เขาชนไก่ รด.ปี 3 ผลัด 12, 19-23 ม.ค. 2554
ตอนก่อนหน้า

เขาชนไก่ รด.ปี 3 ผลัด 12, 19-23 ม.ค. 2554
เกริ่นเรื่อง: พยัคฆ์น้อย รวดเร็ว รุนแรง สู้ ๆ
6 มี.ค. 54 , View: 2641 , Post : 3


นี่คงจะเป็นอีกบล็อกที่ยาวที่สุดของผม ยาวประมาณเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งได้เลย ถ้าใครไม่ชอบอ่านอะไรยาว ๆ จะข้ามบล็อกตอนนี้ไปก็ไม่ว่ากันครับ

อ่านบล็อกเขาชนไก่ รด.ปี 2 ปีที่แล้ว ได้ที่นี่ครับ http://my.dek-d.com/Casiopeia/blog/?blog_id=10066349
...................

ก่อนมาเขาชนไก่ปีนี้ ก็ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าการฝึกภาคสนาม 5 วันในชั้นปีที่ 3 นี้โหดนักโหดหนา ทั้งต้องเดินทางไกลจนเท้าระบม เข้าสมรภูมิเจอระเบิดจริง เจอกระสุนจริง และที่ทุกคนเลี่ยงไม่ได้เลยก็คือต้องเจอ “จ่านรก” ครูฝึกที่ขึ้นชื่อว่าโหดที่สุดในบรรดาครูฝึกทั้งหลาย ที่ไม่รู้ว่าจะฝึกพวกเราหนักแค่ไหน แต่สิบปากว่าก็คงไม่เท่าได้ไปเห็น ได้ไปสัมผัสของจริง ผมซึ่งผ่านการฝึกที่ว่านั้นมาแล้ว ก็เลยอยากจะมาเล่าต่อเป็นปากที่ 11 หรือมากกว่านั้น ว่าแล้วก็ล้อมวงกันเข้ามาฟัง(อ่าน)ได้เลยครับ อาจมีคำไม่สุภาพบ้างก็ขออภัย

 
19 มกราคม 2554

วันแรกสำหรับปี 3 ไม่ต่างอะไรมากจากปี 2 กล่าวคือนัดพร้อมกันก่อนหกโมงเช้าที่กองพันทหารราบศูนย์การกำลังสำรอง(สวนเจ้าเชตุ) มีการตรวจวัดไข้ จัดนักศึกษาให้เข้าไปอยู่ในขบวนรถ ต่างกันก็เพียงแค่ออกเดินทางก่อนปี 2 เพราะต้องไปที่อุทยานประวัติศาสตร์สงครามเก้าทัพ ในรถที่ผมนั่งไปมีคนปวดฉี่ น่าเห็นใจ เขาไปขอให้ครูฝึกหยุดรถจะลงไปฉี่ก็ได้รับการปฏิเสธแบบฮาร์ดคอร์ และด้วยความปรารถนาดีจากครูฝึก คนปวดฉี่ก็ได้ถุงพลาสติกมา 1 ใบให้ไปยืนฉี่ท้ายรถ ใครมันจะไปฉี่ออกกัน โดนด่าไม่พอ เพื่อนในรถก็หัวเราะขำกลิ้งกันอีก กรรมของคนปวดฉี่จริง ๆ

แล้วก็มาถึงอุทยานฯ มีห้องน้ำบริการ มีคนลงมาฉี่กันเต็ม ไม่รู้ว่าคนนั้นเขาฉี่ที่รถไปแล้วหรือยัง หรือว่าลงมาฉี่พร้อมกันข้างล่าง สรุปว่าคงได้ฉี่แน่ ๆ ก็แล้วกัน ช่วงที่เข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัว ครูฝึกก็เปิดโอกาสให้พวกเราซื้อข้าวเหนียวหมูย่างที่พ่อค้าแม่ขายบริเวณนั้นเอามาบริการให้พวกเราได้กินอิ่มหนำ เผื่อใครบางคนอาจจะไม่อยากกินอาหารมื้อแรกที่กองพัน จากนั้นก็ไปรับฟังการบรรยายประวัติความเป็นมาเป็นไปของสถานที่และวีรกรรมของวีรชนคนไทยที่เสียเลือดเนื้อปกป้องผืนแผ่นดินไทยไว้ให้ลูกหลาน เรานักศึกษาวิชาทหารคือลูกหลานของแผ่นดินไทยจงภูมิใจในวีรชน...เขาว่าอย่างนั้น เสร็จจากที่นี่ก็ไปทำพิธีเปิดที่ค่ายฝึกนักศึกษาวิชาทหารเขาชนไก่ อ.ลาดหญ้า จ.กาญจนบุรี ต้องยืนหลังตรงกลางแดดร้อน ๆ ใครทนไม่ไหวก็เป็นอันล้มพับไป
 
ทำพิธีเปิดเสร็จก็เข้ากองพันเพื่อรับประทานอาหารมื้อแรกที่แสนประทับใจ ซึ่งก็คือ “ปลาโคตรเค็ม” กับ “แกงส้มหัวไชเท้า” ชอบไม่ชอบก็ต้องกินเพราะมีให้เลือกกินแค่นี้ ใครกินไม่หมดก็ไปหมดแรงเอาตอนฝึก กินเพื่ออยู่ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน แล้วอย่าหาว่าไม่เตือน

การฝึกวันนี้คือการซ้อมยิงปืนด้วยกระสุนจริง แน่นอนว่ายังไม่ใช้กระสุนเพราะวันนี้แค่ซ้อม พรุ่งนี้ถึงจะเจอกระสุนจริง มีการจัดชุดยิง สายยิงเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย ครูฝึกย้ำนักย้ำหนาว่าห้ามเอาปืนจ่อเพื่อน ห้ามดึงคันรั้งลูกเลื่อน ห้ามลั่นไกก่อนได้รับคำสั่ง ถ้าพลาดมาละก็ เพื่อนที่อยู่ข้าง ๆ เราก็ตายโหงอย่างเดียว


จัดชุดยิง, สายยิง

จากนั้นก็เป็นการแบ่งกองร้อย หมวด หมู่ ซึ่งที่รวมกันอยู่ก็มีหลายโรงเรียน อาทิ แจงร้อนวิทยา(โรงเรียนผมเอง) อมาตยกุล อิสลามสันติชน สวนกุหลาบนนทบุรี ศรีวิชัยวิทยา เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า แอดเวนทิสท์เอกมัย ม.เทคโนโลยีราชมงคลพระนครเหนือ ธรรมศาสตร์คลองหลวง วัดประดู่ในทรงธรรม พระมารดากิจจานุเคราะห์ น่าจะหมดแล้ว ถ้ารายชื่อโรงเรียนไหนตกหล่นก็ขออภัยด้วยนะครับ ผมชอบอาร์มโรงเรียนอมาตยกุลนะ น่ารักดี เป็นรูปดินสอสีแดงขดตัวเป็นอักษร “อ” ส่วนอาร์มโรงเรียนผมถูกเข้าใจผิดว่าเป็นอาร์มโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เพราะพื้นอาร์มก็สีชมพู-ฟ้าเหมือนกัน

นักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 3 ผลัดที่ 12 ปีการศึกษา 2553 มีจำนวนทั้งหมด 527 นายถ้าจำไม่ผิด แบ่งได้ 5 กองร้อย แล้วก็แยกย่อยให้แต่ละคนไปนอนเตนท์ บางคนได้นอนเตนท์กับเพื่อนโรงเรียนอื่น เอาเข้าจริงพอถึงเวลานอนก็ย้ายไปนอนกับเพื่อนโรงเรียนเดียวกันอยู่ดีโดยไม่สนว่าครูฝึกจะจับได้และถูกทำโทษ ก็ด้วยเหตุผลของความสนิทและเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างนักศึกษาวิชาทหาร 2 โรงเรียน ไม่ว่าเรื่องทรัพย์สินหรือเรื่องอื่นใดก็ตาม มาเขาชนไก่ปีนี้เราก็ได้รับฉายาประจำผลัดว่า “พยัคฆ์น้อย รวดเร็ว รุนแรง สู้ ๆ”

คืนแรกก็ขนลุกขนพองกันทั้งกองพันซะแล้ว เพราะไม่รู้ว่าเป็นเสียงของใครหรือของอะไรกันแน่ที่ดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสงัด เป็นเสียงร้องไห้โหยหวนสลับกับเสียงพูดที่ฟังไม่ชัดเจน ผมเองกำลังหลับอยู่ก็ตื่นขึ้นมาด้วยความผวา กระซิบกระซาบถามเพื่อนในเตนท์ว่า “นั่นผีหรือคนวะ” เพื่อนก็ไม่รู้ จนกระทั่งตั้งใจฟังดี ๆ นั่นล่ะ ก็เริ่มจับความได้

“กูนอนอยู่ กูไม่ได้มีคนใหม่ ไอ้เหี้ย! ไอ้สัตว์! ฮือ ๆ ๆ…”

เก็ตแล้วสิครับท่าน เป็นเสียง “คน” กำลังคุยโทรศัพท์อยู่ สงสัยทะเลาะกับแฟนมั้ง แล้วก็มีคำพูดลักษณะนี้เรื่อย ๆ แทบทั้งคืน พอเสียงนั้นเงียบไป ผมก็หายผวา หลับลงได้อีกครั้ง



20 มกราคม 2554

รุ่งเช้ามีคนสงสัยกันทั้งกองพันว่าเมื่อคืนนี้เสียงใคร ก็มีคนหนึ่งกล้าหาญถามขึ้นมาดัง ๆ ให้ได้ยินกันเกือบทั้งกองพันว่า

“เมื่อคืนใครดราม่าวะ บอกตอนนี้กูไม่ล้อหรอก ถ้ามีอีกกูล้อแน่”

ไม่มีใครออกมายอมรับ ด้วยเพราะว่าไม่เชื่อที่เพื่อนบอกว่าจะไม่ล้อ หรืออยากปิดไว้เป็นความลับก็ตาม เรื่องนี้ก็เอามาพูดเป็นประเด็นขำขันกันได้ทั้งวัน วันต่อ ๆ มาก็ค่อย ๆ ซาลง

และวันนี้ทุกคนก็จะได้ยิงปืนด้วยกระสุนจริงกันแล้ว ผมก็ตื่นเต้นนะ เพราะไม่รู้ว่ายิงปืนของจริงมันเป็นยังไง เคยยิงแต่ปืนซ้อมรบ กระสุนซ้อมรบ วันนี้มายิงปืนจริง กระสุนจริง รู้สึกเหมือนว่าเราได้มาทำการรบจริง ๆ ต้องใส่ที่อุดหูไว้ด้วย เพราะครูฝึกบอกว่าเสียงปืนดัง อาจทำอันตรายต่อแก้วหูของเราได้

การยิงทำตามขั้นตอนทุกอย่าง ตั้งแต่เตรียมยิง นอนเตรียมยิง ใส่ซองกระสุน ดึงคันรั้งลูกเลื่อน เปิดห้ามไก และเริ่มยิง ตอนเรียนยิงปืนคนเดียว ใส่กระสุนเอง เพราะเป็นกระสุนซ้อมรบแบบใส่ทีละนัด แต่ยิงปืนนี้ (HK-33) ต้องมีผู้ช่วย สอดขาใต้รักแร้เรา ยันไหล่ไว้ไม่ให้ปืนถีบมากจนเราได้รับบาดเจ็บ บรรจุกระสุนใส่ซองให้เรา พอเริ่มยิง แรงสะท้อนก็ทำให้กระบอกปืนถีบใส่หน้า รู้สึกเหมือนโดนต่อยเบา ๆ ยิง 8 นัดจึงหมดซองกระสุน ส่วนผลการยิงของผมน่ะหรือครับ ไม่ค่อยน่าพอใจเท่าไหร่ แต่ก็ผ่าน

ตอนบ่ายฝึกทดสอบกำลังใจด้วยฐานฝึก 10 ฐาน คล้ายลูกเสือเลย มีกระโดดข้ามเครื่องกีดขวางต่าง ๆ ข้ามกำแพง โหนเชือกข้ามน้ำ แต่บันไดเชือก ฯลฯ สนุกดี รู้สึกเหมือนได้กลับมาเล่นสนุกแบบเด็ก ๆ อีกครั้ง ไม่หนักแบบทหาร จะมาหนักก็การฝึกถัดไปนี่แหละครับที่ผมว่าเหนื่อยที่สุดแล้วในการฝึก 5 วัน คือต้องเดินขึ้นเขาชนไก่ เดินบ้างพักบ้าง แค่ 2 กิโลเมตรเอง พอเดินขึ้นไปถึงยอดแล้วเหนื่อยแทบเป็นลมนั่นล่ะ เลยรู้สึกเหมือนระยะทางมันมากกว่านั้น แต่ก็ภูมิใจราวกับได้พิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์

ข้างบนมีพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 1 ให้เราสักการะกัน แล้วก็มีพระพุทธรูป เจดีย์เขาชนไก่ เขาว่าพอขึ้นไปให้เราต่อก้อนหินให้ได้ 10 ชั้น ไม่รู้ว่าเป็นความเชื่ออะไร อาจต่อแล้วอายุยืนก็เป็นได้ ผมคิดอย่างนั้น เห็นเพื่อนต่อก็เลยต่อบ้าง บางคนเล่นต่อเกิน 10 ชั้นก็มี ท่าทางสนุกกัน

นอกจากนักศึกษาวิชาทหารที่ต้องเดินขึ้นเขาชนไก่แล้ว ก็มีแขกที่ไม่ได้รับเชิญร่วมเดินขึ้นมาด้วย เป็นหมาตัวหนึ่ง ตัวสูงแค่เข่าคนแต่สามารถเดินขึ้นมาถึงยอด ขาลงก็ยังเดินลงกับพวกเราอีก เพื่อนผมที่น้ำยังเหลืออยู่ก็เทใส่มือให้มันกิน มันก็เลียเอา ๆ เห็นแล้วน่าเอ็นดู ในใจผมก็คิดว่า มันคงเดินขึ้นเดินลงอย่างนี้มาแล้วหลายรอบ เพราะแต่ละผลัดที่มาฝึก มันก็คงเดินตามแบบนี้ทุกผลัด น่าปรบมือให้ในความอดทนของมันจริง ๆ อาจเป็นเพราะว่ามันพูดภาษาคนไม่ได้ มันก็เลยไม่เคยบ่นให้เราได้ยินว่ามันเหนื่อย แต่ถ้ามันบ่นขึ้นมาก็ตัวใครตัวมันล่ะ รีบวิ่งรีบกลิ้งลงเขาไป แต่ดูไม่สมเหตุสมผลและสมชายชาติทหารเลยเนอะถ้าคนทั้งกองพันกลัวหมาพูดได้แค่ตัวเดียว

ระหว่างทางขึ้นลงเขาชนไก่มีบางสิ่ง(มีชีวิต)สะดุดตาผม สิ่งนั้นคือต้นดอกรัก เป็นต้นดอกรักสีม่วงด้วย ผมแอบคิดติดตลกในใจว่า มันอาจจะเติบโตขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ความรักของคู่รักนักศึกษาวิชาทหารก็ได้ ไม่ใช่เพียงแต่บริเวณทางขึ้นลงเขาชนไก่เท่านั้นที่มี วันต่อ ๆ มาผมลองสังเกตหลายที่ก็เห็นเกือบทุกที แต่ถ้าคิดตามหลักความเป็นจริงแล้ว แสดงว่าต้นดอกรักสีม่วงคงจะเหมาะกับภูมิประเทศแบบนี้

 

เย็นนี้เองที่เพื่อนตุ๊ดจอมยุ่งโรงเรียนผมมันไปก่อเรื่อง คือนักศึกษาวิชาทหารโรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงคนหนึ่งเขาถามเพื่อนว่าเอาหรือยัง ไม่ทราบว่าเอาของหรืออะไร มันก็ไปจุ้นเรื่องชาวบ้าน ตอบแทนไปว่า “ยังไม่ได้เอา” เขาหันหน้ามา มันก็เสริมเข้าไปอีกว่า “เธอคนนั้นน่ะถูกใจเรามากเลย” เขาก็เลยจะ “เอา” มันให้ได้ มันกลัว ทุกคืนเลยไม่กล้านอนเตนท์ของตัวเอง ไปนอนกับเพื่อนเตนท์อื่น โชคดีที่มันไม่ได้มาเตนท์ผม

21 มกราคม 2554

 
เข้าป่า

วันนี้พวกเราต้องตื่นไปเข้าสถานีฝึกตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เอาของใส่เป้เท่าที่จำเป็นเพื่อไปนอนในป่า และได้ปืนประจำตัวเป็นวันแรก เป็นปืนไม้โบราณที่ปลดประจำการไปแล้ว ต้องเดินข้ามสะพานไม้เข้าป่าไปเรียนรู้การดำรงชีพในป่า พอถึงที่หมายก็พรางหน้าก่อนเลย บางคนพรางจนจำหน้าไม่ได้ ดำทั้งหน้าเหลือแต่ตากับปากจนพอกลางคืนก็กลืนกับสภาพแวดล้อม มองแทบไม่เห็น

ตอนเช้าเราทบทวนการฝึกรูปขบวนทำการรบว่าแต่ละหมู่มีตำแหน่งอะไรบ้าง หมายเลขนี้ตำแหน่งอะไร คำสั่งที่ใช้มีอะไรบ้าง การแปรรูปขบวนจากแถวตอนเป็นหน้ากระดาน หน้ากระดานเป็นแถวตอนทำอย่างไร พอบ่ายก็ฝึกเคลื่อนที่ในสนามรบ ต้องโผ คลานสูง คลานต่ำ ลอดใต้ลวดหนาม ฝึกแบบเดียวกับปี 2 เป๊ะ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อการฝึกวันพรุ่งนี้ที่ต้องลงสมรภูมิจริง ตอนเย็นเป็นสถานีการดำรงชีพในป่า ต้องทำอาหารกินเอง อาหารที่ว่านี้เหมือนกันหมด คือทุกคนต้องทำต้มยำ หุงข้าวเอง แต่ต้มยำกลุ่มของผมรสชาติอย่างกับต้มจืด เติมน้ำปลาลงไปหลายช้อน ก็เค็มขึ้นมาน้อยเหลือเกิน จนเพื่อนสงสัยว่าคงเป็นน้ำปลาตราไส้ติ่งซะแล้วล่ะมั้ง ข้าวก็สุกบ้างไม่สุกบ้าง

“กินไปเถอะ กินเพื่ออยู่ ไม่ได้อยู่เพื่อกิน”

นั่น เพื่อนผมพ่นประโยคคลาสสิกอีกแล้ว เย็นนี้เองที่มีเพื่อนในกองพันทำปืนหายประมาณ 2-3 กระบอก ทำให้วุ่นวายกันทั้งนักศึกษาวิชาทหารทั้งครูฝึก สุดท้ายแล้วหาปืนเจอหรือไม่ผมไม่ทราบ และไม่รู้ว่าเขาจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร ผมเชื่อว่าเพื่อนที่ทำหายคงระวังเป็นอย่างดีแล้ว เพราะครูฝึกก็ย้ำให้ทุกคนพกปืนไว้กับตัวตลอดไม่ว่าเวลาไหนก็ตาม แต่จนแล้วจนรอดอาจเป็นเพราะโชคไม่ดีก็เลยหายจนได้ ตกกลางคืนเป็นการฝึกบุคคลทำการรบในเวลากลางคืน พวกเราเดินเรียงแถวเกาะไหล่กันไป พอดีว่าคืนนี้มีแสงจันทร์ ก็เลยยังพอมองเห็นอยู่บ้างว่าอะไรเป็นอะไร ไม่ลำบากเหมือนผลัดที่ผ่าน ๆ มา และมีการยิงพลุส่องสว่าง ยิงปืนให้เราคำนวณหาระยะทางจากจุดที่ยิง

คืนนี้นอนในป่า ก็มีเตนท์ให้เรานอนเหมือนที่กองพัน เตนท์ข้าง ๆ ผมทำอะไรกันก็ไม่รู้(โรงเรียนอื่น) ส่งเสียงครางโอดโอย ยังไม่พอยังทำเสียง “ตับ ๆ ๆ ๆ” อีกแน่ะ คงกำลังกินตับกันอยู่ ไอ้ผมที่นั่งฟังอยู่ก็กลั้นหัวเราะไม่ไหว ปล่อยก๊ากซะลั่น เขาก็เลยถามว่า

“เธอ ๆ เตนท์ข้าง ๆ โรงเรียนอะไรอะ”

“แจงร้อนวิทยาครับ” ผมตอบไป ในใจก็เต้นไม่เป็นส่ำ

“ใหญ่หรือเปล่าอะ”

เจอคำถามนี้ไปก็อึ้งสิครับ ไม่รู้จะตอบยังไงดี เผอิญเพื่อนผมในเตนท์เดียวกันตอบให้แทน

“ใหญ่ไม่ใหญ่ไม่รู้ จะลองดูไหมล่ะ”

แล้วก็เกิดการกินตับกันข้ามเตนท์ ผมจากตอนแรกขำเริ่มรู้สึกกลัวซะแล้ว ไอ้บ้าเอ๊ย ไปเล่นกับเขาทำไม พอทั้งคู่หยุดกันไปแล้ว เพื่อนผมมันก็คุยโทรศัพท์กับแฟน ตอนแรกทะเลาะกัน บอกว่าถ้าไม่ชอบคนอย่างมันก็ไปหาใหม่ซะ ไป ๆ มา ๆ เป็นแบบนี้ซะแล้ว

“กูชอบมึงจังเลยว่ะ กูอยู่เฉย ๆ ของกูก็บอกว่ากูยิ้ม” แล้วมันก็หัวเราะ

เออ...ดีกันได้ก็ดีวะ แต่กูจะนอน ขอร้องเถอะ
แล้วก็หลับไปทั้ง ๆ ที่ยังไม่อาบน้ำ เพราะวันนี้มานอนป่าไม่มีห้องน้ำให้อาบ



21 มกราคม 2554

วันนี้พวกเราต้องตื่นไปเข้าสถานีฝึกตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เอาของใส่เป้เท่าที่จำเป็นเพื่อไปนอนในป่า และได้ปืนประจำตัวเป็นวันแรก เป็นปืนไม้โบราณที่ปลดประจำการไปแล้ว ต้องเดินข้ามสะพานไม้เข้าป่าไปเรียนรู้การดำรงชีพในป่า พอถึงที่หมายก็พรางหน้าก่อนเลย บางคนพรางจนจำหน้าไม่ได้ ดำทั้งหน้าเหลือแต่ตากับปากจนพอกลางคืนก็กลืนกับสภาพแวดล้อม มองแทบไม่เห็น

ตอนเช้าเราทบทวนการฝึกรูปขบวนทำการรบว่าแต่ละหมู่มีตำแหน่งอะไรบ้าง หมายเลขนี้ตำแหน่งอะไร คำสั่งที่ใช้มีอะไรบ้าง การแปรรูปขบวนจากแถวตอนเป็นหน้ากระดาน หน้ากระดานเป็นแถวตอนทำอย่างไร พอบ่ายก็ฝึกเคลื่อนที่ในสนามรบ ต้องโผ คลานสูง คลานต่ำ ลอดใต้ลวดหนาม ฝึกแบบเดียวกับปี 2 เป๊ะ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อการฝึกวันพรุ่งนี้ที่ต้องลงสมรภูมิจริง ตอนเย็นเป็นสถานีการดำรงชีพในป่า ต้องทำอาหารกินเอง อาหารที่ว่านี้เหมือนกันหมด คือทุกคนต้องทำต้มยำ หุงข้าวเอง แต่ต้มยำกลุ่มของผมรสชาติอย่างกับต้มจืด เติมน้ำปลาลงไปหลายช้อน ก็เค็มขึ้นมาน้อยเหลือเกิน จนเพื่อนสงสัยว่าคงเป็นน้ำปลาตราไส้ติ่งซะแล้วล่ะมั้ง ข้าวก็สุกบ้างไม่สุกบ้าง

“กินไปเถอะ กินเพื่ออยู่ ไม่ได้อยู่เพื่อกิน”

นั่น เพื่อนผมพ่นประโยคคลาสสิกอีกแล้ว เย็นนี้เองที่มีเพื่อนในกองพันทำปืนหายประมาณ 2-3 กระบอก ทำให้วุ่นวายกันทั้งนักศึกษาวิชาทหารทั้งครูฝึก สุดท้ายแล้วหาปืนเจอหรือไม่ผมไม่ทราบ และไม่รู้ว่าเขาจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร ผมเชื่อว่าเพื่อนที่ทำหายคงระวังเป็นอย่างดีแล้ว เพราะครูฝึกก็ย้ำให้ทุกคนพกปืนไว้กับตัวตลอดไม่ว่าเวลาไหนก็ตาม แต่จนแล้วจนรอดอาจเป็นเพราะโชคไม่ดีก็เลยหายจนได้ ตกกลางคืนเป็นการฝึกบุคคลทำการรบในเวลากลางคืน พวกเราเดินเรียงแถวเกาะไหล่กันไป พอดีว่าคืนนี้มีแสงจันทร์ ก็เลยยังพอมองเห็นอยู่บ้างว่าอะไรเป็นอะไร ไม่ลำบากเหมือนผลัดที่ผ่าน ๆ มา และมีการยิงพลุส่องสว่าง ยิงปืนให้เราคำนวณหาระยะทางจากจุดที่ยิง

คืนนี้นอนในป่า ก็มีเตนท์ให้เรานอนเหมือนที่กองพัน เตนท์ข้าง ๆ ผมทำอะไรกันก็ไม่รู้(โรงเรียนอื่น) ส่งเสียงครางโอดโอย ยังไม่พอยังทำเสียง “ตับ ๆ ๆ ๆ” อีกแน่ะ คงกำลังกินตับกันอยู่ ไอ้ผมที่นั่งฟังอยู่ก็กลั้นหัวเราะไม่ไหว ปล่อยก๊ากซะลั่น เขาก็เลยถามว่า

“เธอ ๆ เตนท์ข้าง ๆ โรงเรียนอะไรอะ”

“แจงร้อนวิทยาครับ” ผมตอบไป ในใจก็เต้นไม่เป็นส่ำ

“ใหญ่หรือเปล่าอะ”

เจอคำถามนี้ไปก็อึ้งสิครับ ไม่รู้จะตอบยังไงดี เผอิญเพื่อนผมในเตนท์เดียวกันตอบให้แทน

“ใหญ่ไม่ใหญ่ไม่รู้ จะลองดูไหมล่ะ”

แล้วก็เกิดการกินตับกันข้ามเตนท์ ผมจากตอนแรกขำเริ่มรู้สึกกลัวซะแล้ว ไอ้บ้าเอ๊ย ไปเล่นกับเขาทำไม พอทั้งคู่หยุดกันไปแล้ว เพื่อนผมมันก็คุยโทรศัพท์กับแฟน ตอนแรกทะเลาะกัน บอกว่าถ้าไม่ชอบคนอย่างมันก็ไปหาใหม่ซะ ไป ๆ มา ๆ เป็นแบบนี้ซะแล้ว

“กูชอบมึงจังเลยว่ะ กูอยู่เฉย ๆ ของกูก็บอกว่ากูยิ้ม” แล้วมันก็หัวเราะ

เออ...ดีกันได้ก็ดีวะ แต่กูจะนอน ขอร้องเถอะ
แล้วก็หลับไปทั้ง ๆ ที่ยังไม่อาบน้ำ เพราะวันนี้มานอนป่าไม่มีห้องน้ำให้อาบ



22 มกราคม 2554

 
จ่านรก ใส่แว่นดำ ยืนอยู่กลางรูป

และแล้ววันที่การฝึกโหดที่สุดก็มาถึง วันนี้ผมเจอจ่านรก(หรือหมวดนรก เพราะแกได้เลื่อนยศเป็นร้อยตรี)แต่เช้าที่สถานี 33 เวลา 1 ชั่วโมง สถานีนี้คือสถานีทดสอบกำลังใจ และทดสอบความเป็นลูกผู้ชายของเรา และเนื่องจากโรงเรียนผมกับโรงเรียนวัดประดู่ในทรงธรรมเป็นสองโรงเรียนที่ไปเรียนรด.กับแกตอนปี 1 ที่สวนเจ้าเชตุ ก็เลยโดนจ้องเป็นพิเศษ แต่จ่าก็ไปเล่นกับโรงเรียนสวนกุหลาบนนทบุรีมากกว่า บอกว่าตอนแกไปโรงเรียนสวนกุหลาบนนฯ โดนเจาะลมรถ ยางแบนไปไหนไม่ได้เลย

ที่จ่านรกฝึกพวกเรามีสารพัด โดยเฉพาะเป่านกหวีดแล้วให้ “ลุกครับ”, “หมอบครับ” กลิ้งไปกลิ้งกลับ ดันพื้น กางมุ้ง ท่าจิงโจ้ คลานสูง คลานต่ำ คลานลอดใต้ลวดหนาม ฯลฯ เอาเป็นว่าแทบทุกท่าที่ใช้ทำโทษ และคำสั่งเหล่านี้ สั่งให้ทำกลางดินที่เต็มไปด้วยฝุ่น คิดดูสิครับว่ามันจะฟุ้งแค่ไหน มาเขาชนไก่ 5 วันพวกเราแทบจะกินฝุ่นแทนข้าวกันอยู่แล้ว โดยเงื่อนไขของจ่านรกคือ ถ้าตอบได้ว่าเมียแกชื่ออะไร แกจะเลิกสั่งพวกเรา แล้วคิดดู ชื่อผู้หญิงไทยมีตั้งกี่ชื่อ แล้วใคร้มันจะไปตอบถูก

แล้วการฝึกกับจ่านรกก็เป็นอันจบสิ้นลง ช่างเป็น 1 ชั่วโมงที่น่าจดจำ เพื่อนแต่ละคนเนื้อตัวสกปรกมอมแมม บางคนกระติกน้ำก็หลุดออกจากเข็มขัด ฝุ่นก็เข้าไปในเสื้อในกางเกง คันยุบยิบ ที่หมวกก็มีหญ้าเจ้าชู้มาติด แต่เป็นนักศึกษาวิชาทหารขณะทำการฝึกเราต้องอดทน ห้ามบ่น ห้ามเฉื่อย ห้ามเมื่อย ห้ามหิว แล้วเราจะผ่านการฝึกไปได้อย่างชิว ๆ

จากนั้นก็ถึงสถานีตั้งรับ-เข้าตี แยกเป็น 2 ฝ่าย คือเสือดำและอินทรี เสือดำเข้าตี อินทรีตั้งรับ ที่สถานีนี้ต้องใช้ความรู้ทั้งหมดที่เรียนรด.ตั้งแต่ปี 1 ถึง ปี 3 มาใช้ ตอนเช้าผมอยู่ฝ่ายอินทรี ตั้งรับอยู่ในหลุมบุคคลสบายมาก แทบจะหลับอยู่ในนั้น ตอนนี้เองที่ฉายาประจำผลัดถูกครูฝึกเปลี่ยนให้มีความหมายสองแง่สองง่ามเป็น “พยัคฆ์น้อย รวดเร็ว รุนแรง หลั่งเร็ว ล้มเหลว บึ๋ยย์” เพื่อน ๆ หัวเราะกันลั่นเมื่อท่องฉายาแล้วเห็นภาพ

ตอนบ่ายผมเป็นฝ่ายเสือดำ ต้องเข้าตี คราวนี้จึงรู้สึกสนุกหน่อย เพราะได้เข้าไปอยู่ในสมรภูมิจริง ๆ ครูฝึกสั่งอะไรต้องทำตาม แต่กว่าคำสั่งจะมาก็รอนานอยู่เหมือนกัน เพราะได้ยินแว่ว ๆ จากวิทยุของครูฝึกมาว่าเครื่องเสียงที่เหล่าครูฝึกใช้บัญชาการการตั้งรับ-เข้าตีของพวกเรามีปัญหา พอเครื่องเสียงดีแล้วก็มีคำสั่งต่อมาเป็นชุด ทั้งมีลูกกระสุนปืนใหญ่ตกให้เราหมอบ ระเบิดก็ทำงาน เสียงดังตูมไปทั้งสมรภูมิ มีเสียงปืนกลคอยยิงอยู่เป็นระยะ พอพวกเราโผไปจนถึงที่หมาย ก็ให้ตะลุมบอน การตะลุมบอนนั้นให้ความรู้สึกเหมือนกำลังรบอยู่จริง ๆ เพราะทุกคนพร้อมใจกันเปล่งเสียง “ปัง ปัง ปัง” อยู่ตลอดไม่ได้ขาดปาก จึงดังกระหึ่ม และยิ่งดาหน้าถือปืนยิงเข้าหาข้าศึก ยิ่งเหมือนในหนังสงครามยังไงยังงั้น

พอการตั้งรับ-เข้าตีเสร็จสิ้น เราก็กลับมาหาจ่านรกอีกครั้ง จ่าก็อธิบายว่าที่สั่งให้หมอบให้ลุก สั่งให้ทำอะไรต่าง ๆ ก็เพื่อให้เป็นประโยชน์ในการตั้งรับ-เข้าตีทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นท่าหมอบ ก็เพื่อเวลามีกระสุนปืนใหญ่ตก ก็ให้หมอบลงป้องกันอันตรายจากสะเก็ดระเบิด ท่าดันพื้นและท่าจิงโจ้ก็ไว้สำหรับเตรียมลุกขึ้นเพื่อเข้าตีต่อไป ท่าคลานก็ใช้คลานในพื้นที่ที่มีสุมทุมพุ่มไม้เตี้ย ๆ ทำตัวให้กลืนกับธรรมชาติที่สุดไม่ให้ข้าศึกจับได้ ท่ากลิ้งไว้สำหรับหาตำแหน่งที่เหมาะสมโดยไม่ต้องลุกขึ้นยืนให้ข้าศึกเห็น ไม่ใช่อยากจะแกล้ง ทุกคำสั่งมีเหตุผลของมันอยู่(ซึ่งเป็นเหตุผลที่พวกเราอยากจะเถียงแต่ก็เถียงไม่ออก) จากนั้นจ่านรกก็ออกมาแสดงความเป็นลูกผู้ชายโดยการขอโทษพวกเราถ้าการฝึกนี้อาจทำให้บางคนมีทัศนคติไม่ดีต่อการเรียนรด. หรือคำพูด คำด่าบางคำที่ทำร้ายน้ำใจ คำหยาบคายที่ทำให้นักศึกษาวิชาทหารบางคนอาจระคายหู สุดท้าย จ่านรกทิ้งท้ายไว้ได้อย่างน่าประทับใจว่า

“มาเรียนรด. ไม่ได้มาเรียนเพื่อหนีทหาร แต่มาเรียนเพื่อเป็นทหาร”

นี่แหละ จุดประสงค์ที่แท้จริงของการมาเรียนรด. จากการเรียนการฝึกตลอด 3 ปี วันนี้ พวกเรามียศสิบเอก เป็นกำลังสำรองที่พร้อมรับใช้ชาติ ป้าย “รักชาติยิ่งชีพ” ที่ติดหัวไหล่ซ้าย จะไม่ใช่ป้ายที่ติดไว้ให้เท่แต่ไร้ความหมายไปวัน ๆ อีกต่อไป

การใช้ชีวิตในป่าของพวกเราก็เสร็จสิ้นลง ณ วันนั้น พวกเราข้ามสะพานไม้กลับมายังกองพัน เมื่อการชี้แจงเสร็จ นักศึกษาวิชาทหารเกือบทั้งกองพันวิ่งไปอาบน้ำแทบจะเหยียบกันตาย เพราะต่างก็คันเนื้อคันตัวมานานไม่ได้อาบน้ำมา 1 วัน มีผมกับเพื่อนอีกไม่กี่คนเท่านั้นที่เลือกกินข้าวเย็นก่อน พวกผมจึงได้เข้าไปอาบน้ำทีหลัง แต่เป็นการอาบน้ำที่สบายใจที่สุด เพราะไม่ต้องแย่งใครอาบ มาปีนี้ยังไม่เจอใครห่ามแก้ผ้าล่อนจ้อนอาบน้ำเหมือนตอนปี 2 อาจจะมีแต่ผมไม่ได้รับรู้ดูเห็น ผมอาบน้ำไป 2 รอบ ขัดเนื้อถูตัวเกลี้ยงเกลา ใบหน้าที่เคยดำจากการพรางก็ขาวผ่อง เนื้อตัวก็หอมฉุยด้วยครีมอาบน้ำ(ผมใช้ครีม เพราะจะได้ไม่ต้องทำสบู่ตกหาย ไม่ต้องก้มงมเก็บสบู่ให้โดนกินตับ ไม่ใช่ว่าอยากกระแดะใช้ของแพงอะไร) คืนนี้เราจะมีนันทนาการ มีการร้องเพลงกัน จะเป็นคืนที่สุขสันต์อีกคืนหนึ่งก่อนนอน

อีกไม่นานหลังจากอาบน้ำเสร็จ พวกเราก็มารวมกันที่ลานนันทนาการ รับฟังการบรรยายจากพิธีกร จะว่าทำให้ฮึกเหิมก็ฮึกเหิม จะว่าฮาก็ฮา เพราะพิธีกรท่านเล่นซะเอ็คโค่กระจาย

“ประเทศใดไม่มีทหาร ประเทศนั้นจะต้องเป็นขี้ข้า...ข้า...ข้า...ข้า...”

“แผ่นดิน...ดิน...ดิน...ดิน...”

เอ็คโค่สองรอบ ก็มีคนหัวเราะทั้งสองรอบ แล้วพิธีกรก็ร้องเพลงที่ขึ้นต้นว่า

“แผ่นดินของเรา ต้องเป็นของเราอยู่ดี”

เพื่อนผมมันก็ร้องแค่คำว่า “อยู่ดี” เพราะมีแทบทุกวรรคของเพลง คือมันกวนตีนไง

จากนั้นก็เป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาวิชาทหาร 2 คนออกมาร้องเพลงบนเวที คนแรกร้องเพลง “ใจนักเลง” ของพงษ์พัฒน์ วชิระบรรจง เป็นที่ถูกอกถูกใจของบรรดาเพื่อนนักศึกษาวิชาทหารที่อยู่ด้านล่าง คนถัดมาร้องเพลง “จิ๊บ รด.” ของแจ้ แกรนด์เอกซ์ ผมคิดว่าเขาเข้าใจเลือกเพลงมาร้อง หรืออาจจะถูกสั่งให้ร้องก็แล้วแต่ เพราะมันเข้ากับสถานะของพวกเราตอนนี้มากที่เป็นรด.หรือนศท.ที่ผ่านการเรียน การฝึกทุกอย่างมาเป็นระยะเวลา 3 ปี มันทำให้เราย้อนกลับไปดูตัวเองเมื่อตอนที่เรียนรด.อีกครั้ง ฟังหรือร้องเพลงนี้ครั้งนี้มันแปลกกว่าทุกครั้งที่ฟังหรือร้องไปงั้น ๆ คราวนี้มันซึมลึกเข้าไปถึงในจิตใจ มันมีความหมาย มันทำให้เราตระหนึกถึงอะไรบางอย่าง เขาร้องไป ผมก็ร้องตาม คิดตามเนื้อเพลงไปด้วย

“รด.เด็กไทยผมเกรียน ไปเรียนก็เกาะรถเมล์...”
ตอนผมไปเรียนรด.ที่โรงเรียนรักษาดินแดนถนนวิภาวดีรังสิต ก็แทบไม่เคยได้นั่งที่นั่งรถเมล์ โหนรถเมล์เป็นประจำเพราะคนเต็ม อีกทั้งนักศึกษาวิชาทหารถูกปลูกฝังว่าเมื่อขึ้นรถเมล์เราต้องเสียสละที่นั่งให้ประชาชน ก็เลยแทบไม่เคยจะได้นั่ง

“...ไม่หล่อแต่เราแต่งตัวเก๋ เกเรไม่เป็นเหมือนใคร...”
เพราะตัดผมเกรียนจึงไม่หล่อ เรื่องเกเรไม่มีเพราะเราอยู่ในระเบียบวินัยตลอดการเรียนการฝึก จึงทำให้ติดความมีระเบียบวินัยไปใช้ในชีวิตประจำวันด้วย

“รด.เด็กดีทุกคน รด.อดทนถึงใจ…”
การเรียนวิชาทหารทำให้พวกเราต้องเชื่อฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชา จึงทำให้พวกเราเป็น “เด็กดี” ซึ่งก็คือเป็นคนที่อ่อนน้อมถ่อมตน เชื่อฟังผู้หลักผู้ใหญ่ อดทนถึงใจเพราะว่าเราต้องทนกับการฝึกหนัก และทนกับแดดที่ร้อนจัดให้ได้
 
“...ผึ่งผาดอาจองไม่หวั่นไหว เมืองไทยมีภัยเรารบ”
 ผึ่งผาดอาจองก็เพราะว่าเราต้องยืนหลังตรงอยู่ตลอดเวลา และเราเป็นกำลังสำรองที่พร้อมรับใช้ชาติ ไม่ว่าประเทศไทยมีศึกที่ไหน เราก็พร้อมที่จะร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ไปจนกว่าเลือดหยดสุดท้ายจะหลั่งริน

“เพราะครูฝึกเหี้ยมและโหด กวนใจเราจนเกือบไม่ครบ...”
วรรคนี้ตอนจบสถานีตั้งรับ-เข้าตี จ่านรกย้ำว่าครูฝึก “เหี้ยม”และโหดนะ ไม่ใช่ “เหี้ย”และโหด เพราะความ “เหี้ยมและโหด” ของครูฝึกนี่เองที่ทำให้เราใจหายใจคว่ำ ใจเต้นไม่เป็นส่ำ กลัวจนไม่กล้ากระดุกกระดิก เพราะจะทำอะไรก็ดูผิดดูพลาดไปหมด จากที่เคยเป็นคนมั่นใจในตัวเองมาก ก็กลายเป็นคนไม่มั่นใจอะไรเลย (ฮา... ต้องมั่นใจนะ ไม่อย่างนั้นก็พาลูกหมู่ไปตายหมดสิ)

“เคี่ยวเราฝึกแทบสลบ จบหลักสูตรก็เลยดูผอม”
แทบสลบอันนี้จริง โดยเฉพาะตอนขึ้นเขาชนไก่ ส่วนที่ว่าจบหลักสูตรดูผอมลง อันนี้ผมค้าน เพราะฝึกเสร็จก็เอาน้ำอัดลมเอาขนมมาขายให้เรากิน กับข้าวกับปลาก็กินหมดทุกมื้อเพราะหิว อย่างนี้มันจะไปผอมลงได้ยังไงล่ะคร้าบ มีแต่อ้วนขึ้น ๆ

“...แม้ไม่หล่อ รด.ใจเขานั้นดีเด่น หากได้เห็นไม่ผิดหวัง”
ความดีเด่นของรด. หรือ นศท. ฟังได้จากท่อนแรก ๆ ของเพลงนี้ นอกจากนั้นพวกเราก็ยัง

น. น้ำหนึ่งใจเดียว กลมเกลียวสามัคคี
ศ. ศึกษาดี มีความรู้ คู่คุณธรรม
ท. ทำความดี เพื่อทดแทนคุณแผ่นดิน

อย่างนี้แล้ว ก็คงไม่แคล้วไม่ผิดหวังในตัวพวกเรารด.กันนะครับ

พอเพลงจิ๊บ รด. จบ ครูฝึกก็ให้พวกเราทั้งหมดกอดคอกันร้องเพลง “เราและนาย” คืนนี้รู้สึกเต็มอิ่มอย่างบอกไม่ถูก มันได้ระลึกถึงมิตรภาพ ระลึกถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกันตั้งแต่สอบคัดเลือกตอนปี 1 จนถึงวันฝึกภาคสนามวันสุดท้ายของปี 3 ระลึกถึงเรื่องสนุกที่เราทำด้วยกัน เสียงหัวเราะฮาเฮเมื่ออยู่ด้วยกัน ได้รู้ว่าเพื่อนของเราที่รู้จักกันมานานจริง ๆ แล้วเป็นคนยังไง มันเหมือนในเพลงเลย “นับเป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุดแม้เป็นแค่เพียงเวลาสั้น ๆ” โอ๊ยมัน...น้ำตาลูกผู้ชายจะไหลโว้ย!!



23 มกราคม 2554

วันสุดท้ายของการฝึกแล้ว รู้สึกใจหาย จะต้องจากที่นี่ไปแล้วเหรอ 5 วันทำไมมันผ่านไปเร็วจัง ถึงแม้จะเสียดายอย่างไร อยากอยู่ต่อมากแค่ไหนก็ต้องไปเพราะผลัดใหม่จะเข้ามา วันนี้มีการฝึกแค่ช่วงเช้าอย่างเดียว ช่วงบ่ายเดินทางกลับ การฝึกก็มีข้ามสะพานเชือก 1 เส้น 2 เส้น 3 เส้น และโดดหอสูง 34 ฟุต ผมได้ไปฝึกข้ามสะพานก่อน แต่ไม่ได้ฝึกกับเพื่อน ๆ หรอก เป็นคนคุม ออกคำสั่งให้เพื่อนร้อง “เอี้ย ๆ ๆ” ไปด้วยระหว่างที่กำลังข้ามสะพาน รู้สึกสะใจพิลึกที่ได้ออกคำสั่งบ้าง เพราะอยู่ใต้บังคับบัญชามาตลอด จากนั้นก็ไปโดดหอ เคยโดดมาแล้วหลายครั้งเลยไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่ ก่อนโดดเพื่อนก็แต่งตัวให้เรารัดกุม(จริง ๆ ไม่รัดกุมหรอก รัดเป้ามากกว่า) พอโดดแล้วถึงที่นั่นแหละ เพื่อนที่รับเราก็กระซิบกระซาบกันว่า “จะได้เห็นว่าของใครใหญ่เล็กก็คราวนี้” เออ... ดูไปเถอะเพื่อน ของข้าก็เหมือนของเอ็งนั่นแหละ ต่างกันก็ที่ขนาดและสีเท่านั้นเอง อุ๊บส์!

 
จะได้เห็นว่าของใครใหญ่เล็กก็คราวนี้

ฝึกเสร็จก็ประมาณ 10 โมง ยังเหลือเวลาอีก 2 ชั่วโมงกว่าจะกลับบ้าน ครูฝึกเลยให้นักศึกษาวิชาทหารนันทนาการเต็มที่ ใครจะออกมาร้องเพลงก็ได้ไม่ห้าม ไม่จำกัดเพลง ไม่จำกัดนักร้อง คนที่ออกมาร้องบ้างก็ได้คำชม บ้างก็ได้คำติ บ้างก็ถูกใจ บ้างก็ไม่ถูกใจ แต่ก็ดูมีความสุขกันทุกคนในวันสุดท้าย

เมื่อกลับเข้ากองพัน เก็บของใส่เป้ นั่งพักได้ประมาณครึ่งชั่วโมง ผลัดใหม่ก็ผ่านหน้ากองพันเราไปยังอุทยานประวัติศาสตร์สงครามเก้าทัพ พวกเราที่ผ่านการฝึกแล้วเรียบร้อย ก็เข้าไปโบกมือทักทาย บ้างก็ขู่ต่าง ๆ นานา “เอ็งตายแน่”, “ไม่รอดแน่”, “จำไว้ สถานี 33” บ้างก็ยักคิ้วหลิ่วตา ยกนิ้วชี้ขึ้นปาดคอ เหมือนในหนังเรื่องเขาชนไก่

ก่อนขึ้นรถกลับสวนเจ้าเชตุก็รับประทานอาหารกลางวันกันก่อน ใครจะไปกินที่กองพันหรือร้านค้าสวัสดิการก็ได้ ผมกินที่กองพันครับ กินข้าวที่กองพันมาก็ทุกมื้อ มื้อสุดท้ายเลยอยากกินที่กองพัน  ลองเดาสิครับว่ามื้อสุดท้ายคืออะไร เฉลยเลยดีกว่า มันก็คืออาหารเมนูเดียวกับมื้อแรกที่ผมมากินที่นี่ ตลอดการฝึก 5 วันเมนูอาหารเหมือนกันหมดไม่ว่าผลัดไหน คิดดูสิขนาดแค่ 5 วันเรายังเบื่อที่จะต้องกินกับข้าวที่มีแต่ “ไก่” แทบทุกมื้อ แล้วครูฝึกที่ต้องอยู่ที่นี่สองสามเดือน คิดดูสิว่าจะเบื่อขนาดไหน ครูฝึกบางคนถึงกับบ่นว่ากินแต่ไก่จนแทบจะเป็นเกาต์ แทบจะตีปีกพั่บ ๆ บินได้อยู่แล้ว สมกับเป็นเขาชนไก่จริง ๆ ใครที่จะไปคราวหน้า เอาน้ำพริก หรืออาหารอะไรก็ได้ที่ไม่มีไก่เป็นองค์ประกอบมาให้ครูฝึกกินแก้เลี่ยนก็ดีนะครับ อย่าคิดว่าเป็นการติดสินบนอะไรเลย เราเพียงแต่แสดงน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นเอง แต่ถ้าเอาไปให้แล้วจำชื่อจำหน้าได้ แล้วโดนจ้องทำโทษหนักกว่าเดิม อันนี้ผมไม่รู้ด้วยนะ (ฮา)

หลังจากที่รับประทานอาหารเสร็จ และเข้าแถวนั่งประจำเป้ของตัวเอง ครูฝึกก็ทำให้นักศึกษาวิชาทหารประหลาดใจแกมดีใจด้วยการแจก “ถุงยางอนามัย” พร้อม “การ์ตูนโป๊ว”(ซึ่งจริง ๆ เป็นการ์ตูนเพศศึกษาให้ความรู้เรื่องเอดส์ มีประโยชน์มาก)ให้ทุกคน  เพราะเข้าใจหัวอกผู้ชายด้วยกันเป็นอย่างดีว่ามาเขาชนไก่ 5 วัน คงอัดอั้น มันคัดเกร็งไปหมด หลายคนไม่ได้ “เอาออก” เพราะแทบไม่มีเวลา เสียงเรียกร้องดังระงมไปทั้งกองพันเมื่อหัวหน้าหมวดของแต่ละหมวดเอาสิ่งของที่ว่านี้มาเดินแจกให้ทุกคน

ขึ้นรถไปใช่ว่าจะรวดเดียวไม่หยุดเลย เราต้องหยุดทำพิธีปิดก่อน เหมือนเดิมทุกประการ ต้องยืนหลังตรงสู้แดด วันนี้มีนักร้องมาทำพิธีปิดด้วย(หรือตอนพิธีเปิดก็ไม่รู้ ผมไม่แน่ใจนัก) ก็คือ “วินัย พันธุรักษ์” อดีตสมาชิกวง “ดิ อิมพอสสิเบิล” ตอนนี้ท่านเป็นนายทหารแล้ว เสียงยังเพราะอยู่เหมือนเดิม เสร็จพิธีเราก็ขึ้นรถมุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ฯ สู่บ้านของเราต่อไป

พูดถึงเรื่องหยุดรถเนี่ย มีเรื่องหนึ่งที่ผมไม่ได้เล่าตอนปี 2 ไปก็คือ เพื่อนผมคนหนึ่ง(ขามาปีนี้มันก็นั่งมากับผมด้วย) มันเกิด “ปวดขี้” ขึ้นมาตอนขากลับ ก็ไปขอครูฝึกให้จอดรอดหน่อย ผมจะขี้แตกแล้ว ก็ถูกปฏิเสธเหมือนคนปวดฉี่ที่ผมเล่าตอนขามาปี 3 ไม่ต้องรอให้ครูฝึกให้ถุงพลาสติก มันก็พูดด้วยหน้าที่ซีดและปากที่สั่นว่า

“ถ้าไม่จอดรถผมขี้ตรงนี้แน่ ถ้ามีถุงผมขี้ใส่ถุงตรงนี้จริง ๆ นะ!”

มันทำสำเร็จครับพี่น้องผองเพื่อน ครูฝึก “ยอม” ให้มันครับ รถจอดที่ปั๊มให้มันลงไปขี้ มัน “สั่ง” ทหารได้ ด้วยวีรกรรมนี้ ก็ทำให้มันโด่งดังจนถึงปัจจุบัน

ผมคิดว่าอย่างนี้ครับ การที่รถไม่สามารถจอดระหว่างทางได้ เพราะกิจกรรมต่าง ๆ นักศึกษาวิชาทหารต้องทำ “พร้อมกัน” เรื่องเวลาจึงเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าคันใดคันหนึ่งล่าช้า คันอื่นก็ต้องรอ ทำให้เสียเวลา นักศึกษาอาจเสียประโยชน์ ทำบางกิจกรรมได้ไม่เต็มที่ กรณีของคนปวดฉี่จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะจอดให้ เพราะเป็นขามา ต้องตรงเวลา และดำเนินกิจกรรมให้เต็มที่ที่สุด ส่วนกรณีเพื่อนผมที่จอดให้ได้ เพราะขากลับแล้ว ไม่มีกิจกรรมอื่นใดนอกจากกลับสู่สวนเจ้าเชตุ ให้ปฏิญาณต่อหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 ว่า “ข้าพเจ้าจะรักษาผืนแผ่นดินไทยไว้ด้วยชีวิต” 3 ครั้ง แล้วต่อรถกลับบ้าน อาบน้ำ นอน

จะว่าไป เรื่อง “ขี้ ๆ” นี่ผมก็จัดการมันตอนเช้าวันที่ 2 และคืนวันที่ 4 แต่สบายสุดก็ตอนปี 2 คืนที่ 1 ตอนที่ออกมาเฝ้ายาม เข้าไปในห้องน้ำ นั่งขี้มันอยู่อย่างนั้นเกือบชั่วโมง เกือบหลับด้วย

ผมมีข้อแนะนำสองอย่างสำหรับคนที่จะไปเข้าค่ายนักศึกษาวิชาทหารที่เขาชนไก่หรือไม่ว่าที่ใดก็ตาม อย่างแรก ควรนำเงินไปขั้นต่ำ 500 บาทไม่ขาดไม่เกิน เพราะคุณจะต้องมีเรื่องให้จ่ายนั่นนู่นนี่อยู่ตลอด ทั้งค่าเสื้อยืดคอวี ค่าผ้าพันคอ ไหนจะค่าน้ำอัดลมขนมนมเนยที่คุณต้องซื้อยามหิวอีกล่ะ แล้วยังมีค่ารถไปกลับบ้านอีก ถ้าเอาไปมากกว่านั้นระวังหายนะ อย่างที่สอง โทรศัพท์มือถือถ้าไม่จริง ๆ อย่าเอาไป เพราะคุณจะมัวแต่พะวงถึงมันจนไม่เป็นอันฝึก แล้วคนเยอะ ๆ อย่างนั้นคุณอย่าวางใจว่าจะไม่หาย ขนาดรองเท้าแตะผมยังหายเลย พูดแล้วแค้น ผมซื้อรองเท้าแกมโบลคู่ 199  มา ตั้งใจจะใส่เที่ยว แต่เห็นว่าใกล้วันไปค่ายพอดี แถมคู่นี้ก็ไม่หนาเทอะทะเหมือนคู่เก่าด้วย ก็เลยเอาไปใส่อาบน้ำที่เขาชนไก่ ปรากฏว่าผ่านไปวันสองวัน หายครับท่าน! ไม่รู้ใครขโมยไปหรือมันมีตีนเดินหนีผมไปเอง ต้องเดินตีนเปล่าไปอาบน้ำ แต่จะโทษใครก็ไม่ได้ เป็นความโง่ของผมเองที่เอาของใหม่และมีราคาแพงมา

5 วันที่เขาชนไก่ของผมก็จบลงเพียงเท่านี้ ในวันสุดท้ายครูฝึกที่สถานีข้ามสะพานเชือกถามพวกเราว่ามีใครจะเรียนต่อปี 4 ปี 5 หรือเปล่า ผมกับเพื่อนบางคนยกมือ ถึงแม้เมื่อเทียบกับคนทั้งกองพันมันจะน้อย แต่ก็ถือว่ามากสำหรับผลัดนี้

สิ่งที่ไม่คิดว่าน่าจะเป็นไปได้อย่างหนึ่งก็คือ การเรียนรด. การเข้าค่ายฝึกนักศึกษาวิชาทหารทำให้บางคนเปลี่ยนความคิด จากคนที่ยืนกรานว่าให้ตายก็จะไม่เรียนต่อรด.ปี 4 ปี 5 ก็มาบอกผมว่า “กูจะเรียนรด.ปี 4 แล้วเจอกันนะเพื่อน” บางคนจากที่เคยคิดหนีทหาร ก็อยากเป็นทหารขึ้นมาก็มี คงเป็นเพราะประสบการณ์ชีวิตแบบนี้ที่ไม่ว่าใครก็คงลืมไม่ลง มันประทับใจไปจนตาย มันสอนให้เรารู้ ให้เราเข้าใจว่า “ลูกผู้ชาย” เป็นอย่างไร ชีวิตที่เกิดมาครั้งหนึ่งได้ทดแทนคุณแผ่นดินด้วยการรับใช้ชาติ ยอมพลีกาย เสียเลือดเนื้อปกป้องแผ่นดินให้ลูกหลาน มันภาคภูมิใจมากแค่ไหน

กลับมาน้องม.ต้นก็ถามว่าเรียนรด.ไปทำไม พวกเราก็ตอบได้อย่างภาคภูมิใจว่า

“เรียนรด.เพื่อเป็นทหารไง ไอ้น้อง”

 

ใช่ไหม...สิบเอก

 

 
รูปถ่ายรวม รด.โรงเรียนผม

6 มีนาคม 2554
วันที่เขียน เดือนที่รัก พ.ศ. ที่คิดถึง


แฟนคลับ [5]
Add เป็นแฟนคลับ Blog นี้

แจ้ง Blog ไม่เหมาะสม



  • C o m m e n t
  • 1

    1 นาที บอกว่า :
    นายแน่มาก
    3 มิ.ย. 54 / 02:15

    2 เพื่อนโนบิตะ บอกว่า :

    แมนมากครับ น้องน้ำโขง
    สบายดีนะครับ พี่โนบิตามมาเยี่ยมครับ


    24 ส.ค. 54 / 20:13

    3 อิ๋ว love เด้อ บอกว่า :
    อยากไปเที่ยวเขาชนไก่
    1 ก.ย. 54 / 15:05

    1

    ตอนก่อนหน้า

      C O M M E N T   B o X

    อยากบอกว่า :

    ลงชื่อ
    พิมพ์ตัวเลข

    My Blog
    43
    Comments
    178
    Fanclub
    5


        Blog ที่ผ่านมา


    ดู Blog ทั้งหมด


        Favorite Blog
    เก็บรายชื่อ Blog ที่เราชอบมากๆ

    นัฐชา
         อัพเดท 21 มิ.ย. 54