ระยะที่ 1 ของการคลอด
ตอนก่อนหน้า ตอนถัดไป

ระยะที่ 1 ของการคลอด
เกริ่นเรื่อง: ระยะที่ 1 ของการคลอด
12 ธ.ค. 54 , View: 15928 , Post : 3


ระยะที่ 1 ของการคลอด

การรับผู้คลอดใหม่ บทบาทพยาบาลในการรับใหม่คือ การซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจทางห้องทดลอง และการประเมินภาวะจิตสังคม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของมารดาและทารกในครรภ์ขณะรับใหม่ด้วย

-         ประเภทผู้คลอดที่จะรับที่ห้องคลอด ได้แก่ full term with true labor pain, overterm มีน้ำเดิน เจ็บครรภ์ก่อนกำหนด มีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่เข้าสู่ระยะการคลอด

-         ในการวินิจฉัยภาวะเจ็บครรภ์จริงไม่ควรใช้คำถามว่าเจ็บครรภ์เมื่อไหร่ เพราะบางคนมดลูกมีการหดรัดตัว แต่ไม่รู้สึกเจ็บครรภ์ ควรถามเกี่ยวกับภาวะท้องแข็ง หรือลักษณะของการหดรัดตัวของมดลูกแทน

-         ถ้าเจ็บครรภ์จริงมดลูกจะหดรัดตัวสม่ำเสมออย่างน้อยทุก 10-15 นาที หรือ 3-4 ครั้งต่อชั่วโมง ปวดร้าวไปหน้าขา มีการเปิดของปากมดลูก ทำให้อาจพบมูกเลือดทางช่องคลอด

เจ็บครรภ์เตือน

เจ็บครรภ์จริง

มดลูกหดรัดตัวน้อย ห่างมากไม่สม่ำเสมอ

มดลูกหดรัดตัวทุก 10-15 นาทีและถี่ขึ้นเรื่อยๆ

เริ่มเจ็บเฉพาะบริเวณหน้าท้อง

เริ่มเจ็บบริเวณหลังส่วนล่าง บั้นเอวร้างไปที่หน้าท้อง

อาการเจ็บหายไปเมื่อเปลี่ยนท่า หรือเดิน

อาการเจ็บไม่หายไปเมื่อทำกิจกรรม และเจ็บมากเมื่อเดิน

ไม่มีการเปิดขยายของปากมดลูก

มีการเปิดขยายของปากมดลูก

อาการเจ็บหายไปเมื่อได้รับยาบรรเทาปวด

ไม่หายเจ็บแม้จะใช้การผ่อนคลาย หรือ  sedative

ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของทารก

มีผลต่อการเคลื่อนต่ำของทารก

 

-         การซักประวัติ นอกจากประเมิน labor status ควรถามเกี่ยวกับปัญหา/ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์และปัจจุบัน

-         ครรภ์แรกอายุ 35 ปีขึ้นไป (Elderly primigravidarum) อาจมีการคลอดล่าช้าจากภาวะปากมดลูกแข็งและฝีเย็บยืดขยายได้น้อย

-         ประวัติการแท้ง ควรซักประวัติเกี่ยวกับสาเหตุและระยะเวลาของการแท้ง เพราะการแท้งและขูดมดลูกแล้วตั้งครรภ์ต่อภายใน 6 เดือน อาจส่งผลให้รกฝังตัวลึกหรือเกาะแน่น ทำให้ลอกตัวช้าหรือต้องล้วงรก

-         รายที่มีประวัติผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องหรือเคยผ่าตัดที่ตัวมดลูก ควรเฝ้าระวังมดลูกแตก

-         ประวัติการคลอดล่าช้า หรือ การใช้ V/E, F/E อาจส่งผลให้เกิดการคลอดยากได้เช่นกัน

-         การตรวจภายในเพื่อดูการเปิดของปากมดลูก ถ้าตรวจพบปากมดลูกเปิดเฉพาะ external os ถือว่ายังไม่เปิดควรมีการเปลี่ยนแปลงความบางของปาดมดลูกร่วมด้วย โดยเฉพาะครรภ์แรกปากมดลูกควรมีความบางก่อนเปิดขยาย (อย่างน้อย 50-60 %)

-         มูกเลือด ไม่ควรเกิน 50 ซีซี ถ้าเกิน 100 ซีซี เรียกว่า Excessive bloody show

-         งด PV ในราย Bleeding per vagina, diarrhea, ริดสีดวงทวารระยะอักเสบ รายที่ไม่ต้องการให้คลอด รายที่ปากมดลูกเปิดมาก ครรภ์แรก 8 ซม.ขึ้นไป และครรภ์หลังเมื่อปากมดลูกเปิด 6 ซม.ขึ้นไป เพราะอาจคลอดระหว่างการถ่ายอุจาระ หรือรายที่มีน้ำเดินแล้วส่วนนำไม่ลงอุ้งเชิงกรานต้องระวังการเกิดสายสะดือพลัดต่ำขณะเบ่งถ่ายอุจาระ

-         ปัจจุบันการโกนขนบริเวณหัวเหน่าอาจไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะเสี่ยงต่อการเกิดบาดแผลและการแพร่กระจายโรคบางอย่าง เช่น เอดส์ ไวรัสตับอักเสบบี และไม่สุขสบายเมื่อหลังคลอด และผู้คลอดบางคนรู้สึกสูญเสียภาพลักษณ์ของการเป็นผู้หญิง

-         ขณะรับใหม่อย่าลืมประเมินความต้องการของผู้คลอด อธิบายข้อมูลที่จำเป็น ให้การประคับประคองทางด้านจิตใจอารมณ์ของผู้คลอด เพื่อลดความตึงเครียดระหว่างคลอด

การดูแลในระยะที่ 1 ของการคลอด

-         ระยะที่ 1 ของการคลอด เริ่มจากเจ็บครรภ์จริงหรือปากมดลูกเริ่มเปิด จนถึงปากมดลูกเปิดหมด ทารกท่าศีรษะอายุครรภ์ครบ ปากมดลูกเปิดหมดประมาณ 10 ซม. ถ้าศีรษะหรือส่วนนำเล็กปากมดลูกเปิดหมดจะน้อยกว่า 10 ซม. ทางปฏิบัติปากมดลูกเปิดหมดจะ PV ไม่พบปากมดลูกเพราะปากมดลูกรูดพ้นส่วนนำแล้ว

-         Latent phase ครรภ์แรก ใช้เวลา 8-12 ชม. เฉลี่ย 12 ชม. ครรภ์หลังใช้เวลา 4-12 ชม. เฉลี่ย 6 ชม.

-         Active phase ครรภ์แรก ใช้เวลา 4-6 ชม. เฉลี่ย ชม.ละ 1.2 ซม. ครรภ์หลังใช้เวลา 2-4 ชม. เฉลี่ย ชม. ละ 1.5 ซม.

-         การตรวจสอบการหดรัดตัวของมดลูก ถ้า Severity หรือ Intensity +1 มักพบในระยะ Latent phase /+2 มักพบใน active phase /+3 มักพบในช่วงปลายระยะที่ 1 ต่อระยะที่ 2 ของการคลอด /+4 เป็นการหดรัดตัวของมดลูกที่แรงมากผิดปกติ เรียกว่า Tetanic contraction ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะเกิดมดลูกแตกได้

-         ใน Latent phase ควรฟัง FHS ทุก 1-2 ชม. ใน Active phase ควรฟัง FHS ทุก ½-1 ชม.

-         ทารกในครรภ์ที่ต้องฟัง FHS เป็นพิเศษ เพื่อเฝ้าระวัง fetal distress ได้แก่ ขณะที่มีถุงน้ำแตกหรือเจาะถุงน้ำคร่ำหรือมีน้ำเดินมาก่อน เมื่อมีเจ็บครรภ์ถี่

-         ในระยะ Latent phase หากไม่มีการก้าวหน้าของการเปิดขยายปากมดลูกภายใน 4 ชม. หรือ 2 ชม. ใน Active phase ถือว่ามีการชะงักงันในการขยายของปากมดลูก ต้องรีบหาสาเหตุเพื่อแก้ไข

-         การติดตามความก้าวหน้าของการคลอด ทำได้จากการตรวจภายนอก เช่น ประเมินการหดรัดตัวที่เพิ่มขึ้น ตำแหน่งการฟัง FHS เคลื่อนต่ำลง การเปลี่ยนแปลงของ show มีมูกเลือดออกมากขึ้น และจากการตรวจภายในปากมดลูกเปิดมากขึ้น ส่วนนำเคลื่อนต่ำลง

-         Maternal distress เป็นภาวะที่มารดาอ่อนเพลียจากการเจ็บครรภ์คลอด มักพบในรายที่มีการคลอดล่าช้าหรือการคลอดติดขัด อาจพบชีพจรเร็ว 90 ครั้ง/นาที อุณหภูมิสูงขึ้น อาเจียนมีสีเขียวปนดำ (น้ำดีปนออกมา) เกิดภาวะ Ketonuria ส่วน Emotional distress เป็นภาวะที่มีความเหนื่อยอ่อนในอารมณ์ หมดกำลังใจ รู้สึกไม่สามารถทนต่อไปได้ จะพบแต่อาการด้านจิตใจอย่างเดียวไม่พบความผิดปกติอื่นๆ

-         ในระยะแรกของการเจ็บครรภ์ ควรให้รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย ครั้งละน้อยๆควรเป็นอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เนื่องจาก glucose มีความจำเป็นมากต่อการทำงานของกล้ามเนื้อมดลูกและหัวใจ รวมทั้งใช้เป็นพลังงานในการต่อสู้กับความเจ็บปวดและความตึงเครียดในการดำเนินการคลอด

-         ในรายเจ็บครรภ์ถี่ คิดว่าจะคลอดภายใน 4-6 ชั่วโมง ถ้าคาดการณ์ว่าอาจเกิดปัญหาในระยะที่ 2 ของการคลอดควร NPO ถ้าหากไม่มีปัญหาสามารถให้อาหารถึงระยะที่ 2 แต่ควรเป็นอาหารเหลวเพราะย่อยง่ายและใช้ประโยชน์เร็ว

-         การใช้ยาเพื่อให้มดลูกหดรัดตัวดี (Oxytocin) ควรดูแลในเรื่องของการหดรัดตัวของมดลูก (I = 2-3 นาที D = 45-50 วินาที) ฟังเสียงหัวใจทารกอย่างน้อยทุก 15-30 นาที และตรวจสอบความก้าวหน้าของการคลอดเป็นระยะ

-         การเจาะถุงน้ำทูนหัว (Artificial rupture of membranes) มีแนวคิดว่าการเจาะถุงน้ำทูนหัวจะช่วยให้ปากมดลูกเปิดหมดได้เร็วขึ้น สิ่งสำคัญที่พยาบาลจะต้องดูแลผู้คลอด คือ การประเมิน FHS ทั้งก่อนเจาะและหลังเจาะ เพื่อประเมินภาวะสายสะดือห้อยย้อย ดูแลเรื่องความสะอาด ป้องกันการติดเชื้อโดยการใส่ผ้าอนามัยทุกรายที่ถุงน้ำแตก

-         หลักการพยาบาลผู้คลอดที่มีอาการเจ็บครรภ์ คือ ทำให้การรับรู้ความเจ็บปวดลดลง หรือเพิ่มความทนทานต่อความเจ็บปวด ซึ่งความเจ็บปวดระยะที่ 1 ของการคลอดมักสัมพันธ์กับการเปิดของปากมดลูก การขาดออกซิเจน ของกล้ามเนื้อมดลูกระหว่างการหดรัดตัว การยืดของปากมดลูก

-         ท่ามารดาในระยะที่ 1 ของการคลอด ไม่ควรเคร่งครัดเกินไป การเคลื่อนไหวและท่าต่างๆในระยะคลอด มีผลส่งเสริมการเคลื่อนต่ำของทารกในครรภ์ เช่น การยืน การเดิน การนั่งลำตัวโน้มไปข้างหน้าหรือการนั่งยองๆแยกเข่าออกจากกัน

-         ท่านอนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้คลอดคือ ท่านอนตะแคง ถ้าจำเป็นต้องนอนหงายควรยกหัวเตียงให้สูงขึ้นประมาณ 30 องศาเพื่อลดความดันของมดลูกที่กดหลอดเลือดอินฟีเรียวีนาคาวา และเวลามดลูกคลายตัวอย่างสมบูรณ์

-         หลักการบรรเทาความเจ็บปวดโดยไม่ใช้ยา ได้แก่ การสร้างความไว้วางใจและความมั่นคงปลอดภัย การให้ความรู้และข้อมูลตามความต้องการของผู้คลอดและครอบครัว ส่งเสริมให้เกิดความสุขสบายและผ่อนคลาย และสามารถเผชิญความเจ็บปวดได้

-         การกระตุ้นผิวหนังด้วยการลูบ การนวด หรือการถูช่วยลดความเจ็บปวดได้ เพราะใยประสาทในผิวหนังล้วนเป็นใยประสาทขนาดใหญ่ ทำให้ระบบควบคุมประตูปิด ลดการส่งสัญญาณความเจ็บปวดไปยังสมองไม่เกิดการรับรู้ความเจ็บปวด

-         การนวดเป็นวิธีที่ได้ผลมากที่สุด โดยเฉพาะอาการปวดหลัง ซึ่งจะพบมากในรายที่ทารกท่า OPP นอกจากการนวดจะทำให้ระบบการควบคุมประตูปิดแล้วยังกระตุ้นการหลั่งสารเคมีที่มีฤทธิ์คล้ายมอร์ฟีนเพิ่มมากขึ้นในร่างกายจากต่อมใต้สมอง

-         ในระยะปากมดลูกเปิดไม่เกิน 3 ซม. ควรแนะนำการหายใจแบบช้า (Slow deep chest breathing) โดยหายใจเข้าทางจมูกช้าๆ นับ 1-4 แล้วหายใจออกทางปากช้าๆ นับ 1-5

-         ในระยะปากมดลูกเปิด 4-7 ซม. ควรแนะนำการหายใจแบบเร็ว ตื้น และเบา (Shallow accelerant decelerated breathing) ขณะมดลูกเริ่มหดรัดตัวให้หายใจแบบช้าก่อน เมื่อมดลูกหดรัดตัวเต็มที่จึงเปลี่ยนเป็นการหายใจแบบเร็ว ตื้น และเบาจนมดลูกคลายตัวจึงกลับไปเป็นแบบช้า

-         ในระยะปากมดลูกเปิด 8-10 ซม. ควรแนะนำการหายใจแบบเร็ว ตื้น เบา และเป่าออก (Shallow breathing with forced blowing out) โดยการหายใจเข้าออกทางปากตื้นๆ เร็วๆ เบาๆ 4 ครั้ง ติดต่อกันแล้วเป่าลมออกปาก 1 ครั้ง

-         ระยะปากมดลูกเปิดช้า (Latent phase) เป็นระยะที่ดีที่สุดสำหรับการให้ข้อมูลเพราะระดับความกลัวและความวิตกกังวลยังน้อย ไม่ขัดขวางการเรียนรู้

-         ระยะที่มีความเจ็บปวดและตึงเครียดสูงสุดคือระยะเปลี่ยนแปลง (Transitional phase) และระยะที่ 2 ของการคลอด เริ่มตั้งแต่ปากมดลูกเปิด 8 ซม. จนกระทั่งทารกเกิดหมดทั้งตัว ผู้คลอดจะตกใจมาก และควบคุมตัวเองไม่ได้ โดยเฉพาะในรายที่ไม่ได้รับการเตรียมตัวเพื่อการคลอด

-         การฉีด Pethidine เพื่อระงับปวดจากการเจ็บครรภ์ มักนิยมใช้ในระยะ Active phase ถ้าให้ในระยะ Latent phase จะทำให้การคลอดล่าช้าได้ จะออกฤทธิ์หลังฉีดทางกล้ามเนื้อ 15 นาที และ 5 นาทีถ้าฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ออกฤทธิ์นาน 2-4 ชั่วโมง ถ้าให้คลอดในช่วงยาออกฤทธิ์อาจกดการหายใจของทารกแรกเกิดได้ แก้ไขโดยใช้ยาต้านฤทธิ์คือ Narcan

- playSound(); showPoll(); แฟนคลับ [20]
Add เป็นแฟนคลับ Blog นี้

แจ้ง Blog ไม่เหมาะสม



  • C o m m e n t
  • 1

    1 บอกว่า :
    ดีมากค่ะ ขอบคุณมากที่สรุปให้ในแต่ละระยะของการคลอด
    29 เม.ย. 56 / 15:40

    2 A Rai Naa >>> บอกว่า :
    ขอบคุณที่ติดตามค่ะ
    14 พ.ค. 56 / 11:03

    3 บอกว่า :
    ขอบคุณเนื้อหาดีๆ แม้นจะมีมากมายในตำราแต่ขอบอกว่าเมื่อพบบทความนี้สามารถ จด(save) อ่าน จำและนำไปใช้ไดh8jt
    31 พ.ค. 56 / 05:52

    1

    ตอนก่อนหน้า ตอนถัดไป

      C O M M E N T   B o X

    อยากบอกว่า :

    ลงชื่อ
    พิมพ์ตัวเลข

    My Blog
    340
    Comments
    212
    Fanclub
    20


        Blog ที่ผ่านมา


    ดู Blog ทั้งหมด


        Favorite Blog
    เก็บรายชื่อ Blog ที่เราชอบมากๆ


         อัพเดท 28 ก.ค. 57