจอดป้ายอย่างหวาดเสียวได้ใจ แย่งรับผู้โดยสารกันอย่างสนุกเชียว ให้ผู้โดยสารและคนสัญจรเสียวเสี่ยงชีวิตไป

    ...ที่สังเกตได้เด่นชัดคือ ตามร้านต่างๆ จะมีร้านขายเครื่องประดับที่ทำจากหินหรือหยกเป็นส่วนใหญ่ เมื่อรวมกับความเป็นมาของวัดในรัชกาลที่ 3 ซึ่งทรงมีพระมารดาเป็นชาวจีน ทำมาการค้ากับชาวจีนที่โดยสารเรือสำเภา ประกอบกับการเกิดของโรงแรมแห่งนั้นที่มีอายุความเก่าแก่มานาน จึงน่าจะอนุมานได้ว่าที่นี่เคยเป็นย่านการค้าขายเก่าแก่แต่โบราณมา

    ...ในที่สุด บีก็พาเลี้ยวเข้าซอยซอยหนึ่ง ซึ่งข้าน้อยผิดคาด ตอนแรกคิดว่าทำไมทางเข้าโรงแรมถึงได้เข้าซอยซอมซ่อไม่สมกับโรงแรมระดับโลกอย่างนี้นะ และเมื่อยิ่งไปถึงอาคารสีขาวหลังหนึ่ง สถาปัตยกรรมแบบโคโลเนี่ยน (อาณานิคม) พอเข้าไปข้างในก็ต้องนึกแปลกใจ เพราะข้างนอกกับข้างในต่างกันราวฟ้ากับเหว มีพนักงานชายแต่งตัวภูมิฐานในชุดขาวงาช้างสวมหมวกแบบพนักงานโรงแรมดังของเมืองนอก ยืนเปิดประตูกระจกต้อนรับและทำความเคารพ เรียกกลิ่นอายของบรรยากาศของโรงแรมดังได้แล้ว ข้าน้อยสงสัยว่านี่คือโรงแรมจริงหรือ? แต่ไม่ทันได้ถามอะไรบี เพราะเจ๊แกเล่นเล่นเดินนำหน้าดุ่มๆ เอา (หรือข้าน้อยปากหนักไม่ถามก็ไม่รู้)

    ...เวลาที่เราไม่รู้อะไร อาจารย์ที่คณะสอนไว้ว่า “ให้คุณสังเกตแล้วอนุมานไว้ก่อน การเฝ้าแต่ถามจะไม่ช่วยพัฒนาการคิดของคุณ” และการสอนที่คณะก็มั่งจะไม่เฉลยคำตอบในทันที เพื่อเป็นการฝึกสอนให้นักศึกษาได้รู้จักคิด...นั่นทำให้ข้าน้อยมักติดนิสัยอนุมานไปก่อนที่จะคิดถึงต้นตอความจริงทีหลัง

    ...เมื่อสังเกตสองข้างทางเดินเข้าสู่ตัวอาคาร ล้วนแต่มีร้านขายของเก่าทั้งนั้น แต่เป็นของโบราณราคาแพง น่าจะอนุมานได้ว่า นี่เป็นร้านขายของโบราณถูกกฎหมาย ซึ่งลูกค้าต้องเป็นกระเป๋าหนักเป็นแน่

    ...และลูกค้าจะเป็นใครล่ะ ถ้าไม่ใช่แขกของโรงแรม

    พ้นร้านค้ามาได้ก็เป็นส่วนกลางหรือห้องโถงของตัวอาคาร เปิดโล่ง การตกแต่งคล้ายกับยุโรปสมัยต้นศตวรรษที่ 19 มีพรมแดงปูขึ้นบันไดกว้างเหมือนฉากหนังไททานิค และราวทางเดินทำด้วยทองเหลือง มีลิฟท์สำหรับขึ้นไปยังชั้นสองและสาม ซึ่งคาดว่าก็คงเป็นร้านขายของโบราณเช่นเดียวกัน

    ...แต่บีก็พาเดินตรงเข้าไปอีกฟากหนึ่งของร้าน ซึ่งข้าน้อยก็เดินตามไปโดยดี สายตาก็แอบสอดมองว่าพนักงานต้องสงสัยแน่ว่าเราไม่ใช่คนต่างชาติ (เพราะถ้าคนต่างชาติจะนุ่งชุดสบายๆ สไตล์ซาฟารี หรือเสื้อยืด เกือกสกอร์) เอาเถอะ ข้าน้อยก็คงมองโลกในแง่ร้ายไปสักหน่อย เพราะเคยแต่งตัวแนวนี้แล้วมีคนไทยเข้าใจว่าเราเป็นคนต่างชาติ(โซนเอเชีย)ก็ได้รับการบริการดีกว่า และก็เคยครั้งหนึ่งเมื่อขากลับจากสิงคโปร์ด้วยสายการบินเจ้าจำปี (บอกแค่นี้คงรู้นะ) ข้าน้อยได้รับบริการอย่างดีในขณะที่ทานอาหาร เพราะสจ๊วตเข้าใจว่าเป็นคนสิงคโปร์ไปเที่ยวเมืองไทย สจ๊วตพูดภาษาอังกฤษกับเรา (ซึ่งข้าน้อยก็เนียนตอบอิงริตไป ดีว่าฟังทันนะ) สจ๊วตเสริฟ์ไวน์ขาวไวน์แดง หรือแม้แต่เบียร์และเหล้านอกให้...ส่วนเพื่อนข้าน้อย ชะรอยว่าสจ๊วตจะดูออกว่าเป็นคนไทย เลยพูดภาษาไทย ยื่นเครื่องดื่มน้ำเปล่าให้ ไม่มีถามสักคำว่าจะรับแบบที่ข้าน้อยได้รับหรือเปล่า ถ้าเพื่อนไม่ขอ...

    ...แม้แต่ข้าน้อยยังเคยถามพ่อเลยว่า ตอนไฟล์บินไปต่างประเทศ เคยได้รับบริการอย่างข้าน้อยไหม?

    ...พ่อตอบว่า พอรู้ว่าเป็นคนไทย เขาก็เสิร์ฟแต่น้ำเปล่าให้ ถ้าไม่ถามก็ไม่เสริฟ์ไวน์หรือเบียร์ให้หรอก

    ...อืม ไม่แปลกเลย ว่าทำไมอันดับสายการบินที่ดีที่สุดในโลก โดนสิงคโปร์กับอาหรับเอมิเรต์คว้าไปกินซะได้ ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเคยได้อันดับหนึ่งมาตลอด...

    ...ซื้อตั๋วราคาเดียวกันแท้ๆ แต่บริการไม่เท่ากัน...

    ...เฮ้อ...คุณคะ...เราพร้อมเสมอ (วงเล็บ เสมอสำหรับเฉพาะชาวต่างชาติค่ะ)

     

    ...จบเรื่องการไม่เท่าเทียมกันของสังคมไปก่อน บีได้เดินนำหน้าเข้าไปยังอีกฝั่งของร้าน จนไปสุดมุมทางเดิน แล้วเลี้ยวขวา จากนั้นบีก็ยิ้มร่าและทักทายคนที่อยู่ในร้านฝั่งนั้น จนกระทั่งข้าน้อยเดินไปสมทบ...ร้านนี้เป็นร้านที่ตกแต่งสไตล์จีน เพราะเห็นแจกันลายครามและภาพวาดมาแต่ไกลล่ะ...

    ...และเจ้าของร้าน...หญิงสาวร่างอวบกำลังดี กำลังนั่งรออยู่บนโต๊ะจีนยิ้มแฉ่งต้อนรับ

    ...นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าน้อยได้เจอกับเธอผู้นี้...แต่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้คุยติดต่อกัน?

    ...เพราะข้าน้อยรู้จักเธอผู้นี้ ผ่านฟิคชั่นตำนานฮิคารุ เก็นจิ นั่นเอง!

    เจ๊นก นั่นเอง!

    ...ข้าน้อยรู้จักเจ๊นกจากการที่เจ๊ได้เข้าไปโพสต์ให้ความรู้เกี่ยวกับตำแหน่งขุนนางญี่ปุ่นสมัยเฮอัน ซึ่งสอดคล้องกับเนื้อเรื่องฮิคารุ เก็นจิ พอดี ซึ่งข้าน้อยถือเป็นพระคุณในความรู้นี่อย่างยิ่ง จากนั้นก็ได้ติดต่อกันทาง MSN แต่เพิ่งจะได้คุยโทรศัพท์กันเมื่อตอนจะนัดเจอกัน ครั้นที่ข้าน้อยลงมากรุงเทพ

    ...เจอหน้ากันครั้งแรก เจ๊แกก็หัวเราะแล้ว เพราะเห็นหน้าความเหนื่อยและความเพลียของข้าน้อย

    ...เจ๊นกบอกว่า ผิดคาดที่เคยคิดว่า ข้าน้อยคงเป็นสาวน้อยสดใสกลางทุ่งหญ้า ด้วยเห็น DisplayIcon ที่เป็นยัยคอร์ เด็กผู้หญิงผมบ็อบสีข้าวโพด ยิ้มแย้มตาแป๋ว ประกอบกับฟิคชั่นเรื่องยัยคอร์กับฮาเดส ที่เจ๊นกได้อ่าน ก็ชมว่าเขียนเรื่องราวความรักได้น่ารักมาก คนเขียนจะต้องเป็นสาวน้อยน่ารักแน่

    ...เหอๆ

    ...เจ๊ไม่รู้หรือว่า โลกเสมือนจริงกับโลกจริงนั่น มันตรงข้ามกันเยี่ยงไร เหอๆ

    (ที่จริงข้าน้อยก็คิดแบบเดียวกับเจ๊แหละ แต่คิดว่ายังไงนั่น...ไม่บอก หุหุ)

    ...เจ๊นกเป็นพนักงานขายของโบราณ ส่วนใหญ่เป็นข้าวของเครื่องใช้จากเอเชียตะวันออก พวกญี่ปุ่นหรือจีน เท่าที่เห็นมีเฟอร์นิเจอร์จากจีน โดยเฉพาะโต๊ะที่แกนั่งทำงานนั่น ราคาเกือบเหยียบล้านเลยทีเดียว

    เหอๆ แต่ที่ข้าน้อยสนใจ คือ ภาพเขียนจีนโบราณมากกว่า เจ๊นกบอกว่าขายดีมาก และที่ขายดีก็เพราะว่า มันเป็นรูปแนวอีโรติก! ภาพของหนุ่มสาวในเรื่อง จินผิงเหมย กำลังเสพสังวาสกันนั่นเอง!

    ไม่ใช่แค่เป็นภาพวาดคู่รักพลอดรักกันตามธรรมดาเท่านั้น แต่มันยังมีแบบ 3P ขึ้นไปด้วย (ใครดูหนังโป๊จะเข้าใจศัพท์นี่) เห็นแล้วอึ้งเลยทีเดียวว่า สมัยก่อนมีแบบนี้แล้วฤา? (นึกว่าจะมีแต่เรื่องรักร่วมเพศอย่างเดียวซะแล้ว) เจ๊นกบอกว่า แขกแวะร้านนี้ทีไร รูปนี้ได้ขายดีก่อนเพื่อนทุกทีเลย

    ...ใครไม่มีหัวศิลปะทางอีโรติกอาร์ต คงไม่มีวันเข้าใจหรอก

    ของอีกอย่างที่ข้าน้อยสนใจ และเจ๊นกก็ถึงกับเปิดตู้โชว์ให้หยิบได้เลย คือ มีดสั้นเล่มหนึ่ง ไม่แน่ใจว่าเป็นของชาติไหน แต่ลักษณะมีดกระชับมือ ความคมของมันยังมีอยู่จนเจ๊นกบอกให้ระวังด้วย

    ...พร้อมหัวเราะน้อยๆ ว่า ยัยพลอยนี่ชอบเล่นของมีคม...อาจเพราะข้าน้อยเกิดวันอังคารด้วยมั่ง ดวงเทพสงครามมาร์ส (อาเรส) มันเลยแรง เหอๆ

    ...เจ๊นกทำงานเป็นพนักงานขายในร้านนี้ จะต้องอยู่เฝ้าประจำที่ร้าน ไม่สามารถออกไปไหนได้ แม้จะเป็นพักเที่ยงก็ต้องฝากแม่บ้านซื้อเข้ามาให้ จะเล่นอินเทอร์เน็ตหรืออ่านหนังสือก็ทำได้ หากไม่โชคซวยหัวหน้างานผ่านมาเห็นพอดี...ความเข้มงวดเช่นนี้ ก็สมกับเงินเดือนมากมายที่ได้รับ (แต่แกร่ำๆ ว่า หากหางานใหม่ได้ก็อยากหาเหมือนกัน แต่ในเมื่อเศรษฐกิจโลกไม่ดีอย่างนี้ ทำงานเดิมคงดีกว่าออกไปเสี่ยงหางานใหม่ล่ะน้า...เหอๆ ดีกว่าข้าน้อยที่ยังต้องยังชีพด้วยเงินว่างงานจากพ่อแม่เลย)

    ...จากที่มื้อเที่ยงตั้งใจจะออกไปกินร้านเจ้าอร่อยที่เจ๊นกแนะนำ แต่สุดท้ายก็ต้องสั่งพิซซ่าแทน เพราะเจ๊นกโทรไปขอหัวหน้างานกันเหนียวไว้ก่อน ทั้งๆ ที่พวกเราก็คาดเอาไว้ว่า หากอยากจะออกไปก็สามารถแอบออกไปได้อยู่หรอก...แต่! ถ้าเกิดวันนี้วันดี หัวหน้างานเจ๊นกเดินลงมาตรวจงานที่ร้านแล้วไม่เจอเจ๊ล่ะก็ เป็นเรื่องแน่! เรื่องคอขาดบาดตายทีเดียว! เพราะโรงแรมระดับนี้เช่นนี้ เขาไม่มีวันปล่อยปละพนักงานให้ออกไปข้างนอกเหมือนโรงแรมอื่นๆ แน่

    ...เฮ้อ เงินเดือนสูง ใช่ชีวิตจะสบายนะงับ พี่น้อง (นี่แหละ เป็นสาเหตุที่เจ๊นกขอให้ปิดชื่อโรงแรมไว้)

    ...และก็เป็นไปตามคาด หัวหน้าเจ๊นกสั่งเสียงเขียวว่า ไม่ให้ออกไปเด็ดขาด! พวกเราแม้แต่เจ๊นกก็หน้าระเหี่ยไปตามๆ กัน แต่ก็มองกันในแง่ดีว่า เจ๊นกไม่ออกไปก็ดีแล้ว เพราะถ้าฝ่าฝืน เจ๊นกก็อาจถูกลงโทษ และทำให้พวกเราพลอยลำบากใจที่เป็นสาเหตุด้วย อีกอย่าง ออกไปกินข้าวด้วยใจที่หวาดหวั่นแบบนี้ แทนที่จะได้กินข้าวกลางวันอย่างสบายใจ ก็พลันจะทำให้มื้อนี่กร่อยเปล่าๆ

    ...กระนั้นก็ตาม ยังโชคดีอยู่บ้างที่เจ๊นกไม่ได้บอกหัวหน้างานว่าจะกินพิซซ่าในร้าน (เจ๊นกแจ้งหัวหน้างานว่ามีน้องมาเยี่ยม จะพาไปกินข้าวข้างนอก แต่ในเมื่อไม่อนุญาต หัวหน้าก็(คง)เข้าใจว่า พวกเราถอยทัพกลับยอมแพ้แล้ว หารู้ไม่ว่าได้สั่งพิซซ่าขึ้นมากินบนโต๊ะราคาเกือบเหยียบล้านตัวนั้นแหละ หุหุ

    ...เจ๊นกว่า เป็นบุญแล้วที่ได้กินบนโต๊ะราคาแพงเยี่ยงนี้ เหอๆ

     

    ก่อนกลับ (ที่จริงตอนเจอกันครั้งแรกต่างหาก) เจ๊นกก็มีของฝากติดไม้ติดมือกลับไปให้ เป็นของผลิตภัณฑ์จากโรงแรมเอง...เดี๋ยว! อย่าคิดว่าเจ๊ไม่ลงทุน เพราะผลิตภัณฑ์ของโรงแรม เป็นขนมราคาที่คนธรรมดาซื้อไม่ได้ล่ะ ไม่ใช่ขนมถุงบาทสองบาท แต่เป็นกล่องขนมอย่างดี อันหนึ่งเป็นเยลลี่ราคาไม่ใช่น้อยๆ และคุกกี้...มีคุกกี้ให้เลือกสองแบบ (เพราะมาสองคน) มีคุกกี้แยมสีสตอรเบอร์รี่ และคุกกี้เม็ดมัคคาโดเมีย (เป็นเมล็ดคล้ายถั่วสีงาช้าง ขนาดเท่านิ้วโป้ง ที่เป็นส่วนผสมของช็อกโกแลต เป็นพืชที่ปลูกบนภาคเหนือในที่อากาศเย็น) ข้าน้อยพอเห็นอะไรแดงๆ ก็เอาก่อนเลย สีมันเตะตาดีชอบ หุหุ

    ...ถึงกระนั้นก็ตาม ก็ยังขอกินส่วนที่เป็นมัคคาโดเมียส่วนของบีบ้าง ซึ่งก็ได้รสชาติแบบถั่ว กินไปเสียวฟันหักไปแฮะ แต่ก็อร่อย...ก่อนกลับก็ลาเจ๊นก พร้อมของฝากติดมือไปด้วย

     

    ...พวกเรากลับมาถึงท่าเรือข้ามฟากอีกครั้ง ตอนแรกข้าน้อยคิดว่าเป็นเรือหางยาวแบบลงไปนั่งตอนลึกของเรือ เหมือนที่เห็นในข่าว แต่กลับเป็นเรือไม้ลำใหญ่ มีที่นั่งเป็นสัดส่วนแบบรองพื้นท้องเรือไว้ ไม่ต้องก้าวก้มเข้าไปนั่งแอดอัดเป็นปลากระป๋อง อากาศโล่งโปร่งหายใจสบาย แต่ต้องระวังนิดหนึ่ง เพราะเป็นเรือแบบไม่มีกราบเรือกั้น เดินไม่ดีช่วงจังหวะเรือโคลงเคลง มีสิทธิ์ไถลตกไปในกอผักตบชวาได้

    ...ค่าโดยสารเรือคนละ 3.50 บาท ที่ถูกอย่างนี้เพราะเป็นเรือข้ามฟาก ใช้เวลาไม่ถึง 15 นาทีด้วยซ้ำ นึกๆ แล้วก็อยากถามคนขับเรือว่า ไม่เบื่อมักเหรอ ขับไปขับกลับอยู่ฝั่งแค่นี้นะ ทำงานย้ำคิดย้ำทำอย่างนี้

    ...เขาคงเบื่อแหละ แต่มันไม่มีทางเลือกทางอาชีพนัก สำหรับในชีวิตจริง

    ...ในที่สุดเราก็ลงตรงท่าเรือข้ามฟากอีกฝั่ง ตอนลงก็เสียวเล็กน้อย เพราะยังจำเหตุการณ์เมื่อหลายสิบปีก่อน ที่โป๊ะเรือล่ม...แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปด้วยดี เด็กคล้องเชือกเรือและกระโดดอย่างคล่องแคล่วโดยไม่มีสะดุดตกลงน้ำ ค่าโดยสารนั้นจ่ายเวลาขาขึ้น มีรั้วกั้นเอาไว้ให้ผ่านไม่ให้เบี้ยวค่าเรือ ใช้สายตาคะเนแล้ว ท่าเรือนี้น่าจะมีคนขึ้นพอประมาณ เพราะช่องทางเข้าออกเรือทั้งพอดีตัว และก็มีน้อยนัก

    ...มีสวนสาธารณะที่เชื่อมต่อกับท่าเรือข้ามฟาก บีก็เป็นเนวิกเตอร์อีกเช่นเคย ที่ข้าน้อยต้องเป็นลูกเจี๊ยบเดินตามแม่ไก่ไป...จนถึงตึกใหญ่ริมแม่น้ำ

    ที่นี่แหละ ที่ข้าน้อยจะมาสัมภาษณ์!

    อาคารนี้เป็นอาคารหลังใหญ่ แต่การออกแบบภายในเป็นแบบสำนักงานเก่าสมัย 10 ปีที่แล้ว การตกแต่งไม่ถือว่าทันสมัย แต่ก็ไม่เก่าจนเกินไป ภายในเป็นห้องโถงเพดานเปิดโล่งเห็นภายในอาคารมีสามชั้น และบันไดเลื่อนขึ้น ทำให้อนุมานได้ว่า ตึกแห่งนี้ไม่ใช่ออฟฟิศแต่ดั้งเดิม น่าจะเคยเป็นห้างสรรพสินค้ามาก่อน แต่เป็นห้างสไตล์แบบเก่า ปัจจุบันนี้มีบริษัทหลายแห่งมาเช่าที่ กลายเป็นอาคารเช่าสำนักงานไป มีร้านขายอาหารอยู่บริเวณชั้นล่าง พอจะอนุมานได้ว่า ตึกหลังนี้ไม่มีร้านอาหารข้างนอก ทำให้มีร้านขายอาหารอยู่ข้างในสำหรับคนในตึกนี้ มีร้านขายหนังสืออยู่ด้วย แต่เป็นร้านขายหนังสือประเภทธุรกิจ คิดแล้วยังนึกไปว่า ท่าตึกนี่จะเคยเป็นตลาดหุ้นหรือเปล่าหนอ?

    ...และแล้ว คนๆ หนึ่งก็เดินออกมา จากสำนักงานของประกันชีวิตแห่งหนึ่ง?

    ...สหชาติของบี...เอวัง เอ๊ย เอวัน นั่นเอง!

    ...ที่แท้(สำหรับใครที่ไม่ทราบ)เอวันก็ทำงานอยู่ในสำนักงานเอไอเอ ซึ่งอยู่ในตึกนี้เช่นเดียวกัน พวกเรามีของฝากไปให้เอด้วย...นั่นคือ ขนมที่เจ๊นกให้ และพิซซ่าส่วนที่กันไว้ให้เอนั่นเอง (ไม่ค่อยจะลงทุนเล้ย)

    ...จากนั้น พวกเราก็เข้าไปเตรียมตัวให้เรียบร้อยเสียก่อน จัดการทำธุระในห้องน้ำให้เสร็จ สำรวจผมเผ้า ลงแป้งซับเหงื่อให้หมดจด ตรวจความเรียบร้อยของอุปกรณ์...และนี่เป็นครั้งแรกที่ข้าน้อยได้ใช้เครื่องบันทึกเสียง ซึ่งเป็น MP3 พกพาคู่ใจ…กระนั้นก็ตาม แม้จะทดสอบเสียงมาแล้ว มันก็ยังฟังในระดับที่เบา จึงเริ่มไม่แน่ใจว่าจะใช้ได้ผลหรือเปล่า...แต่ก็นึกถึงคำเตือนของท่านฮาเดส ‘ให้เตรียมพร้อมเสมอ’

    ...ดังนั้น ‘มีดีกว่าไม่มี’ เอาไว้จะดีกว่า และข้าน้อยก็เตรียมสมุดจดเอาไว้ด้วย เพราะไม่มั่นใจว่าซิริมบั่มในสมองว่า จะสามารถจดจำได้หรือเปล่า (เพราะตอนนั้นก็ต้องแบ่งหน่วยความจำบทสัมภาษณ์ในหลายวันที่ผ่านมา จดลงบันทึกยังไม่เสร็จดีเลย)

    ...และก็ได้ขอร้องให้บีไปเป็นเพื่อน ช่วยถ่ายรูปให้ด้วย จะได้มีหลักฐานยืนยันว่าเราได้ไปสัมภาษณ์มาจริงๆ ไม่ได้ไก่กาติ๊งต่างมั่วๆ

    ...เอบอกว่า สถานที่นั่นว่าอยู่บนชั้นสอง ขึ้นไปตามบันไดเลื่อนเลย อยู่ตรงมุมขวาสุด

    ...ข้าน้อยกับบี เดินไปเซอร์เวย์ตามทางที่บอก ก็ได้เจอดังว่า...

    ...โลโก้ส้มๆ (เหตุไฉนไยจึงเหมือนโลโก้ ASK หนอ? ช่างบังเอิญจริงๆ)

    มาถูกที่แล้ว! เข้าไปเลยซิ!

    เดี๋ยว! ยังลุยเข้าไปไม่ได้! (ทำอย่างกะยกพวกมาถล่มงั้นล่ะ...)

    ตามมารยาทแล้ว ข้าน้อยจะต้องโทรแจ้งให้ผู้สัมภาษณ์ทราบล่วงหน้าก่อน เกิดว่าเขากำลังรีบเร่งทำอะไรอยู่ หรือเตรียมอะไรไม่พร้อม จะไม่ดี...อย่างน้อยแจงให้เขาทราบก่อนว่าเรามาถึงแล้ว (เอ๊ะ? หรือว่าจะกลายเป็นยิ่งเร่งกว่าเก่าแฮะ?)

    ดังนั้น ข้าน้อยจึงตั้งหลักกับบีก่อน ห่างจากสถานที่เกิดเหตุ เอ๊ย ที่สัมภาษณ์ไม่ถึง 20 ก้าว จากนั้นข้าน้อยก็โทรเข้าเบอร์ของผู้ที่ข้าน้อยจะขอสัมภาษณ์ในวันนี้...

    ...อา...มีเสียงรอรับสายล่ะ...

    ...ตู๊ด...ตู๊ด...ตู๊ด

    ...ไม่มีสัญญาณตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก...

    ไม่เป็นไรเอาใหม่...

    ...ตู๊ด...ตู๊ด...ตู๊ด

    ...ไม่มีสัญญาณตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก...

    เฮ้ย! ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะ!? นี่มันได้เวลานัดแล้วนิ (เริ่มใจคอไม่ดีแล้ว)

    เอาใหม่อีกรอบ!

    ...ตู๊ด...ตู๊ด...ตู๊ด

    ...ไม่มีสัญญาณตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก...

    จ๊าก! ทำไมเป็นอย่างนี้ไปได้เนี่ย! เกิดอะไรขึ้นกัน! ทำไมเขาไม่ยอมรับสาย!?

    หรือ? หรือว่าเขาจะยังงานไม่เสร็จ? หรือว่าเขาจะลืมนัดไปเสียแล้ว!?

    ข้าน้อยกลัวจะเป็นแบบหลังมากกว่า!

    ไม่! ไม่น่าจะใช่ เพราะข้าน้อยก็โทรคอนเฟิร์มทั้งก่อนมากรุงเทพฯ และหลังจากมาด้วยซ้ำ! เขาไม่น่าจะลืมได้!...เว้นแต่ว่า ทางเขามีงานด่วนเข้ามาจนไม่สามารถให้คิวสัมภาษณ์เราได้!

    โอ้! ไม่นะ! ทำไมต้องมาเจออุปสรรคแสนโชคร้ายเยี่ยงนี้ด้วย! อุตส่าห์ถ่อมาตั้งไกล ไฉนจึงเป็นเช่นนี้!?

    จะทำยังไงดี!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!???

    “............................................................................................................................................”

    ...หันไปมองบีที่กำลังรออยู่ทีหนึ่ง แล้วก็หันไปมองสถานที่อีกทีหนึ่ง แล้วก็ถอนใจเฮือกใหญ่...

    “บี เข้าไปหาดีกว่า โทรแล้วเขาไม่รับสาย เลยเวลามามากแล้ว” ข้าน้อยเอ่ยชวนบีเข้าไปในสถานที่ในที่สุด...เพราะคาดว่า โทรต่อไป เขาคงไม่รับสายอีกแน่...และจะรอต่อไปก็จะทำให้เวลาผ่านไปอย่างสูญเปล่า พลันจะทำให้เราฟุ้งซ่านไปเรื่อยๆ...สู้เข้าไปถามความจริงจากคนในนั้นดีกว่า!

    ถึงจะเป็นอย่างที่เราคาดเอาไว้ ก็สู้รู้เร็วๆ ดีกว่าร้อนรนเช่นนี้!

     

    ...คนข้างในลุกขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงออดที่เรากดหน้าสำนักงาน คนที่เปิดรับเป็นผู้ชาย สอบถามว่าเรามีธุระอะไร? มาหาใคร? (ดีว่าพี่แกหน้ารับแขกนะ เราเลยกล้าสู้หน้าหน่อย)

    “มาหาคุณโน๊ตค่ะ ดิฉันนัดสัมภาษณ์เวลาบ่ายสองวันนี้”

    เขาให้เราเข้ามารอข้างในสำนักงาน แต่เป็นส่วนห้องรับแขกเล็กๆ ด้านหน้ามีโลโก้ของบริษัท และโซฟาเล็กๆ พอนั่งได้สองคน (แต่มีเอกสารวางไว้อีกแฮะ) เป็นที่ที่ไม่น่าจะใช้รับแขกนานๆ ได้

    ...ระหว่างที่คนรับแขกหายไป ข้าน้อยก็เริ่มฟุ้งซ่านไปเรื่อยๆ...คิดไปต่างๆ นานๆ ว่าเดี๋ยวจะออกมาบอกว่า...คุณโน้ตมีธุระด่วนกะทันหันครับ คงจะมาไม่ได้เสียแล้ว หรือไม่ก็...คุณโน้ตไม่ได้แจ้งว่ามีนัดนี่ครับ

    ...คงเป็นฝันร้ายในชีวิตสุดๆ ที่ต้องพยายามคุมสติให้ดีด้วย

    ...ช่วงเวลาวัดใจมาถึงแล้ว เมื่อชายคนเดิมกลับมาหาพวกเรา...

    “เดี๋ยวเชิญเข้ามารอในห้องก่อนเลยครับ...คุณโน๊ตกำลังมา”

    เฮ้! (ดีใจลึกๆ) ค่อยยังชั่วหน่อย! ...แต่ก็ยังฟุ้งซ่านไม่เลิก กลัวว่าจะมีอุบัติเหตุกะทันหันทำให้ชวดสัมภาษณ์แบบปัจจุบันทันด่วนอย่างที่ฟุ้งซ่านไว้หรือเปล่า เพื่อความไม่ประมาท อย่าเพิ่งตั้งความหวัง และมีสติเสมอ...อะไรก็เกิดขึ้นได้! แม้ไม่มีปาปริก้าก็ตาม (เริ่มต๊องไปไกลล่ะตรู!)

    ...พวกเราเดินเข้าไปด้านในได้ครึ่งทาง เพราะเป็นส่วนโต๊ะออฟฟิศพนักงานทั้งหมด ประมาณไม่เกินสิบชีวิต ลักษณะโต๊ะแบ่งเป็นเหมือนช่องๆ เหมือนโต๊ะออฟฟิศของสำนักงานทั่วไปแบบใช้พื้นที่ประหยัด มีการใช้ผนังขนาดระดับสายตาคนยามนั่งอันเดียวกัน เชื่อมเป็นกากบาท แต่มีขอบเขตทำงานของใครของมัน ทุกคนมีคอมพิวเตอร์หมด (จะตั้งโต๊ะ-โนคบุคก็แล้วแต่) ทุกคนจะหันหน้าเข้าหากันในโต๊ะของแต่ละคน แต่คอมพิวเตอร์แต่ละคนหันหลังใส่กัน (เอ๊ะ!...ตกลงคนเขียนมันงงหรือเขียนไม่รู้เรื่องกันฟ่ะ?...ช่างเถอะ) พนักงานทุกคนทำงานอย่างเคร่งเครียด ขนาดรู้ว่ามีแขกมาเยือน เห็นมีคนละจากหน้าจอมาดูข้าน้อยกับบีแค่คนเดียวเอง และก็นั่งทำงานต่อไป ขยันกันตัวเป็นเกลียวทีเดียว...น่าชื่นชม

    ...ห้องที่เราได้เข้าไปรอและเตรียมตัวสำหรับการสัมภาษณ์ เป็นห้องประชุมของออฟฟิศเลย ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ ขนาดคนประมาณ 8 คน อยู่ได้สบาย (เข้าใจตามหลักสถาปัตย์ไหมเอ่ย?) มีกระจกติดไว้รอบ ยกเว้นด้านขวามือซึ่งเป็นผนังทึบ มีตู้วางของรางวัลการันตีคุณภาพ พร้อมข่าวของบริษัที่ลงหน้าสื่อหนังสือพิมพ์-นิตยสาร ตัดเก็บเอาไว้ มีโต๊ะไม้ยาวเทียมสำหรับประชุม บนโต๊ะมีเครื่องฉายโปรเจคเตอร์เครื่องหนึ่ง มุมห้องตรงฝั่งเดียวกับประตูทางเข้า มีชุดโซฟาขนาดกลาง ชะรอยตรงโซฟาชุดนี้แหละจะเป็นส่วนรับแขกจริงๆ เพราะเป็นมุมที่สบาย รับรองแขกได้มากอยู่

    ...บีทำหน้าที่ช่างภาพกล้องตัวเองในขณะที่รอ ส่วนข้าน้อยก็เตรียมเครื่องมือจด ทั้งสมุด เครื่องบันทึก และหน่วยความจำในสมองไว้พร้อม สัมภาษณ์ครั้งนี้ท่าจะหนักแน่!

    ...ในระหว่างที่รอ แม้ว่าจะมีเปอร์เซ็นต์สูงว่าจะได้สัมภาษณ์แน่ๆ แต่ข้าน้อยก็ยังอดสังหรณ์ (คราวนี้ไม่ฟุ้งซ่านแล้ว) ไม่ได้ว่า...สัมภาษณ์ครั้งนี้ต้องมีอะไรบางอย่างมาเป็นสะดุดอุปสรรคแน่?

    ...เสียงประตูก็ดังขึ้น พร้อมกับเสียงทุ้มที่ทักทายมาว่า...

    “สวัสดีครับ รอนานไหม?”

    ...นั่นคือเสียงของผู้ที่ข้าน้อยจะมาสัมภาษณ์เขาในวันนี้...เฮียโน๊ต ณ เว็บเด็กดี นั่นเอง!

    ...สิ่งที่ข้าน้อยรู้สึกผิดตาเมื่อเห็นเฮียโน้ตใน DisplayIcon ในเว็บไซต์ กับตัวจริงนั่น คนละสไตล์เลย ในเว็บเหมือนเป็นหนุ่มสบายๆ แต่พอเจอตัวจริงแล้ว พี่ท่านแต่งตัวเสื้อเชิ้ตลายทาง กางเกงสแล็คอย่างดี เนี้ยบทุกระเบียบนิ้ว เมื่อบวกกับผมเผ้าหน้าผมที่เท่และใบหน้าใสไร้สิว พร้อมกับบุคลิกแบบนักธุรกิจรุ่นใหม่ เรียกว่าเป็นพระเอกละครได้สบายๆ เลย (หุหุ รู้กันแค่นี้นะเฟ้ย! ห้ามใครส่งลิงค์นี่ไปบอกเฮียโน้ตนะเฟ้ย! ไม่งั้นจะแช่งให้ท้องเสียถ่ายไม่หยุด 7 เดือน 7 ปีเลยเชียว! แช่งใครแล้วได้ผลนะเฟ้ย!)

    เฮียโน้ตนั่งลงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามข้าน้อยพอดี ขอโทษขอโพยที่มาช้าเพราะเพิ่งออกจากห้องประชุม...แต่สิ่งที่ข้าน้อยคาดคิดไว้ก็บังเกิดขึ้น! เพราะเฮียโน้ตแจงว่า ให้เวลาสัมภาษณ์ 15 นาที พอไหม? เพราะเขายังมีธุระที่ต้องทำต่ออีก...

    ...โอ้...โอ้...โอ้!!!

    คำถามเกือบ 20 คำถาม ที่เมื่อวานถามท่านฮาเดสเกือบสองชั่วโมง มาบัดนี้ต้องย่นให้เหลือ 15 นาที!

    ความตกใจทำเอาประสิทธิภาพเครื่องยนต์ที่อุ่นเครื่องรอไว้แล้ว กลายเป็นรวนโดยฉับพลัน! ในขณะที่ผู้ให้สัมภาษณ์อยู่ตรงหน้า การปล่อยให้เวลาผ่านเลยไป กลับจะยิ่งส่งผลเสียต่อทั้งสองฝ่าย!

    ห้วงเวลานั่น ประดุจเหมือนกำลังขึ้นเวทีโต้วาทีเลยทีเดียวเชียว!

    ทุกอย่างต้อง Show must go on (เสีย)แล้ว!

     

    ...บีทำหน้าที่ถ่ายรูประหว่างการให้สัมภาษณ์เฮียโน้ต ในขณะที่ข้าน้อยต้องใช้หน่วยความจำทั้งสองรูปแบบ มือต้องจด และสมองต้องจำ และเมื่อแยกย่อยการทำงานของสมองเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งซึมซับคำสัมภาษณ์ และอีกส่วนก็ต้องรีบคิดคำถามข้อต่อไป ที่ต้องคัดเอาเนื้อหาที่ต้องการอยากได้เท่านั้น คำถามไหนที่สำคัญมากที่สุดจะรอคิวออกจากปาก และอันไหนที่ยิบย่อยจะโดนโยนทิ้งไป

    ...ไม่เคยต้องทำงานจับปลาหลายมือ(หลายหัว)อย่างนี้มาก่อนในชีวิตเล้ย!

    ...การสัมภาษณ์ลุล่วงไปได้ด้วยดี เฮียโน๊ตให้สัมภาษณ์อย่างผู้ผ่านประสบการณ์และมีวิสัยทัศน์ที่เข้าใจโลกและกลุ่มลูกค้าของเขาเป็นอย่างดี เท่าที่ฟังจากการสัมภาษณ์ เฮียโน๊ตเองก็คงมีความลำบากใจในปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากความหลากหลายทางความคิดของผู้คนในเว็บเด็กดี ซึ่งก็เป็นปัญหาที่ต้องค่อยๆ ตามแก้กันไป

    ...เฮียโน๊ตก็ถือเป็นบุคคลที่เหมาะสมกับตัวอย่างการเก็บข้อมูลอย่างยิ่ง เพราะเป็นคนที่ทำงานด้านวรรณกรรมออนไลน์จริงๆ ทำให้เราสามารถที่รู้ถึงข้อมูลของวรรณกรรมออนไลน์ได้ เพราะเรื่องด้านนี้ยังถือว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมโลกไซเบอร์ ที่ยังไม่มีตำราออกมาเขียนเป็นชัดเจน

    ...เราไม่รู้ได้ว่าใช้เวลาสัมภาษณ์ไปเท่าไหร่ แต่มันก็จบลงอย่างไม่มีการขัดจังหวะว่าหมดเวลาแล้ว มีการไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกันพอสมควร ก่อนจะจากลากัน โดยได้ถ่ายรูปเป็นที่ระทึก เอ๊ย ระลึกเอาไว้ บริเวณทางเข้าออฟฟิศ ซึ่งมีโลโก้ของบริษัทนั่นเอง เป็นไฟล์บังคับของการผู้มาเยือนเด็กดีเลยว่า ต้องถ่ายรูปบริเวณนี้ ประหนึ่งว่าได้มาเยือนที่เด็กดีแล้ว หาได้ไก่กาไม่

    ...ก่อนกล่าวอำลาอย่างชื่นมื่นทั้งสองฝ่าย

     

    พวกเราลงไปหาเอกันที่สำนักงาน ข้าน้อยปล่อยให้บีเป็นเนวิกเกเตอร์อีกครั้ง เพราะทางเข้าสำนักงานนั่น ต้องให้นิยามภาพเป็นบ้านใต้ดินของกระต่ายเลย ที่จะมีอุโมงค์ผุดโผล่ไปตามที่ต่างๆ ส่วนไหนที่น่าจะเป็นผนังทึบหรือซอกซอน กลับกลายเป็นห้องทำงาน...ถือเป็นการใช้พื้นที่ได้ประหยัดจริงๆ

    ...ห้องทำงานของเอ ก็ถือว่านิยามว่า นกน้อยทำรังแต่พอตัว ไม่ใช่สิ สองตัวมากกว่า เพราะเป็นห้องทำงานที่ใช้ร่วมกันสองคน เพราะมีดโต๊ะอยู่สองตัว และคอมอีกหนึ่ง ผนังรอบด้านเต็มไปด้วยปฏิทิน ตารางงาน แฟ้มประวัติลูกค้าเพียบ เอกำลังนั่งปั้มตราบริษัทบนปฏิทินที่จะแจกลูกค้าอยู่

    ...ตำแหน่งหน้าที่ของเอคือ หน่วยประสานงานแผนกต่างๆ (มันเป็นหน้าที่อะไรน่าจะทราบในใจดีนะ เหอๆ)

    ...มาหาเอก็ไม่เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ รีบทำการถ่ายโอนข้อมูลการสัมภาษณ์ ทั้งภาพและเสียงจากกล้องและเครื่องบันทึก ผ่าน USB ลงคอมก่อน จากนั้นก็ใส่ Handydrive ของข้าน้อยอีกที เพื่อความไม่ประมาท และเพื่อเหลือพื้นที่ให้เราไปสัมภาษณ์ต่อ?

    ...ยังเหลือคนสัมภาษณ์อีกคน! เป็นคนสุดท้ายในวันนี้ด้วย!

    (เฮ้อ...แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว)

     

    เอจะตามไปสมทบทีหลัง เพราะสถานที่ที่เราจะไปต่อในสุดท้ายของวันนี้ก็คือ...

    ศูนย์สิริกิตติ์ งานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ! (อีกแล้วคร้าบท่าน)

    บ่ายสามข้าน้อยกับบีรีบจับเรือข้ามฟากกลับไปอีกฝั่งทันที ตอนแรกข้าน้อยคิดว่าบีจะเดินนำขึ้นบันไดเลื่อน BTS ไปเสียอีก แต่บีกลับเดินผ่านเลย มุ่งหน้าไปสู่ทางเดินเลียบถนนใหญ่ที่การจราจรแออัด?

    แล้วยังเลี้ยวไปเส้นทางที่จะไปที่ทำงานของเจ๊นกอีก?

    จะกลับไปทำไมอีกหว่า?

    ...ยังไม่ทันได้ถามถึงที่มาประหลาดนี่ ก็ถึงบางอ้อแล้ว เมื่อบีหยุดอยู่ที่ป้ายรถเมล์ริมฟุตบาธ

    อ้อ...เราจะเดินทางไปโดยรถเมล์นี่เอง

    ...ระหว่างรอรถเมล์ไป ก็มีอะไรให้ระทึกขวัญขณะมองการขับของรถเมล์ การขับทั้งซิ่งทั้งแซงแย่งผู้โดยสารแบบชนิดว่าต้องทำยอดให้เท่ากับค่าเติมน้ำมัน ชีวิตผู้โดยสารไม่สำคัญ ขอให้ยอดเดินรถวันนี้ของตรูมีกำไรพอค่าเหล้าคืนนี้ก็พอ กลายเป็นการเดินทางของคนเมืองหลวงเป็นการเสี่ยงภัยตลอดเวลา...พอบอกให้คนรถเมล์ปรับปรุง ก็มักได้ยินข้ออ้างสารพัดสารเพ ค่ารถเมล์ถูก มันก็ต้องอยู่แบบถูกๆนี่แหละ อยากชีวิตปลอดภัยก็ต้องจ่ายแพง ไปขึ้นรถไฟฟ้านู้นซิ ตรูไม่ง้อหรอก บลา บลา

    ...เฮ้อ คิดแล้วเหนื่อยจริง ชีวิตคนที่มันสวนทางกับค่าครองชีพ

    รถเมล์มาจอดเทียบแล้ว จะไม่ขึ้นตามบี เจ้าถิ่นก็กระไรอยู่ ข้าน้อยก็จำใจต้องขึ้น (ไม่ใช่กระแดะนั่งรถเมล์ไม่เป็นนะ แต่รถเมล์เชียงใหม่มันปลอดภัยกว่ากรุงเทพเยอะเลย แถมที่นั่งยังดีกว่าด้วย เพิ่มตังค์อีก 5 บาท ก็นั่งตลอดสายมีแอร์เย็นฉ่ำ…เสียอย่างเดียวคือ มา(โครต)ช้านานเป็นชั่วโมง) เห็นสภาพรถเมล์แล้วแทบจะต้องสวดมนต์ตลอดทาง พื้นไม้ผุอย่างกะจะเด้งได้ตลอดเวลายามรถกระดอนตัว เบาะรถที่ฉีกจนเห็นฟองน้ำโผล่ออกมา ไหนจะอากาศร้อนและเสียงเพลงลูกทุ่งจากวิทยุเหนือหัวคนขับ แข่งกับเสียงยวดยานอีก...นี่มันเมืองเทพจริงๆ หรือเนี่ย?

     

    ...สรุปการเดินทางก็ผ่านพ้นไปอย่างปลอดภัยกึ่งทุลักทุเลกึ่งกลัวหวาดระแวงต่างๆ เกี่ยวกับภัยรถเมล์ เราลงด้านตรงข้ามกับศูนย์สิริกิตติ์ ข้ามสะพานไป ผ่านหน้าตลาดหลักทรัพย์ สายตาข้าน้อยก็พลันไปเห็นสถานที่ที่หนึ่ง...ซึ่งก็หมายมั่นลิสต์ไว้ในหัวแล้วว่า...

    ...วันพรุ่งนี้ ตรูจะต้องมาที่นี่เป็นที่แรก!... เหอๆ...

    ...วันยังคงแน่นศูนย์เหมือนเดิม ยิ่งเป็นเวลาใกล้เลิกงานแล้ว คนที่เพิ่งทำงานเสร็จก็แวะตรงมาซื้อหนังสือทันทีก่อนกลับบ้าน สำหรับคนกรุงเทพฯแล้ว มาซื้อหนังสือแล้วต้องซื้อเลย ไม่มีการวนเวียนรอกลับมาซื้อวันหลังอย่างคนเชียงใหม่หรอก ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะค่าเดินทางของกรุงเทพฯ นั้นหลายอยู่ จึงอนุมานพฤติกรรมการซื้อของคนกรุงเทพอย่างไม่ลังเลได้อย่างสาเหตุนี่นั่นเอง

    ...เราแวะเข้าไปส่วนบูธของ ASK ก่อน หนังสือยังได้รับการสั่งจองอยู่พอสมควร ทั้งนี้เพราะท่านฮาเดสรู้ฐานลูกค้าที่ต้องการจะซื้ออย่างแน่นอน การออกบูธเป็นการตลาดส่วนหนึ่งเพื่อที่จะหาลูกค้าฐานนอก บีก็ทักทายน้องๆ ที่ขายหนังสือ แต่ข้าน้อยไม่ได้คุยอะไรมาก เพราะไม่รู้จัก

    ...พวกเราตกลงกันว่า ควรจะรีบสัมภาษณ์คนสุดท้ายของวันนี้ได้แล้ว เพราะเวลาที่เรามาก็เริ่มจะสี่โมงเย็น การใช้เวลาสัมภาษณ์น่าจะราวหนึ่งชั่วโมง เพื่อจะได้เผื่อเวลากลับบ้านไม่ให้มืดค่ำเกินไป

    ...โซน แพลนนารี่ ฮอลล์ เป็นที่ที่ข้าน้อยยังไม่ได้ทำการเซอร์เวย์อย่างทั่วถึงเท่าไหร่ วันนี้คนก็ยังแน่นเหมือนเดิม โดยเฉพาะบูธบ้านวรรณกรรม ซึ่งขายวรรณกรรมของนักเขียนยุคเก่าที่ยังมีชื่อเสียงอยู่ในปัจจุบัน อาทิ ทมยันตี ว.วินิจฉัยกุล ฯลฯ เห็นจำนวนคนมาซื้อแล้วล้นหลามมากๆ มากยิ่งกว่าบูธวรรณกรรมวัยรุ่นสมัยใหม่เสียอีก คนมาซื้อส่วนใหญ่ก็เป็นเจ้าของร้านขายหนังสือ สั่งกันทีเป็นร้อยเล่มขึ้น (ฟังแล้วคนเชียงใหม่อย่างเราหนาวแทนเลยทีเดียว)

    ...และบีก็พามาที่บูธของสำนักพิมพ์เรือนปัญญา ซึ่งจุดตั้งของบูธถือว่าได้เปรียบตรงที่ติดทางเดินผ่านสัญจร เพราะผู้คนก็จะเห็นหนังสือข้างทางง่ายกว่าบูธที่ทั้งในซอกหลีบ สำนักพิมพ์นี่ก็มีหนังสือออกใหม่พอสมควร โดยเฉพาะเล่มสีฟ้าๆ หน้าปกเป็นภาพวาดผู้ชายคล้ายกับลายเส้นอ. จักรพันธุ์ โปยานนท์ (ศิลปินแห่งชาติ) ซึ่งวรรณกรรมเล่มนี้ได้รับการโปรโมทว่าเป็นวรรณกรรมแฟนตาซีไทยแท้

    ...และนี่คือคนที่ข้าน้อยจะสัมภาษณ์นั่นเอง!

    ...แต่บีก็ยังมองไม่เห็นคนที่จะสัมภาษณ์ จึงได้โทรตามเขามาเจอที่บูธ...ซึ่งเขาเป็นรุ่นน้องร่วมสถาบันเดียวกับเอนั่นเอง ที่ได้มานัดสัมภาษณ์กัน เพราะในวันแรก หลังจากที่สัมภาษณ์เคนนี่และเฮียหน่องนั้น สองแฝดได้เตร่เที่ยวงานก่อนหลังจากแยกจากข้าน้อยไป (หารู้ไม่ว่าเราก็กลับเลทเหมือนกัน) ทั้งสองได้พบกับรุ่นน้อง ที่มีผลงานได้ออกตีพิมพ์ ดังนั้นจึงได้นัดแนะให้ข้าน้อยมาสัมภาษณ์ด้วยเลย เพราะข้าน้อยยังขาด castudy สำคัญ ในการวิจัยเรื่องนี้คือ นักเขียน นั่นเอง

    ...ระหว่างที่รอการปรากฏตัวมา ข้าน้อยก็นึกจินตภาพหน้าตาของผู้เขียนก่อน พร้อมพิจารณาเนื้อหาอารัมภบทของนิยายเล่มนี้...อืม...คนเขียนเป็นผู้ชาย แถมหลังปกมีการรับรองจากพระผู้ใหญ่ด้วย หากยากมากสำหรับนักเขียนวรรณกรรมสมัยนี้ ที่จะเขียนเรื่องไทยๆ ยิ่งเป็นไทยแท้ยิ่งหายากมาก

    ...แล้วเขาผู้นั้นก็ปรากฏตัวขึ้น...พร้อมกับยกมือไหว้สวัสดีพวกเราตามประสาผู้อ่อนอาวุโสกว่า

    ...เมื่อข้าน้อยได้ประจักษ์ต่อรูปพรรณของผู้เขียนแล้ว...ก็ให้นิยามว่า...

    ...อืม...

    ...เหมาะสมกับหนังสือที่เขียนจริงๆ ไอ้น้องเอย...

    ...หน้าตาน้องธรรมมะธัมโม เหมือนผ่านโลกด้านธรรมมาอย่างโชกโชนมากๆ

    ...เหอๆ

     

    ...ตาเอก หรือเมมเบอร์ ดอลฟิน ในเมมเบอร์ของเว็บเด็กดี เป็นผู้เขียนเรื่องนี้เอง (และก็ให้บังเอิญว่าเป็นเพื่อนของตาหน่องซะด้วย) ตาเอกมีความเป็นกันเองมาก แม้จะเพิ่งเคยพบหน้ากันเป็นครั้งแรก ก่อนที่จะเริ่มสัมภาษณ์ ตาเอกก็พาพวกเราไปสวัสดีเจ้าของสำนักพิมพ์ก่อน ซึ่งเป็นชายชราวัยอาวุโสน่านับถือ เพื่อขออนุญาตที่จะขอเวลาสัมภาษณ์ตาเอกสักหน่อย...นั่นทำให้ข้าน้อยได้เห็นว่า นักเขียนคนนี้มีสัมมาคาราวะ ไปมาลาไหว้ ผิดกับนักเขียนหน้าใหม่ซึ่งมักจะมีมารยาทไม่ดี หรืองอแงตามประสาเด็กอย่างที่ฮาเดสเคยเปรย

    ...เจ้าของสำนักพิมพ์อนุญาตให้ตาเอกปลีกตัวให้สัมภาษณ์เราได้ ประมาณ 1 ชั่วโมง เพราะวันนี้ตาเอกก็ต้องมานั่งแจกลายเซ็นส์ให้กับผู้ซื้อหนังสือของเขา (ตามธรรมเนียม) ซึ่งตาเอกก็ได้หยิบผลงานของตัวเองไปด้วย เพื่อประกอบกับการสัมภาษณ์ เพราะอย่างไรในการสัมภาษณ์ตามธรรมเนียม(อีก) ตอนแรกข้าน้อยกะว่าจะพาตาเอกไปสัมภาษณ์ที่ร้ายกาแฟสตาร์บัค เพื่อจะเลี้ยงกาแฟสักหน่อย

    ...แต่แล้วเนวิกเกเตอร์บีก็พาเลี้ยวเข้าไปในส่วนโต๊ะอาหารด้านข้างแพลนนารี่ (ตอนแรกข้าน้อยคิดว่าบีจะพาไปสตาร์บัคจริงๆ) ปรากฏว่าเป็นส่วนโต๊ะอาหาร มีบริการร้านอาหารแบบฟู้ดเซ็นเตอร์ โต๊ะที่นั่งก็ปูผ้าปูโต๊ะสีแดงเลือดหมูอย่างหรูเลย (...แล้วทำไมวันสัมภาษณ์เฮียหน่อง ไม่เจอสถานที่แบบนี้มั่งฟ่ะ?)

    ...บีอาสาไปซื้อน้ำมาเลี้ยงให้ เพราะข้าน้อยก็มัวยุ่งๆ กับการเตรียมคำถาม ด้วยตาเอกเป็น castudy ที่ไม่ได้กำหนดเอาไว้แต่แรก ได้มาแบบสดๆ ร้อนๆ เลยเชียว ต้องขอบคุณเอบีและโชคชะตาที่ช่วยให้มาเจอตาเอก(จน)ได้...เรียกว่าต่างฝ่ายต่างไม่ได้ตั้งตัวว่าจะได้สัมภาษณ์และ(ถูก)สัมภาษณ์ด้วย

     

    ...การสัมภาษณ์ในครั้งนี้ ข้าน้อยนึกขอบคุณความรอบคอบของตัวเองจริงๆ ที่ได้ถ่ายข้อมูลจากเครื่องบันทึก MP3 ซึ่งได้สัมภาษณ์เฮียโน๊ตมาก่อนหน้านั้น และขอบคุณที่ใช้ถ่านอัลคาไลน์ชาร์ตอย่างเต็มที่

    เพราะตาเอก...คุยได้เต็มหน่วง! เต็มแบต! เต็มจนถ้าข้าน้อยจดทัน คงยาวเป็นสิบหน้ากระดาษ!

    เอาซะเกินคุ้มเลย!

    ...ในการยิงคำถามตอนแรกๆ ของข้าน้อย ตาเอกมีทีท่าประหม่าตามประสาคนเพิ่งเคยเจอกัน ดีว่ามีบี (อีกแล้วครับท่าน) ช่วยเป็นพิธีกรเสริม ในการชวนคุยให้ได้อรรถรส ให้บรรยากาศเหมือนการพูดคุยกันธรรมดา ไม่ใช่การสัมภาษณ์ พอเริ่มระยะได้ที่ ตาเอกก็เริ่มใส่ฟิลลิ่ง ออกมุข เฮฮาปาจิงโกะเชียว หุหุ

    ...การได้คุยกับเอก ช่วยเปิดโลกทัศน์อีกด้านให้ข้าน้อย ถ้าให้แทนตัว เอกก็เป็นตัวแทนนักเขียนวรรณกรรมไทยแท้ร่วมสมัยที่หาได้ยากนัก ไม่ใช่ยากในแง่ของการเขียนแนวไม่เหมือนใคร แต่ยากในแง่ของการหาข้อมูลมาอ้างอิง ซึ่งไม่ใช่เป็นการเต้าเทียนเขียนมั่วๆ โดยไม่อิงหลักเหมือนวรรณกรรมสมัยใหม่ที่ให้ปล่อยความคิดเรื่องความเชื่ออ้างอิงไป เพราะเป็นเรื่องของจินตนาการที่ไม่ยึดหลักอ้างอิง

    ...แต่ไม่ใช่สำหรับตาเอก จากเท่าที่ฟังตาเอกได้พูดเรื่องการหาข้อมูลในการเขียนนิยายของเขา นอกจากเรื่องข้อมูลจากตำราวิชาการแล้ว ยังต้องได้รับคำปรึกษาจากผู้ใหญ่ ทั้งในด้านความเหมาะสมเนื้อหา การใช้ภาษาที่ไม่ใช่ภาษาทั่วไป...ซึ่งหมายความว่า การเขียนแฟนตาซีไทย(แท้)สักเรื่องของเอก ไม่ได้เขียนกันง่ายๆ มีการศึกษาทำการบ้านมาอย่างดี มีอาจารย์ให้คำปรึกษาแบบทำวิทยานิพนธ์เลย

    ...ถ้าเป็นนักเขียนรุ่นใหม่ ป่านนี้คงเลิกเขียนไปนานแล้ว ถ้าต้องพึ่งออปชั่นอะไรเยอะขนาดนี้

    ...ตาเอก เป็นหนึ่งในนักเขียนตัวอย่างที่ให้ใจกับวรรณกรรมจริงๆ การพูดคุยกับเขา ได้อ้างถึงผู้ใหญ่อันเป็นที่เคารพให้คำปรึกษา ทั้งอาจารย์ พระผู้ใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมและศาสตร์ภาษาไทย ในการเขียนสักประโยค เขาจะต้องได้รับความปรึกษาและเห็นชอบจากผู้ใหญ่ที่เคารพเสียก่อน เพื่อความสมจริงตามเนื้อหาทางวรรณกรรมไทยแท้

    ...ต่างกับนักเขียนวัยรุ่นสมัยนี้มาก ลองมีผู้ใหญ่มาชี้แนะ วัยรุ่นจะพาลเซ็งเป็ดเอาง่ายๆ เผลอๆ อาจโบ้ยรำคาญความจู้จี้ของผู้ใหญ่ อย่างที่เราทราบในวงวรรณกรรมว่า นักเขียนรุ่นเก่าและใหม่มีจุดยืนในการผลิตงานวรรณกรรมที่ต่างกันคนละด้านตามที่หน่องเคยเปรยไว้เลยทีเดียว

    ...นักเขียนรุ่นใหม่ ได้รับอิทธิพลจากวรรณกรรมต่างประเทศ ทั้งจากหลายๆ สื่อ เราแทบจะมองหาวรรณกรรมกลิ่นอายไทยแท้ หรือแนวอุดมการณ์จากนักเขียนรุ่นใหม่ยาก เพราะคนรุ่นนี้เกิดในยุคที่บ้านเมืองสงบ มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และสื่อที่เจริญแล้ว

    ...แต่คนรุ่นเก่า เกิดในยุคของบ้านเมืองระส่ำระส่าย ความเป็นชาตินิยม การอนุรักษ์รากเหง้าบรรพบุรุษ พ การต่อสู้ ความเคร่งครัด การยึดแบบแผน และสื่อที่ยังไม่เจริญ

    ...แล้วคนสองยุคมาเจอกัน ก็ไม่แคล้วต้องได้มีปัญหาถกเถียงจุดยืนของกันและกันเสมอ...

    ...เวลาข้าน้อยอ่านในข่าววรรณกรรม ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นข่าวของนักเขียนรุ่นเก่า นักเขียนซีไรต์ นักเขียนเพื่อชีวิต นักเขียนนอกกระแส ก็มักจะได้ยินเสียงกระหนะกระแหนนักเขียนรุ่นใหม่ว่าไม่อนุรักษ์ความไทย ไม่มีความคิดทางชาตินิยม ฯลฯ อะไรต่างๆ นานๆ ตามประสาของคนในยุคเก่ามองคนในยุคใหม่ว่าปล่อยให้อิทธิพลของสื่อต่างชาติมาสร้างงานที่ผลิตซ้ำ ไม่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง

    ...แต่คงไม่มีนักเขียนรุ่นใหม่บริภาษนักเขียนรุ่นเก่านัก เพราะสังคมไทยถือผู้ใหญ่อาวุโสเป็นสำคัญที่เด็กต้องเคารพอย่างไม่มีเงื่อนไข...แต่ แต่อย่าไปคิดว่าเด็กสมัยนี้ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นนะ เขาก็ไปแสดงจุดยืนของเขาในสื่อเวบบอร์ดอินเทอร์เน็ต ที่นักเขียนรุ่นเก่าไม่ค่อยจะสันทัดในการใช้เทคโนโลยีนัก กระนั้นก็ตาม การแสดงทัศนะของนักเขียนใหม่มิได้จะฟังดูหยาบคายหรือไม่เคารพผู้ใหญ่ ความคิดของนักเขียนรุ่นใหม่อยู่ในแง่มุมที่การสร้างงานอย่างหลากหลาย การเปิดเรื่องความเป็นสากลมากกว่าชาตินิยม การเลิกโหยหาอดีตที่ไม่กลับคืนมาแล้วของนักเขียนรุ่นเก่า หัวโบราณคร่ำครึ ฯลฯ

    ...ปัญหาเหมือนปัญหาบ้านเมืองในขณะนี้เลย เพียงแต่คนวรรณกรรมเขาถกด้วยปากมากกว่ากำลัง

    ...แต่ถ้าให้นิยามว่า ตาเอกเป็นนักเขียนในประเภทของคนยุคไหน?

    ...จากการที่ได้คุยกับเอกแล้ว ข้าน้อยอนุมานว่า...เอกเกิดเป็นคนยุคใหม่ แต่ความคิดเป็นยุคเก่า

    ...เอกมีความคิดของการอนุรักษ์ความเป็นไทยอย่างชัดเจน เขาแสดงทัศนคติในเรื่องของการใช้ภาษาวิบัติ ภาษาอีโมชั่นไปในแนวทางที่ไม่เห็นด้วย นั่นอาจเพราะเอกจบปริญญาโทด้านวรรณกรรมไทยมา ทำให้เขารักในความถูกต้องของภาษาไทยมาก (ถ้าไปคุยกับเด็กอีโม เอกคงแทบองค์ลงแน่ หุหุ) การได้คุยกับเอกซึ่งมีจบการศึกษาด้านวรรณกรรมมา ทำให้ข้าน้อยได้ฟังในมุมมองของนักเขียนรุ่นใหม่ที่ยังอนุรักษ์ความเป็นไทยอยู่ เมื่อได้อ่านคำนิยมภายในหนังสือของเอกแล้ว ก็มีผู้ใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญในด้านวัฒนธรรมและศาสนาเขียนให้คำนิยามกับวรรณกรรมเล่มนี้มาก เสมือนเป็นเครดิตที่รับรองวรรณกรรมเล่มนี้ว่ามีคุณภาพจริง...แม้ตาเอกจะทราบดีว่า วรรณกรรมแนวนี้จะขายได้ยากที่จะสู้แนวรักโรแมนติกและแฟนตาซีนานาชาติได้ แต่ตาเอกก็ยืนยันที่จะเขียนแนวนี้ต่อไป

    ...เป็นหนึ่งในนักเขียนวรรณกรรมไทยคุณภาพคนหนึ่งเลยทีเดียว

     

    ...เราสองคนล่ำลาตาเอกที่ทางเข้าแพลนนารี่ ก่อนจะตรงไปแถวบูธใกล้โซนอาหารเมื่อเวลายังเหลือ และรอเอมาสมทบ เราสองคนเดินไปจนถึงบูธแก้วกานต์ ซึ่งบีบอกว่ายังไม่ได้ดูหนังสือในบูธนี่เลย แต่ข้าน้อยอุดหนุนไปแล้วเล่มหนึ่งเมื่อตอนมางานวันที่สอง ดังนั้นจึงได้แต่มองผ่านๆ หน้าบูธขายหนังสือโรแมงปกหวาน ประมาณว่าถ้าขายปกหวาบหวามแบบเดิม คงเสี่ยงโดนหมาต๋าจับแน่ เลยต้องใช้ปกหวานๆ สีลูกกวาดอำพรางไว้ก่อน (แต่คอโรแมงแบบเก่ามีเซ็ง เพราะเราซื้อโรแมงเพราะปกหวามๆ ที่แหละ หุหุ) และข้าน้อยก็คิดว่าคงจะมีแต่หนังสือเก่าๆ ที่เห็นผ่านตามาแล้วจากเมื่อวันก่อน...

    ...แต่ข้าน้อยคิดผิดแฮะ

    ...เพราะคราวนี้มีปกโรแมงใหม่มาลงซะด้วย!

    พอเห็นเท่านั้นก็ตาลุกวาวทันที ตั้งท่าเตรียมจะเข้าไปดูแล้ว...

    ...แต่...แต่...แต่...................................................................................................................

    ...แต่มีคุณป้าแก่ๆ ยืนขวางเส้นทางอยู่!

    เวลาเห็นอะไรที่อยากได้ตรงหน้าแล้วมีคนมาขวางทางเนี่ย ข้าน้อยจะอยู่ในโหมดที่เตรียมพร้อมวีนแตกได้เลย ไม่สนหัวดำหัวหงอกด้วย ไม่สนมารยาทการรอที่ดีด้วย (คนมันโกรธ ฮอร์โมนไฮโปรน้อยลงเลยกลายเป็นไฮเปอร์) พร้อมส่งสายตาอาฆาตไปยังคุณป้าที่ซื้อหนังสือเสร็จแล้ว แต่ยังมัวเลือกที่คั่นหนังสืออยู่นั่นแหละ (ที่คั่นก็ไม่เห็นจะสวยน่าสะสมเลย อันนี้พูดจริง...ไม่เห็นสวยมัวแต่เลือกนานอยู่ได้)

    ...คุณป้ายังอยู่เลือกต่อ ไม่รู้ว่าแกไม่รู้สึกถึงรังสีอำมหิตจากข้าน้อยหรือไง ระหว่างที่ความอดทนยังมีอยู่ ข้าน้อย ก็นึกสาบานได้เลยว่า ถ้าตัวเองตอนแก่ตัวลงเท่าคุณป้านี่ จะไม่ยอมทำตัวชักช้าแบบนี้แน่! ไหนว่าคนกรุงเทพรวดเร็วทันใจไง อีป้านี่ต้องไม่ใช่คนกรุงเทพฯ แน่!

    โอ้ย! ยังเลือกไม่เสร็จอีกเรอะ! ยกไปทั้งกล่องเลยไหมเจ๊! โกรธแล้วนะเฟ้ย!!!

    “ฮึ้ย!!!”

    ได้ผล! เมื่อคุณป้านั่นหันขวับมาด้วยความตกใจในเสียงพ่นลมหายใจพร้อมสถบเบาๆ ได้เห็นตาเขียวตาขวางของข้าน้อย อีป้านั่นถึงกับทำหน้าแห้งค่อยๆ แทรกตัวออกมาทันที...แต่ก็ยังช้ากว่าความโกรธของข้าน้อยที่แทรกตัวเข้าไป จนแทบจะชนคุณป้านั่นล้มเลยทีเดียว เหมือนเป็นการแสดงให้รู้ว่า วันหลังหัดเลือกอะไรให้มันเร็วๆ หน่อย คนเขารอ เสียเวลาทำมาหากินหมด (แม้จะรู้ว่าเสียมารยาทต่อคนแก่ แต่ตอนนั้นอารมณ์โกรธมันมากกว่า...เอาเป็นว่าวันนั้นองค์เกรียนประทับลงข้าน้อยล่ะกัน)

    ...หุหุ มีออกใหม่หลายเล่มเลย แต่อย่างไรก็ตาม ข้าน้อยก็ต้องเลือกโรแมงตาม 6 เงื่อนไข คือ...

    1.      ปกหวาม หมายถึง ต้องเห็นหน้าพระนางชัดเจน จะหันข้างก็ได้แต่ต้องให้เห็นว่าหน้าตาเป็นยังไง ห้ามเป็นหน้าเลือนจนดูอย่างกะหน้าเลอะ ห้ามหันหลัง ห้ามภาพเล็กเกินไปจนมองแทบไม่เห็น หรือเห็นแค่หน้าพระเอก หน้านางเอกไม่เห็น อันนี้ก็ไม่ผ่าน QC ของข้าน้อยได้ เพราะข้าน้อยไม่สามารถนึกหน้าพระนางได้ออก หากไม่ได้เห็นหน้าพระนางบนปกเสียก่อน เนื่องด้วยสร้างจินตนาการไม่ออก แล้วขืนอ่านโรแมงแบบไม่มีหน้าพระนางให้ดู เดี๋ยวเราจะพาลจินตนาการหน้าพระนางซ้ำๆ กันได้...และด้วยเหตุผลทางด้านศิลปะนี่แล ปกโรแมงมันเป็นอีโรติกอาร์ตที่น่าสะสมนักแล หุหุ ฉะนั้นโรแมงที่ทำซ่อนปกหวาม เอาสิ่งของมาใส่ประกอบฉาก ไม่มีวันได้กินตังค์ข้าน้อยแน่นอน

     

    2.      พิมพ์ซ้ำขึ้นไป (ไม่เอาเล่มที่พิมพ์ครั้งแรก) เพราะข้าน้อยมีความเชื่อว่า เล่มที่พิมพ์ซ้ำต้องมีอะไรที่สนุกสักอย่าง ไม่งั้นสำนักพิมพ์คงไม่เสียเงินลงทุนพิมพ์ซ้ำหรอก (อันนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะ) ข้าน้อยไม่ได้ซื้อที่นักเขียนดัง หรืออ่านสนุก เพราะสนุกของเขา อาจจะไม่สนุกของเราก็ได้

    3.      ไม่ใช่เล่มภาคต่อหรือเป็นเล่มหนึ่งที่ต้องมีภาคต่อ เพราะเคย(เผลอ)ซื้อมาแบบไม่ดูตาหน้าตาเรือ พอเปิดอ่านแล้วงงงวยทันที จึงลองกลับไปอ่านที่คำนำของ บก. ก็อึ้งไปเลยว่าเป็น ‘ภาค 2’…เซ็งเลยงับ ยกเว้นแต่เป็นภาคต่อเนื่อง ประมาณว่า เล่มแรกเป็นเรื่องของพระนาง เล่มที่เราซื้อเป็นเรื่องของคู่พระนางรอง อันนี้โอเคผ่าน เพราะเราไม่จำเป็นต้องมีเล่มหนึ่ง เราก็สามารถอ่านรู้เรื่องได้ หรือเราอ่านเล่มหนึ่งแล้วเคลียร์เรื่องของคู่นี้ไป ไม่ต้องตามอ่านภาคสอง

    4.      เล่มชำรุด นั่นเพราะส่วนใหญ่ข้าน้อยซื้อโรแมงมือสอง ซึ่งมันมีมือสอง 2 ประเภทคือ มือสองแบบของโละสต็อก อันนี้ดีหน่อย คือ เป็นมือหนึ่งที่ขายไม่ออก หรือร้านต้องการโละสต็อกเก่าออก อย่างนี้ปกจะไม่ยับเยินเท่าไหร่...อันหลังคือ มือสองแบบถูกซื้อไปแล้ว แล้วเจ้าของเดิมหรือร้านเช่าขายทิ้ง อันนี้เห็นสภาพปกแล้วต้องชั่งใจว่าจะเอาดีหรือไม่ แม้จะเข้าตาม 3 เงื่อนไขแรกแล้วก็ตาม โอเคถ้ายับนิดนึง ทำใจได้...แต่ถ้ามาประเภทอย่างกะไปถูกรุมโทรม อันนี้ก็ไม่ไหวนา...(อย่ามาว่าข้าน้อยกระแดะนะ ทีเวลาคุณซื้อหนังสือมือหนึ่งสักเล่ม ยังเรื่องมากเลือกปกไม่ยับเลยนิ) ...ถ้าให้เปรียบเป็นผู้หญิง อย่างแรกก็คือสาวบริสุทธิ์ทึนทึก อย่างหลังก็คือ แม่ม่ายผัวทิ้งนี่แล (เปรียบซะ) อ้อ! แล้วประเภทที่รับมาจากร้านหนังสือเช่า ประเภทที่ติดเทปกาวสีสันจัดจ้านทำรหัสเหมือนหนังสือห้องสมุด อันนี้ก็ไม่ผ่านนะ ข้าน้อยมองแล้วเหมือนสภาพของคนใส่เผือกยังไงไม่รู้ ไม่ถูกชะตา

    5.      หน้าหาย อย่างหลังนี่มาจากความเกือบไปแล้วของข้าน้อย ตอนซื้อเรามักจะเปิดหน้าแบบผ่านๆ ไม่ได้ตรวจอะไรละเอียด เมื่อข้าน้อยเคยพลาดเรื่องการหลงซื้อภาค 2 มา จึงมักจะตรวจคำนำด้านหน้าก่อน จากนั้นมันก็ขี้สงสัยจนตรวจหน้าหลัง...ปรากฏว่าหน้าหายงับ! หน้าสุดท้าย หรือพูดง่ายๆ หรือเป็นเล่มชำรุดที่เข้าเล่มไม่ครบหน้า! โชคดีที่ตรวจก่อน ไม่งั้นอ่านไปเรื่อยๆ มีหวังคงหงุดหงิดจนด่าตัวเองที่ซื้อสินค้าชำรุดมา! (แต่กรณีที่หายไประหว่างตอนนี่คงจะดูยากกว่า) เอาเป็นเงื่อนไขข้อนี่ดูยากสุด แล้วแต่บุญพาไป

    6.      หน้าปกเก่าไป...เก่าไปในที่นี่หมายถึงแฟชั่นบนตัวปกมันเป็นยุคเก่าไป ข้าน้อยเคยเห็นแบบพระเอกแฟชั่นทรงผมตีฟองฟาราห์มาเลย นางเอกใส่บิกินี่แบบรุ่นบุกเบิก พระเอกผมทรงเรียบแปล้เป็นแฟนยัยบาร์บี้ หรือลงสีซะเหลืองกรอบอร่อยได้ที่ อันนี้บายเลย ไม่ค่อยชอบพระนางสำรวยแบบนี้อ่ะ

     

    นอกนั้นจะเป็นเรื่องแนวไหน อันนี้ไม่เกี่ยง

    ...เท่านี้แหละ เงื่อนไขในการซื้อโรแมงสักเล่มของข้าน้อย...การที่กำหนดเงื่อนไขนั่นอาจมองเป็นเรื่องพิสดารสำหรับบางคน แต่สำหรับข้าน้อยนั่นมาจากเหตุผลที่ว่าโรแมงในบ้านเรามีเยอะไปหมด ให้เลือกไม่หวั่นไม่ไหว ดังนั้นข้าน้อยจึงต้องกำหนดเงื่อนไขด้านนี้ เพื่อจะได้เซฟเงินทุนตัวเองไปในตัว (ปัจจุบันนี้มีครอบครองเกือบ 40 เล่มแล้ว หุหุ ขนาดว่าเลือกนะเนี่ย ถ้าไม่เลือกถ้าจะเยอะกว่านี้)

     

    ...ได้มาสามเล่ม หน้าปกหวามได้ใจจริงๆ โดยเฉพาะเรื่อง วิวาห์จำยอม เห็นหน้าพระเอกแล้วนึกถึงอดีตรักเก่าที่แสนระกำใจของข้าน้อยจริงๆ (ตอนที่ซื้อมา รวมทั้งหมดก็มี 4 เล่มล่ะ เล่มที่ซื้อวันแรกยังอ่านไม่จบเลย) ได้มาซื้อโรแมงที่นี่ก็ดีกว่าที่รอจากร้านมือสองในเชียงใหม่ เพราะไม่มีกำหนดแน่นอนว่าสต็อกจากกรุงเทพจะมาถึงเมื่อไหร่

    ...ที่บูธแก้วกานต์ต้องขายหลบๆ แบบนี้ คงเพราะไม่ไว้ใจว่าหมาต๋าจะมาจับโชว์พาวหรือเปล่า ฉะนั้นต้องคนที่รู้เท่านั้นถึงจะทราบว่าปกแบบนี้ขายที่ไหน (ทำอย่างกะซื้อยาบ้างั้นล่ะ)

    ...อีกบูธเป็นของสำนักพิมพ์สายน้ำ ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ใหม่ที่มาตีตลาดโรแมงบ้าง แต่เป็นโรแมงแบบไม่เข้าเงื่อนไขข้อ 1 และ 2 ทำหน้าปกซะเลือนเป็นสีน้ำแบบกลัวคนเห็นว่าเป็นชายหญิงจูบกัน (มันกลัวโดนจับนักก็เปลี่ยนเป็นปกอื่นเถอะ ไม่กล้าหาญชาญชัยแบบแก้วกานต์กับฟองน้ำเล้ย)

    ...มีอีกบูธหนึ่งจำชื่อสำนักพิมพ์ไม่ได้ แต่ขายโรแมงไทย ซึ่งเอเข้าไปหาดูเพื่อซื้อเข้าร้านเช่า บีก็แนะให้ข้าน้อยลองดูโรแมงไทยบ้าง แต่ข้าน้อยได้แต่ยืนมองอย่างห่างๆ อย่างไม่ห่วง ไม่อยากจะบอกบีว่า...โรแมงไทยมันไม่เข้าเงื่อนไขของข้าน้อยเล้ย! อ่านแล้วจิ้นไม่ลง เสียอารมณ์!

    ถ้าจะดูโรแมงไทย ไปเปิดดูละครไทยน้ำเน่าก็ได้เหมือนกัน (เพราะโรแมงฝรั่งก็น้ำเน่าไทยดีๆ นี่เอง)

     

    ...เกือบสองทุ่ม พวกเราก็เห็นสมควรได้เวลากลับแล้ว จึงกลับทางรถไฟฟ้าใต้ดิน มีด่านตรวจกระเป๋าก่อนลงบันไดเลื่อน ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ตรวจแบบผ่านๆ...แหม ปลอดภัยโครต (เกิดตรูเป็นมือระเบิดพลีชีพ พวกเอ็งตายยกสถานีแน่...ดูเถอะ การรักษาความปลอดภัย จะซื้อเครื่องสแกนตรวจจับโลหะก็ไม่มีสักหน่อย...เฮ้อ คนไทย วัวหายล้อมคอก)

    ...สองแฝดแยกนั่งรถไฟฟ้าไปลงสุดสาย ส่วนข้าน้อยก็ลงสุขุมวิทเหมือนเดิม ขึ้น BTS กลับอ่อนนุช (หลายต่อจริงแฮะ วันหนึ่งเดินทางด้วยยานพาหนะสามแบบแน่ะ) มีเรื่องน่าเปิ่นๆ (ของคนอื่น) ขณะที่ข้าน้อยลงที่ปลายสุดสถานีแล้ว เห็นหนุ่มโอตากุ(นิยามแบบนี้น่าจะนึกลักษณะออกนะ)นอนน้ำลายยืดอยู่ในรถไฟฟ้าแบบไม่มีใครปลุกให้เขาตื่นเลย ตอนแรกข้าน้อยก็นึกจะเข้าไปปลุก แต่เจ้าหน้าที่คนขับก็ออกตรวจโบกี้ แล้วเข้าไปปลุกเขาเสีย (อย่างนี้นี่เองที่ต้องมีเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจ เผื่อมีคนหลับไม่รู้เรื่องแบบหมอนี้จะได้ไม่ติดผู้โดยสารไปด้วย) และพ่อหนุ่มนี่ก็คงอ่อนนุชแน่นอนแหละ ไม่งั้นคงไม่กล้านอนหลับสบายตลอดสายหรอก ไม่งั้นอาจมีเผลอได้ตีตั๋วใหม่

    ...วันที่ 4 จะเป็นวันฟรีเดย์ของข้าน้อยแล้ว และมีมิตติ้งเล็กๆ สไลต์สาวโฉด เอ๊ย โสด ด้วย

    ...จะเป็นแบบไหนต้องติดตามอ่านแล้วกันเด้อ หุหุ (รอหน่อยล่ะกัน งานมันเยอะจัดอ่ะ นี่อุตส่าห์ปลีกตัวเขียนให้จบ เพราะบีส่งการบ้านแกมม่าเป็นข้อแลกเปลี่ยนนะนี่...ไม่คิดว่าจะทำจริง)

     




    ดู My.iD ของคนอื่นๆ | ดู Gallery ของคนอื่นๆ | ดู Diary ของคนอื่นๆ | บันทึกเป็น Favorite Diary

    Post your comment : แสดงความคิดเห็น
    ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

    ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
      โพสความเห็นด้วย member Login name Password
      โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์ตัวเลขที่เห็นลงในช่องว่าง

    My.iD Diary | Copyright © 1999-2008 All rights reserved to Dek-D Executive Producers