เย็นนี้เองที่เพื่อนตุ๊ดจอมยุ่งโรงเรียนผมมันไปก่อเรื่อง คือนักศึกษาวิชาทหารโรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงคนหนึ่งเขาถามเพื่อนว่าเอาหรือยัง ไม่ทราบว่าเอาของหรืออะไร มันก็ไปจุ้นเรื่องชาวบ้าน ตอบแทนไปว่า ยังไม่ได้เอา เขาหันหน้ามา มันก็เสริมเข้าไปอีกว่า เธอคนนั้นน่ะถูกใจเรามากเลย เขาก็เลยจะ เอา มันให้ได้ มันกลัว ทุกคืนเลยไม่กล้านอนเตนท์ของตัวเอง ไปนอนกับเพื่อนเตนท์อื่น โชคดีที่มันไม่ได้มาเตนท์ผม
21 มกราคม 2554
เข้าป่า
วันนี้พวกเราต้องตื่นไปเข้าสถานีฝึกตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เอาของใส่เป้เท่าที่จำเป็นเพื่อไปนอนในป่า และได้ปืนประจำตัวเป็นวันแรก เป็นปืนไม้โบราณที่ปลดประจำการไปแล้ว ต้องเดินข้ามสะพานไม้เข้าป่าไปเรียนรู้การดำรงชีพในป่า พอถึงที่หมายก็พรางหน้าก่อนเลย บางคนพรางจนจำหน้าไม่ได้ ดำทั้งหน้าเหลือแต่ตากับปากจนพอกลางคืนก็กลืนกับสภาพแวดล้อม มองแทบไม่เห็น
ตอนเช้าเราทบทวนการฝึกรูปขบวนทำการรบว่าแต่ละหมู่มีตำแหน่งอะไรบ้าง หมายเลขนี้ตำแหน่งอะไร คำสั่งที่ใช้มีอะไรบ้าง การแปรรูปขบวนจากแถวตอนเป็นหน้ากระดาน หน้ากระดานเป็นแถวตอนทำอย่างไร พอบ่ายก็ฝึกเคลื่อนที่ในสนามรบ ต้องโผ คลานสูง คลานต่ำ ลอดใต้ลวดหนาม ฝึกแบบเดียวกับปี 2 เป๊ะ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อการฝึกวันพรุ่งนี้ที่ต้องลงสมรภูมิจริง ตอนเย็นเป็นสถานีการดำรงชีพในป่า ต้องทำอาหารกินเอง อาหารที่ว่านี้เหมือนกันหมด คือทุกคนต้องทำต้มยำ หุงข้าวเอง แต่ต้มยำกลุ่มของผมรสชาติอย่างกับต้มจืด เติมน้ำปลาลงไปหลายช้อน ก็เค็มขึ้นมาน้อยเหลือเกิน จนเพื่อนสงสัยว่าคงเป็นน้ำปลาตราไส้ติ่งซะแล้วล่ะมั้ง ข้าวก็สุกบ้างไม่สุกบ้าง
กินไปเถอะ กินเพื่ออยู่ ไม่ได้อยู่เพื่อกิน
นั่น เพื่อนผมพ่นประโยคคลาสสิกอีกแล้ว เย็นนี้เองที่มีเพื่อนในกองพันทำปืนหายประมาณ 2-3 กระบอก ทำให้วุ่นวายกันทั้งนักศึกษาวิชาทหารทั้งครูฝึก สุดท้ายแล้วหาปืนเจอหรือไม่ผมไม่ทราบ และไม่รู้ว่าเขาจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร ผมเชื่อว่าเพื่อนที่ทำหายคงระวังเป็นอย่างดีแล้ว เพราะครูฝึกก็ย้ำให้ทุกคนพกปืนไว้กับตัวตลอดไม่ว่าเวลาไหนก็ตาม แต่จนแล้วจนรอดอาจเป็นเพราะโชคไม่ดีก็เลยหายจนได้ ตกกลางคืนเป็นการฝึกบุคคลทำการรบในเวลากลางคืน พวกเราเดินเรียงแถวเกาะไหล่กันไป พอดีว่าคืนนี้มีแสงจันทร์ ก็เลยยังพอมองเห็นอยู่บ้างว่าอะไรเป็นอะไร ไม่ลำบากเหมือนผลัดที่ผ่าน ๆ มา และมีการยิงพลุส่องสว่าง ยิงปืนให้เราคำนวณหาระยะทางจากจุดที่ยิง
คืนนี้นอนในป่า ก็มีเตนท์ให้เรานอนเหมือนที่กองพัน เตนท์ข้าง ๆ ผมทำอะไรกันก็ไม่รู้(โรงเรียนอื่น) ส่งเสียงครางโอดโอย ยังไม่พอยังทำเสียง ตับ ๆ ๆ ๆ อีกแน่ะ คงกำลังกินตับกันอยู่ ไอ้ผมที่นั่งฟังอยู่ก็กลั้นหัวเราะไม่ไหว ปล่อยก๊ากซะลั่น เขาก็เลยถามว่า
เธอ ๆ เตนท์ข้าง ๆ โรงเรียนอะไรอะ
แจงร้อนวิทยาครับ ผมตอบไป ในใจก็เต้นไม่เป็นส่ำ
ใหญ่หรือเปล่าอะ
เจอคำถามนี้ไปก็อึ้งสิครับ ไม่รู้จะตอบยังไงดี เผอิญเพื่อนผมในเตนท์เดียวกันตอบให้แทน
ใหญ่ไม่ใหญ่ไม่รู้ จะลองดูไหมล่ะ
แล้วก็เกิดการกินตับกันข้ามเตนท์ ผมจากตอนแรกขำเริ่มรู้สึกกลัวซะแล้ว ไอ้บ้าเอ๊ย ไปเล่นกับเขาทำไม พอทั้งคู่หยุดกันไปแล้ว เพื่อนผมมันก็คุยโทรศัพท์กับแฟน ตอนแรกทะเลาะกัน บอกว่าถ้าไม่ชอบคนอย่างมันก็ไปหาใหม่ซะ ไป ๆ มา ๆ เป็นแบบนี้ซะแล้ว
กูชอบมึงจังเลยว่ะ กูอยู่เฉย ๆ ของกูก็บอกว่ากูยิ้ม แล้วมันก็หัวเราะ
เออ...ดีกันได้ก็ดีวะ แต่กูจะนอน ขอร้องเถอะ
แล้วก็หลับไปทั้ง ๆ ที่ยังไม่อาบน้ำ เพราะวันนี้มานอนป่าไม่มีห้องน้ำให้อาบ
21 มกราคม 2554
วันนี้พวกเราต้องตื่นไปเข้าสถานีฝึกตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เอาของใส่เป้เท่าที่จำเป็นเพื่อไปนอนในป่า และได้ปืนประจำตัวเป็นวันแรก เป็นปืนไม้โบราณที่ปลดประจำการไปแล้ว ต้องเดินข้ามสะพานไม้เข้าป่าไปเรียนรู้การดำรงชีพในป่า พอถึงที่หมายก็พรางหน้าก่อนเลย บางคนพรางจนจำหน้าไม่ได้ ดำทั้งหน้าเหลือแต่ตากับปากจนพอกลางคืนก็กลืนกับสภาพแวดล้อม มองแทบไม่เห็น
ตอนเช้าเราทบทวนการฝึกรูปขบวนทำการรบว่าแต่ละหมู่มีตำแหน่งอะไรบ้าง หมายเลขนี้ตำแหน่งอะไร คำสั่งที่ใช้มีอะไรบ้าง การแปรรูปขบวนจากแถวตอนเป็นหน้ากระดาน หน้ากระดานเป็นแถวตอนทำอย่างไร พอบ่ายก็ฝึกเคลื่อนที่ในสนามรบ ต้องโผ คลานสูง คลานต่ำ ลอดใต้ลวดหนาม ฝึกแบบเดียวกับปี 2 เป๊ะ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อการฝึกวันพรุ่งนี้ที่ต้องลงสมรภูมิจริง ตอนเย็นเป็นสถานีการดำรงชีพในป่า ต้องทำอาหารกินเอง อาหารที่ว่านี้เหมือนกันหมด คือทุกคนต้องทำต้มยำ หุงข้าวเอง แต่ต้มยำกลุ่มของผมรสชาติอย่างกับต้มจืด เติมน้ำปลาลงไปหลายช้อน ก็เค็มขึ้นมาน้อยเหลือเกิน จนเพื่อนสงสัยว่าคงเป็นน้ำปลาตราไส้ติ่งซะแล้วล่ะมั้ง ข้าวก็สุกบ้างไม่สุกบ้าง
กินไปเถอะ กินเพื่ออยู่ ไม่ได้อยู่เพื่อกิน
นั่น เพื่อนผมพ่นประโยคคลาสสิกอีกแล้ว เย็นนี้เองที่มีเพื่อนในกองพันทำปืนหายประมาณ 2-3 กระบอก ทำให้วุ่นวายกันทั้งนักศึกษาวิชาทหารทั้งครูฝึก สุดท้ายแล้วหาปืนเจอหรือไม่ผมไม่ทราบ และไม่รู้ว่าเขาจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร ผมเชื่อว่าเพื่อนที่ทำหายคงระวังเป็นอย่างดีแล้ว เพราะครูฝึกก็ย้ำให้ทุกคนพกปืนไว้กับตัวตลอดไม่ว่าเวลาไหนก็ตาม แต่จนแล้วจนรอดอาจเป็นเพราะโชคไม่ดีก็เลยหายจนได้ ตกกลางคืนเป็นการฝึกบุคคลทำการรบในเวลากลางคืน พวกเราเดินเรียงแถวเกาะไหล่กันไป พอดีว่าคืนนี้มีแสงจันทร์ ก็เลยยังพอมองเห็นอยู่บ้างว่าอะไรเป็นอะไร ไม่ลำบากเหมือนผลัดที่ผ่าน ๆ มา และมีการยิงพลุส่องสว่าง ยิงปืนให้เราคำนวณหาระยะทางจากจุดที่ยิง
คืนนี้นอนในป่า ก็มีเตนท์ให้เรานอนเหมือนที่กองพัน เตนท์ข้าง ๆ ผมทำอะไรกันก็ไม่รู้(โรงเรียนอื่น) ส่งเสียงครางโอดโอย ยังไม่พอยังทำเสียง ตับ ๆ ๆ ๆ อีกแน่ะ คงกำลังกินตับกันอยู่ ไอ้ผมที่นั่งฟังอยู่ก็กลั้นหัวเราะไม่ไหว ปล่อยก๊ากซะลั่น เขาก็เลยถามว่า
เธอ ๆ เตนท์ข้าง ๆ โรงเรียนอะไรอะ
แจงร้อนวิทยาครับ ผมตอบไป ในใจก็เต้นไม่เป็นส่ำ
ใหญ่หรือเปล่าอะ
เจอคำถามนี้ไปก็อึ้งสิครับ ไม่รู้จะตอบยังไงดี เผอิญเพื่อนผมในเตนท์เดียวกันตอบให้แทน
ใหญ่ไม่ใหญ่ไม่รู้ จะลองดูไหมล่ะ
แล้วก็เกิดการกินตับกันข้ามเตนท์ ผมจากตอนแรกขำเริ่มรู้สึกกลัวซะแล้ว ไอ้บ้าเอ๊ย ไปเล่นกับเขาทำไม พอทั้งคู่หยุดกันไปแล้ว เพื่อนผมมันก็คุยโทรศัพท์กับแฟน ตอนแรกทะเลาะกัน บอกว่าถ้าไม่ชอบคนอย่างมันก็ไปหาใหม่ซะ ไป ๆ มา ๆ เป็นแบบนี้ซะแล้ว
กูชอบมึงจังเลยว่ะ กูอยู่เฉย ๆ ของกูก็บอกว่ากูยิ้ม แล้วมันก็หัวเราะ
เออ...ดีกันได้ก็ดีวะ แต่กูจะนอน ขอร้องเถอะ
แล้วก็หลับไปทั้ง ๆ ที่ยังไม่อาบน้ำ เพราะวันนี้มานอนป่าไม่มีห้องน้ำให้อาบ
22 มกราคม 2554
จ่านรก ใส่แว่นดำ ยืนอยู่กลางรูป
และแล้ววันที่การฝึกโหดที่สุดก็มาถึง วันนี้ผมเจอจ่านรก(หรือหมวดนรก เพราะแกได้เลื่อนยศเป็นร้อยตรี)แต่เช้าที่สถานี 33 เวลา 1 ชั่วโมง สถานีนี้คือสถานีทดสอบกำลังใจ และทดสอบความเป็นลูกผู้ชายของเรา และเนื่องจากโรงเรียนผมกับโรงเรียนวัดประดู่ในทรงธรรมเป็นสองโรงเรียนที่ไปเรียนรด.กับแกตอนปี 1 ที่สวนเจ้าเชตุ ก็เลยโดนจ้องเป็นพิเศษ แต่จ่าก็ไปเล่นกับโรงเรียนสวนกุหลาบนนทบุรีมากกว่า บอกว่าตอนแกไปโรงเรียนสวนกุหลาบนนฯ โดนเจาะลมรถ ยางแบนไปไหนไม่ได้เลย
ที่จ่านรกฝึกพวกเรามีสารพัด โดยเฉพาะเป่านกหวีดแล้วให้ ลุกครับ, หมอบครับ กลิ้งไปกลิ้งกลับ ดันพื้น กางมุ้ง ท่าจิงโจ้ คลานสูง คลานต่ำ คลานลอดใต้ลวดหนาม ฯลฯ เอาเป็นว่าแทบทุกท่าที่ใช้ทำโทษ และคำสั่งเหล่านี้ สั่งให้ทำกลางดินที่เต็มไปด้วยฝุ่น คิดดูสิครับว่ามันจะฟุ้งแค่ไหน มาเขาชนไก่ 5 วันพวกเราแทบจะกินฝุ่นแทนข้าวกันอยู่แล้ว โดยเงื่อนไขของจ่านรกคือ ถ้าตอบได้ว่าเมียแกชื่ออะไร แกจะเลิกสั่งพวกเรา แล้วคิดดู ชื่อผู้หญิงไทยมีตั้งกี่ชื่อ แล้วใคร้มันจะไปตอบถูก
แล้วการฝึกกับจ่านรกก็เป็นอันจบสิ้นลง ช่างเป็น 1 ชั่วโมงที่น่าจดจำ เพื่อนแต่ละคนเนื้อตัวสกปรกมอมแมม บางคนกระติกน้ำก็หลุดออกจากเข็มขัด ฝุ่นก็เข้าไปในเสื้อในกางเกง คันยุบยิบ ที่หมวกก็มีหญ้าเจ้าชู้มาติด แต่เป็นนักศึกษาวิชาทหารขณะทำการฝึกเราต้องอดทน ห้ามบ่น ห้ามเฉื่อย ห้ามเมื่อย ห้ามหิว แล้วเราจะผ่านการฝึกไปได้อย่างชิว ๆ
จากนั้นก็ถึงสถานีตั้งรับ-เข้าตี แยกเป็น 2 ฝ่าย คือเสือดำและอินทรี เสือดำเข้าตี อินทรีตั้งรับ ที่สถานีนี้ต้องใช้ความรู้ทั้งหมดที่เรียนรด.ตั้งแต่ปี 1 ถึง ปี 3 มาใช้ ตอนเช้าผมอยู่ฝ่ายอินทรี ตั้งรับอยู่ในหลุมบุคคลสบายมาก แทบจะหลับอยู่ในนั้น ตอนนี้เองที่ฉายาประจำผลัดถูกครูฝึกเปลี่ยนให้มีความหมายสองแง่สองง่ามเป็น พยัคฆ์น้อย รวดเร็ว รุนแรง หลั่งเร็ว ล้มเหลว บึ๋ยย์ เพื่อน ๆ หัวเราะกันลั่นเมื่อท่องฉายาแล้วเห็นภาพ
ตอนบ่ายผมเป็นฝ่ายเสือดำ ต้องเข้าตี คราวนี้จึงรู้สึกสนุกหน่อย เพราะได้เข้าไปอยู่ในสมรภูมิจริง ๆ ครูฝึกสั่งอะไรต้องทำตาม แต่กว่าคำสั่งจะมาก็รอนานอยู่เหมือนกัน เพราะได้ยินแว่ว ๆ จากวิทยุของครูฝึกมาว่าเครื่องเสียงที่เหล่าครูฝึกใช้บัญชาการการตั้งรับ-เข้าตีของพวกเรามีปัญหา พอเครื่องเสียงดีแล้วก็มีคำสั่งต่อมาเป็นชุด ทั้งมีลูกกระสุนปืนใหญ่ตกให้เราหมอบ ระเบิดก็ทำงาน เสียงดังตูมไปทั้งสมรภูมิ มีเสียงปืนกลคอยยิงอยู่เป็นระยะ พอพวกเราโผไปจนถึงที่หมาย ก็ให้ตะลุมบอน การตะลุมบอนนั้นให้ความรู้สึกเหมือนกำลังรบอยู่จริง ๆ เพราะทุกคนพร้อมใจกันเปล่งเสียง ปัง ปัง ปัง อยู่ตลอดไม่ได้ขาดปาก จึงดังกระหึ่ม และยิ่งดาหน้าถือปืนยิงเข้าหาข้าศึก ยิ่งเหมือนในหนังสงครามยังไงยังงั้น
พอการตั้งรับ-เข้าตีเสร็จสิ้น เราก็กลับมาหาจ่านรกอีกครั้ง จ่าก็อธิบายว่าที่สั่งให้หมอบให้ลุก สั่งให้ทำอะไรต่าง ๆ ก็เพื่อให้เป็นประโยชน์ในการตั้งรับ-เข้าตีทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นท่าหมอบ ก็เพื่อเวลามีกระสุนปืนใหญ่ตก ก็ให้หมอบลงป้องกันอันตรายจากสะเก็ดระเบิด ท่าดันพื้นและท่าจิงโจ้ก็ไว้สำหรับเตรียมลุกขึ้นเพื่อเข้าตีต่อไป ท่าคลานก็ใช้คลานในพื้นที่ที่มีสุมทุมพุ่มไม้เตี้ย ๆ ทำตัวให้กลืนกับธรรมชาติที่สุดไม่ให้ข้าศึกจับได้ ท่ากลิ้งไว้สำหรับหาตำแหน่งที่เหมาะสมโดยไม่ต้องลุกขึ้นยืนให้ข้าศึกเห็น ไม่ใช่อยากจะแกล้ง ทุกคำสั่งมีเหตุผลของมันอยู่(ซึ่งเป็นเหตุผลที่พวกเราอยากจะเถียงแต่ก็เถียงไม่ออก) จากนั้นจ่านรกก็ออกมาแสดงความเป็นลูกผู้ชายโดยการขอโทษพวกเราถ้าการฝึกนี้อาจทำให้บางคนมีทัศนคติไม่ดีต่อการเรียนรด. หรือคำพูด คำด่าบางคำที่ทำร้ายน้ำใจ คำหยาบคายที่ทำให้นักศึกษาวิชาทหารบางคนอาจระคายหู สุดท้าย จ่านรกทิ้งท้ายไว้ได้อย่างน่าประทับใจว่า
มาเรียนรด. ไม่ได้มาเรียนเพื่อหนีทหาร แต่มาเรียนเพื่อเป็นทหาร
นี่แหละ จุดประสงค์ที่แท้จริงของการมาเรียนรด. จากการเรียนการฝึกตลอด 3 ปี วันนี้ พวกเรามียศสิบเอก เป็นกำลังสำรองที่พร้อมรับใช้ชาติ ป้าย รักชาติยิ่งชีพ ที่ติดหัวไหล่ซ้าย จะไม่ใช่ป้ายที่ติดไว้ให้เท่แต่ไร้ความหมายไปวัน ๆ อีกต่อไป
การใช้ชีวิตในป่าของพวกเราก็เสร็จสิ้นลง ณ วันนั้น พวกเราข้ามสะพานไม้กลับมายังกองพัน เมื่อการชี้แจงเสร็จ นักศึกษาวิชาทหารเกือบทั้งกองพันวิ่งไปอาบน้ำแทบจะเหยียบกันตาย เพราะต่างก็คันเนื้อคันตัวมานานไม่ได้อาบน้ำมา 1 วัน มีผมกับเพื่อนอีกไม่กี่คนเท่านั้นที่เลือกกินข้าวเย็นก่อน พวกผมจึงได้เข้าไปอาบน้ำทีหลัง แต่เป็นการอาบน้ำที่สบายใจที่สุด เพราะไม่ต้องแย่งใครอาบ มาปีนี้ยังไม่เจอใครห่ามแก้ผ้าล่อนจ้อนอาบน้ำเหมือนตอนปี 2 อาจจะมีแต่ผมไม่ได้รับรู้ดูเห็น ผมอาบน้ำไป 2 รอบ ขัดเนื้อถูตัวเกลี้ยงเกลา ใบหน้าที่เคยดำจากการพรางก็ขาวผ่อง เนื้อตัวก็หอมฉุยด้วยครีมอาบน้ำ(ผมใช้ครีม เพราะจะได้ไม่ต้องทำสบู่ตกหาย ไม่ต้องก้มงมเก็บสบู่ให้โดนกินตับ ไม่ใช่ว่าอยากกระแดะใช้ของแพงอะไร) คืนนี้เราจะมีนันทนาการ มีการร้องเพลงกัน จะเป็นคืนที่สุขสันต์อีกคืนหนึ่งก่อนนอน
อีกไม่นานหลังจากอาบน้ำเสร็จ พวกเราก็มารวมกันที่ลานนันทนาการ รับฟังการบรรยายจากพิธีกร จะว่าทำให้ฮึกเหิมก็ฮึกเหิม จะว่าฮาก็ฮา เพราะพิธีกรท่านเล่นซะเอ็คโค่กระจาย
ประเทศใดไม่มีทหาร ประเทศนั้นจะต้องเป็นขี้ข้า...ข้า...ข้า...ข้า...
แผ่นดิน...ดิน...ดิน...ดิน...
เอ็คโค่สองรอบ ก็มีคนหัวเราะทั้งสองรอบ แล้วพิธีกรก็ร้องเพลงที่ขึ้นต้นว่า
แผ่นดินของเรา ต้องเป็นของเราอยู่ดี
เพื่อนผมมันก็ร้องแค่คำว่า อยู่ดี เพราะมีแทบทุกวรรคของเพลง คือมันกวนตีนไง
จากนั้นก็เป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาวิชาทหาร 2 คนออกมาร้องเพลงบนเวที คนแรกร้องเพลง ใจนักเลง ของพงษ์พัฒน์ วชิระบรรจง เป็นที่ถูกอกถูกใจของบรรดาเพื่อนนักศึกษาวิชาทหารที่อยู่ด้านล่าง คนถัดมาร้องเพลง จิ๊บ รด. ของแจ้ แกรนด์เอกซ์ ผมคิดว่าเขาเข้าใจเลือกเพลงมาร้อง หรืออาจจะถูกสั่งให้ร้องก็แล้วแต่ เพราะมันเข้ากับสถานะของพวกเราตอนนี้มากที่เป็นรด.หรือนศท.ที่ผ่านการเรียน การฝึกทุกอย่างมาเป็นระยะเวลา 3 ปี มันทำให้เราย้อนกลับไปดูตัวเองเมื่อตอนที่เรียนรด.อีกครั้ง ฟังหรือร้องเพลงนี้ครั้งนี้มันแปลกกว่าทุกครั้งที่ฟังหรือร้องไปงั้น ๆ คราวนี้มันซึมลึกเข้าไปถึงในจิตใจ มันมีความหมาย มันทำให้เราตระหนึกถึงอะไรบางอย่าง เขาร้องไป ผมก็ร้องตาม คิดตามเนื้อเพลงไปด้วย
รด.เด็กไทยผมเกรียน ไปเรียนก็เกาะรถเมล์...
ตอนผมไปเรียนรด.ที่โรงเรียนรักษาดินแดนถนนวิภาวดีรังสิต ก็แทบไม่เคยได้นั่งที่นั่งรถเมล์ โหนรถเมล์เป็นประจำเพราะคนเต็ม อีกทั้งนักศึกษาวิชาทหารถูกปลูกฝังว่าเมื่อขึ้นรถเมล์เราต้องเสียสละที่นั่งให้ประชาชน ก็เลยแทบไม่เคยจะได้นั่ง
...ไม่หล่อแต่เราแต่งตัวเก๋ เกเรไม่เป็นเหมือนใคร...
เพราะตัดผมเกรียนจึงไม่หล่อ เรื่องเกเรไม่มีเพราะเราอยู่ในระเบียบวินัยตลอดการเรียนการฝึก จึงทำให้ติดความมีระเบียบวินัยไปใช้ในชีวิตประจำวันด้วย
รด.เด็กดีทุกคน รด.อดทนถึงใจ
การเรียนวิชาทหารทำให้พวกเราต้องเชื่อฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชา จึงทำให้พวกเราเป็น เด็กดี ซึ่งก็คือเป็นคนที่อ่อนน้อมถ่อมตน เชื่อฟังผู้หลักผู้ใหญ่ อดทนถึงใจเพราะว่าเราต้องทนกับการฝึกหนัก และทนกับแดดที่ร้อนจัดให้ได้
...ผึ่งผาดอาจองไม่หวั่นไหว เมืองไทยมีภัยเรารบ
ผึ่งผาดอาจองก็เพราะว่าเราต้องยืนหลังตรงอยู่ตลอดเวลา และเราเป็นกำลังสำรองที่พร้อมรับใช้ชาติ ไม่ว่าประเทศไทยมีศึกที่ไหน เราก็พร้อมที่จะร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ไปจนกว่าเลือดหยดสุดท้ายจะหลั่งริน
เพราะครูฝึกเหี้ยมและโหด กวนใจเราจนเกือบไม่ครบ...
วรรคนี้ตอนจบสถานีตั้งรับ-เข้าตี จ่านรกย้ำว่าครูฝึก เหี้ยมและโหดนะ ไม่ใช่ เหี้ยและโหด เพราะความ เหี้ยมและโหด ของครูฝึกนี่เองที่ทำให้เราใจหายใจคว่ำ ใจเต้นไม่เป็นส่ำ กลัวจนไม่กล้ากระดุกกระดิก เพราะจะทำอะไรก็ดูผิดดูพลาดไปหมด จากที่เคยเป็นคนมั่นใจในตัวเองมาก ก็กลายเป็นคนไม่มั่นใจอะไรเลย (ฮา... ต้องมั่นใจนะ ไม่อย่างนั้นก็พาลูกหมู่ไปตายหมดสิ)
เคี่ยวเราฝึกแทบสลบ จบหลักสูตรก็เลยดูผอม
แทบสลบอันนี้จริง โดยเฉพาะตอนขึ้นเขาชนไก่ ส่วนที่ว่าจบหลักสูตรดูผอมลง อันนี้ผมค้าน เพราะฝึกเสร็จก็เอาน้ำอัดลมเอาขนมมาขายให้เรากิน กับข้าวกับปลาก็กินหมดทุกมื้อเพราะหิว อย่างนี้มันจะไปผอมลงได้ยังไงล่ะคร้าบ มีแต่อ้วนขึ้น ๆ
...แม้ไม่หล่อ รด.ใจเขานั้นดีเด่น หากได้เห็นไม่ผิดหวัง
ความดีเด่นของรด. หรือ นศท. ฟังได้จากท่อนแรก ๆ ของเพลงนี้ นอกจากนั้นพวกเราก็ยัง
น. น้ำหนึ่งใจเดียว กลมเกลียวสามัคคี
ศ. ศึกษาดี มีความรู้ คู่คุณธรรม
ท. ทำความดี เพื่อทดแทนคุณแผ่นดิน
อย่างนี้แล้ว ก็คงไม่แคล้วไม่ผิดหวังในตัวพวกเรารด.กันนะครับ
พอเพลงจิ๊บ รด. จบ ครูฝึกก็ให้พวกเราทั้งหมดกอดคอกันร้องเพลง เราและนาย คืนนี้รู้สึกเต็มอิ่มอย่างบอกไม่ถูก มันได้ระลึกถึงมิตรภาพ ระลึกถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกันตั้งแต่สอบคัดเลือกตอนปี 1 จนถึงวันฝึกภาคสนามวันสุดท้ายของปี 3 ระลึกถึงเรื่องสนุกที่เราทำด้วยกัน เสียงหัวเราะฮาเฮเมื่ออยู่ด้วยกัน ได้รู้ว่าเพื่อนของเราที่รู้จักกันมานานจริง ๆ แล้วเป็นคนยังไง มันเหมือนในเพลงเลย นับเป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุดแม้เป็นแค่เพียงเวลาสั้น ๆ โอ๊ยมัน...น้ำตาลูกผู้ชายจะไหลโว้ย!!
23 มกราคม 2554
วันสุดท้ายของการฝึกแล้ว รู้สึกใจหาย จะต้องจากที่นี่ไปแล้วเหรอ 5 วันทำไมมันผ่านไปเร็วจัง ถึงแม้จะเสียดายอย่างไร อยากอยู่ต่อมากแค่ไหนก็ต้องไปเพราะผลัดใหม่จะเข้ามา วันนี้มีการฝึกแค่ช่วงเช้าอย่างเดียว ช่วงบ่ายเดินทางกลับ การฝึกก็มีข้ามสะพานเชือก 1 เส้น 2 เส้น 3 เส้น และโดดหอสูง 34 ฟุต ผมได้ไปฝึกข้ามสะพานก่อน แต่ไม่ได้ฝึกกับเพื่อน ๆ หรอก เป็นคนคุม ออกคำสั่งให้เพื่อนร้อง เอี้ย ๆ ๆ ไปด้วยระหว่างที่กำลังข้ามสะพาน รู้สึกสะใจพิลึกที่ได้ออกคำสั่งบ้าง เพราะอยู่ใต้บังคับบัญชามาตลอด จากนั้นก็ไปโดดหอ เคยโดดมาแล้วหลายครั้งเลยไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่ ก่อนโดดเพื่อนก็แต่งตัวให้เรารัดกุม(จริง ๆ ไม่รัดกุมหรอก รัดเป้ามากกว่า) พอโดดแล้วถึงที่นั่นแหละ เพื่อนที่รับเราก็กระซิบกระซาบกันว่า จะได้เห็นว่าของใครใหญ่เล็กก็คราวนี้ เออ... ดูไปเถอะเพื่อน ของข้าก็เหมือนของเอ็งนั่นแหละ ต่างกันก็ที่ขนาดและสีเท่านั้นเอง อุ๊บส์!
จะได้เห็นว่าของใครใหญ่เล็กก็คราวนี้
ฝึกเสร็จก็ประมาณ 10 โมง ยังเหลือเวลาอีก 2 ชั่วโมงกว่าจะกลับบ้าน ครูฝึกเลยให้นักศึกษาวิชาทหารนันทนาการเต็มที่ ใครจะออกมาร้องเพลงก็ได้ไม่ห้าม ไม่จำกัดเพลง ไม่จำกัดนักร้อง คนที่ออกมาร้องบ้างก็ได้คำชม บ้างก็ได้คำติ บ้างก็ถูกใจ บ้างก็ไม่ถูกใจ แต่ก็ดูมีความสุขกันทุกคนในวันสุดท้าย
เมื่อกลับเข้ากองพัน เก็บของใส่เป้ นั่งพักได้ประมาณครึ่งชั่วโมง ผลัดใหม่ก็ผ่านหน้ากองพันเราไปยังอุทยานประวัติศาสตร์สงครามเก้าทัพ พวกเราที่ผ่านการฝึกแล้วเรียบร้อย ก็เข้าไปโบกมือทักทาย บ้างก็ขู่ต่าง ๆ นานา เอ็งตายแน่, ไม่รอดแน่, จำไว้ สถานี 33 บ้างก็ยักคิ้วหลิ่วตา ยกนิ้วชี้ขึ้นปาดคอ เหมือนในหนังเรื่องเขาชนไก่
ก่อนขึ้นรถกลับสวนเจ้าเชตุก็รับประทานอาหารกลางวันกันก่อน ใครจะไปกินที่กองพันหรือร้านค้าสวัสดิการก็ได้ ผมกินที่กองพันครับ กินข้าวที่กองพันมาก็ทุกมื้อ มื้อสุดท้ายเลยอยากกินที่กองพัน ลองเดาสิครับว่ามื้อสุดท้ายคืออะไร เฉลยเลยดีกว่า มันก็คืออาหารเมนูเดียวกับมื้อแรกที่ผมมากินที่นี่ ตลอดการฝึก 5 วันเมนูอาหารเหมือนกันหมดไม่ว่าผลัดไหน คิดดูสิขนาดแค่ 5 วันเรายังเบื่อที่จะต้องกินกับข้าวที่มีแต่ ไก่ แทบทุกมื้อ แล้วครูฝึกที่ต้องอยู่ที่นี่สองสามเดือน คิดดูสิว่าจะเบื่อขนาดไหน ครูฝึกบางคนถึงกับบ่นว่ากินแต่ไก่จนแทบจะเป็นเกาต์ แทบจะตีปีกพั่บ ๆ บินได้อยู่แล้ว สมกับเป็นเขาชนไก่จริง ๆ ใครที่จะไปคราวหน้า เอาน้ำพริก หรืออาหารอะไรก็ได้ที่ไม่มีไก่เป็นองค์ประกอบมาให้ครูฝึกกินแก้เลี่ยนก็ดีนะครับ อย่าคิดว่าเป็นการติดสินบนอะไรเลย เราเพียงแต่แสดงน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นเอง แต่ถ้าเอาไปให้แล้วจำชื่อจำหน้าได้ แล้วโดนจ้องทำโทษหนักกว่าเดิม อันนี้ผมไม่รู้ด้วยนะ (ฮา)
หลังจากที่รับประทานอาหารเสร็จ และเข้าแถวนั่งประจำเป้ของตัวเอง ครูฝึกก็ทำให้นักศึกษาวิชาทหารประหลาดใจแกมดีใจด้วยการแจก ถุงยางอนามัย พร้อม การ์ตูนโป๊ว(ซึ่งจริง ๆ เป็นการ์ตูนเพศศึกษาให้ความรู้เรื่องเอดส์ มีประโยชน์มาก)ให้ทุกคน เพราะเข้าใจหัวอกผู้ชายด้วยกันเป็นอย่างดีว่ามาเขาชนไก่ 5 วัน คงอัดอั้น มันคัดเกร็งไปหมด หลายคนไม่ได้ เอาออก เพราะแทบไม่มีเวลา เสียงเรียกร้องดังระงมไปทั้งกองพันเมื่อหัวหน้าหมวดของแต่ละหมวดเอาสิ่งของที่ว่านี้มาเดินแจกให้ทุกคน
ขึ้นรถไปใช่ว่าจะรวดเดียวไม่หยุดเลย เราต้องหยุดทำพิธีปิดก่อน เหมือนเดิมทุกประการ ต้องยืนหลังตรงสู้แดด วันนี้มีนักร้องมาทำพิธีปิดด้วย(หรือตอนพิธีเปิดก็ไม่รู้ ผมไม่แน่ใจนัก) ก็คือ วินัย พันธุรักษ์ อดีตสมาชิกวง ดิ อิมพอสสิเบิล ตอนนี้ท่านเป็นนายทหารแล้ว เสียงยังเพราะอยู่เหมือนเดิม เสร็จพิธีเราก็ขึ้นรถมุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ฯ สู่บ้านของเราต่อไป
พูดถึงเรื่องหยุดรถเนี่ย มีเรื่องหนึ่งที่ผมไม่ได้เล่าตอนปี 2 ไปก็คือ เพื่อนผมคนหนึ่ง(ขามาปีนี้มันก็นั่งมากับผมด้วย) มันเกิด ปวดขี้ ขึ้นมาตอนขากลับ ก็ไปขอครูฝึกให้จอดรอดหน่อย ผมจะขี้แตกแล้ว ก็ถูกปฏิเสธเหมือนคนปวดฉี่ที่ผมเล่าตอนขามาปี 3 ไม่ต้องรอให้ครูฝึกให้ถุงพลาสติก มันก็พูดด้วยหน้าที่ซีดและปากที่สั่นว่า
ถ้าไม่จอดรถผมขี้ตรงนี้แน่ ถ้ามีถุงผมขี้ใส่ถุงตรงนี้จริง ๆ นะ!
มันทำสำเร็จครับพี่น้องผองเพื่อน ครูฝึก ยอม ให้มันครับ รถจอดที่ปั๊มให้มันลงไปขี้ มัน สั่ง ทหารได้ ด้วยวีรกรรมนี้ ก็ทำให้มันโด่งดังจนถึงปัจจุบัน
ผมคิดว่าอย่างนี้ครับ การที่รถไม่สามารถจอดระหว่างทางได้ เพราะกิจกรรมต่าง ๆ นักศึกษาวิชาทหารต้องทำ พร้อมกัน เรื่องเวลาจึงเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าคันใดคันหนึ่งล่าช้า คันอื่นก็ต้องรอ ทำให้เสียเวลา นักศึกษาอาจเสียประโยชน์ ทำบางกิจกรรมได้ไม่เต็มที่ กรณีของคนปวดฉี่จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะจอดให้ เพราะเป็นขามา ต้องตรงเวลา และดำเนินกิจกรรมให้เต็มที่ที่สุด ส่วนกรณีเพื่อนผมที่จอดให้ได้ เพราะขากลับแล้ว ไม่มีกิจกรรมอื่นใดนอกจากกลับสู่สวนเจ้าเชตุ ให้ปฏิญาณต่อหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 ว่า ข้าพเจ้าจะรักษาผืนแผ่นดินไทยไว้ด้วยชีวิต 3 ครั้ง แล้วต่อรถกลับบ้าน อาบน้ำ นอน
จะว่าไป เรื่อง ขี้ ๆ นี่ผมก็จัดการมันตอนเช้าวันที่ 2 และคืนวันที่ 4 แต่สบายสุดก็ตอนปี 2 คืนที่ 1 ตอนที่ออกมาเฝ้ายาม เข้าไปในห้องน้ำ นั่งขี้มันอยู่อย่างนั้นเกือบชั่วโมง เกือบหลับด้วย
ผมมีข้อแนะนำสองอย่างสำหรับคนที่จะไปเข้าค่ายนักศึกษาวิชาทหารที่เขาชนไก่หรือไม่ว่าที่ใดก็ตาม อย่างแรก ควรนำเงินไปขั้นต่ำ 500 บาทไม่ขาดไม่เกิน เพราะคุณจะต้องมีเรื่องให้จ่ายนั่นนู่นนี่อยู่ตลอด ทั้งค่าเสื้อยืดคอวี ค่าผ้าพันคอ ไหนจะค่าน้ำอัดลมขนมนมเนยที่คุณต้องซื้อยามหิวอีกล่ะ แล้วยังมีค่ารถไปกลับบ้านอีก ถ้าเอาไปมากกว่านั้นระวังหายนะ อย่างที่สอง โทรศัพท์มือถือถ้าไม่จริง ๆ อย่าเอาไป เพราะคุณจะมัวแต่พะวงถึงมันจนไม่เป็นอันฝึก แล้วคนเยอะ ๆ อย่างนั้นคุณอย่าวางใจว่าจะไม่หาย ขนาดรองเท้าแตะผมยังหายเลย พูดแล้วแค้น ผมซื้อรองเท้าแกมโบลคู่ 199 มา ตั้งใจจะใส่เที่ยว แต่เห็นว่าใกล้วันไปค่ายพอดี แถมคู่นี้ก็ไม่หนาเทอะทะเหมือนคู่เก่าด้วย ก็เลยเอาไปใส่อาบน้ำที่เขาชนไก่ ปรากฏว่าผ่านไปวันสองวัน หายครับท่าน! ไม่รู้ใครขโมยไปหรือมันมีตีนเดินหนีผมไปเอง ต้องเดินตีนเปล่าไปอาบน้ำ แต่จะโทษใครก็ไม่ได้ เป็นความโง่ของผมเองที่เอาของใหม่และมีราคาแพงมา
5 วันที่เขาชนไก่ของผมก็จบลงเพียงเท่านี้ ในวันสุดท้ายครูฝึกที่สถานีข้ามสะพานเชือกถามพวกเราว่ามีใครจะเรียนต่อปี 4 ปี 5 หรือเปล่า ผมกับเพื่อนบางคนยกมือ ถึงแม้เมื่อเทียบกับคนทั้งกองพันมันจะน้อย แต่ก็ถือว่ามากสำหรับผลัดนี้
สิ่งที่ไม่คิดว่าน่าจะเป็นไปได้อย่างหนึ่งก็คือ การเรียนรด. การเข้าค่ายฝึกนักศึกษาวิชาทหารทำให้บางคนเปลี่ยนความคิด จากคนที่ยืนกรานว่าให้ตายก็จะไม่เรียนต่อรด.ปี 4 ปี 5 ก็มาบอกผมว่า กูจะเรียนรด.ปี 4 แล้วเจอกันนะเพื่อน บางคนจากที่เคยคิดหนีทหาร ก็อยากเป็นทหารขึ้นมาก็มี คงเป็นเพราะประสบการณ์ชีวิตแบบนี้ที่ไม่ว่าใครก็คงลืมไม่ลง มันประทับใจไปจนตาย มันสอนให้เรารู้ ให้เราเข้าใจว่า ลูกผู้ชาย เป็นอย่างไร ชีวิตที่เกิดมาครั้งหนึ่งได้ทดแทนคุณแผ่นดินด้วยการรับใช้ชาติ ยอมพลีกาย เสียเลือดเนื้อปกป้องแผ่นดินให้ลูกหลาน มันภาคภูมิใจมากแค่ไหน
กลับมาน้องม.ต้นก็ถามว่าเรียนรด.ไปทำไม พวกเราก็ตอบได้อย่างภาคภูมิใจว่า
เรียนรด.เพื่อเป็นทหารไง ไอ้น้อง