ตะลุยรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ไปไหว้พระ9วัดกันเถอะ
ตอนก่อนหน้า ตอนถัดไป

ตะลุยรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ไปไหว้พระ9วัดกันเถอะ
เกริ่นเรื่อง: ได้ทั้งบุญ ได้ทั้งออกกำลังกาย ทั้งฝุ่น ควัน มะเร็งผิวหนัง และฝึกความอดทน(?)
20 มี.ค. 52 , View: 1719 , Post : 0


จะไม่ขอพูดพล่ามทำเพลงว่าเจ้าโครงการอิ่มบุญที่ว่านี้มันมาจากไหน

ขอเริ่มกันเลยแล้วกัน

วันนี้วันศุกร์ที่20มีนา 2552ฮะ อันเป็นวันนัดตามที่เพื่อนรักมันดทรมาจิกไว้

นัดกันไว้ตอน9โมงที่แถวๆกระทรวงกลาโหม

ไอ้เราด้วยความที่ว่าน้องมันเรียนตอน8โมง เลยไปถึงก่อนเวลาตั้งครึ่งชั่วโมง

ขนาดทำเป็นนั่งรถเมล์เลยป้ายเดินย้อนมาตั้งเยอะ เวลายังเสียไปไม่เท่าไร

แต่ ถึงมันจะยังไม่9โมง แดดมันก็มีฮะ เราจึงยืนหลบแดดตรงหลังป้าย

และนั่นเป็นผลให้เพื่อนเรามองไม่เห็นเราตั้งสองคน

ไม่พล่ามมากฮะ พอรวมตัวกันได้ครบห้า ก็เริ่มออกเดินทาง จุดหมายแรก ศาลหลักเมือง

(แอบนึกสงสัยนิดๆว่าทำไมไม่นัดที่ศาลหลักเมืองมันซะเลย แต่ก็ช่างเถอะ)

ไปถึงตอนมันเพิ่งเปิดใหม่ๆ และด้วยปกติเคยไปตอนที่มันคงเยอะๆ ไม่เคยไปเจอคนโล่งๆแบบนี้ เลยงง

กว่าจะหาทางเข้าได้ก็แย่แล้วฮะ

เข้าไป คงเพราะคนโล่ง คนในนั้นเลยช่วยบอกว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง ขอบคุณอีกครั้ง ณ ที่นี้ด้วย

หลังจากไหว้ศาลหลักเมือง พระเสื้อเมือง พระทรงเมืองในนั้นจนครบก็ออกจากศาลหลักเมือง มุ่งสู่วัดพระแก้วต่อ

นี่ก็แอบหลงอีก หาทางเข้าแล้วก็เดินวนๆไปจนเจอทางเข้าไปไหว้พระแก้วมรกต

ไหว้ เสร็จก็ตัดใจเรื่องขึ้นไปดูพระแก้วมรกต(คนเยอะเหลือจะทน แถมไม่ใช่คนไทยอีก จนเพื่อนเราถามว่านี่เรายังอยู่ประเทศไทยรึเปล่า หลายเชื้อชาติมาก)

เลยหาทางออก กว่าจะงมหาทางออกมาได้ก็อ้อมไปหลายตลบ แถมออกมาในที่ที่ไม่รู้จักอีก

ยังดีที่เพื่อนเรารู้จัก และยังอุตส่าห์ไปถามคุณทหารที่ประตูวัดพระแก้วเพื่อความแน่ใจ หลังจากนั้นก็เดินต่อไปที่วัดโพธิ์

ในความทรงจำแล้ว วัดโพธิ์เป็นที่เงียบสงบ เย็น และคนน้อย

แล้วนี่อะไร ถูกหวยคณะทัวร์ลงรึไง ชาวต่างชาติเต็มไปหมด แต่เมื่อมาถึงแล้วก็ต้องไหว้

เข้าไปไหว้พระพุทธไสยยาสน์(เขียนงี้เปล่าหว่า) เดินวนในนั้นอย่างเชื่อช้า เพื่อรับความเย็นของพื้นหิน(อ่อน...ล่ะมั้ง) แล้วค่อยออกมาสู้แดดอีกครั้ง

จาก นั้นก็ได้เวลางมโข่งเปิดแผนที่(ที่เพื่อนเราไปดึงมาจากเน็ต)อีกครั้ง เมื่องมดข่งจนตัดสินใจกำหนดจขุดหมายปลายทางเป็นศาลเจ้าพ่อเสือได้แล้วจึงออก เดินต่อจากวัดโพธิ์

แดดแรงบ้างร่มบ้าง แต่เพราะยังพอมีแรงเลยไม่ค่อยรู้สึกอะไรเท่าไร ถึงจะงงๆกับถนน แต่เมื่อไปถึงแยกก่อนถึงเสาชิงช้าและดูแผนที่อีกครั้ง จึงตัดสินใจเปลี่ยนแผน ไปแวะวัดสุทัศน์ก่อน

วัดสุทัศน์เงียบสงบดังใจหวัง อันเป็นวัดแรกที่ให้ความรู้สึกว่าวัดมันควรจะสุขสงบร่มเย็นแบบนี้สิ

ทำการไหว้พระศรีศากยมุนี(เขียนงี้มั้ง ถ้าผิดขออภัยอย่างสูง) แล้วออกมาด้วยความรวดเร็ว

ก่อนจะเดินผ่านโบสถ์พราหมณ์ไปโดยไม่คิดจะเข้าเพื่อตรงไปยังศาลเจ้าพ่อเสือ

เมื่อถูกรมควันจนได้ที่จากศาลเจ้าพ่อเสือ(ถึงจะคนไม่มากเท่าที่คาด) ก็ออกมาเตรียมไปหาอะไรกิน

แต่ก่อนอื่น ไหนๆก็ใกล้วัดมหรรณพารามแล้ว ก็เข้าไปไหว้มันซะหน่อย

และแล้วเราก็พบวัดที่เราต้องการ วัดที่เย็นสบาย เงียบสงบ คนน้อย และไม่มีฝรั่ง

แต่เหนืออื่นใด ที่นี่มีน้ำให้กินฟรีด้วยฮะ และที่สำคัญกว่านั้น มันคำน้ำเย็น รู้สึกดีใจเหมือนได้เกิดใหม่

หลังจากรอเพื่อนเราเล่นเซียมซีและตีระฆังให้มันพอใจแล้ว เราจึงตบเท้าออกมาจากวัดมหรรณพาราม

เพื่อจะไปหาอะไรกิน(เมื่อโทรยืนยันก็พ่อเรียบร้อยแล้ว) เราจึงนำเพื่อนๆสู้ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ้าอร่อยที่พ่อเราแนะนำ

แต่ถึงจะหิวแค่ไหน พอมาเจอแดดแรงจัดๆและอากาศอบอ้าวเหลือจะทนก็ทำให้กินไม่ลงไปได้

หลังจากนั่งอู้พอให้หายเหนื่อยมีแรง เราก็ดูแผนที่กันอีกครั้ง และวางแผนไปสู่ฝั่งธน

เราทำการซื้อน้ำเตรียมไว้สำหรับการเดินทางอันยาวไกลในครึ่งหลังนี้ แล้วจึงออกเดินกันต่อ

เดินย้อนจากศาลเจ้าพ่อเสือกลับมาที่ท่าเตียนฮะ เพื่อที่จะขึ้นเรือข้ามฟากไปยังวัดอรุณ

และ ในจุดนี้เราก็ได้นั่งอู้ดันอีกครั้ง ถึงจะต้องนังบนเรือที่โคลงไปเคลงมาด้วยคลื่นน้ำอันเสี่ยงต่อการเมาเรือ แต่เพราะได้นั่งและมีลมจึงพอถูไถ

เมื่อข้ามฝั่งมาถึงวัดอรุณแล้ว คราวนี้ล่ะสนุก เริ่มต้นจากหาโบสถ์ไม่เจอ(นั่นก็ดูโง่จะแย่แล้ว)

หา เจอและไหว้แล้ว เพื่อนเราก็ชวนขึ้นพระปรางค์วัดอรุณ ซึ่งถึงเราจะบอกปฏิเสธไม่อยากขึ้น แต่เพราะไม่อยากรออยู่คนเดียว จึงตัดใจตามมันขึ้นไป

เราแนะนำที่นี่เลยฮะสำหรับผู้ต้องการความตื่นเต้นในชีวิต การขึ้นพระปรางค์วัดอรุณนี่ล่ะสุดยอด

อย่าเห็นมันเป็นเรื่องสนุกเด็ดขาด นอนจากบันไดมันจะสูงแล้ว ขั้นมันก็แคบ แถมยังชันมากด้วย

ตอนขึ้นไปก็ไม่เท่าไรหรอก เดินวนๆพอให้หายใจเสีย ขอให้ฝรั่งช่วยถ่ายรูปให้ แล้วก็เตรียมลง

ไอ้ ตอนจะลงนี่ล่ะ ทีเด็ด คุณเอ๊ย เราก็รู้ตัวอยู่หรอกนะว่าเราเป็นโรคกลัวความสูง แต่ด้วยความคิดที่ว่าเป็นอย่างอ่อนๆ เลยตัดใจตามพวกเพื่อนๆขึ้นมาไง

ตอนลงนี่ล่ะ ทำให้เรารู้ว่าเราเป็นโรคกลัวความสูงอย่างร้ายกาจ

มืองี้สั่นไปหมดเลย(นึกขอบคุณเป็นร้อยครั้งที่มันมีราวให้จับ) จับราวแทบไม่อยู่ ขาก็สั่นจนเกือบก้าวไม่ออกเลยลงช้ากว่าชาวบ้านเขาตั้งเยอะ(เพื่อนเราที่ลงหลังเราแซงไปเฉยเลย)

แถมลงมาแล้วขายังเป็นตระคริวอ่อนๆอีก นึกอยากร้องไห้เอามากๆ แต่เพราะกลัวเสียเวลา เลยตัดใจเดินต่อ

เดินออกมาจะหาทางออก แต่ก็เจอพระธาตุเข้า เลยเข้าไปไหว้เสียหน่อย และข้างในนี้เองทำให้เราเจอพระ(หมายถึงพระสงฆ์น่ะ) จริงๆจังๆเป็นครั้งแรก

ไหว้ เสร้จแล้วพระท่านก็ชวนคุย ฟังไปฟังมาเลยได้รู้ที่มาว่าทำไมถึงต้องไปไหว้ที่นู่นที่นี่ สนุกดีอยู่หรอก ถ้าไม่ติดว่าเรายังทำใจไม่ได้กับพระปรางค์น่ะนะ

ทีนี้ก็ได้เวลาหาทางออกของจริง และนี่ล่ะที่โง่สุดๆ หาทางออกไม่เจอ

ไม่ต้องบอกว่าเข้าทางไหนก็ออกทางนั้นสิ เรามาทางเรือข้ามฟากนะฮะ แล้วมันส่งเราในวัดพอดี๊พอดี เลยไม่รู้จะไปต่อยังไง

หลังจากถกเถียงอยู่อยู่นาน ในที่สุดก็ยอโง่ เดินไปที่ซุ้มตำรวจท่องเที่ยวถามหาทางออกและทางไปวัดกัลยาณ จุดหมายต่อไป

และเมื่อออกมาจากวัดกันได้แล้ว ก็ถกเถียงกันอีกครั้งว่าเราควรจะเดินไปวัดกลัยาณกันหรือไม่(ที่ผ่านมาเดินกันตลอดฮะ ไม่ได้นั่งรถเลย)

แต่เพราะดูแผนที่แล้วคิดว่ามันไม่นาจะไกล เราจึงเดินไปยังวัดกัลยาณ

ขอบอกไว้ก่อนว่าวัดกลัยาณเป็นวัดที่เราเคยมาเช้งเม้งเมื่อสมัยยังเด็ก แต่พอเข้ามาที่วัด เรากลับไม่เห็นอะไรที่คุ้นตาเลยซักอย่าง

เฮ้ย นี่มันหมายความว่าอะไรน่ะ เรามันความจำห่วยแตกหรือเพราะวัดมันเปลี่ยนไปมากกันแน่

แต่ ถึงยังไงก็ตาม จนถึงตรงนี้แล้ว พลังงานก็ถูกเปาผลาญไปจนเกือบหมด เราจึงตัดใจไม่ตามหาความทรงจำแล้วเข้าไปไหว้พระประธานข้างในโบสถ์ซะ

และหลังจากนั้น ก็หาหนทางสู่จุดหมายแห่งจุดท้าย วัดระฆังโฆสิตาราม

และเราก็ตัดสินใจเรียกสามล้อเพื่อไปยังวัดระฆัง เพราะสภาพนั้นคงไม่สามารถเกินได้อีกต่อไป

และ เมื่อนั่งสามล้อแล้วเราก็รู้สึกโชคดีเป็นเหลือล้นที่เรียกสามล้อและไม่ได้ ตัดสินใจเดินไปวักระฆังก่อนวัดกัลยาณ เพราะระยะทางนั้นมันไกลจนเหลือรับอยู่

เป็นอันว่าเราเสียไปห้าสิบบาทค่าสามล้อ และมาจนถึงวัดระฆังในที่สุด

วักระฆังนั้นช่างคึกคัก ถึงเราจะยังล้าอยู่ แต่ก็เข้าไปไหว้จนเสร็จสิ้น

เราตัดใจไม่เล่นอะไรในวัดระฆังและรีบนั่งเรือข้ามฟากกลับมาที่ท่าช้าง(อันมีนกพิราบสามตัวร่วมนั่งเรือข้ามฟากมาด้วย)

และ จากที่ท่าช้างนี้เอง พวกเราทั้งห้าคนก็ตัดสินใจแยกย้ายกันกลับบ้าน เป็นอันสิ้นสุดการเดินทางไกลล่าบุญมาสะสมไหว้ก่อนวันคะแนนแอดมิดออกแต่เพียง เท่านี้

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ทนอ่านมาจนถึงตรงนี้ และแฟนๆนิยายทุกท่าน รวมถึงคนรู้จักทั้งหลาย เราอยากให้ทุกท่านได้ร่วมอนุโมทนาบุญส่วนนี้ด้วยกัน และได้อิ่มบุญกันถ้วนหน้า

ขอให้มีความสุขกับปิดเทอมฮะ

แฟนคลับ [1]
Add เป็นแฟนคลับ Blog นี้

แจ้ง Blog ไม่เหมาะสม



  • C o m m e n t
  • 1

    1

    ตอนก่อนหน้า ตอนถัดไป

      C O M M E N T   B o X

    อยากบอกว่า :

    ลงชื่อ
    พิมพ์ตัวเลข

    My Blog
    35
    Comments
    41
    Fanclub
    1


        Blog ที่ผ่านมา


    ดู Blog ทั้งหมด


        Favorite Blog
    เก็บรายชื่อ Blog ที่เราชอบมากๆ

    ยังไม่มี Favorite Blog