อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์
ตอนก่อนหน้า ตอนถัดไป

อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์
เกริ่นเรื่อง: อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์
23 ก.ย. 53 , View: 7575 , Post : 12


กรณีตัวอย่าง อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ในประเทศไทย
 
                                                                                                                                                 พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน
                ธรรมชาติของ อาชญากรรม ผู้กระทำผิดมักจะพยายามปรับรูปแบบ เพื่อให้ง่ายต่อการกระทำผิด และยากต่อการสืบสวนติดตามจับกุม ในส่วนของ อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์นั้นก็เช่นเดียวกัน ผู้กระทำผิดก็จะพยายามหาช่องโอกาสที่เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้เอื้ออำนวย ประกอบกับมีช่องว่างทางกฎหมาย บางประการ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ในช่วงที่ผ่านมา จะเกิดคดีอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ มีความถี่มากขึ้น รูปแบบการกระทำผิดก็มีความหลากหลายมากขึ้น และนับวันจะเป็นปัญหามากยิ่งขึ้น ในส่วนของ ศูนย์ข้อมูลข้อสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้พยายามติดตามและรวบรวมกรณีปัญหาเฉพาะที่เกิดในประเทศหรือเกี่ยวพันกับบุคคลในชาติไว้ เพื่อประโยชน์ในการศึกษาหาแนวทางป้องกันปราบปรามต่อไป
                 กรณีตัวอย่าง อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ในประเทศไทย ที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นเพียงการยกตัวอย่างรูปแบบในการกระทำผิด หรือ แผนประทุษกรรม ของคนร้ายที่ใช้ในการกระทำผิดในแต่ละรูปแบบ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าแต่ละรูปแบบจะเกิดขึ้นเพียง 1 ราย โดยแต่ละรูปแบบอาจเกิดขึ้นหลายครั้ง ทั้งจากผู้กระทำผิดคนเดียวกันหรือหลายคน โดยจะขอยกตัวอย่างดังต่อไปนี้
กรณี Sanook.com
กรณี Sanook.com เป็นการแอบอ้างชื่อ ส่งข้อมูลไปแจ้งขอแก้ไข IP address ที่ InterNic ซึ่งทาง InterNic นั้นใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานรับข้อมูลและแก้ไขแบบอัตโนมัติแทนคนทั้งหมด ลักษณะ Robot โดยได้แก้เป็น IP หมายเลขอื่นๆ ที่ไม่มีตัวตนจริง หลังจากนั้น InterNic จะกระจายข้อมูลไปยัง Root ต่างๆ ให้เปลี่ยนแปลง ดังนั้น เมื่อคนทั้งโลก จะเข้าเว็บของ Sanook.com ก็จะชี้ไปยัง IP ปลอมดังกล่าว ทำให้ไม่สามารถเข้าเว็บจริงได้ ทั้งๆที่ เว็บของ Sanook ก็ยังเปิดใช้บริการอยู่ตามปกติ กรณีนี้ ได้สืบทราบว่า ผู้ทำคือใคร ใช้ account ของ ISP รายใด ใช้หมายเลขโทร.ใด แต่ไม่อาจดำเนินคดีได้ ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น มีเว็บไซต์ชั้นนำหลายราย ก็ถูกกระทำในลักษณะนี้ เช่น Thaimail.com ฯลฯ
                ปัญหาคือ ข้อหาฐานความผิด, มูลค่าความเสียหาย, ผู้เป็นเจ้าของ account ที่เข้าไปแก้ไขข้อมูลนั้น จะถือว่าเป็นผู้กระทำผิดได้หรือไม่, การแสวงหาหลักฐาน
กรณี Thailand.com
                เป็นกรณีของผู้ใช้ชื่อว่า ซอนย่า รักไทย ขั้นแรก ส่งข้อมูลไปที่ InterNic ขอแก้ไข หมายเลขโทรศัพท์และที่ติดต่อ เพื่อไม่ให้ติดต่อกลับได้ แต่ยังใช้ชื่อเจ้าของเดิม ขั้นต่อมา ได้แจ้งให้เปลี่ยนชื่อเจ้าของเป็น ซอนย่า รักไทย และที่อยู่ใหม่ โดยอ้างว่าได้ซื้อโดเมนนั้นมาจากเจ้าของเดิม แล้วตั้งเว็บใหม่บนเครื่องใหม่ โดยใช้โดเมนว่า Thailand.com ต่อมาเมื่อเจ้าของเดิมทักทวง ก็อ้างว่าได้ซื้อมาและพร้อมจะขายคืนให้ในราคาเดิมคือ 5 ล้านบาท และได้ส่งเอกสารการซื้อขาย บัตรประชาชนปลอมของเจ้าของเดิม (บัตรเป็นภาษาอังกฤษ) และหนังสือยืนยันรับรองมีตราประทับของหน่วยราชการ (ไม่มีตัวตน) ไปให้ InterNic จนในที่สุดเจ้าของเดิมต้องแสดงหลักฐานต่างๆยืนยันพร้อมคำรับรองของบริษัทผู้รับฝากเว็บในสหรัฐฯไปให้ InterNic จึงได้โดเมนนั้นกลับคืนมา เจ้าของเดิมไม่อาจใช้เว็บนั้นได้ประมาณ 1 เดือนเศษ
                ปัญหาคือ ข้อหาฐานความผิด, มูลค่าความเสียหาย, ใครเป็นผู้เสียหาย เพราะไม่อาจหาหลักฐานแสดงความเป็นเจ้าของโดเมนที่ถูกต้องได้ (ไม่มีเอกสารสิทธิ), การแสวงหาหลักฐานเนื่องจาก ผู้ดูแลเครื่อง Server ใหม่ไม่ยอมให้หลักฐานการขอเช่าเนื้อที่ ทั้งชื่อที่อยู่และด้านการเงิน (แนวทางการช่วยเหลือ ควรให้ THNIC เป็นผู้ประสานกับ InterNic ในการรับรอง)
 
ปัญหากรณี ISP แห่งหนึ่ง ถูกพนักงานเดิมที่ไล่ออกไป แก้ไขเว็บ
                ISP แห่งหนึ่งในประเทศไทย เมื่อได้ไล่พนักงานกลุ่มหนึ่งออกไปแล้ว ปรากฏว่าเว็บไซต์ของ ISP รายนั้น ได้ถูกเพิ่มเติมข้อมูลกลายเป็น เว็บลามกอนาจาร และได้ใช้ชื่อ E-Mail ของผู้บริหาร ส่งไปด่าทอผู้อื่น
 
ปัญหากรณี แอบใช้ Account InterNet ของผู้อื่น
                การแอบลักลอบใช้ Account Internet ของผู้อื่น ทำให้ผู้นั้นต้องจ่ายค่าชั่วโมงมากขึ้น หรือเสียเวลาชั่วโมงการใช้งาน (คล้ายกับการจูนโทรศัพท์มือถือของผู้อื่น) จากการสืบสวนบางรายทราบว่า ใครเป็นผู้ใช้ บางรายทราบเพียงหมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้ในการติดต่อ(จาก Caller ID) และบางรายใช้หมายเลขโทรศัพท์เดียวกัน กับ Account หลายๆราย
ปัญหา
ผู้กระทำผิดรู้ Account และ รหัสลับได้อย่างไร เจ้าของเป็นผู้บอกเอง หรือมี Hacker เข้ามาในระบบแล้วนำข้อมูลไป ,ใครเป็นผู้เสียหาย ISP หรือ ผู้ใช้บริการ, ฐานความผิดข้อหาใด แพ่ง หรือ อาญา , สิทธิในการใช้บริการ ชั่วโมงใช้งาน เป็นทรัพย์หรือไม่ , หลักฐานที่ต้องใช้ บันทึกหมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อใช้บริการ Caller ID ได้หรือไม่ , ใครที่ต้องถือว่าเป็นผู้กระทำผิด คนในบ้านหรือเจ้าบ้าน ถ้าไม่มีใครรับจะทำอย่างไร , ที่เกิดเหตุเป็นที่ใด เป็นที่ตั้ง ISP หรือที่บ้านผู้กระทำผิด หรือที่บ้านขอเจ้าของ Accont , การประเมินค่าความเสียหาย
 
ปัญหากรณี เว็บที่ส่งเสริมการขายสินค้าของไทย 3 แห่ง ถูกใส่ร้าย
                มีเว็บที่ส่งเสริมเผยแพร่สินค้าไทยสู่ตลาดโลก 3 เว็บไซต์ ได้ถูกกลุ่มผู้ไม่หวังดี ปลอม อี-เมล์ ของเว็บดังกล่าว แล้วส่งไปยังผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกประมาณ 4 ล้านฉบับ เป็นลักษณะ Spam Mail และได้ใส่ร้ายเว็บดังกล่าวว่า " เป็นเว็บที่ฉ้อโกง จะนำชื่อและหมายเลขบัตรเครดิตของผู้ที่สนใจเข้ามาซื้อของ ไปใช้ในทางที่ผิด ขอให้อย่าเข้าเว็บไทยทั้ง 3 ดังกล่าว " ผลร้ายที่เกิดขึ้น นอกจากจะทำให้คนทั้งโลกไม่เข้าไปชมเว็บดังกล่าวแล้ว ยังทำให้องค์กรต่อต้าน Spam Mail สั่งให้ Web Hosting ยุติ ปิดการให้บริการ เว็บไทยทั้ง 3 อีกด้วย
 
ปัญหากรณี อาจารย์ในสถานศึกษา ถูกแอบขโมยข้อมูลตำราและข้อสอบ
                มีอาจารย์ในสถานศึกษาแห่งหนึ่ง ได้ใช้เวลากว่า 3 ปี เขียนตำราไว้ รวมเกือบ 1,000 ไฟล์ รวมทั้งข้อสอบ ข้อเฉลย และคะแนนสอบ เก็บไว้ในเครื่อง PC ของตนในห้องทำงานส่วนตัว แต่เนื่องจากได้มีการต่อเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย LAN ไว้ทั้งสถานศึกษา จึงทำให้มีบุคคลอื่นสามารถเข้ามาดึงข้อมูลในเครื่อง PC ทั้งหมดที่มีไปได้
 
ปัญหากรณี การสั่งซื้อของจากการประมูล eBay.com
                เว็บไซต์ eBay.Com เป็นเว็บที่เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไป ประกาศขายสินค้าโดยการประมูลบนเว็บ กรณีปัญหาคือ มีบุคคลในประเทศไทย ได้เข้าไปในเว็บ eBay.Com และพบว่า มีชายชาวอเมริกัน ได้ประกาศขายเครื่องโทรทัศน์ใช้แล้ว ขนาดจอภาพ 50 นิ้ว เกิดความสนใจจึงได้เข้าไปร่วมประมูล ต่อมาชายชาวอเมริกันดังกล่าวได้ส่ง e-mail ว่าเป็นผู้ชนะการประมูล ขอให้ส่งเงินเข้าบัญชีเป็นจำนวน 266,000 บาท หลังจากนั้น บุคคลในประเทศไทย ได้รับกล่องพัสดุขนาดใหญ่ จากบริษัทขนส่ง Fedex ที่กล่องเขียนว่าเป็น อีเล็กทรอนิกส์ แต่เมื่อเปิดกล่องดูพบว่าเป็นเพียงตุ๊กตา และเครื่องแก้วที่แตกแล้ว
 
ปัญหากรณี การแอบอ้างใช้ชื่อ และข้อมูลของบุคคลอื่น ขอฟรี e-mail
                มีการแอบอ้าง ใช้ชื่อและข้อมูลของบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียง ไปขอใช้ ฟรี e-mail แล้วใช้ e-mail เข้าไปลงทะเบียนเล่นเกมส์ออนไลน์ และส่ง e-mail ไปยังผู้อื่นโดยอ้างว่าเป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียงนั้นจริง ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นดูแคลนหรือลดความเชื่อถือศรัทธา
ปัญหากรณี พนักงานบริษัทที่รับออกแบบพัฒนาเว็บไซต์
                บริษัทชั้นนำแห่งหนึ่งที่รับออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ ซึ่งมีลูกค้าทั้งในและต่างประเทศได้ถูกพนักงานในบริษัทนั้น แอบไปรับงานนอก โดยใช้ ทรัพยากร,อุปกรณ์เครื่องมือ, Software และเทคโนโลยี ต่างๆ ของบริษัท ใช้ในการพัฒนา และแอบอ้างผลงานของบริษัทฯ (ซึ่งต้องทำหลายคน) ว่าเป็นผลงานของตนเองในการเสนอขอทำงาน
ปัญหากรณี หาเสียงในการเลือกตั้ง สว.
                มีการจัดทำเว็บเพจ เพื่อหาเสียงให้แก่ผู้สมัคร สว. (ซึ่งกฎหมายห้ามไว้) มีการส่ง e-mail และ ส่ง Pager จากอินเทอร์เน็ต
ปัญหากรณี กระทำบนเครือข่าย
                ส่งไวรัส ส่ง Nuke ทำให้เครื่องหรือข้อมูล เสียหาย
ส่งอี-เมล์ขนาดใหญ่จำนวนมาก เพื่อให้ Mail-Box ของผู้นั้นเต็ม จนไม่อาจรับเมล์ของผู้อื่นได้ จนกว่าจะลบเมล์นั้นออก
การส่งโปรแกรมมาฝังตัวไว้ในเครื่องผู้อื่น เพื่อให้รายงานกลับไปได้ว่าเขากำลังทำอะไร หรือ ป้อนรหัสลับ ว่าอะไร เช่น โปรแกรม NetBus
                การลักลอบแอบเข้าระบบ Hacker เพื่อเข้าไปดูข้อมูล หรือ ลบแก้ไขทำลายข้อมูล Copy
                การดักจับข้อมูลในเครือข่าย
                Denial of Service เป็นการหลอกให้เครื่อง Server ทำงานประมวลผล ทำงานอย่างหนัก จนทำให้เครื่องทำงานช้า เสมือนมีลูกค้ามาใช้งานจำนวนมาก (ทั้งๆที่ความจริงมีน้อย) ทำให้ไม่สามารถบริการลูกค้าตัวจริงได้อย่างรวดเร็ว
ปัญหากรณี ความผิดตามกฎหมาย ดั้งเดิม บน InterNet
                การจัดทำเว็บการพนันเป็นภาษาไทย ทั้งการพนันทายผลฟุตบอล และคาสิโน โดยเป็นส่วนหนึ่งของ เว็บการพนันที่มีชื่อเสียงและถูกต้องตามกฎหมายในต่างประเทศ ผู้จัดทำและผู้เล่น รวมทั้งสถาบันการเงินที่ให้บริการ มีความผิดอย่างไร
                การเผยแพร่ภาพลามกอนาจาร ซึ่งเครื่อง Server อยู่ต่างประเทศ บางรายผู้จดทะเบียนโดเมนเนม แจ้งว่ามีที่อยู่ในประเทศไทย บางรายใช้ฟรีเว็บ และบางเว็บใช้ภาษาไทย บางเว็บมีการตัดต่อภาพดารา เป็นภาพลามกอนาจาร บางเว็บเสมือนเป็นธุรจัดหา หญิง-ชาย เพื่อการค้าประเวณี
                การทำเว็บไซต์ ของกลุ่มก่อการร้าย ที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ
                การโฆษณาเป็นภาษาไทย ขาย เทป วิดีโอ CD ละเมิดลิขสิทธิ์ หรือเป็นภาพลามกอนาจาร บางรายให้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร มีทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยระบุเลขที่บัญชี ไว้ชัดเจน
                จัดทำให้ Download ภาพ เพลง MP3 ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น
                เผยแพร่ข้อมูล หมิ่นประมาท ใส่ร้าย บุคคลอื่น บนเว็บ หรือ webboard
                เผยแพร่ข้อมูล หมิ่นประมาท ใส่ร้าย บุคคลอื่น ส่งภาพลามก ภาพตัดต่อ ทาง E-Mail ในห้อง Chat หรือใน Webboard
                เผยแพร่ข้อมูล หรือใน Webboard ที่ไม่ได้หมิ่นประมาท ไม่ได้ใส่ร้ายผู้อื่น แต่อ้างว่า บ้านนั้นจะขาย ทีวี ,โทรศัพท์มือถือ, พระเครื่อง, เครื่องเพชร ฯลฯ ในราคาถูก ทำให้มีผู้อื่น โทรศัพท์มาติดต่อทั้งวันทั้งคืน สร้างความเดือดร้อนรำคาญ
                ให้บริการ รับ-ส่ง ฟรี อี-เมล์ เช่น Thaimail.com, PoppyMail.com จะผิดตาม พ.ร.บ.การไปรษณีย์ หรือไม่
                การจัดทำเว็บขายสินค้า แล้วไม่ส่งสินค้าให้ หรือทำหลอกไว้เพื่อเพียงต้องการหมายเลขและข้อมูลบัตรเครดิต ไปใช้ในกรณีอื่นๆ เป็นฉ้อโกง หรือฉ้อโกงประชาชน หรือไม่
                การสั่งซื้อสินค้า โดยใช้หมายเลขบัตรเครดิตของผู้อื่น หรือเลขที่บัตรที่ไม่มีตัวตนจริง   แล้วให้ไปส่งที่บ้านคนอื่น ซึ่งคนร้ายสามารถตรวจสอบทางอินเทอร์เน็ตได้ว่า ของจะส่งถึง วันใด เวลาใด คนร้ายจะไปเฝ้ารออยู่หน้าบ้าน แล้วแสดงตัวรับสินค้าไป ทำให้ยากแก่การสืบสวนติดตาม
                การสั่งซื้อสินค้า โดยใช้หมายเลขบัตรเครดิต ที่จัดทำขึ้นตามสูตรของธนาคารนั้นๆ เมื่อผู้ขายได้ตรวจสอบหมายเลขบัตรเครดิตนั้นตามสูตรที่กำหนด หรือส่งข้อมูลไปให้บริษัทตัวแทนตรวจสอบ ก็จะทำให้เชื่อว่าเป็นเจ้าของบัตรจริง (เพราะสูตรถูกต้อง) และส่งของไปให้
                การจัดทำเว็บ เพื่อฉ้อโกงหลอกลวง โดยมีชายชาวต่างชาติ ทำเว็บแล้วปลอมตัวว่าเป็นหญิงไทย อ้างว่ามีความเดือดร้อน เสนอตัวไปเป็นภรรยา โดยขอให้ส่งเงินมาเป็นค่าเดินทาง โอนเข้าบัญชีธนาคารในประเทศไทย เมื่อได้เงินแล้ว ก็ลบเว็บนั้นออก จนไม่อาจตรวจสอบได้ว่าใช้ข้อความเพื่อชักจูงอย่างไร แล้วไปสร้างเว็บใหม่ เพื่อหลอกลวงคนอื่นๆ ต่อไป กรณีนี้ได้ทำการจับกุมแล้ว โดยใช้ข้อหา ฉ้อโกงประชาชน
ข้อความ รูปภาพ Source Code และโปรแกรม CGI ฯลฯ ที่เผยแพร่บนเว็บแล้ว หากผู้ใด Copy ไปใช้ที่อื่นหรือในเว็บอื่น หรือไม่ Copy แต่ใช้วิธีทำลิงค์ไปจากเว็บของตน จะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ กรณีที่ ผู้จัดทำได้แสดงเจตน์จำนงว่าขอสงวนลิขสิทธิ์ไว้ กับกรณีที่ไม่ได้แสดงเจตน์จำนงไว้ ต่างกันหรือไม่
                กรณีสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง พนักงานผู้ดูแลระบบ ได้ใช้ Account ของ อธิการบดี เข้าไปเขียนข้อความบน Webboard ว่าผู้เสียหาย จะขายสินค้า ประเภทต่างๆ ทำให้ต้องรับโทรศัพท์ตลอดวัน เป็นการสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่น
                การจดทะเบียนโดเมนเนม ที่มีชื่อคล้ายคลึงกับ บริษัท หรือ องค์กรที่มีชื่อเสียง เช่น Worldphon1800.Com, Worldphon800.Com, IBM-Thailand.Com แล้วเสนอขายชื่อโดเมนเนมให้ในราคา ชื่อละ 100,000 บาท หาไม่ซื้อก็ขู่ว่า จะทำเป็นเว็บลามก ทำให้เสียชื่อเสียง กรณีนี้ ได้ทำการจับกุมแล้วในข้อหา พยายามกรรโชกทรัพย์
                กรณีพนักงานของบริษัทคอมพิวเตอร์แห่งหนึ่ง ซึ่งได้รับการว่าจ้างจากธนาคารแห่งหนึ่ง ให้ดูแลระบบตู้ ATM ได้แอบเขียนโปรแกรมซ่อนไว้ เพื่อจัดเก็บข้อมูลในบัตรเครดิต หรือบัตร ATM พร้อมรหัสลับ ที่มีผู้มาใช้บริการ หลังจากนั้นได้จัดทำบัตรขึ้นมาใหม่โดยใช้ข้อมูลที่ได้บันทึกลงไป และนำไปใช้พร้อมรหัสลับ กรณีนี้ ได้ทำการจับกุมแล้ว
 
                ปัญหา   กรณีต่างๆนั้นแม้ว่าบางกรณีจะมีกฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติ จะดำเนินการอย่างไร ทั้งในเรื่อง เขตอำนาจ, ผู้ใดที่จะต้องถือว่าเป็นผู้กระทำผิด, หลักฐาน
 
ปัญหาการดำเนินคดี อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ สามารถสรุปเป็นประเด็นดังนี้
                1.ปัญหาด้านข้อกฎหมาย-ฐานความผิด-เขตอำนาจ-ใครต้องเป็นผู้รับผิด-ลักษณะพยาน
                2.ปัญหาด้านเทคนิค -เทคนิคพัฒนาต่อเนื่อง-การศึกษา-เทคนิคในการเก็บหลักฐาน
                3.แนวทางการปฏิบัติ -การประสานแนวทางปฏิบัติ ระหว่าง -ตำรวจ-อัยการ-ศาล
                4. วัฒนธรรม - วัฒนธรรมที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ
 
6. การปล้นเงินธนาคารพาณิชย์ 5.5 ล้านบาท
•คนร้ายเป็นอดีตพนักงานธนาคาร โดยมีคนในร่วมทำผิด เป็นทีม
•วิธีการ
·        *โดยการปลอมแปลงเอกสารหลักฐาน เพื่อขอใช้บริการ ฝาก-ถอน
·        โอนเงินผ่านอินเตอร์เน็ต “อินเตอร์เน็ตแบงค์กิ้ง” ซึ่งเป็นบัญชี
·        ของลูกค้าที่มีการฝากเงินไว้เป็นล้าน
·        เมื่อได้รหัสผ่าน(Password)แล้ว ทำการโอนเงินจากบัญชีของเหยื่อ
·        ทางอินเตอร์เน็ต และทางโทรศัพท์ (เทโฟนแบงค์กิ้ง) ไปเข้าอีกบัญชีหนึ่ง
·        ซึ่งได้เปิดไว้โดยใช้หลักฐานปลอม
   * ใช้บริการคอมฯ จากร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่หลายแห่ง
   * ใช้ A.T.M. กดเงินได้สะดวก
(ปัจจุบัน ร.ร.คอมฯเปิดสอนเกี่ยวกับการแฮคเกอร์ข้อมูล, การใช้อินเตอร์เน็ตคาเฟโดยเสรี
ไม่กำหนดอายุ เงื่อนไข การแสดงบัตรประชาชน)
http://www.radompon.com/webboard/index.php?topic=300.0
 
ตัวอย่างคดีด้านไอทีระหว่างไมโครซอล์ฟ กับเอเทค ที่เกิดในประเทศไทย
คดีไมโครซอฟท์ กับเอเทคนี้ทำให้ชาวต่างชาติวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการยุติธรรมของเรามากครับว่าไม่เป็นธรรม มองเผินๆ ก็อาจจะดูเหมือนใช่ครับ ก็เห็นอยู่ชัด ๆว่าไมโครซอฟท์เสียหายถูกละเมิดลิขสิทธิ์ แล้วทำไมศาลไปยกฟ้องเสียล่ะ จริง ๆแล้วศาลท่านวินิจฉัยถูกต้องตามหลักกฎหมายทุกประการแล้วครับ ในฐานะนักกฎหมาย (ตัวเล็กๆ)ของประเทศไทยคนหนึ่งก็ยอมไม่ได้หรอกครับที่จะให้ฝรั่งตาน้ำข้าวมาว่าเราฝ่ายเดียวครับ เพราะจริงๆ แล้วหลักกฎหมายที่เป็นเหตุให้ศาลยกฟ้องในคดีนี้ก็เป็นหลักที่ใช้กันอยู่ในอเมริกาเหมือนกันครับ
เหตุผลที่ศาลฎีกายกฟ้องคดีนี้เพราะเห็นว่าไมโครซอฟท์เป็นผู้ก่อให้เอเทคกระทำผิด เพราะจ้างคนไปล่อซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีโปรแกรมละเมิดลิขสิทธ์ เลยไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะมีสิทธิ์ฟ้องเอเทคเป็นคดีอาญาได้ครับ หลักเรื่องผู้เสียหายโดยนิตินัยนี้ ศาลไทยท่านก็วางหลักขึ้นมานานแล้วครับ เหตุผลก็คือแม้ว่าเราจะเป็นผู้เสียหายในทางความเป็นจริงจากการทำผิดอาญา แต่ถ้าข้อเท็จจริงปรากฎว่าเราไปมีส่วนร่วมในการทำผิดหรือไปก่อให้ผู้อื่นมาทำผิด ก็ไม่ถือว่าเราเป็นผู้เสียหายที่มีสิทธิฟ้องคดีอาญาได้ครับ (ในคดีแพ่งไม่มีหลักนี้ แต่เมื่อไมโครซอฟท์เลือกฟ้องเป็นคดีอาญา ก็ต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์นี้ครับ ยังไงเรื่องฟ้องคดีแพ่งหรือคดีอาญาผมจะเขียนถึงอีกครั้งหนึ่งครับ)
การล่อให้กระทำความผิดหรือการล่อซื้อนั้นเป็นวิธีการสืบสวนสอบสวนที่ใช้กันอยู่เกือบทุกประเทศครับ โดยเฉพาะในคดียาเสพติดและการค้าประเวณี ถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ใช้การล่อซื้อก็คงสืบสวนคดีพวกนี้ไม่ได้หรอกครับ กฎหมายของประเทศต่างๆ จึงได้รับรองวิธีการนี้ แต่ก็ต้องมีหลักประกัน (safeguard) ครับว่า วิธีการล่อซื้อนี้เป็นเพียงวิธีการกระตุ้น (encourage)ให้ผู้ที่คิดจะกระทำความผิดอยู่แล้ว กระทำความผิดขึ้นมาจริงๆ ไม่ใช่การสร้างสถานการณ์หรือวางกับดัก (entrapment) ให้สุจริตขึ้นซึ่งทนแรงกระตุ้มไม่ไหวต้องกระทำความผิดครับ
หลักเรื่อง Defense of Entrapment นั้นในอเมริกาเขาจะใช้กับกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นผู้ล่อซื้อครับ ซึ่งศาลเขาก็ได้อาศัยหลัก subjective test ในการพิจารณาว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการกระตุ้นให้ทำผิดหรือการวางกับดักครับ ถ้าข้อเท็จจริงปรากฎว่าจำเลยในคดีไม่มีเจตนาที่จะกระทำผิดมาก่อน การที่เจ้าหน้าที่ไปล่อซื้อก็เป็นการวางกับดักครับ จำเลยยกเรื่องนี้เป็นข้อต่อสู้ให้พ้นความผิดได้ หลัก subjective test ที่ศาลอเมริกาใช้อยู่บางคนเขาก็เห็นว่าดูยากครับ นักกฎหมายอเมริกันบางคนเขาก็เสนอหลักที่เรียกว่า objective test ซึ่งจะดูจากพฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการล่อซื้อว่าอยู่ในขอบเขตที่ยอมรับได้หรือไม่ เช่นมีคดีหนึ่งครับ ที่เจ้าหน้าที่เขากำลังสืบสวนหาคนผิดในคดีเผยแพร่สิ่งลามกที่เกี่ยวกับเด็ก โดยในอเมริกาเขาลงโทษประชาชนที่บอกรับสิ่งลามกที่เกี่ยวกับเด็กทางไปรษณีย์ด้วยครับ ข้อเท็จจริงปรากฎว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐสวมรอยเป็นผู้ประกอบกิจการเผยแพร่รูปโป๊เด็ก ได้ติดต่อทางไปรษณีย์ไปยังจำเลยในคดี (สมมติว่าเป็น นาย ก. นะครับ.) ถึง 26 ครั้ง จนนาย ก. ตกลงปลงใจบอกรับเป็นสมาชิกภาพโป๊และก็โดนจับครับ วิธีการส่งไปถึง 26 ครั้งนี้ก็เกินเลยไปนะครับ คดีนี้ศาลก็เลยวินิจฉัยว่าเป็น entrapment (แต่ศาลใช้ subjective test ครับ ซึ่งก็ได้ผลไม่ต่างกันในข้อเท็จจริงอย่างนี้)
แม้กฎหมายไทยจะไม่มีหลักเรื่อง Defense of Entrapment เพื่อยกเว้นความผิดอาญา แต่หลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่าอย่างใดเป็นการล่อให้กระทำความผิดนั้นก็เป็นอย่างเดียวกัน ข้อเท็จจริงในคดีไมโครซอฟท์ - เอเทคนี้ ศาลไทยก็ใช้ subjective test ครับ คือมองว่าเอเทคมีเจตนาละเมิดลิขสิทธิ์มาก่อนการล่อซื้อหรือไม่ ศาลท่านพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งหมดครับ เมื่อไม่ปรากฎพยานหลักฐานเกี่ยวกับวัน-เวลาที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ พยานหลักฐานที่ศาลใช้พิจารณาคือ เทปบันทึกเสียงการสนทนาระหว่างบุคคลที่ไปล่อซื้อกับพนักงานขายของเอเทค ซึ่งก็ได้ความว่าพนักงานขายได้บอกกับผู้ซื้อ (ปลอม)ไปแล้วว่าเอเทคจำหน่ายเฉพาะเครื่องเปล่า ถ้าต้องการโปรแกรมด้วยก็จะไม่มีลิขสิทธิ์ หากต้องการโปรแกรมที่มีลิขสิทธิ์จะต้องเสียเงินเพิ่ม และผู้ซื้อ (ปลอม) ก็ยังยืนยันความต้องการโปรแกรมที่ละเมิดลิขสิทธิ์และดูจากพยานหลักฐานอื่น ๆ ก็ทำให้ศาลเชื่อว่าตอนที่เครื่องออกมาจากโรงงานนั้นไม่มีโปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์มาด้วยครับ ศาลจึงพิจารณาเห็นว่าเอเทคกับกรรมการผู้จัดการมิได้รู้เห็นกับละเมิดลิขสิทธิ์ของไมโครซอฟท์ครับ เมื่อการละเมิดลิขสิทธิ์เกิดจากการล่อซื้อของบุคคลที่ไมโครซอฟท์จ้างมา ไมโครซอฟท์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่มีสิทธิจะไปฟ้องคดีอาญากับเอเทค ศาลจึงพิพากษายกฟ้องครับ ซึ่งก็ยังมีข้อน่าคิดอีกนะครับว่าที่ยกฟ้องนี้ยกฟ้องเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 และ 2 คือเอเทคกับกรรมการผู้จัดการหรือเปล่า เพราะคดีนี้เขาฟ้องพนักงานขายเป็นจำเลยที่ 3 ด้วยครับ แต่พนักงานขายหนีไปไม่ได้ตัวมาดำเนินคดีครับ ถ้าได้ตัวมาดำเนินคดีก็ไม่รู้ว่าพนักงานขายจะได้รับอานิสงค์จะการยกฟ้องนี้ด้วยหรือไม่ เรื่องนี้ยังไม่จบแค่นี้ครับ เพราะคำพิพากษาฎีกานี้ตัดสินในปี 2543 แต่ปรากฎว่าในปีเดียวกันไมโครซอฟท์ก็ยังจองเวรกับเอเทคไม่เลิกครับ ไปฟ้องคดีอีกคดีหนึ่งที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ คราวนี้ไม่ได้ฟ้องเอเทคโดยตรง แต่ฟ้องตัวแทนจำหน่ายของเอเทคครับ เรื่องราวจะเป็นยังไงติดตามใน Episode II ของคดีนี้ครับ
เรื่องนี้เป็นคำพิพากษาฎีกาเมื่อปี 2543 ที่ผ่านมานี่เองครับ เป็นคดีสำคัญที่ผู้ศึกษากฎหมายโดยทั่วไปส่วนมากจะรู้จัก โดยเฉพาะในวิชากฎหมายว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาและกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยพยานหลักฐาน คำพิพากษาฎีกาของจริงนี่จะยาวมากๆแต่ที่ผมยกมาจะอยู่ในรูปของการเล่าเรื่องมากกว่า ไม่ใช่เป็นฎีกาโดยย่อแต่อย่างใด เพียงอยากให้รู้ว่าคดีนี้ที่มาที่ไปเป็นอย่างไร และผลของคำพิพากษาเป็นอย่างไร
จากข้อมูลที่ผมได้มามีคำพิพากษาของสองศาลคือ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและของศาลฎีกา ซึ่งแน่นอนครับ ผลของคำพิากษาต่างกัน
โจทก์ (บริษัทไมโครซอฟ คอร์ปอเรชั่น) ฟ้องว่า จำเลย (บริษัท เอเทค คอมพิวเตอร์ จำกัด) ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ได้แก่ โปรแกรมไมโครซอฟท์วินโดวส์ 3.11,ไมโครซอฟ์วินโดวส์ 95 ไทย อิดิชั่น,ไมโครซอฟท์ออฟฟิศ, ไมโครซอฟท์ อินเตอร์เนท เอ็กพลอเรอร์ ฯลฯ โดยทำซ้ำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวลงในสื่อบันทึกข้อมูลถาวรของเครื่อง (Hard Disk) ของจำเลยโดยไม่ได้รับอนุญาต และได้ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขายและแจกจ่ายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ดังกล่าวแก่ลูกค้าของจำเลย อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยรู้หรือควรรู้ว่าโปรแกรมดังกล่าวทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์โจทก์ และไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ ตามประมวลกฎหมายอาญา และขอให้จ่ายค่าปรับครึ่งหนึ่งแก่โจทก์
ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์และเป็นเจ้าของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งถือว่าเป็นงานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรมอันเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์
โจทก์เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนตามกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ และประเทศไทยเป็นภาคีร่วมอยู่ด้วย โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์จึงได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์
คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเนื่องจากได้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทนโดยชอบหรือไม่ ในประเด็นนี้จะไม่ขอกล่าวถึงในรายละเอียด แต่อยากให้รู้ไว้ว่าอำนาจฟ้องคดีสำคัญมากในการพิจารณาคดี ผู้ที่จะฟ้องคดีได้ต้องมีกฎหมายให้อำนาจไว้ ไม่เช่นนั้นศาลจะไม่รับพิจารณาคดีให้ คดีก็จะเป็นอันตกไป
และหากศาลสั่งจำหน่ายคดีแล้วจะนำคดีมาฟ้องใหม่ในมูลความผิดเดิมไม่ได้ เพราะจะกลายเป็นการฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
ส่วนในคดีนี้เป็นเรื่องการมอบอำนาจให้ตัวแทนในประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินการ และข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์มอบอำนาจให้ดำเนินการโดยชอบแล้ว โจทก์มีอำนาจฟ้องโดยชอบ

คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่
โจทก์มีนาย S (ชื่อสมมุติ) เป็นประจักษ์พยานในการซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยได้รับการว่าจ้างจากโจทก์ให้ทำการตรวจสอบว่าจำเลยได้ละเมิดลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์หรือไม่ พยานจึงติดต่อซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ของจำเลยดังเช่นลูกค้าทั่วไปที่สำนักงานสาขาของจำเลย
พยานได้พบจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นพนักงานขายของจำเลยที่ 1 ซึ่งเสนอขายเครื่องคอมพิวเตอร์ของจำเลยที่มีโปรแกรมของโจทก์ตามฟ้องติดตั้งอยู่ในเครื่องโดยไม่ได้รับอนุญาต และให้มารับเครื่องในวันถัดไปอีก 5 วัน ในวันนัดรับเครื่องจำเลยที่ 3 และช่างเทคนิคของจำเลยที่ 1 ได้แสดงการทำงานของเครื่องให้พยานดูจนเป็นที่พอใจ พยานจึงซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวมา และได้ทำรายงานพร้อมกับรวบรวมหลักฐานการซื้อขายและเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดส่งให้แก่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์
พยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่า ได้รับการติดต่อให้มาทำการตรวจสอบเครื่อง
คอมพิวเตอร์ดังกล่าวว่ามีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์โจทก์หรือไม่ จากการตรวจสอบพบว่ามีการติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ตามฟ้องไว้แล้วในเครื่อง โดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวนั้นได้มีการทำซ้ำขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์และมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรหัสประจำโปรแกรมของแต่ละโปรแกรมใหม่ และระหว่างทำการซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ นาย S ได้แอบทำการบันทำการสนทนาระหว่างนาย S กับจำเลยที่ 3 ไว้ด้วย
ทางนำสืบฟังได้ว่า โปรแกรมต่างๆของโจทก์ที่ถูกติดตั้งอยู่บน Hard Disk ของคอมพิวเตอร์นั้น ได้ถูกคัดลอกและทำสำเนามาจาก Hard Disk ของเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น นอกจากนั้นจากการตรวจสอบรหัสโปรแกรม (Serial Number) ของโปรแกรมโจทก์ที่ถูกติดตั้งอยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์พบว่าเลขรหัสที่ปรากฎเป็นเลขรหัสที่ถูกทำลายไปแล้ว ไม่ใช่เลขรหัสที่โจทก์กำหนดไว้ใช้กับโปรแกรมของโจทก์แต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์นั้นเป็นโปรแกรมที่ถูกทำซ้ำขึ้นมา โดยมีการแก้ไขเลขรหัสต่างๆ
และที่สำคัญคือ ไม่ปรากฎหลักฐานยืนยันความถูกต้องของโปรแกรมของโจทก์ดังกล่าว
ซึ่งพยานโจทก์เบิกความว่า โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ที่ถูกต้องนั้นต้องมีเอกสารประกอบยืนยันว่าเป็นของแท้ ซึ่งได้แก่ หนังสือรับรองว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นของแท้ (Certificate of Authenticity) หนังสือสัญญาข้อตกลงระหว่างโจทก์และผู้ใช้ (End-User License Agreement for Microsoft Software) ใบลงทะเบียนผลิตภัณฑ์ หนังสือคู่มือการใช้งาน และแผ่นซีดีรอม (CD -ROM) หรือแผ่นดิสค์เก็ต (Diskette) ที่บันทึกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จึงแสดงให้เห็นได้ว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทั้งหมดในเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นโปรแกรมที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์โจทก์
กรณีต้องวินิจฉัยประเด็นต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นนิติบุคคลและจำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้จัดการได้ร่วมกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความข้างต้นหรือไม่
ประเด็นนี้ความสำคัญอยู่ที่ข้อความที่ถอดออกมาจากเทปที่แอบบันทึกระหว่างนาย S กับพนักงานขายความว่า "So I, Atec can give you if you need but it have no license" แปลเป็นภาษาไทยว่า "เอเทค ให้คุณได้ถ้าคุณต้องการ แต่มันไม่มีใบอนุญาต" ข้อความนี้แสดงให้เห็นว่าการจำหน่ายเครื่องคอมพิวเตอร์โดยติดตั้งโปรแกรมที่ไม่ได้รับอนุญาตนั้น มิได้เป็นการกระทำเฉพาะจำเลยที่ 3 เท่านั้น พฤติการณ์น่าเชื่อว่าพนักงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระดับบริหารของบริษัทจำเลยที่ 1 ย่อมมีส่วนรู้เห็นกับการกระทำของจำเลยที่ 3 ด้วย
จากข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้มั่นคงโดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้อง ส่วนพยานของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ไม่มีน้ำหนักพอรับฟังหักล้างพยานโจทก์ได้
พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ อันเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดฐานทำซ้ำซึ่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์อันมีลิขสิทธิ์เพื่อการค้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 400,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 เป็นเวลา 1 ปี และปรับ 300,000 บาท
ความผิดฐานแจกจ่ายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 200,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 เป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน และปรับ 150,000 บาท รวมลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 600,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 เป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน และปรับ 450,000 บาท
เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมา
ก่อน เห็นควรให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา แต่ให้ขังได้ไม่เกิน 1 ปี และให้จ่ายค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์
จริงๆแล้วคำพิพากษายาวมากกว่านี้ ก็ยกมาเฉพาะประเด็นที่อยากนำเสนอเท่านั้น คือ ประเด็นเรื่องโทษของการละเมิดลิขสิทธิ์ว่ามีผลรุนแรงมากน้อยเพียงใด อยากให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยก็ให้ความสำคัญกับเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์เช่นกัน หากมีพยานหลักฐานเพียงพอต่อการพิสูจน์ความผิด ทั้งนี้ หากสนใจฎีกาเต็มอาจค้นหาได้ที่ http://www.cipitc.or.th หรือที่ http://www.thaijustice.com ขอขอบคุณเวบไซต์ทั้งสองแห่งมาพร้อมนี้ด้วยครับ
ที่เสนอไปเป็นคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ
กลาง ส่วนของศาลฎีกาในคดีเดียวกันนี้ (คดีนี้ได้มีการอุทธรณ์ไปยังศาลฎีกาเพื่อตัดสินชี้ขาด) มีคำพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์เนื่องจากเห็นว่า ความผิดเกิดขึ้นเนื่องจากการล่อซื้อของโจทก์ (นาย S ) เท่ากับโจทก์เป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดดังกล่าวขึ้น โจทก์ย่อมไม่อยู่ในฐานะผู้เสียหายโดยนิตินัยที่มีอำนาจฟ้องคดี พิพากษากลับ โดยให้ยกฟ้องโจทก์ ในส่วนนี้เป็นเรื่องที่ผู้ศึกษากฎหมายจะต้องทำความเข้าใจในเรื่องการล่อซื้อ ชาวไอทีทั้งหลายไม่ต้องกังวลครับ
 
 
 
 
จับรองผจก.โกงเงินธอส.กว่า400ล้านบ.
คมชัดลึก :รวบรองผจก.โกงเงินธอส.กว่า 400ล้านบ. สารภาพลงมือคนเดียว วางแผนโอนเงินจากบัญชีธนาคาร เข้าบัญชีเงินฝาก ทำเพราะต้องการเงินใช้หนี้พนันบอล ระบุ ทำครั้งแรกปี 2551 ต่อมาติดใจได้เงินง่าย แถมไม่มีใครตรวจสอบ จึงทำเรื่อยๆก่อนนำเงินซื้อบ้าน รถ ทรัพย์สินอื่นๆ
(1พ.ค.) ที่กองบังคับการปราบปราม พ.ต.อ.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ ผกก.1 บก.ป. เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน กก.1 บก.ป. และนายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ ร่วมแถลงผลจับกุม นายสมเกียรติ ปัญญาวรคุณเดช อายุ 33 ปี พนักงานธนาคารอาคารสงเคราะห์ ตำแหน่งรองผู้จัดการ สาขาเซ็นหลุยส์ 3 อยู่เลขที่ 538 ถ.ลาดพร้าว แขวงจนทร์เกษม เขตจตุจักร กทม. ผู้ต้องหาคดีลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง หรืออยู่ในความครอบครองของนายจ้าง พร้อมของกลางเงินสด 12 ล้าน รถยนต์บีเอ็มดับเบิ้ลยู ซีรี่ 5 สีบรอนซ์เงิน ทะเบียนป้ายแดง พ 3023 กทม.
พ.ต.อ.สุพิศาล เปิดเผยว่า การจับกุมดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 30 เมษายน ที่ผ่านมา นายขรรค์ ประสานงาน พล.ต.ต.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบก.ป.ให้ทำการสืบสวนและติดตามจับกุมนายสมเกียรติ เนื่องจากได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายการธนาคาร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ซึ่งรับผิดชอบเกี่ยวกับงานด้านเอทีเอ็ม สามารถตรวจพบข้อมูลผิดปกติรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีเงินฝาก ของนายสมเกียรติ โดยมีการโอนเงินเข้า-ออก ผ่านธนาคารบัญชีของนายสมเกียรติจำนวนหลายบัญชี มูลค่ากว่า 400ล้านบาท สร้างความเสียหายให้ธนาคารฯ
พ.ต.อ.สุพิศาล กล่าวว่า หลังจากธนาคารฯได้ตรวจสอบการโอนเงินของนายสมเกียรติอย่างละเอียดจนได้หลักฐานชัด ทางธนาคารฯ จึงได้มอบอำนาจให้ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย มาร้องทุกข์กล่าวโทษกับพนักงานสอบสวน บก.ป. ให้ดำเนินคดีกับนายสมเกียรติ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ป. สืบทราบว่านายสมเกียรติรู้ตัวและพยายามนำเงินที่กระทำความผิดหลบหนี มุ่งหน้าไปกัมพูชา แถบจ.ศรีสะเกษ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงติดตามไป กระทั่งสามารถจับกุมนายสมเกียรติได้บริเวณถนนสายนครราชสีมา-บุรีรัมย์ ขณะขี่รถยนต์บีเอ็มดับเบิ้ลยู ซีรี่ 5 ทะเบียนป้ายแดง พ 3023 กทม. จากการตรวจค้นพบเงินสด 12 ล้านบาทบรรจุในกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ จึงคุมตัวนายสมเกียรติพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี
จากการสอบสวนนายสมเกียรติ ให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้ลงมือลักเงินธนาคารอาคารสงเคราะห์จริง ด้วยวิธีการโอนเงินจากบัญชีพร้อมจ่ายดอกเบี้ยของธนาคาร เข้าบัญชีเงินฝากของตัวเอง ซึ่งมีอยู่หลายบัญชี หลายธนาคาร และทำเพียงคนเดียวไม่มีใครร่วมมือด้วย ไม่ได้ทำเป็นขบวนการแต่อย่างใด สาเหตุที่ลักโอนเงินของธนาคารเพราะตนต้องการนำเงินจำนวนมากไปใช้หนี้พนันฟุตบอล ซึ่งเล่นไว้ครั้งละหลายแสนบาท สะสมเป็นหนี้จำนวนมาก จึงตัดสินใจลักโอนเงินครั้งแรกเมื่อช่วงต้นปี 2551 จำนวนหลายแสนบาท เพื่อนำเงินมาใช้หนี้ เมื่อพบว่าการกระทำของตนได้เงินง่ายและไม่มีใครตรวจสอบหรือถูกจับได้จึงทำมาเรื่อยๆ โดยเงินที่ได้มาก็จะมาซื้อบ้าน รถ ซื้อทรัพย์สินต่างๆอีกมากมาย  กระทั่งมาถูกจับดังกล่าว
 “ผมคิดวางแผนไว้แล้วว่าจะเลิกทำ แล้วหนีไปอยู่ที่ไกลๆสักแห่ง และเมื่อธนาคารรู้เรื่องทั้งหมด ผมพยายามหลบหนีความผิด ผมยังไม่มีจุดมุ่งหมายว่าจะไปอยู่ที่ไหน จึงต้องเดินทางไปเรื่อยๆ แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตามจับได้เสียก่อน” นายสมเกียรติ กล่าว
ด้านนายขรรค์ กล่าวว่า ทางธนาคารเพิ่งรู้ว่านายสมเกียรติลักลอบโอนเงินจากบัญชีเงินดอกเบี้ยพร้อมจ่ายของธนาคารฯ ไปเข้าบัญชีตัวเอง เมื่อ3-4 วันก่อน และจากการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดพบว่านายสมเกียรติลักลับโอนเงินของธนาคารเข้าบัญชีเงินฝากตัวเองมาแล้วหลายครั้งเป็นเวลาปีกว่า ทางธนาคารต้องสูญเงินไปกว่า 400 ล้านบาท ซึ่งปกติแล้วนายสมเกียรติมีหน้าที่โอนเงินจากบัญชีดอกเบี้ยพร้อมจ่ายของธนาคารไปให้ลูกค้า แต่ต้องโอนไปยังบัญชีพักก่อน ค่อยโอนเข้าบัญชีลูกค้า
นายขรรค์ กล่าวอีกว่า สำหรับวิธีการลักโอนเงินของนายสมเกียรตินั้นจะโอนเงินหลังจากธนาคารปิดยอดบัญชี พนักงานเลิกงาน จากนั้นก็ทำการโอนเงินจากบัญชีดอกเบี้ยพร้อมจ่ายซึ่งมีเงินหมุนเวียนอยู่หลายพันล้าน ไปเข้าบัญชีเงินฝากตัวเอง ซึ่งนายสมเกียรติมีบัญชีเงินฝากกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ 6 บัญชี และมีบัญชีเงินฝากของธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารธนชาติ และธนาคารอื่นๆอีกรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 10 บัญชี
“นายสมเกียรติโอนเงินจากบัญชีดอกเบี้ยพร้อมจ่ายของธนาคารเข้าบัญชีตัวเอง หลังปิดยอดบัญชีทุกวัน จึงทำให้ไม่มีใครสงสัย ส่วนเงินในบัญชีดอกเบี้ยพร้อมจ่าย ที่เป็นเงินที่จะโอนให้กับลูกค้าถูกนายสมเกียรติลักไปครั้งละหลายล้านถือว่าเป็นเรื่องปกติที่บัญชีเงินหมุนเวียนจำนวนมากหลายพันล้านหายไป3-4ล้าน เพราะมีเงินหมุนเวียนโอนให้ลูกค้าตลอด จึงทำให้เราเพิ่งรู้ และรู้จากความผิดปกติการโอนเงินด้วยเอทีเอ็มของนายสมเกียรติจากบัญชีที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เข้าบัญชีที่ธนาคารกสิกรไทย สาขามาบุญครอง วันละ 30 รายการ รายการละ 3 หมื่นบาท เพราะการโอนเงินด้วยเอทีเอ็มทำรายการได้ครั้งละไม่เกิน 3 หมื่นบาท นั่นหมายถึงนายสมเกียรติลักเงินของธนาคารอาคารสงเคราะห์วันละ 9 แสนบาท เป็นเวลาปีกว่า” กรรมการผู้จัดการ ธอส. กล่าว
 กรรมการผู้จัดการธอส. กล่าวกล่าวว่า ต้องขอขอบคุณที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับนายสมเกียรติได้รวดเร็ว ต่อจากนี้ก็จะประสานไปยังผู้บริหารระดับสูงของธนาคารต่างๆที่นายสมเกียรติมีบัญชีอยู่ เพื่อให้อายัดทรัพย์ไว้ทั้งหมด รวมถึงทรัพย์สินทุกอย่างของนายสมเกียรติ ก็จะถูกทางธนาคารฯอายัดเอาไว้
 ทั้งนี้นายสมเกียรติได้นำเงินสดที่ลักโอนมาไปซื้อบ้านหรูในโครงการ เดอะแลนด์มาร์ค เรสซิเด้น ทาวน์โฮม ระดับไฮเอ็น มูลค่าพร้อมตกแต่ง 31 ล้านบาท จากนั้นซื้อรถยนต์บีเอ็มดับเบิ้ลยู ซี่รี่ 3 และ ซีรี่ 5 อย่างละคัน มูลค่าเกือบ 10 ล้านบาท และยังมีแคชเชียร์เช็คผ่านบัญชีมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท และซื้อเครื่องประดับ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ นับ 10 ล้านบาท
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังสอบปากคำนายสมเกียรติ เจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายสมเกียรติไปค้นบ้านหรูที่ซื้อไว้ในโครงการ เดอะแลนด์มาร์ค เรสซิเด้น ทาวน์โฮม ระดับไฮเอ็น เพื่อหาของกลางเพิ่มเติม เมื่อไปถึงพบว่าเป็นทาวน์โฮมทรงยุโรป สูง3 ชั้น ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์อย่างหรูทุกชั้น พร้อมชุดเครื่องเสียงแบบโฮมเทียเตอร์ครบเซ็ท 3 ชุด รวมราคาเกือบ 1 ล้าน ส่วนทรัพย์สินที่เป็น สร้อย แหวน นาฬิกายี่ห้อดังจำนวนไม่อยู่แล้ว พบเพียงกล่องบรรจุ เจ้าหน้าที่คาดว่านายสมเกียรติน่าจะให้แฟนสาวเก็บไปก่อนหน้านี้
 
บช.ก.-ตร.จีนจับแก๊งแสบ!โกง‘เอทีเอ็ม’กว่าร้อยล้าน
ตำรวจสอบสวนกลาง สนธิกำลังรวบแก๊งไต้หวันโทรศัพท์ลวงต้มเหยื่อชาวจีนให้โอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม แล้วนำบัตรมากดเงินที่เมืองไทย มูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท ชุดสืบสวนจับกุมสะกดรอยรวบได้ยกแก๊งรวม 8 คน ยึดของกลางบัตรกดเงินสดธนาคารต่างๆ กว่า 600 ใบ

รวบแก๊งมังกรจีนข้ามชาติรายนี้เปิดเผยเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 24 เม.ย. พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู ผบช.ก. พล.ต.ต.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ผบก.บก.ทท. พล.ต.ต.สุรพล หอมชื่นชม ผบก.ปอท. พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ ผบก.ปอศ. ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมแก๊งฉ้อโกงบัตรเอทีเอ็มข้ามชาติรายใหญ่ ได้ผู้ต้องหา 8 คน ประกอบด้วย นายเชน ชี ตัง อายุ 28 ปี
, นายจัง ฉิง อี่ อายุ 28 ปี, นายไช่ คุณ เสีย อายุ 25 ปี, นายหลุน จง เจีย อายุ 25 ปี, นายเหยิน จ้าว ซื่อ อายุ 28 ปี และนายเหลียง เหวิน จิ้ง อายุ 28 ปี ผู้ต้องหาทั้ง 6 คน เป็นชาวไต้หวัน นอกจากนี้ยังจับกุมนายทะนงศักดิ์ ใจงามสกุล อายุ 35 ปี และนายเฉิน ลู่ อายุ 32 ปี ชาวจีน พร้อมของกลางบัตรกดเงินสดของธนาคารต่างๆจำนวน 659 ใบ กล่องแปลงสัญญาณเสียงจำนวน 2 กล่อง คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กจำนวน 4 เครื่อง ตัวแปลงสัญญาณไฟฟ้าจำนวน 2 เครื่อง และเครื่องต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตจำนวน 2 เครื่อง

พล.ต.ท.ไถงกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสาธารณรัฐประชาชนจีนประสานงานว่า มีผู้เสียหายชาวจีนจำนวนมากถูกหลอกลวงทางโทรศัพท์ให้โอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม และมีการนำบัตรเอทีเอ็มของประเทศจีนเข้ามากดเงินที่ตู้เอทีเอ็มในเมืองไทย สร้างความเสียหายประมาณ 100 ล้านบาท เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงประสานงานกับเจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อขอรายการใช้บัตรเอทีเอ็มของจีนดังกล่าวมาวิเคราะห์จุดเฝ้าระวัง พบว่าคนร้ายใช้วิธีกระจายกำลังกันกดเงินจากตู้เอทีเอ็มของเหยื่อหลายแห่ง ทั้งที่บริเวณประตูน้ำ แยกห้วยขวาง และโรงพยาบาลพระนั่งเกล้าฯ จนกระทั่งเมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 23 เม.ย. เจ้าหน้าตำรวจจับกุมนายเชน ชี ตัง เดินออกมาจากโรงแรมรัชดาซิตี้ ย่านห้วยขวาง จึงแสดงตัวขอตรวจ ค้นพบของกลางบัตรเอทีเอ็มอยู่ในกระเป๋า ก่อนตามไปจับกุมนายจัง ฉิง อี่ ได้ที่ห้อง 307 โรงแรมรัชดาซิตี้ จากนั้นทำการขยายผลจับกุมนายไช่ คุณ เสีย ขณะยืนกดเงินอยู่ที่ตู้เอทีเอ็มของธนาคารกสิกรไทย ที่บริเวณศูนย์การค้าอินทราประตูน้ำ ส่วนนายหลุน จง เจีย และนายเหยิน จ้าว ซื่อ ถูกจับกุมได้ขณะกดเงินอยู่บริเวณหน้าโรงพยาบาลพระนั่งเกล้าฯ ก่อนรับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ธนาคารว่าพบบุคคลต้องสงสัยกำลังกดเงินอยู่ที่บริเวณ ซอยรัชดาภิเษก 13 และ 14 จนสามารถจับกุมนายเหลียง เหวิน จิ้ง และนายทะนงศักดิ์ไว้ได้

จากการสอบสวนนายทะนงศักดิ์รับสารภาพว่าได้บัตรเอทีเอ็มทั้งหมดจากเพื่อนชาวไต้หวัน พักอยู่ที่ห้องเลขที่ 702 วีไอพีเพลส ซอยรัชดาภิเษก 14 เจ้าหน้าที่จึงนำกำลังเข้าไปตรวจจับกุมนายเฉิน ลู่ พร้อมของกลางคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กอุปกรณ์  เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์บัตรเอทีเอ็มจำนวนมาก นายเฉิน ลู่ อ้างว่าได้รับการว่าจ้างจากนายทุนชาวไต้หวันให้ตรวจสอบบัตรเอทีเอ็มว่ามีเงินโอนเข้ามาหรือไม่ ถ้ามีเงินเข้ามาจะนำบัตรเอทีเอ็มไปมอบให้กับเพื่อนชาวไต้หวันที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันไปกดตามตู้เอทีเอ็มต่างๆ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหากับผู้ต้องหาทั้ง 8 คน ร่วมกันใช้และมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นหรือประชาชน ซึ่งเป็นบัตรที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิ์ใช้เพื่อประโยชน์ในการชำระสินค้าค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระเงินสดหรือใช้เบิกถอนเงินสด ก่อนจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งแก๊งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ตำรวจไทย-จีนทลายแก๊งโกงเงินผ่านระบบVOIPสูญ100ล้าน
     พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง แถลงการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาชาวไทย 42 คน หลังประสานทางการจีนขอตัวกลับมาดำเนินคดีที่ประเทศไทย ซึ่งบางส่วนถูกหลอกให้ร่วมกับขบวนการฉ้อโกงเงินโดยใช้ระบบโทรศัพท์วอยส์ โอเวอร์อินเทอร์เน็ต โพลโทคอล หรือเกรทเวย์ ข้ามประเทศ ที่มีฐานปฏิบัติการ ณ มณฑลกวางตุ้ง สาธารณประชาชนจีน ในการฉ้อโกงเงินจากบัญชีธนาคารที่ทำบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเครดิต โดยใช้ระบบดังกล่าวเชื่อมไปหาเหยื่อในรายที่ถือบัตรเครดิต

     โดยหลอกเหยื่อ ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย ให้แจ้งว่าเหยื่อติดหนี้บัตรเครดิต เมื่อเหยื่อยืนยันการชำระโดยไม่มียอดเงินติดค้าง แก๊งดังกล่าวก็จะหลอกขอข้อมูลส่วนตัวเพื่อดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลให้ ส่วนในรายที่ไม่มีบัตรเครดิต ก็จะหลอกว่าเหยื่อถูกขโมยข้อมูลจากสมุดบัญชีเงินฝากหรือเอทีเอ็ม แล้วหลอกว่าข้อมูลในสมุดบัญชีเงินฝากหรือบัตรเอทีเอ็มถูกดูด จากนั้นจะหลอกล่อให้เหยื่อไปที่ตู้เอทีเอ็มแล้วให้เหยื่อกดรายการต่าง ๆ ตามคำแนะนำ ซึ่งส่วนใหญ่จะให้ใช้โปรแกรมภาษาอังกฤษ หรือภาษาอื่น ๆ ขณะทำรายการตามคำแนะนำ จากนั้นคนร้ายจะเข้าไปเจาะในฐานข้อมูลเหยื่อทางคอมพิวเตอร์ระบบดังกล่าวเพื่อดึงเงินจากบัญชี โดยเหยื่อไม่รู้ตัว เมื่อได้เงินแล้ว คนร้ายที่โทรมาหาเหยื่อจะแจ้งทันทีว่าได้แก้ไขฐานข้อมูลให้กลับมาปกติแล้ว

     เบื้องต้นรับสารภาพ ว่า ทำมาแล้ว 8 ปี มีผู้เสียหายในประเทศภูมิภาคอาเซียน เช่นประเทศไทยและมาเลเซีย ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเช่น จีนและไต้หวัน ซึ่งทางการไทยและจีนใช้เวลาสืบสวนแกะรอยแก๊งนี้นานเกือบ 1 ปีจึงสามารถจับกุมตัวได้ที่อาคารโย่วหยีต้าซ่า เมืองซัวเถา ประเทศจีน ซึ่งแก๊งดังกล่าวมีทั้งชาวจีน ไต้หวัน มาเลเซีย จำนวนมากร่วมขบวนการ ซึ่งทั้งหมดจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายจีน ส่วนมูลค่าความเสียหายรวมแล้วกว่า 100 ล้านบาท มีผู้เสียหายกว่า 100 ราย และเข้าแจ้งความแล้ว 40 ราย

     ด้าน พล.ต.ต.ปัญญา มาเม่น รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กล่าวว่า มีขบวนการในลักษณะเดียวกันนี้ใช้เบอร์โทรศัพท์จากประเทศจีนคือ +85 โทร.เข้ามาหาผู้มีเงินรายได้ที่ต้องเสียภาษีสรรพากรว่าเป็นผู้ที่ได้รับเงินคืน และหลอกล่อในลักษณะเดียวกันโดยล่าสุด สามารถจับนายอาเช็ค และนายอาซิม หัวหน้าขบวนการได้แล้วและอยู่ระหว่างการดำเนินคดีที่จีน ส่วน นายหม่า เหวยตง หัวหน้าเครือข่ายที่ใช้ไทยเป็นฐานดำเนินการได้หลบหนีไปจีนแล้ว
http://news.thaiza.com/detail_142798.html

แฟนคลับ [2]
Add เป็นแฟนคลับ Blog นี้

แจ้ง Blog ไม่เหมาะสม



  • C o m m e n t
  • 1

    1 บอกว่า :
    http://www.thaibar.thaigov.net/
    27 ก.ย. 53 / 22:54

    2 บอกว่า :
    ตร.กระบี่จับอีกแก๊งเงินกู้นอกระบบ เก็บดอกเบี้ยโหด ร้อยละ 60 ได้ผู้ต้องหา 11 ราย ยอดเงินหมุนเวียนนับล้าน
    โพสเมื่อ 18/12/52 16:28,อ่าน 667 ครั้ง,(0) ความคิดเห็น





    เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 16 ธ.ค.52 พ.ต.ท. สมบัติ แสวงสุข รอง ผกก. กลุ่มงานสืบสวน ภ.จว.กระบี่ เปิดเผยว่า เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา ทางกลุ่มงานสืบสวน ภ.จว.กระบี่ ได้รับการร้องเรียนจากแม่ค้าตลาดสดเขตเทศบาลเมืองกระบี่ ว่ามีแก็งทวงนี้มาเก็บหนี้โหด พร้อมข่มขู่หากไม่จ่ายเงินให้ จึงเข้าตรวจสอบ โดยมีชุดสืบสวนประกอบด้วย พ.ต.ท.ทศพร สมบัติทอง สว.กก.ภ.จว.กระบี่ ร.ต.อ.เรืองวิทย์ ช่วยเอี่ยม รอง สว.กก.สส.ภ.จว.กระบี่ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่ง เข้าตรวจสอบ



    สามารถจับกุมนายธนิก ถนอมวงษ์ อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 21 ซ.ชนะอุทิศ 11 ถ.ชนะอุทิศ ต.วัดใหม่ อ.เมือง จ.จันทบุรี นายเฉลิม แก้วกลั่น อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 78 ม.8 ต.คลองหาด อ.คลองหาด จ.สระแก้ว และนายอภิสิทธิ์ หวานเสนาะ อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 16 ม.5 ต.ขโมง อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ขณะกำลังเก็บดอกเบี้ยรายวันแก่กลุ่มพ่อค้าแม่ค้า พร้อมของกลาง เงินสดจำนวน 3,600 บาท และสมุดรายชื่อลูกค้า



    จากนั้นได้เข้าทำการตรวจค้นบ้านเลขที่ 18/54 ซ.5 หมู่บ้านพูลศิริ ต.กระบี่ใหญ่ อ.เมือง จ.กระบี่ พบผู้ต้องหาอีก 8 คน ตรวจค้นภายในบ้านพบ หนังสือสัญญาเงินกู้ สำเนาบัตรบัตรประชาชน สัญญาเงินกู้ รายชื่อลูกค้าฯเป็นจำนวนมาก ยึดไว้เป็นหลักฐาน ประกอบด้วย หนังสือสัญญาเงินกู้ จำนวน 167 ชุด นามบัตร จำนวน 669 ใบ เงินสดจำนวน 3,600 บาท โทรศัพท์มือถือ จำนวน 5 เครื่อง สำเนาบัตรประชาชนลูกค้าจำนวน 99 ใบ สำเนาทะเบียนบ้านลูกค้า จำนวน 13 ใบ สัญญากู้เงินจำนวน 1 เล่ม สมุดรายชื่อลูกหนี้จำนวน 11 เล่ม สมุดธนาคาร 1 เล่ม จึงยึดไว้เป็นหลักฐาน นำตัวมาสอบสวน ที่ สภ.เมืองกระบี่



    รวมผู้ต้องหา จำนวน 11 คน ประกอบด้วยนายธนิก ถนอมวงษ์ อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 21 ซ.ชนะอุทิศ 11 ถ.ชนะอุทิศ ต.วัดใหม่ อ.เมือง จ.จันทบุรี นายเฉลิม แก้วกลั่น อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 78 ม.8 ต.คลองหาด อ.คลองหาด จ.สระแก้ว นายอภิสิทธิ์ หวานเสนาะ อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 16 ม.5 ต.ขโมง อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี นายกกฤษฎา แกล้วกลั่น อายุ 19 ปี อยู่บ้านเลขที่ 36 ม.10 ต.ผ่านศึก อ.อรัญ จ.สระแก้ว นายอนุชา หวานเสนาะ อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 16 ม. 5 ต.ขโมง อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี นายพงศกร สะโนว์ อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 384 ม.6 ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี นางสาวพรรัตน์ หมวกพลอย อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 303/20 ถ.ท่าแลบ ต.ตลาด อ.เมือง จ.จันทบุรี นายธนสมบัติ อารีรัตน์ อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 17 ม.7 ต.ห้วยยอด อ.เขาชะเมา จ.ระยอง นายอมร ชมศรี อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 4/2 ม.4 ต.อ่างศีรี อ.มะขาม จ.จันทบุรี และนายณัชย์สิภูมิ นาคช้อย อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 4/1 ม.4 ต.อ่างศีรี อ.มะขาม จ.จันทบุรี



    จากการสอบสวนทราบว่าแก๊งทวงหนี้เงินกู้นอกระบบกลุ่มนี้ ได้ปล่อยเงินกู้ให้กับพ่อค้าแม่ค้าภายในเขตเทศบาลเมืองกระบี่และในเขตอำเภอเมืองกระบี่ โดยเก็บดอกเบี้ยโหด ร้อยละ 60 ต่อเดือน ซึ่งมีนายทุนใหญ่อยู่กรุงเทพมหานคร และจากการตรวจสอบในสมุดชีของธนาคารพบว่ามีเงินหมุนเวียนมากกว่า 1 ล้านบาท ทางเจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหาปล่อยเงินกู้เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองกระบี่ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
    29 ก.ย. 53 / 23:08

    3 บอกว่า :
    ตร.ศรีราชากวาดจับแก๊งเงินกู้นอกระบบ

    ชลบุรี 25 พ.ย. - ตำรวจออกกวาดล้างแก๊งเงินกู้นอกระบบในพื้นที่ จ.ชลบุรี ได้ผู้ต้องหาเป็นคนเก็บเงิน 4 คน อ้างเป็นเงินของตนเอง ไม่ให้สาวถึงนายทุนเงินกู้
    ตำรวจภูธรศรีราชา แถลงผลกวาดล้างจับกุมแก๊งเงินกู้นอกระบบในพื้นที่ ได้ผู้ต้องหา 4 คน คือ นายมานพ เหมเวช นายณรงค์เดช เสือโต นายชาตรี โชคชัย และนายสุรพล แสนร้าน พร้อมของกลางเงินสดและบัญชีรายชื่อลูกค้าเงินกู้ โดยก่อนหน้านี้ตำรวจได้รับการร้องทุกข์จากบรรดาพ่อค้าแม่ค้าหลายรายในพื้นที่ว่า ถูกแก๊งเงินกู้นอกระบบข่มขู่ทำร้าย หลังรับแจ้งจึงเดินทางไปดักจับกุม ขณะเดินทางมาเก็บเงินลูกค้าเงินกู้ เมื่อมาถึงตำรวจแสดงตัวเข้าจับกุม

    เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งหมดอ้างว่า เงินที่ปล่อยให้กู้นั้นเป็นของทั้ง 4 คน ไม่ได้เป็นลูกน้องนายทุนเงินกู้ แต่ตำรวจไม่ปักใจเชื่อ เตรียมสอบสวนขยายผลติดตามนายทุนเงินกู้รายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป. - สำนักข่าวไทยอัพเดตเมื่อ 2009-11-25 02:25:05
    29 ก.ย. 53 / 23:09

    4 บอกว่า :
    http://learners.in.th/blog/pvil/83423
    ธงคำตอบเรื่องกฎหมายขัดกัน การนำธงคำตอบมาเปิดเผยในกระทู้นี้เป็นสิทธิโดยชอบของผู้สร้างสรรงาน จึงไม่มีความผิดตามกฎหมายลิขสิทธิ์ นางอีย่าเกิดที่ประเทศรัสเซีย มีบิดาชื่อว่านายการ์ลอสคนสัญชาติสเปน และมารดาชื่อนางอิซาแบลคนสัญชาติฝรั่งเศส นางอีย่าไม่ได้รับสัญชาติรัสเซีย เพราะกฎหมายรัสเซียซึ่งใช้บังคับในขณะที่นางเกิดนั้น ไม่ให้สัญชาติรัสเซียแก่คนที่เกิดในประเทศรัสเซียจากบิดามารดาต่างด้าว อีกทั้งกฎหมายว่าด้วยเรื่องสัญชาติของประเทศรัสเซียที่บังคับใช้ในภายหลังก็มิได้กำหนดให้นางอีย่าได้สัญชาติโดยผลของกฎหมายรัสเซียแต่ประการใด ดังนั้นนางอีย่าได้สัญชาติโดยการเกิดเพียง 2 สัญชาติคือสัญชาติสเปนและสัญชาติฝรั่งเศสตามบิดาและมารดา ต่อมานางอีย่าได้แต่งงานกับนายจอห์นนักธุรกิจหนุ่มใหญ่สัญชาติออสเตรเลีย และได้ขอแปลงชาติเป็นคนสัญชาติออสเตรเลียตามสามี ไม่ปรากฏว่านางอีย่าเสียสัญชาติตามกฎหมายสเปนหรือกฎหมายฝรั่งเศสแต่อย่างใด



    ชีวิตคู่ของนายจอห์นและนางอีย่าไม่ใคร่จะมีความสุขเท่าใดนัก ทั้งสองคนมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันและต่างคนต่างไม่ยอมลดราให้แก่กันเลย นายจอห์นและนางอีย่าได้ทะเลาะกันอย่างรุนแรง ในที่สุดทั้งสองคนได้หย่าขาดจากกันโดยจดทะเบียนการหย่าถูกต้องตามกฎหมายออสเตรเลียทุกประการ



    นางอีย่าต้องการจะขายแหวนเพชรที่นายจอห์นอดีตสามีเคยมอบไว้ให้เป็นของหมั้น เพื่อจะได้ลืมประสบการณ์คู่อันเลวร้าย นางได้เสนอขายแหวนหมั้นในราคา 200,000 บาท (คิดเป็นเงินไทย) ให้แก่เพื่อนบ้านหลายคน แต่ก็ไม่มีใครซื้อเพราะเห็นว่าเป็นของมือสองและราคาแพงเกินกว่าเหตุ คงจะมีเพียงนางอีวาคนสัญชาติออสเตรเลียเพื่อนบ้านคนหนึ่งของนางอีย่าที่ดูเหมือนจะสนใจซื้อแหววมากกว่าคนอื่น แต่นางอีวาก็ยังมิได้ตกลงซื้อแหวนวงนี้




    ต่อมา นางอีย่าเดินทางไปประเทศฝรั่งเศสเพื่อย้ายไปอาศัยอยู่กับมารดาของตน นางอีวาเพิ่งตัดสินใจได้ว่าอยากจะซื้อแหวนจากนางอีย่า นางอีวาจึงติดต่อหานางอีย่าทันทีทางโทรศัพท์ ขณะนั้นนางอีย่าอาศัยอยู่กับมารดาที่ประเทศฝรั่งเศสแล้ว นางอีวาได้ตกลงซื้อแหวนในราคา 200,000 บาท จากนางอีย่าโดยไม่มีการเกี่ยงเรื่องราคาแต่อย่างใด นางอีวาได้ชำระเงินและนางอีย่าได้ส่งมอบแหวนเป็นที่เรียบร้อย




    ปรากฏว่าต่อมานางอีวาพบว่าแหวนที่ซื้อมาเป็นแหวนเพชรปลอมซึ่งแท้จริงมีราคาเพียง 200 บาท เท่านั้น อนึ่ง ถ้าหากนางอีวารู้ตั้งแต่ต้น ก็จะไม่มีทางซื้อแหวนวงนี้เป็นอันขาด นางอีวารู้สึกโกรธมาก จึงต้องการที่จะบอกเลิกสัญญาซื้อขายที่ทำไว้อย่างด่วนที่สุด ต่อมาทั้งสองคนได้บังเอิญเดินทางมาพบกันที่ประเทศไทยนางอีวาเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะเรียกร้องสิทธิจากนางอีย่า เพราะแอบสืบทราบมาว่านางอีย่ามีที่ดินอยู่หนึ่งแปลงที่ประเทศไทยมูลค่าเพียงพอที่จะใช้คืนราคาค่าแหวนและค่าเสียหายได้ นางอีวาจึงฟ้องร้องเป็นคดีต่อศาลซึ่งมีเขตอำนาจและศาลได้รับฟ้องไว้แล้ว ถามว่า





    คำตอบ



    ศาลจะพิจารณาคดีนี้ในประเด็นเรื่องสิทธิในการบอกเลิกสัญญาซื้อขายของนางอีวา ศาลจะต้องใช้กฎหมายของประเทศใดในการพิจารณา? เพราะเหตุใด? ขอให้นักศึกษาอธิบายโดยใช้ความรู้ในวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลที่ได้เรียนมา



    ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล สัญญาซื้อขายแหวนเพชรระหว่างนางอีวาและนางอีย่านั้นมีลักษณะระหว่างประเทศ เพราะมีจุดเกาะเกี่ยวกับรัฐหลายรัฐด้วยกัน กล่าวคือ


    1.ประเทศออสเตรเลียอันเป็นประเทศเจ้าของสัญชาติของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย

    2.ประเทศสเปนอันเป็นประเทศเจ้าของสัญชาติของนางอีย่าผู้ขาย

    3.ประเทศฝรั่งเศสอันเป็นประเทศเจ้าของสัญชาติของนางอีย่าผู้ขายและยังเป็นประเทศที่สัญญาซื้อขายได้เกิดขึ้นอีกด้วย

    4.ประเทศไทยอันเป็นประเทศที่มีการกล่าวอ้างนิติสัมพันธ์




    เมื่อนิติสัมพันธ์ในเรื่องนี้เป็นนิติสันพันธ์ตามกฎหมายเอกชนที่มีลักษณะระหว่างประเทศ การตอบปัญหาในเรื่องของสิทธิในการบอกเลิกสัญญาของนางอีวานั้น จึงต้องพิจารณาจากกฎหมายขัดกันของประเทศที่มีการกล่าวอ้างนิติสัมพันธ์ ทั้งนี้จะต้องไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเข้ากรณียกเว้นจากการปรับใช้ของกฎหมายขัดกันอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ 1.ไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายแพ่งสาระบัญญัติพิเศษในเรื่องนี้2.ไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายอันพึงบังคับใช้ทันที3.ไม่ปรากฏว่ามีสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่กำหนดผลในเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ4.โจทย์ได้กล่าวอ้างลักษณะระหว่างประเทศของข้อเท็จจริงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว






    ดังนั้นปัญหาในเรื่องนี้ จึงสามารถนำพระราชบัญญัติกฎหมายขัดกัน พ.ศ.2481 ของประเทศไทยอันเป็นประเทศที่มีการกล่าวอ้างนิติสัมพันธ์มาปรับใช้กับข้อเท็จจริงได้ เมื่อให้ลักษณะทางกฎหมายแก่ข้อเท็จจริงแล้ว พบว่าเป็นเรื่องการบอกเลิกสัญญาซื้อขาย ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับของ ม.13 อันเป็นบทบัญญัติในเรื่องหนี้




    สิ่งที่ต้องพิจารณาในประการแรกก็คือสัญญาซื้อขายได้เกิดขึ้น ณ ที่ใด ซึ่งม.13 ว.2 ได้กำหนดไว้ว่าหากสัญญาได้ทำขึ้นระหว่างบุคคลซึ่งอยู่ห่างกันโดยระยะทางถิ่นที่ถือว่าสัญญาเกิดก็คือถิ่นที่คำบอกกล่าวสนองไปถึงผู้เสนอในที่นี้ก็คือประเทศฝรั่งเศส เพราะเป็นประเทศที่นางอีย่าผู้ทำคำเสนออยู่อาศัยในขณะที่นางอีวาได้ทำคำสนองตอบรับมาถึงทางโทรศัพท์





    การจะพิจารณาเพื่อหาคำตอบนั้น จำเป็นจะต้องดูสัญชาติของคู่สัญญาด้วย เพราะในกรณีที่คู่สัญญามีสัญชาติเดียวกันแล้ว กฎหมายที่จะใช้บังคับก็ได้แก่กฎหมายแห่งสัญชาติร่วมกันของคู่สัญญา




    กรณีนี้ไม่เกิดปัญหาเรื่องการขัดกันของสัญชาติ เพราะแม้อีย่าจะถือหลายสัญชาติ แต่ทั้งอีวาและอีย่าก็มีสัญชาติร่วมกัน นั่นก็คือสัญชาติออสเตรเลีย เมื่อทั้งสองคนมีสัญชาติเดียวกันแล้ว พระราชบัญญัติกฎหมายขัดกันจึงได้ย้อนส่งให้ไปใช้กฎหมายสัญชาติอันร่วมกันของคู่สัญญา นั่นก็คือกฎหมายขัดกันของประเทศออสเตรเลีย ประเทศออสเตรเลียใช้กฎหมายในตระกูลคอมมอนลอว์ซึ่งกำหนดให้ปัญหาเรื่องหนี้ตกอยู่ภายใต้กฎหมายแห่งถิ่นที่หนี้เกิด จึงเห็นได้ว่ากฎหมายขัดกันของประเทศออสเตรเลียได้ย้อนส่งต่อไปยังกฎหมายของประเทศฝรั่งเศสซึ่งเป็นถิ่นที่หนี้เกิดตามที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อพิจารณากฎหมายฝรั่งเศสแล้วจะเห็นได้ว่ากฎหมายขัดกันฝรั่งเศสก็มีลักษณะเดียวกันกับกฎหมายขัดกันของประเทศออสเตรเลีย กล่าวคือให้กรณีปัญหาตกอยู่ภายใต้กฎหมายขัดกันของประเทศที่หนี้ได้เกิดขึ้น ดังนั้นเมื่อกฎหมายขัดกันฝรั่งเศสมิได้ย้อนส่งต่อไป ข้อเท็จจริงนี้จึงตกอยู่ภายใต้กฎหมายสารบัญญัติของประเทศฝรั่งเศส




    จากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น ศาลย่อมจะต้องนำหลักเกณฑ์ในเรื่องการบอกเลิกสัญญาตามกฎหมายสารบัญญัติฝรั่งเศสมาปรับใช้แก่คดี อย่างไรก็ตามการกล่าวอ้างถึงกฎหมายของประเทศฝรั่งเศสนั้นเป็นปัญหาในทางข้อเท็จจริง ซึ่งคู่ความมีหน้าที่จะต้องนำสืบ ศาลไม่อาจหยิบมากล่าวได้เองเพราะไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมาย หากคู่ความนำสืบแล้วไม่เป็นที่พอใจแก่ศาล ศาลย่อมนำกฎหมายไทยมาปรับใช้แก่คดีได้ ตามม.8 แห่งพระราชบัญญัตินี้
    29 ก.ย. 53 / 23:11

    5 บอกว่า :
    http://www.youtube.com/watch?v=jHiySIs_A7w&feature=related

    100816 Sin Singular @ 915 H o t w a v e 4/9
    1 พ.ย. 53 / 10:21

    6 บอกว่า :
    http://www.youtube.com/watch?v=SV0bv-YHZ-c&feature=related

    http://www.youtube.com/watch?v=SV0bv-YHZ-c&feature=related

    สัมภาษณ์ Singular Interview Singular
    1 พ.ย. 53 / 10:55

    7 บอกว่า :
    http://www.youtube.com/watch?v=zya8fXxrR8Y&feature=related

    061010 Singular_Ch V 01

    http://www.youtube.com/watch?v=GzbDNVGhA-k&feature=related

    Singular at iC Chanthaburi2.flv
    2 พ.ย. 53 / 14:32

    8 บอกว่า :
    250910 Singular งาน TK Park_talk 1

    http://www.youtube.com/watch?v=dtl6OexW4vk&feature=related

    [Fanmade] Singular after stage @ BACC

    http://www.youtube.com/watch?v=DTmZL-BFPnY&feature=related
    2 พ.ย. 53 / 14:36

    9 บอกว่า :
    061010 Singular_Ch V 03.

    http://www.youtube.com/watch?v=tNJFc0xgoI0&feature=related

    เบา เบา - Singular Live in Home On Air Udon Thani

    http://www.youtube.com/watch?v=LA5J5Kl7Lvo

    singular

    http://www.youtube.com/watch?v=LTmG9ufx30w&feature=related
    2 พ.ย. 53 / 14:55

    10 บอกว่า :
    250910 Singular งาน TK Park_talk 1

    http://www.youtube.com/watch?v=dtl6OexW4vk&feature=related
    2 พ.ย. 53 / 15:55

    11 บอกว่า :
    100915 singular @ hot

    http://www.youtube.com/watch?v=aL2vbUzY1vY&feature=related
    2 พ.ย. 53 / 18:16

    12 บอกว่า :
    http://www.techxcite.com/forum/viewtopic.php?f=37&t=8828
    5 พ.ย. 53 / 16:16

    1

    ตอนก่อนหน้า ตอนถัดไป

      C O M M E N T   B o X

    อยากบอกว่า :

    ลงชื่อ
    พิมพ์ตัวเลข

    My Blog
    159
    Comments
    109
    Fanclub
    2


        Blog ที่ผ่านมา


    ดู Blog ทั้งหมด


        Favorite Blog
    เก็บรายชื่อ Blog ที่เราชอบมากๆ

    ยังไม่มี Favorite Blog