[SF] TRUST [KIBUM X DONGHAE]
ตอนก่อนหน้า

[SF] TRUST [KIBUM X DONGHAE]
เกริ่นเรื่อง: พี่ทงเฮรอพี่อยู่นะ
4 ส.ค. 52 , View: 933 , Post : 0


TITLE : TRUST

AUTHER : PRINCESS_EUNHAE

ACTOR : KIBUM, DONGHAE FEAT. SUPERJUNIOR MEMBER

NOTE : คุณบอกฉันให้เชื่อ  ฉันบอกคุณให้เผื่อใจ  สุดท้ายแล้วพวกเราจะฝันร้ายหรือฝันดีกันนะ?






           พระพายพัดพาละอองฝนหยาดเล็กพร่างพราวบนบานกระจกเลื่อนไหลไปด้านหลัง  แก้วตาสีไข่มุกดำเลื่อนมองไปตามพวกมันสมทบกันเป็นหยดหยาดใหญ่ก่อนจะร่วงหลั่งมลายหายไปจากสายตา  เฉกเช่นเดียวกับความรู้สึกบางอย่างที่เล็กน้อย  หากเมื่อเกิดขึ้นบ่อยเข้าก็อาจทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเลือนรางจางหายได้

 

            ทิวทัศน์เมืองไกลออกไปหลังม่านน้ำฟ้าผ่านตาเป็นสายค่อยๆช้าลงช้าลง  จนหยุดเป็นทิวทัศน์ปกติเมื่อรถไฟเทียบจอดที่ชานชาลา  ชายหนุ่มร่างบางบีบจมูกที่แสบแดงก่อนจะลุกขึ้นเดินลงไปยังสถานีฮเยฮวา  ท่าทางโรยแรงอ่อนล้าของเขาเคลื่อนผ่านป้ายโฆษณาสองข้างทางโดยไม่ได้ใส่ใจเหลียวมอง  หากแต่เมื่อผ่านป้ายที่มีรูปนักกีฬาเทนนิสวาดหวดแผ่นแร็คเก็ต  ดวงตาคมเข้มมองไปข้างหน้าอย่างจริงจัง  เขากลับหยุดเดินและหันกลับไปช้าๆ

 

            ...สาธารณรัฐเกาหลีใต้ขอแสดงความยินดีกับคิมคิบอมตัวแทนผู้สร้างเกียรติภูมิให้กับประเทศของเรา...

            ข้อความตัวบรรจงด้านล่างถูกออกแบบอย่างสวยงามและเป็นทางการ  บ่งบอกถึงความสำคัญของผู้ที่อยู่ในภาพได้อย่างดี

 

            ชายหนุ่มปรายมองเพียงเล็กน้อยก็หมุนกายออกเดินต่อ  ย่างก้าวที่มั่นคงหากอ่อนโรย  ภายในใจลังเลว่าควรจะยิ้มกว้างภาคภูมิใจดีหรือเปล่า  แต่คำตอบก็ปรากฏมาในรูปความอาดูรที่พอกพูนเทวศทบท่าวราวกับจะหลั่งออกมาเป็นรูปธรรมที่เรียกว่าน้ำตา

 

            ร่างบางเดินลอดประตูทางออกที่ 2  แต่กลับรู้สึกราวกับว่ายังถูกจองจำผูกติดอยู่ในที่ที่ไม่มีทางออกใด

 

            อากาศเย็นชื้นนอกสถานีรถไฟยะเยือกจนบ่าแคบสะท้านไหว  เขาขยับหมวกไหมพรมให้กระชับขึ้นเหลือบมองท้องนภาหม่นเศร้า  ลำแสงอ่อนทอลอดเมฆาสีหมองรองเรืองรับเกลาบรรยากาศให้นุ่มนวลบางเบาราวกับโลกในห้วงฝัน  ตอบสนองความคิดวาดเพ้อของใครบางคนที่อยากจะหนีออกไปจากโลกแห่งความเป็นจริง  สองเท้าออกก้าวเดินผ่านประติมากรรมแปลกประหลาดหน้าสถานีที่เคยสร้างรอยยิ้มพริ้มพราย  หากบัดนี้เขาได้แต่มองมันด้วยแววตาชาเฉยราวกับไร้ความรู้สึก

 

            ...YOU SAY ANYTHING  แม้จะเป็นถ้อยคำที่ทำร้ายให้เราเจ็บปวด

            SAY ANYTHING  พูดกับหัวใจที่ไม่อาจลืมได้ดวงนี้

            YOU SAY ANYTHING  เพียงแค่เอ่ยคำโกหกอันแสนหวานของเธอ

            SAY ANYTHING  พูดกับหัวใจที่ไม่อาจเสแสร้งได้อีกต่อไป...

 

            เสียงเพลงลอยล่องออกมาจากกระเป๋าเสื้อเชิ้ตแขนยาวตัวนอก  ชายหนุ่มเปิดฝาพับโทรศัพท์ที่แปลกตาเพราะแผ่ออกมาด้านข้างในรูปแบบแนวนอนซึ่งยังไม่มีขายในเกาหลี  เขาได้มันเป็นของขวัญจากคนที่เดินทางไปมาต่างประเทศอยู่ตลอด  ซึ่งแย้มยิ้มเคียงคู่กับเขาในภาพบนหน้าจอที่ใหญ่เต็มพื้นที่ฝาพับ  ใบหน้าเดียวกับป้ายแสดงความยินดีที่ปรากฏอยู่บนกำแพงในสถานีรถไฟ

 

            …คิมคิบอม...

 

            “ยอโบเซโย...”

 

            “ทงเฮ...นายอยู่ไหนตอนนี้?”  ความห่วงใยที่มองไม่เห็นถูกถ่ายทอดผ่านทางน้ำเสียงเร่งร้อน  เขาจำปลายสายได้ในทันที

            ปาร์คจองซู  หัวหน้าชมรมเทนนิสที่แม้จะเรียนจบแล้วก็ยังติดต่อคบหากันอย่างสนิทสนมตลอดมา  ด้วยความอ่อนโยนหมั่นดูแลเอาใจใส่ผู้อื่นของอีกฝ่าย  ทงเฮต้องพึ่งพาเขาอยู่เสมอ

 

            “ARTIST COUNCIL  กำลังจะไปกำแพงอธิษฐานครับ”

 

            “...............”

 

            “..............”

 

            “คังอินวานให้ชีวอนเช็คสายการบินแล้ว  มีชื่อคิบอมอยู่ด้วยนะ”

 

            “ครับ...”  ทงเฮชะงักคำพูด  ภายในวูบโหวงเปล่ากลวง  “ถ้าเขามาผมจะรอเขาที่นี่  ฮยองช่วยบอกเขาด้วยนะครับ”

 

            “นายไม่เชื่อคำพูดของคิบอมเหรอ  คราวที่แล้วมันสุดวิสัยจริงๆนะ  ฮันกยองบอกฉันว่าแม่เขาป่วยเลยต้องบินไปที่อเมริกาด่วน”

 

            “ครับ...ผมรู้”

 

            “ช่างเถอะๆ  คอยดูนะถ้าคิบอมมาฉันจะพาเขาไปร้องคาราโอเกะไม่ปล่อยให้ไปหานายหรอก”

 

            “............”

 

            “ครับ”

 

            “พูดได้เท่านี้เหรอทงเฮ  ความรักความเชื่อใจที่มีต่อคิบอมของนายมีเท่านี้เองเหรอ?”

 

            ทงเฮคล้ายกลืนก้อนแข็งลงคอ  น้ำตาที่เอ่อปริ่มหยดลงแล้วพรั่งหล่นหลั่งพรูไม่ขาดสาย  ตอบเสียงแผ่ว  “ครับ”

 

            ปาร์คจองซูวางสายโดยไม่เอ่ยลา  ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่ารุ่นพี่โกรธเคืองเขาหรือไม่  เพราะตั้งแต่คบหากันมาทงเฮไม่เคยโดนโกรธเอาเลยสักครั้ง

 

            ท้องฟ้าส่งเสียงครางครืนราวกับกำลังเจ็บปวด  แล้วระบายร่ำไห้ออกมาเป็นน้ำฝนช่วยอำพรางสายธารจากหน่วยตาของเขากลืนกินเป็นเนื้อเดียวกัน  ย้อมเรือนร่างบอบบางจนเปียกปอน  น้ำตาเหือดหายไปแล้ว...ไม่ต้องอาศัยใครช่วยซับให้เหมือนเมื่อวันวาน

 

            นานแล้วนะ...คิมคิบอม  ที่นายปล่อยให้ลีทงเฮคนนี้ต้องรอเก้อ

 

            นั่นไง  ทงเฮจำตู้เกมส์ตีหัวตัวต่นด้านหน้าร้านค้าเครื่องนั้นได้  วันนัดพบศิษย์เก่าของโรงเรียน  ชมรมเทนนิสทั้งหมดนัดแนะกันเสียดิบดีว่าจะต้องมาพบปะพูดจากันให้หายคิดถึง  หากพอถึงวันจริงกลับไร้เงาของนักเทนนิสมืออาชีพเจ้าของแก้มพองคนนั้น

 

            รุ่นพี่ฮันกยองบอกว่าแม่ของคิบอมไม่สบาย  ทำให้เขาต้องเดินทางไปอเมริกาอย่างเร่งด่วน

 

            ทงเฮจึงเดินทางมาเขียนข้อความขอให้แม่ของเขาหายจากอาการป่วยโดยเร็ววัน  แปะติดไว้ที่กำแพงอธิษฐาน  แต่ก็เจอกับคยูฮยอนรุ่นน้องที่กำลังจะคัดตัวเข้าทีมชาติซึ่งมาเขียนคำอธิษฐานเช่นกัน

            คยูฮยอนเล่าให้ฟังว่า  เพื่อนของเขาเห็นคิบอมที่สนามบินนาริตะ

 

            หมายความว่าอะไร?  คนนู้นบอกอย่างนั้น  คนนั้นบอกอย่างนี้  ทงเฮโมโหมากประจวบกับพบตู้เกมส์ตีหัวตัวตุ่นพอดี  เขาจึงระบายอารมณ์จนพอใจ

            หากเมื่อผ่านไปสองสามวัน  ทงเฮก็ตัดสินใจว่าจะเชื่อใจและรอฟังความจริงจากปากคิมคิบอม 

...แต่คิมคิบอมก็ไม่ได้ติดต่อเขาเลย

 

            วันคืนแห่งอดีตที่โอบกอดทุกอณูของร่างกาย  ความหวาดหวั่นกลัวเกรงที่เกาะกุมจิตใจ  ทงเฮคิดว่าน่าจะดีที่เขาทบทวนทุกสิ่งทุกอย่างด้วยการใช้ค้อนทุบตัวตุ่นแรงๆสักเกมส์  ไม่มีสายตาผู้คนให้เขาต้องอับอายเพราะฝนที่เริ่มตกหนัก

            หยาดน้ำที่ไหลคลอเคลียโหนกแก้มซูบซีดหยาดหยดลงบนหัวตัวตุ่นตัวสุดท้ายที่โผล่ขึ้นมา  แม้แต่ทงเฮก็ตอบไม่ได้ว่านั่นคือน้ำฝนหรือหยดน้ำตา...

 

            มือเรียวปล่อยค้อนของเล่นลงกับพื้นที่เจิ่งนองไปด้วยแอ่งน้ำ  ฝืนลากสองเท้าที่หนักอึ้งเดินขึ้นบันไดสูงชันทอดยาวสุดตาราวกับหนทางไปสู่สรวงสวรรค์

            ผิวขั้นชั้นบันไดระบายรูปดอกไม้ละลานตาสมกับเป็นถนนแห่งศิลปะ  ทงเฮเหยียบย่ำดอกไม้ที่เปียกชุ่มนั้นขึ้นไปเรื่อยๆ  ดวงหน้าหวานซีดเซียวในขณะที่ปลายจมูกรั้นซับสีเลือดแดงช้ำ

 

            มโนนึกเกี่ยวกระหวัดระลึกถึงเมื่อครั้งคิบอมย้ายมาเข้าเรียนใหม่ๆ  พวกเขามักพบกันโดยไม่ได้นัดหมายในขณะที่วิ่งออกกำลังกายในตอนเช้า  ร่างหนากับร่างบางสาวเท้าก้าวเหยาะไต่ไล่เนินบันไดขึ้นสู่ยอดเขาท่ามกลางลำแสงแรกแห่งอรุณกาล

 

            ไม่เพียงเท่านั้น  ยามที่คนในชมรมแยกย้ายกลับบ้านไปพักผ่อนนอนหลับกันหมด  พวกเขายังพบกันโดยบังเอิญที่คอร์ด  แล้วก็กลายเป็นเขานั่นเองที่เป็นคู่ซ้อมให้คิมคิบอมตลอดมา

 

            “นี่...คิบอม”  เขาเก็บแร็คเก็ตเข้าซองหนัง  ในขณะที่คิบอมกำลังเงยหน้าดื่มน้ำจากขวด  ของเหลวสีใสหลั่งหล่นไล้ตามลำคอแกร่งปะปนกับเม็ดเหงื่อพราว

 

            “หืมม์”  แก้มบวมยังเก็บกักเครื่องดื่มไว้เต็มปาก  ดวงตากลอกมาด้านข้างเพื่อมองเขา

 

            “ฉันรักนาย”

            ...แค่อยากจะบอกออกไป  มันเป็นความรู้สึกที่ธรรมชาติเสียจนพูดออกมาได้ด้วยน้ำเสียงปกติเหมือนคุยกันเรื่องเทนนิส

 

            “ฉันก็รักนาย”  เพราะโตมาจากอารยธรรมตะวันตก  คิบอมจึงไม่ได้เรียกเขาว่า “ฮยอง”  หรือใช้ภาษาสุภาพ  แต่นั่นล่ะที่ทำให้พวกเขาสนิทสนมกันมากขึ้น

 

            ทงเฮไม่ได้ซักถามอะไรต่อ  ไม่ต้องการรู้ว่าคำว่ารักของคิมคิบอมนั้นหมายถึงอะไรหรือในสถานะไหน  เพียงแค่รู้ว่าคิบอมก็รักเขาเช่นกัน  นั่นคือเรื่องสำคัญที่สุดแล้ว

 

            วันนั้นพวกเขาก็เดินกลับหอด้วยกัน  และโดยไม่รู้ตัวพอไปถึงห้องนอนของตัวเอง  ทงเฮก็ร้องไห้ออกมาอย่างเต็มตื้น  ...เขารักผู้ชายคนนั้นจริงๆ

 

            กำแพงปูนปั้นผิวขรุขระที่เรียกว่า “กำแพงอธิษฐาน”  ตั้งตระหง่านรอคอยเขาอยู่ที่เดิม  ดังหัวใจที่หวั่นไหวและเต็มไปด้วยรอยแผลแต่ก็ยังเฝ้ารออย่างมีความหวัง  ใช่...หัวใจดวงเก่าของเขาคงขรุขระถลอกปอกเปิกดุจดังกำแพงแห่งนี้

 

            กระดาษข้อความอธิษฐานเปียกชุ่ม  บางแผ่นฉีกขาด  บางแผ่นหมึกปากกาซึมซาบลับเลือนจนอ่านไม่เป็นภาษา  โดยไม่รู้ว่าคำอธิษฐานนั้นได้ประสบผลเช่นใด

 

            ในบรรยากาศขมุกขมัว  ปรากฏชายร่างผอมยืนกางร่มอยู่หน้ากำแพงอธิษฐาน  เขาไม่ได้ตากฝนเหมือนทงเฮ  แต่น้ำเสียงที่ใช้เอ่ยถามนั้นสั่นระริก

            “นายยังเชื่อว่าคิบอมจะมาใช่ไหม?”

 

            “ฉันเชื่อในตัวเขาเสมอ  ฮยอกแจ”  ทงเฮตอบด้วยน้ำเสียงเดียวกัน  ดวงตากลมดำมืดไร้แสงใดจ้องมองแผ่นกระดาษคำอธิษฐานที่เขามาเคยเขียนแปะไว้

            ...ขอให้คิบอมสามารถไปทัวร์กับพวกเราได้...

 

            โปรเจคท์แข่งเทนนิสการกุศลไปทั่วประเทศเพื่อหาเงินบริจาคสมทบทุนของชมรมที่กำลังจะถูกยุบ  พวกเขาต่างตั้งเป้าว่าคิบอมจะมาช่วยโปรโมท  เพราะงานนี้ถือว่าสำคัญกับอดีตสมาชิกชมรมเทนนิสทุกคนมาก 

            หากคิมคิบอมกลับแค่โอนเงินมาและฝากบอกผ่านผู้จัดการส่วนตัวของเขามาว่าติดการฝึกซ้อมเพื่อแข่งทัวร์นาเมนท์ต่อไป

 

            ไม่มา...ลีทงเฮพอจะเข้าใจ

            แต่ทำไมต้องออกมาพูดผ่านคนอื่น  เขาโหยหาเสียงของคิมคิบอม  ปรารถนาจะสบดวงตาจริงจังคู่นั้น

 

            กระดาษแผ่นนั้นอยู่เคียงข้างคำอธิษฐานของลีฮยอกแจ  ซึ่งขอให้คิมคิบอมมาร่วมโปรเจคท์เช่นกัน

 

            ร่างกายผอมบางขยับมาชิดตัวลีทงเฮ  เลื่อนคันร่มของตนเผื่อแผ่ร่มเงาให้กับคนที่เปียกไปทั้งตัว  แก้วตากลมโตมองไปยังกำแพงอธิษฐานเช่นกัน

            “ดีแล้วล่ะที่คิบอมไม่มา...ในวิมเบิลดันเขาโดดเด่นมากเลยนะ”

 

            บอกว่าดี  แต่คนพูดกลับตาแดงก่ำ

            ลีทงเฮสอดมือบางของตนเข้าประสานกับมือของเพื่อน  ลีฮยอกแจเป็นคนอ่อนไหว  ถึงแม้จะเชื่อมั่นในตัวคิบอมเพียงใด  นานวันเข้าเขาก็ย่อมคล้อยตามคำพูดของคนอื่น  ราวกับต้นไม้ที่ไม่สามารถทานแรงลม

 

            “ฉันบอกพี่อีทึกว่าถ้าเขามาถึงให้มาหาฉันที่นี่”  เขากระซิบ

 

            “อา...คิบอมดีกับนายมาก  ถ้าเขารู้เขาต้องมาแน่นอน”  แววตาของฮยอกแจเปล่งประกายวาดหวัง

 

            พวกเขายืนรอคอยอยู่ด้วยกัน  จวบจนกระทั่งมีเงาร่างหนึ่งขึ้นบันไดมาสมทบ  ชายหนุ่มร่างเล็กมองความผิดหวังบนใบหน้าพวกเขาแล้วถอนหายใจยาว

            “กลับกันเถอะ”

 

            “ซองมิน  นายไม่ใช่เพื่อนของคิบอมอีกแล้ว  นายไม่เชื่อในคำพูดเขาเหรอ?”  ลีฮยอกแจตวาด  รู้ว่าตัวเองพูดแรงไป  แต่อารมณ์กดดันทำให้เขาพลั้งปากไปแบบนั้น

 

            “เชื่ออย่างนั้นเหรอ?”  ผู้มาใหม่แค่นเสียง  หากไม่ได้มีแววโกรธเคืองอันใด

 

            “ทงเฮรออยู่ตรงนี้  คิบอมต้องมาหาทงเฮแน่ๆ”

 

            นัยน์ตาใสของลีซองมินวูบไหว  คำว่า “แน่ๆ” ของลีฮยอกแจนั้นอ่อนระโหยจนเสียงฝนแทบกลบมิด  ราวกับกระซิบบอกกับตัวเองเสียมากกว่า

            “ก็ได้...  ฉันจะไม่คิดในแง่ร้ายถึงขั้นที่ว่าคิบอมโกหกหรอกนะ  แต่แค่ยึดหลักความเป็นจริงว่าตอนนี้คิบอมจะไปไหนมาไหนตามใจชอบเหมือนเดิมไม่ได้  เขากลายเป็นคนของประชาชนต้องทำตามกฎของเอเจนซี่และคำสั่งของผู้จัดการ  นายก็รู้นี่ทุกทีที่โทรไปหาก็ได้คุยแต่กับผู้จัดการเท่านั้น”

 

            ใช่...  ทงเฮคิดว่าซองมินพูดถูก

            ยิ่งนับวันคิมคิบอมยิ่งห่างไกลเขาออกไป  ...ไกลจนไม่สามารถเอื้อมคว้าเอาไว้ได้

 

            “นายไม่เห็นข่าวการบาดเจ็บระหว่างฝึกซ้อมเหรอ  เขาอาจจะกำลังรักษาตัวอยู่ก็ได้”

 

            ลีฮยอกแจไม่ยอมแพ้  เขาตัดสินใจว่าจะเชื่อคิบอม  ไม่ใช่ข่าวลือโคมลอยใดๆ  “หนังสือพิมพ์แทบลอยด์พวกนั้นมั่วนิ่มจะตาย  ไม่มีภาพถ่ายไม่มีเครดิตมีแต่เขียนว่าจากข่าววงในจะน่าเชื่อถือสักแค่ไหน?”

 

            “เผื่อใจหน่อยฮยอกแจ  ...ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดนายจะได้ไม่เสียใจ”  ผ่ามือเล็กตบลงที่บ่าเพื่อนตัวผอม  เขารู้ซึ้งถึงอารมณ์อ่อนไหวของลีฮยอกแจดี  ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงการพูดถึงความคิดที่แอบนึกว่า  คิบอมสามารถไต่เต้าไปถึงอันดับโลกก็วิเศษเสียจนไม่จำเป็นต้องมาจมปลักอยู่กับความหลังครั้งเก่าอะไรอีก  เขาไม่ได้โกรธเกลียดคิบอมจนมองในแง่ร้าย  หากทางบ้านวางพื้นฐานการมองโลกแห่งความเป็นจริงให้  เขาจึงคิดว่าไม่มีประโยชน์อันใดที่คิบอมจะกลับมาไร้สาระอยู่เกาหลี  ในขณะที่อนาคตอันเรืองรองรอเขาอยู่

 

            ร่างผอมสะบัดกายหนี  เขาทำหน้าเหมือนหัวใจกำลังแตกสลาย  “ไม่จริง!  เพราะฉันเป็นเพื่อนเขา  ดังนั้นฉันจะเชื่อใจเขา  ฉันจะรอเขา

 

            ซองมินเบือนสายตามาสบประสานกับทงเฮ  หวังว่าเพื่อนอีกคนจะเข้าใจเจตนาอันดีของเขา  ทงเฮพยักหน้าตอบรับเป็นสัญญาณที่ดี  แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีว่าจะกลับไปกับเขา

           

            ทั้งสามคนยืนอยู่หน้ากำแพงอธิษฐานเงียบๆฟังเสียงท้องฟ้าที่กำลังร้องไห้อย่างหนัก

 

            “..........”

 

            “...........”

 

            “...........”

 

            โทรศัพท์ฮยอกแจสั่นสะเทือนและส่งเสียงร้องผ่าความเงียบงัน  เขาหยิบขึ้นมากดดูข้อความภาพที่ส่งเข้ามาจากเรียวอุค

            ตากลมโตเบิกกว้างขึ้นอีก  เขาเลื่อนมือถือให้ทุกคนดูภาพเอ็มเอ็มเอส

 

            คิมคิบอมนั่งอยู่บนเก้าอี้ผู้โดยสารของสนามบิน  ข้างกายเขามีไม้ค้ำยันวางพิงอยู่

 

            “เขาจะไปไหน?  เขาจะมาที่นี่ใช่ไหม?”  ฮยอกแจส่งเสียงในลำคอ

 

            “พี่คังอินให้ชีวอนเช็คสายการบินแล้วเห็นชื่อคิบอม”  ทงเฮเล่าให้เพื่อนฟัง

 

            “มาจริงๆก็ดีสิ”  ซองมินปรือตามองทิวทัศน์เมืองด้านล่างผ่านม่านละอองน้ำสีใสด้วยท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น

            การที่เขาสันนิษฐานในแง่ร้ายและบอกให้คนอื่นๆเตรียมใจไว้บ้าง  ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่อยากจะเป็นเพื่อนกับคิบอมแล้ว  ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่อยากให้คิบอมมา

 

            สีหน้าซูบเซียวของทงเฮดูดีขึ้นมาบ้าง  เขารู้สึกวิงเวียนหน้ามืด  ที่ยังยืนอยู่ได้อาจจะเพราะความหวังที่สว่างวูบขึ้นมานั่นล่ะมั้ง

 

            เข็มนาฬิกาทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อตรง  มันก้าวเดินอย่างอดทนมั่นคงเป็นจังหวะแม้ไอน้ำจะเกาะกระจกหน้าปัดเป็นฝ้า  เวลาผ่านไป  1 ชั่วโมง  2 ชั่วโมง  3 ชั่วโมง  นานจนไม่รู้ว่าผ่านไปเท่าใดแล้ว

 

            ลีทงเฮเริ่มปวดศรีษะจนทนไม่ไหว  เขาก้มหน้ามองพื้นปกปิดอาการเจ็บไข้จากเพื่อนทั้งสองคน  บันไดส่งเสียงเตือนว่ามีคนเดินขึ้นมา  ทงเฮรีบเงยหน้าขึ้นมา

 

            ปาร์คจองซู...

            ร่างโปร่งเดินมาใกล้ๆเขา  ใบหน้าเคยใจดีเช่นนางฟ้าอย่างไรก็ยังอ่อนโยนเช่นนั้นไม่เคยเปลี่ยน

 

            “คิบอมล่ะ?”  ทงเฮถามแต่ไม่ได้รับคำตอบ  เขาเลยตะโกนเรียก

 

            “คิมคิบอม

 

            ลีฮยอกแจกับลีซองมินก็ช่วยเขาเรียกเช่นกัน

            “คิมคิบอม

 

            พลันชายหนุ่มร่างสูงก็เดินขึ้นบันไดมา  สายตาพร่ามัวของทงเฮมองเห็นเขาไม่ชัด

            “คิบอมหรือเปล่า?”

 

            “ถามฉัน...??” 

            อา...ไม่ใช่นี่นา

            ทงเฮจำได้ว่าเป็นเสียงรุ่นพี่ฮีซอล

 

            แล้วอีกร่างก็ปรากฏในคลองจักษุ  “คิบอม...คิบอมใช่ไหม?”

 


แฟนคลับ [1]
Add เป็นแฟนคลับ Blog นี้

แจ้ง Blog ไม่เหมาะสม



  • C o m m e n t
  • 1

    1

    ตอนก่อนหน้า

      C O M M E N T   B o X

    อยากบอกว่า :

    ลงชื่อ
    พิมพ์ตัวเลข

    My Blog
    9
    Comments
    10
    Fanclub
    1


        Blog ที่ผ่านมา


    ดู Blog ทั้งหมด


        Favorite Blog
    เก็บรายชื่อ Blog ที่เราชอบมากๆ

    ยังไม่มี Favorite Blog