กว่าจะมาเป็น Fallzero Fantasy ... - แนะนำตัว :
สวัสดีครับ พี่ชื่อเทลเมคเกอร์ ชื่อจริงกฤษณพงษ์ เรียกสั้นๆว่า พี่เอก ก็ได้นะครับ เป็นชาวเชียงใหม่แต่กำเนิด อายุ25ปี(เอง) พึ่งรับปริญญาปีที่แล้ว ยังโสด ไม่กินเหล้า แล้วก็ไม่ชอบกลิ่นบุหรี่ครับ(ฮา เรื่องจริงนะ แต่ไหงเหมือนตอบคอลัมน์ลุงหนวดเลยเรา)
- ปัจจุบันนี้ทำงานประจำอะไร :
ตอนนี้รับงานเป็นครูอัตราจ้างสอนเด็กดอยเพื่อทำตามความฝันที่เคยตั้งไว้ในวัยเด็กครับ ความจริงอยากเป็นครูอาสาด้วยซ้ำ เอาแบบต้องเดินแบกเป้ข้ามห้วยข้ามเขาเป็นลูกๆ ไปสอนยิ่งชอบแต่ที่บ้านห้ามไว้ ผมอยากจะทำอะไรลุยๆ เพื่อคนที่ไม่มีโอกาสได้เรียนดู ซึ่งตอนนี้ผมรู้สึกสมใจแล้ว ไม่ได้เป็นเพราะเหนื่อยนะ แต่คิดว่าจะพับความฝันนี้ไว้ก่อน มีเรื่องอื่นที่อยากจะทำอีก ถ้าหมดสัญญาจ้างตอนปิดเทอมคราวนี้คาดว่าจะทำตามความฝันที่เคยตั้งไว้อีกอย่าง คือการเป็นนักเขียนควบคู่ไปกับการเปิดร้านอาหารครับ
- เริ่มเขียนนิยายได้อย่างไร :
เมื่อก่อนบ้านผมจนมากครับ ตั้งแต่จำความได้ ผมจำได้ว่าเริ่มอ่านการ์ตูนตั้งแต่ก่อนเข้าอนุบาลหนึ่ง ซึ่งทั้งบ้านมีการ์ตูนแค่เล่มเดียวครับ ตอนนั้นอ่านไม่ได้สักตัวเลย ได้แต่ดูรูปตัวอะไรไม่รู้หัวกลมๆ ปากกว้างๆ มือสีขาวไม่มีนิ้ว จะว่าแมวก็ไม่ใช่แต่มันมีหนวดสามเส้นเหมือนรูปวาดของแมว นั่นเป็นหนังสือการ์ตูนเล่มเก่าๆ เรื่องโดราเอม่อน ของฟูจิโอะ ฟูจิโกะ สมัยก่อนเรื่องนี้ยังถูกเรียกว่าโดเรม่อนครับ หากค้นหนังสือการ์ตูนเก่าๆ จะเห็น บางคนยังเรียกติดปากมาถึงทุกวันนี้
พอเริ่มอ่านได้ สะกดได้บ้าง ผมนั่งอ่านมันทุกครั้งที่มีเวลาว่างครับ อ่านอยู่นั่นแหละจนสะกดออกมาเป็นคำๆ ได้ แล้วการกระทำนั้นส่งผลในตอนสอบป.1 ครับ เราทำข้อสอบได้สบายเพราะอ่านหนังสือได้แล้ว แต่เพื่อนๆ ยังอ่านไม่ได้ อาจารย์ต้องมาอ่านให้ฟังแล้วทำข้อสอบ ทำให้ผมคว้าที่หนึ่งในเทอมนั้นมาครอง
จำได้ว่าพอเอาสมุดพกไปให้พ่อดู พ่อดีใจมาก ถามผมว่าอยากได้อะไร ผมก็บอกพ่อว่าอยากได้หนังสือนิทาน วันถัดมา พ่อก็ซื้อมาให้จริงๆ เป็นนิทานประกอบภาพชื่อนิทานอีสป นี่เป็นหนังสืออ่านเล่นเล่มที่สองที่ผมมี
พอพ่อเห็นว่าผมชอบอ่านก็เอาการ์ตูนมาล่อครับ ถ้าได้ที่หนึ่งท่านจะเอาการ์ตูนให้หนึ่งเล่ม ผมก็เลยต้องตั้งใจ แต่แล้วได้ที่หนึ่งมาติดๆ กันทุกเทอม ท่านก็ไปหาการ์ตูนเก่าๆ มาให้อีก มีเรื่องหุ่นหมายเลขแปด ผีน้อยคิวทาโร่ แล้วก็ปาร์แมน แล้วก็นิยายเล่มแรกที่ผมมี คือเรื่องตามล่า เป็นนิยายเกี่ยวกับชีวิตของสิงโตชื่อฟ้าลั่นในดินแดนแห่งอาฟริกา พอมีเวลาว่างผมก็นั่งอ่านครับ อ่านหลายรอบจนจำได้ทุกฉาก จนกระทั่งถึงป.3 ผมไม่เคยลืมเลย
ไม่รู้เป็นอะไรครับ อยู่ๆ จากที่เคยได้ที่หนึ่งทุกเทอม แต่เทอมสองตอนป.3 ผมสอบได้ที่สี่ พ่อโกรธมากครับ โดนด่าแล้วก็โดนฟาดหลายแส้ทีเดียว แล้วหนังสือการ์ตูนที่ผมมีทั้งหมดก็ถูกโยนลงกองไฟไป จำได้ว่าผมยังเอื้อมมือไปเอาจนไฟลวกมือ นั่นเป็นเรื่องที่ผมฝังใจมากครับ ถึงแผลจะหายแล้วแต่ผมยังจำได้อยู่
ผมรู้สึกคับข้องใจจนถึงวันนี้ ทำให้หนังสือทุกเล่มที่ซื้อมาจะถูกห่อปกเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบทุกเล่ม ห้ามพับ ห้ามยับ ไม่ทิ้ง ไม่ขายเด็ดขาด แล้วก็ห้ามยืมออกไปด้วย กลัวมันหาย แล้วก็ชอบไปเช่าการ์ตูนมาอ่านครับ จนผมจำไม่ได้แล้วว่าเคยอ่านการ์ตูนไปแล้วทั้งหมดกี่เล่ม แต่ถึงขั้นที่ว่าจับหนังสือการ์ตูนเล่มไหนจากร้านหนังสือแถวบ้านขึ้นมาก็พอจำเรื่องได้ว่าเคยอ่านมาแล้วทั้งนั้น
จุดเริ่มต้นการเขียนนิยายของผมเริ่มตั้งแต่ วันหนึ่งอาจารย์ที่สอนสมัยตอนประถมสั่งงานงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์ครับ แต่ผมไม่อยากเขียนเรียงความก็เลยเขียนการ์ตูนไปส่ง ชื่อเรื่อง น้ำหยดสุดท้าย ตัวละครทุกตัวเป็นผลไม้ เนื้อเรื่องประมาณว่ามนุษย์ใช้น้ำอย่างไม่ประหยัดจนน้ำหยดสุดท้ายต้องเดินทางข้ามเวลาจากอนาคตเพื่อมาเตือน นี่เป็นความคิดของเด็กป.2 ในตอนนั้นนะครับ ยังจำได้อยู่ ดีที่อาจารย์เปิดกว้างให้ ไม่โดนตีแถมได้สิบคะแนนเต็มกลับมาครับ ซึ่งช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่มีประกวดการเขียนนิทานเชิงอนุรักษ์ ท่านเห็นผมแต่งเรื่องได้เป็นเค้าเป็นโครงก็เลยให้ผมวาดการ์ตูนส่งประกวด แต่น่าเสียดายครับที่ได้แค่รางวัลชมเชย (ท่านชื่ออาจารย์กำไล ปัจจุบันยังสอนอยู่ที่โรงเรียนบ้านแม่สาครับ) ถัดๆ มาก็เป็นท่านอาจารย์ประดับ (เกษียณอายุราชการไปแล้วครับ) ที่มักให้ผมแต่งคำขวัญและบทกลอนในโอกาสต่างๆ เพื่อประกวด และมักจะได้รางวัลกลับมา
นั่นเป็นจุดแรกๆ เลยที่ผมเริ่มเขียนอะไรออกมาเป็นเรื่องเป็นราว หลังจากนั้นจำได้ว่าผมเริ่มเขียนการ์ตูนหวานแหววเรื่อง Sweet Sugar ความยาว 16 หน้าไว้อ่านเล่น เพื่อนแซวตรึม (ฮา) เรื่อง Alian VS. S.W.A.T. เป็นเรื่องเกี่ยวกับการต่อต้านเอเลี่ยนจากนอกโลกโดยมนุษย์ผู้มีพลังพิเศษกลุ่มหนึ่ง และอีกเรื่องที่จำได้คือเรื่อง ลักคณา เป็นเรื่องเกี่ยวกับชายคนหนึ่งได้พบกับสาวน้อยผู้พิการเกี่ยวกับการออกเสียงและได้พบรักกัน แต่ความรักของพวกเขาก็ไม่ได้ยืนนาน เพราะความเข้าใจผิดทำให้คนรักผู้พิการทางเสียงของเขาต้องจากเขาไปตลอดกาล จำได้แม่นครับว่าพอแต่งจบ น้ำตาร่วงเลย สงสารนางเอก
มีอีกหลายเรื่องที่ผมลืมไปแล้วครับ แต่เรื่องที่ยังมีอยู่ในมือตอนนี้คือ Fallzero Fantasy , X-Anima , Magnetide Stone และสุดท้ายคือ Sec-51 ครับที่ถือว่าเป็นสุดยอดของนิยายที่ผมแต่งขึ้นมาแล้วชอบที่สุดในหลายๆ เรื่องที่เคยแต่ง สำหรับ Fallzero Fantasy คงผ่านตาหลายท่านมาแล้ว แต่สามเรื่องหลังที่กล่าวถึงยังไม่ได้เปิดเผยเนื้อหาครับ
- ที่มาของนามปากกา:
~:Tale_Maker:~ หรือเทลเมคเกอร์ เป็นนามปากกาที่สองที่ผมตั้งขึ้นครับ ที่ผมเลือกใช้เทลเมคเกอร์ ก็เพราะความหมายของมันตรงตัว นั่นก็คือผู้รังสรรค์เรื่องราวแห่งโลกนิทาน (อีกอย่าง กะจะไว้ทุกข์ให้นิทานอีสปเล่มแรกเล่มนั้นด้วยครับ ฮา) และจะใช้นามปากกานี้ตลอดไปครับ
ส่วนนามปากกาแรกที่ผมใช้คือ ลูซี่ ปารี่ ผมตั้งเลียนแบบนักเขียนการ์ตูนชื่อดัง ฟูจิโอะ ฟูจิโกะ ซึ่งเป็นนักเขียนการ์ตูนที่ผมชื่นชอบมากที่สุด แต่ความหมายลึกๆ ของชื่อ ลูซี่ ปารี่ นักอ่านหลายท่านที่ติดตามมาโดยตลอดคงทราบดี แต่ผมขออนุญาตไม่พูดถึงอดีตที่ขมขื่นตรงนั้นนะครับ
- ผลงานที่ผ่านมามีอะไรบ้าง:
ตอนนี้ผมมีผลงานเรื่องยาวออกมาเพียงเรื่องเดียวครับ ก็คือ Fallzero Fantasy จำนวนที่วางเอาไว้คือ 21 ภาค รับรองความตื่นเต้นมันสะใจทุกภาคครับ
- ช่วยเล่าความเป็นมาของนิยายหน่อยค่ะ
ความจริงคำถามนี้จี้ใจดำให้เจ็บปวดใจไม่น้อยนะครับ ความจริงนิยายเรื่องนี้ไม่ได้ชื่อ Fallzero Fantasy และไม่ใช่นิยายด้วยครับ แต่เป็นเกมแนวเทิร์นเบส RPG เกมหนึ่งที่ชื่อว่า Blade of Katekamon (เบลด ออฟ เกษกมล) ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคนสำคัญคนหนึ่งในอดีตจากโปรแกรมสร้างเกม จำได้ว่ากว่าจะสร้างเสร็จแต่ละฉากนั้นใช้เวลานานมาก แต่ทุกครั้งที่เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเล่นอย่างมีความสุข ผมก็รู้สึกว่าความพยายามของผมไม่สูญเปล่าครับ
การสร้างเกมออกมาแต่ละเกมมันต้องใช้เวลามากพอสมควรครับ ผมรู้สึกว่าจินตนาการของผมมันไปถึงไหนต่อไหนแล้ว แต่เกมยังอยู่กับที่ เพราะกลัวลืมเรื่องราวที่ผมคิดว่าน่าสนุกตื่นเต้นเหล่านั้น ก็เลยจดเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นต่อไปในสมุดคณะเล่มหนึ่งเพื่อจะเอาไปเป็นส่วนของเนื้อเรื่อง
นั่นแหละครับที่นิยายเรื่อง Blade of Katekamon ได้ถือกำเนิดขึ้นในเวลาห้าโมงเย็น ที่ม้าหินอ่อน วันที่ 17 มีนาคม 2543 หรือเมื่อเก้าปีที่แล้ว ซึ่งถือว่านี่เป็นนิยายที่ถูกแต่งขึ้นมาด้วยใจจริงๆ
ในวันที่ 1 มิถุนายน 2549 ผมได้รู้จักเว็บ Dek-d.com จากหนังสือนิยายเล่มหนึ่ง ชื่อว่าเซน วีรบุรุษสุดขอบฟ้าครับ ซึ่งถูกตีพิมโดยสนพ.สถาพรบุ๊คส์ หนังสือเล่มนี้จุดประกายให้ผมตั้งเป้าหมายที่จะมาร่วมงานกับสนพ.สถาพรบุ๊คส์ จนกระทั่งได้เป็นหนังสือในวันนี้ครับ
จุดเด่นของนิยายเรื่องนี้อยู่ที่การดำเนินเรื่องด้วยจินตนาการสุดลึกล้ำ แค่พีคแรกเท่านั้นก็สร้างความฮือฮาในเว็บเด็กดีแล้วครับ ซึ่งเป็นฉากการต่อสู้ระหว่างเอกิสที่มีดาบเพียงเล่มเดียวกับจ้าวมังกรไฟขนาดใหญ่มหึมา ซึ่งสี่เดือนแรกก็ได้ขึ้นท็อปชาร์ท 1 ใน 10 ของนิยายหมวดแฟนตาซี แล้วหยุดรีไรท์ยาวครับ หลายคนคงจำได้ จนกระทั่งกลับมาเมื่อเดือนมีนา Fallzero Fantasy ก็กลับมาทวงตำแหน่งท็อปชาร์ท 1 ใน 10 ของนิยายหมวดแฟนตาซีอีกรอบ คราวนี้ติดต่อกันแปดเดือนเลยครับจนผมหยุดเพื่อทำการรีไรท์อีกครั้งจนถึงวันนี้
ตรงนี้อยากให้น้องๆ ที่ยังไม่ได้อ่านลองอ่านดูนะครับ ชอบตรงไหน ไม่ชอบตรงไหนก็บอกกันด้วยนะครับ จะขอบคุณมากๆ เลย
- แบ่งเวลาจากงานประจำมาเขียนหนังสืออย่างไร :
เวลางานก็ทำงานอย่างเต็มที่ครับ ส่วนเวลาว่างหรือช่วงเวลาเลิกจากงานผมมักจะหาที่นั่งสงบๆ มานั่งเขียนนิยาย หรือถ้าไม่ว่างเขียนก็จะจดไอเดียดีๆ ที่ปิ๊งขึ้นมาไว้ในสมุดโน๊ตเล่มเล็กๆ
การเป็นครูดอยก็ดีอย่างครับ เราไม่ต้องออกไปหาสถานที่เพื่อสร้างบรรยากาศที่ไหน แค่เราเดินออกมาจากโรงเรียนนิดเดียวก็เห็นเทือกเขาเขียวทอดตัวลดหลั่นกันไปเป็นชั้นๆ เบื้องบนมีท้องฟ้าสีครามและก้อนเมฆสีขาวลอยอ้อยอิ่งน่ามอง บางทีจับก้อนเมฆได้ด้วยนะ แต่ผิดกับจินตนาการหน่อยหนึ่งเพราะเมฆที่เข้ามาใกล้ๆ เราจะเห็นแค่หมอกควันเท่านั้น แค่นี้เราก็มีที่นั่งเขียนนิยายดีๆ แล้ว
ส่วนตอนกลางคืนก็ถือตะเกียงมานั่งเขียนนิยายข้างกองไฟ แต่ช่วงเดือนมกราคมหนาวมากครับเลยไม่ได้ออกมา ที่นี่ไม่มีแม่คะนิ้ง แต่กอบน้ำแข็งขึ้นมาได้เลยล่ะช่วงนั้น
ข้างบนไม่ค่อยใช้ไฟฟ้ากันหรอกทำให้ช่วงเวลาที่ท้องฟ้าเปิดเหมือนสวรรค์ ผมเห็นดาวสีขาวนับล้านๆดวงเลยครับ เห็นทางช้างเผือกรางๆ ด้วยนะ พอเบื่อจากการเขียนนิยายก็มองท้องฟ้าครับ ดูดาวตก ตกบ่อยมากแต่อธิษฐานไม่เคยทัน
น่าอิจฉาไหมครับ อิจฉาก็มาเที่ยวเชียงใหม่สิ
- นิยายเล่มโปรด ชอบเพราะอะไรคะ :
ผมชอบหลายเรื่องครับ แต่ขอยกตัวอย่างมาหนึ่งเรื่อง คือเรื่องตามล่าของ ธีโอดอร์ แอริค วอล์เดค ครับ เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาของชั้นม.2 นับได้ว่านั่นเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมแต่งนิยายออกมา นึกดูแล้วน่าอัศจรรย์มากครับ เพียงแค่ชีวิตของสิงโตตัวหนึ่งก็สามารถทำให้เราเพลิดเพลินได้โดยไม่มีบทสนทนา มีแต่การบรรยายล้วนๆที่ทำให้เราเห็นภาพเป็นฉากๆ ทั้งภาพของถ้ำที่มีต้นไม้ทอดเงามา ภาพการต่อสู้อันดุเดือดของฟ้าลั่นกับลิงบาบูน ตรงนี้ทำให้ผมพอจับจุดได้ว่าความสนุกของนิยายไม่ได้ขึ้นอยู่ที่การบรรยาย ไม่ได้อยู่ที่บทสนทนาเช่นกัน แต่อยู่ที่เนื้อเรื่องครับ ส่วนสองสิ่งที่กล่าวมาเบื้องต้นเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้น
- นักเขียนไทยที่ชื่นชอบ ชอบเพราะอะไร :
ส่วนใหญ่ถ้าเป็นนิยาย นิยายที่อ่านจะเป็นนิยายจีนกำลังภายในครับ ผมไม่ได้ดูว่าใครเป็นผู้แต่ง แต่ผมชอบสำนวนการเรียบเรียงของ ว. ณ เมืองลุง และ น. นพรัตน์ มากครับ เคยคิดตั้งแต่เด็กว่าสักวันถ้ามีโอกาสจะต้องเจอท่านทั้งสามให้ได้ (น. นพรัตน์ เป็นนามปากกาของนักแปลที่เป็นพี่น้องกันสองคน) แต่น่าเสียดายที่ท่าน ว. ณ เมืองลุง และท่านธนทัศน์ ภิรมย์อนุกูล หนึ่งในนักแปลผู้ใช้นามปากกา น. นพรัตน์ได้เสียชีวิตไปแล้ว แต่เหลืออีกหนึ่งที่ยังอยู่ ส่วนคนอื่นๆ จะอยู่ในใจผมตลอดไปครับ
- สำหรับน้องๆ ที่อยากเป็นนักเขียน ควรทำอย่างไรบ้าง :
น้องๆ ไม่ต้องทำอะไรเพื่อเป็นนักเขียนเลยครับ ขอแค่มีใจรักเท่านั้นน้องก็เป็นนักเขียนได้ ถ้าคิดเรื่องราวสนุกๆ ขึ้นมาได้เมื่อใด ขอให้จับปากกาขึ้นมา แล้วก็เริ่มเขียนลงไปเลย อย่าได้หยุด อย่าได้สร้างข้ออ้างให้ตัวเองว่าฉันไม่เก่ง ฉันเขียนไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้ครับที่น้องจะเขียนไม่ได้ นั่นเป็นเพราะน้องท้อ น้องใจไม่สู้ต่างหาก ขอให้น้องจำไว้ว่า ไม่มีใครที่เก่งมาแต่เกิดครับ ทุกสิ่งทุกอย่างได้มาด้วยการฝึกฝนอย่างอดทน หากน้องมุมานะ เพียรพยายามเพื่อสร้างผลงานขึ้นมาเรื่อยๆ สักวันน้องๆ อาจจะได้ขึ้นมาเป็นนักเขียนระดับแนวหน้าของเมืองไทยก็ได้ครับ
- อยากฝากอะไรถึงคนอ่านนิยาย :
ขอขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด โดยเฉพาะช่วงวิกฤติที่ผมหายไปเกือบสองปี ไม่อย่างนั้นนิยายเรื่องนี้คงถูกลบไปพร้อมกับเกมและความรักที่สลายไปครั้งนั้นแล้ว และไม่มีเทลเมคเกอร์ในวันนี้อีกด้วย
ขอขอบคุณพี่ปลา พี่ปาล์ม น้องเคน น้องนัท น้องเจี๊ยบ น้องเอี่ยม น้องฝน น้องบอม น้องนิค น้องเอก น้องพีช น้องนันท์ น้องแจ็ค คุณชมพู่ Silentd102 แล้วก็ทุกๆค นครับ ขอโทษที่พี่พูดไม่หมด พี่ไม่ได้ลืม แล้วก็รักทุกๆคนนะครับ จุ๊บๆ
-สิ่งที่ได้จากหนังสือเล่มแรก :
ผมได้รับหลายสิ่งหลายอย่าง หนึ่งคือการฝึกทักษะการเขียน สองคือฝึกการบรรยายเรื่องราว สามคือการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ สี่การวางแผนและอื่นๆ ไม่ครับ ผมพูดไม่หมดหรอก แต่ที่สำคัญคือตัวผมเองก็ได้รับความสนุกสนานจากการเขียนนิยายด้วยครับ
และเมื่อนิยายออกมาเป็นเล่ม สิ่งที่ผมได้มาคือความภูมิใจครับ ความรู้สึกที่เราได้เป็นเจ้าของหนังสือของตัวเองสักเล่มมันเป็นความรู้สึกที่วิเศษมากครับ (พี่ถึงกับมือสั่นเลยนะ น้องๆ ลองดูแล้วกั้น)
นอกจากนั้นผมยังได้รู้จักเพื่อนๆพี่ๆน้องๆหลายคนที่คอยให้กำลังใจครับ ทั้งในเว็บเด็กดี เว็บสถาพรบุ๊คส์ และนักอ่านที่ส่งกำลังใจให้ทางอีเมล ผมไม่เคยลบนะครับ ทุกข้อความผมเก็บไว้เสมอและจะเก็บความรู้สีกดีๆ ที่ทุกคนมีให้เอาไว้ตลอดไป...