การขับร้องประสานเสียง
ตอนถัดไป

การขับร้องประสานเสียง
เกริ่นเรื่อง: ศึกษาเกี่ยวกับประวัติความเป็นมา การขับร้องประสานเสียง และทักษะ เพื่อความสมบูรณ์จึงได้จัดให้มีวีดีโอสำหรับผู้สนใจได้ชมและศึกษา อันเป็นประโยชน์สูงสุด
13 พ.ย. 55 , View: 7766 , Post : 0


 
ความรู้เกี่ยวกับการขับร้องประสานเสียง

ประวัติความเป็นมาของการขับร้องประสานเสียง


อ้างอิงภาพ   www.music.mahidol.ac.th/th/archive_view.php?id=175

                  http://www.music.mahidol.ac.th/th/archive_view.php?id=175
แมส (Mass)

แมส คือ บทเพลงสวดของชาวโรมันคาทอลิก  ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของเพลงในโบสถ์ในลัษณะต่างๆ  และพลงคฤหัสในเวลาต่อมาด้วย  ลักษณะของแมส  มีคู่กับศาสนามาเป็นเวลาช้านานตั้งแต่ในอดีต  แมสถูกแบ่งเป็น  2  ประเภทคือ  บทเพลงภาคปกติ และภาคเฉพาะ

 

คำว่า  แมสมิสซา (Missa) หรือพิธีมิสซบูชาขอบพระคุณ  เป็นพิธีที่สำคัญที่สุดในศาสนาคริสต์  นิกายโรมันคาทอลิก  เป็นการชุมนุมกันของชาวคริสต์เพื่อระลึกถึงการรับประทานอาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระเยซูกับสุนุศิษย์ คำว่า  มิสซา  มาจากประโยคสุดท้ายของการกล่าวจบพิธีในภาษาละติน  “ Ite, missa est ( congregation ) ”  ซึ่งในภาษไทยมีความหมายว่า พิธีบูชาขอบพระคุณจบแล้ว

 

 ประวัติของแมส

            การประพันธ์แมสแต่เดิมเป็นบทเพลงขับร้องด้วยทำนองเดียวไม่มีการประสานเสียงแต่อย่างใด ( Apel and Daniel, 1972 ) ในลักษณะของบทเพลงสวดดั้งเดิม ( Plain Song ) ซึ่งบทเพลงลักษณะเช่นนี้ได้รับอิทธิพลมาจากบทเพลงร้องชาวฮิบรู ( Miller, 1972 ) ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของคริสต์ศาสนา  โดยปกติแมสแบบบทเพลงภาคเฉพาะมีความสลับซับซ้อนในการประพันธ์มากกว่าแมสแบบบทเพลงภาคปกติ  ในศตวรรษที่ 12 รูปแบบของเพลงแมสเป็นบทเพลงขับร้องที่ใช้การประพันธ์เพลงแบบการสอดประสานทำนอง  ตัวอย่างของแมสยุคนี้  ได้แก่  The Orgaba of the School of Notredam ประพันธ์โดยเลโอนินและเพโรติน  เป็นต้น  โดยมีที่มาจาก  Gradual  และ Alleluia  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแมสแบบบทเพลงภาคเฉพาะ  ภายหลังผู้ประพันธ์เพลงเริ่มประพันธ์เพลงแมสแบบบทเพลงภาคปกติมากกว่า  เนื่องจากนำมาบรรเลงซ้ำได้หลายครั้งต่อปี  ในขณะที่ Gradual สามารถบรรเลงะได้เพียงครั้งเดียวต่อปี  ในช่วงศตวรรษที่ 14  ผลงานแมสบทที่สมบูรณ์และเป็นที่รู้จัก  ได้แก่  ผลงานของมาโชต์ ในศตวรรษที่ 15 และ 16  แมสที่ประพันธ์ขึ้นมักนำมาจากทำนอเพลงคฤหัสถ์  ซึ่งทำนองที่นิยมนำมาใช้คิอ L’ Homme arme ตัวอย่างผลงานประพันธ์ที่น่าสนใจ เช่น  ผลงานแมส “ Se la face ay pale ” ของดูฟาย  และมีผู้ประพันธ์เพลงแมสสำคัญอีกหลายคน  ได้แก่ โอเคเกม โอเบรชต์ และปาเลสตรินา เป็นต้น ในศตวนนษที่ 17 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัญ  เริ่มมีวงออร์เคสตราผนวกกับกราขับร้อง  ซึ่งมีทั้งการขับร้องเดี่ยว  ขับร้องกลุ่มเล็กๆ และการขับร้องประสานเสียง ทำให้แมสเป็นบทเพลงขนาดใหญ่ มีความสมบูรณ์มากขึ้นกว่าสมัยโบราณโดยเฉพาะในศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา แมส กลายเป็น  บทเพลงที่นิยมแสดงในโรงแสดงคอนเสิร์ตด้วย  มิใช่เป็นบทเพลงที่ใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา

 

ลักษณะของแมส

            แมสประกอบด้วยสองส่วนตามมลักษณะของบทสวด คือ บทเพลงสวดภาคปกติ และบทเพลงสวดเฉพาะ

1. บทเพลงสวดภาคปกติ ( The Ordinary of the Mass ) เป็นส่วนหนึ่งในการประกอบพิธีมิสซา เนื้อเพลงมีลักษณะแน่นอนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในการประกอบพิธีมีการแบ่งออกเป็นภาค ได้แก่ เริ่มพิธี  ภาควจนพิธีกรรม ภาคบูชาขอบพระคุณ  และปิดพิธี ประกอบด้วย

 

Kyrie                  บทศักดิ์สิทธิ์                         อยู่ในภาคเริ่มพิธี

Gloria                 บทพระสิริรุ่งโรจน์               อยู่ในภาคเริ่มพิธี

Credo                  บทข้าพเจ้าเชื่อ                     อยู่ในภาควนพิธี

Sanctus               บทศักดิ์สิทธิ์                        อยู่ในภาคบูชาขอบพระคุณ

Agnus Dei           บทลูกแกะพระเจ้า              อยู่ในภาคบูชาขอบพระคุณ

 

บทสวดใช้อยู่ในพิธีทั้ง 5 บทนี้เป็นบทที่สำคัญและยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัญ  ในการประกอบพิธีมีการร้องบทสวดเหล่านี้เป็นเพลง แต่ในบางครั้งใช้เพียงการพูดหรือตอบรับกับพระสงฆ์เท่านั้น ขึ้นอยู่กับรูปแบบและประเภทของพิธี

    2. บทเพลงสวดภาคเฉพาะ ( The Proper of the Mass ) ใช้ประกอบพิธีมิสซา บทเพลงในกลุ่มนี้บางบทมาจากบทสวด แต่สามารถเปลี่ยนแปลงเนื้อได้ตามเทศกาลหรือตามความเหมาะสมประกอบด้วย 5 บทคือ

Introit               บทเริ่มพิธี                     อยู่ในภาคเริ่มพิธี

Gradual            บทคั่นระหว่างบทอ่าน  อยู่ในภาควจนพิธีกรรม

Alleluia            บทอัลเลลูยา                 อยู่ในภาควจนพิธีกรรม

Offertory          บทเตรียมเครื่องบูชา      อยู่ในภาคบูชาขอบพระคุณ

Communion     บทรับศีล                      อยู่ในภาคบูชาขอบพระคุณ

แมสยังสามารถแบ่งได้ตามจุดประสงค์ของการใช้งาน  ได้แก่ บทเพลงแมสที่ใช้ประกอบพิธีทางศาสนา  และแมสที่ใช้ในการแสดงคอนเสิร์ต

 

สุนทรียะของแมส

 

            แมส       เป็นบทเพลงที่กำเนิดขึ้นโดยเกี่ยวพันกับคริสต์ศาสนาใช้ในการประกอบพิธีในโบสถ์จุดประสงค์แต่แรกเริ่มจึงเป็นการประพันธ์เพื่อใช้งานแมสในยุคแรกเป็นบทเพลงขับร้องอย่างเดียวไม่มีดนตรีบรรเลงประกอบ มีลักษณะง่ายๆ เน้นการสวดเพื่อประกอบพิธี แต่มีความไพเราะตามดนตรียุคโบราณ ซึ้งผู้ฟังโดยทั่วไปจำเป็นต้องเรียนรู้เพื่อให้เข้าใจและซาบซึ้งในองค์ประกอบดนตรีที่เรียบง่าย                แฝงไว้ด้วยความไพเราะและศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าของผู้ประพันธ์เพลงแต่ละคนที่นำเสนอสาระดนตรีประกอบทสวดที่เป็นภาษาละติน

ในสตวรรษที่ 12 มีการสอดประสานทำนองซึ่งเป็นรูปแบบการประพันธ์ดนตรีที่นิยมในสมัยนั้น ความซับซ้อนเห็นได้อย่างเด่นชัด ซึ่งส่วนใหญ่แมสในสมัยนั้นจะเป็นบท เพลงขับร้องเท่านั้นไม่นิยมใช้ดนตรีประกอบ        ไม่นิยมใช้ดนตรีบรรเลงประกอบ

ในยุคต่อมา แมส กลายเป็นบทเพลงที่มิใช่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้นหากแต่กลายเป็นบทเพลงที่ใช้แสดงในโรงแสดงดนตรี เพื่อสื่อถึงความงดงามและความศรัทธาในศาสนาในเวลาเดียวกัน ซึ่งมีการขับร้องเดี่ยว ประสานเสียง ขับร้องเดี่ยวร่วมกับการประสานเสียง การขับร้องคู่ และการบรรเลงสลับกับวงออเคสตราในบางขณะ สิ่งเหล่านี้ทำให้แมสเป็นบทเพลงที่เต็มไปด้วยความงดงามทางสุนทรียรสแห่งโสตศิลป์โดยสมบูรณ์

      

การขับร้องประสานเสียง

      

อ้างอิงภาพ  http://www.hatyaisocial.com/index.php?topic=2636.0

ในการขับร้องประสานเสียง จะมีแนวเสียงใหญ่ๆ อยู่ 4 แนวด้วยกันคือ

1. แนวโซปราโน (SOPRANO) เป็นเสียงสูงสุด ได้แก่ เสียงของผู้ที่มีเสียงสูงและเด็กที่เสียงยังไม่แตกมีขอบเขตเสียงจาก โด-ซอล

2. แนวอาลโต (ALTO) เป็นเสียงที่ต่ำรองลงมาจากโซปราโน ได้แก่ เสียงของผู้หญิงที่มีเสียงต่ำกว่าโซปราโน มีขอบเขตเสียงจาก ซอล-โด

3. แนวเตเนอร์ (TENOR) ได้แก่ เสียงผู้ชายที่มีเสียงสูง มีขอบเขตเสียงจากโด-ซอล

4. แนวเบส (BASS) ได้แก่ เสียงผู้ชายที่มีเสียงต่ำ มีขอบเขตเสียงจากฟา-โดโดยธรรมชาติ คนเราจะมีขอบเขตเสียงของแต่ละคนไม่เท่ากัน อย่างเช่นบางคนเสียงสูงมาก บางคนสูงไม่มาก บางคนต่ำ และบางคนก็ต่ำมากไม่เท่ากัน

 

http://www.youtube.com/watch?v=3bCCMfK2KK8


ในการขับร้องประสานเสียงจึงต้องมีการจัดขอบเขตเสียงให้ผู้ร้อง ว่าคนไหนควรจะขับร้องในแนวใด ซึ่งในทางเทคนิคแล้วจะแบ่งขอบเขตเสียงของคนเราเป็น 4 ประเภทดังกล่าวแต่ในเมืองไทยนั้นหายาก ที่จะมีผู้ร้องที่มีขอบเขตเสียงดังกล่าว ฉะนั้นจึงวัดได้เฉพาะขอบเขตเสียงที่ใกล้เคียงเท่านั้นแต่บางคนมีขอบเขตเสียงเกินกว่าที่กำหนดไว้เหมือนกัน

เมื่อจัดระดับเสียงของผู้ร้องที่จะขับร้องประสานเสียงได้แล้วก็มาถึงการจัดความกลมกลืนของเสียง (BALANT) การจัดกำลังคนไม่กำหนดว่าจะต้องมีกำลังคนเท่าใด โดยให้จัดตามกำลังเสียงที่ออกมา คือ แนวโซปราโน ส่วนมากจะร้องในแนวสูงสุดของบทเพลงไม่ต้องใช้ผู้ร้องจำนวนมากเพราะเสียงที่สูงจะมีกำลังอยู่แล้ว แต่ แนวเบส เป็นแนวที่มีกำลังเสียงและระดับเสียงที่ต่ำ ควรจะเพิ่มกำลังคนโดยจะใช้จำนวนเท่าใดขึ้นอยู่กับเสียงที่ออกมาจะต้องกลมกลืนพอดี

นอกจากจะปรับความกลมกลืนของเสียง (BALANT) ด้วยการปรับจำนวนของผู้ร้องแล้ว ยังสามารถที่จะปรับความกลมกลืนด้วยการควบคุมความดังเบาของกำลังเสียงได้อีกวิธีหนึ่ง เช่น ถ้าผู้ร้องแนวใดแนวหนึ่งมาก และมีเสียงร้องออกมาดังกว่าแนวอื่นก็แก้ไขด้วยการให้ร้องเบาลงเฉพาะแนวนั้นๆ

 

  ดังที่กล่าวมาแล้วว่า มนุษย์เรามีธรรมชาติการควบคุมการขับร้อง การพูด การออกเสียงมาด้วยกันทุกคน แต่โดยทั่วไปแล้วจะใช้ธรรมชาติเหล่านั้นไม่คล่องตัวหรืออาจจะเป็นเพราะความเผลอไผลในเวลาใช้ก็ได้ จึงมีการคิดค้นเทคนิคทางการออกเสียงขับร้องขึ้นมาโดยใช้ธรรมชาติเป็นหลักดังนี้

1. การฝึกออกเสียง (VOCALIZE) มีความสำคัญมากเพราะการออกเสียงทุกครั้งต้องมีสิ่งที่จะต้องควบคุมหลายอย่าง เช่น การใช้ลมอักขระต้องให้ถูกต้อง เพราะเมื่อขับร้องหมู่ประสานเสียงแล้วจะเกิดความพร้อมเพรียงและถูกต้อง

2. เทคนิคทางการพูดและการแสดง การแสดงในที่นี้หมายถึงการใส่อารมณ์ มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า SPEECH AND DRAMA การตีความหมายของบทเพลง ต้องใส่อารมณ์อย่างไร จึงจะถูกต้องตามความหมายของบทเพลง เช่น เพลงที่มีความหมายไปในทางเศร้า จะต้องแสดงอารมณ์ของบทเพลงอย่างไร บทเพลงที่มีเนื้อหาไปในทางที่สนุกสนานจะต้องแสดงอารมณ์อย่างไร

3. การปั้นรูปปาก (LIP TORMATION) เป็นสิ่งสำคัญมากในการขับร้อง การร้องคำต่างๆ เช่น คำที่อยู่ในสระ อี อา โอ อู จะปั้นรูปปากอย่างไร เมื่อนำเทคนิคในการพูดและการขับร้องต่างๆ มารวมกัน ก็จะทำให้มีการขับร้องที่ถูกต้อง ไม่ผิดลักษณะต่างๆ ตามธรรมชาติ ซึ่งสำคัญมากสำหรับหมู่ขับร้องประสานเสียง เพราะเป็นการขับร้องของคนจำนวนมาก ถ้าการขับร้องไม่เหมือนกันก็จะเป็นการยากลำบากในการขับร้อง

ที่กล่าวมาเป็นหลักใหญ่ ๆ ในการขับร้องประสานเสียง แต่ส่วนใหญ่แล้วจะใช้หลักการและวิธีการเหมือนการขับร้องเดี่ยวนั่นเอง

สำหรับการขับร้องประสานเสียง โดยทั่วไปจะมีหมู่ขับร้องที่ใช้อยู่คือหมู่ขับร้อง ประสานเสียง 4 แนว ได้แก่ แนว โซปราโน และแนว อาลโต ซึ่งจะเป็นผู้หญิงร้อง และ แนว เตเนอร์ กับ เบส เป็นหมู่นักขับร้องชาย ถ้าเป็นหมู่ขับร้องชายล้วน มีชื่อว่า “MALE CHOIR” ประกอบด้วยแนว เตเนอร์ 1 เตเนอร์ 2 และ แนว เบส ถ้าเป็นหมู่ขับร้องหญิงล้วน มีชื่อว่า “FEMALE CHOIR”ประกอบด้วยแนว โซปราโน เมซโซ โซปราโน และแนว อาลโต

การขับร้องประสานเสียง 4 แนว ในวงการเพลงของเรานั้นมีอยู่ไม่กี่แห่งที่มีคณะนักร้องประสานเสียงคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย, โรงเรียนนาฏศิลป์ กรมศิลปากร และ โรงเรียนดุริยางค์ทหารเรือ นอกนั้นเป็นการขับร้องในการปฏิบัติศาสนกิจของผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์

ส่วนที่มีการขับร้องบันทึกเสียงออกจำหน่ายโดยทั่วไปนั้นก็มักจะประสานเพียง 2 - 3 แนวเท่านั้น มี 4 แนวอยู่บ้างก็เพียงเล็กน้อย นับว่าการขับร้องประสานเสียง 4 แนวยังไม่แพร่หลายเท่าที่ควร

แหล่งที่มา  
http://www.yimwhan.com/board/show.php user=Neostarclub&Cate=
1&topic=4

...........................................................................................................................

ตัวอย่างการขับร้องประสานเสียง

http://www.youtube.com/watch?v=QQe9As3WKbY

http://www.youtube.com/watch?v=H6pksgkbRdU&feature=related

http://www.youtube.com/watch?v=q5FL4At6vsU&feature=related

http://www.youtube.com/watch?v=4plOkH24vQQ&feature=related

http://www.youtube.com/watch?v=r6N23szwJIQ&feature=related

http://www.youtube.com/watch?v=Hq2jGYfdLxU&feature=related

http://www.youtube.com/watch?v=4TVH3F6-1n4&feature=related

http://www.youtube.com/watch?v=FFUAPXTW0DM&feature=related

http://www.youtube.com/watch?v=bxeFmI393LI&feature=related

http://www.youtube.com/watch?v=rzelmpDSNRc&feature=autoplay&list=PLD94F603415A72E91&playnext=1


การสอนขับร้องประสานเสียง

http://www.youtube.com/watch?v=50m5V-O9zeA

 

 

                                                 


แฟนคลับ [0]
Add เป็นแฟนคลับ Blog นี้

แจ้ง Blog ไม่เหมาะสม



  • C o m m e n t
  • 1

    1

    ตอนถัดไป

      C O M M E N T   B o X

    อยากบอกว่า :

    ลงชื่อ
    พิมพ์ตัวเลข

    My Blog
    4
    Comments
    7
    Fanclub
    0


        Blog ที่ผ่านมา


    ดู Blog ทั้งหมด


        Favorite Blog
    เก็บรายชื่อ Blog ที่เราชอบมากๆ

    ยังไม่มี Favorite Blog