หลังจากที่ทิ้งร้างไอดีนี้มาเกือบหนึ่งปี! และวางมือจากนักเขียนมาเกือบสามปี!! (รึเปล่านะ??) ทำให้เกิดความคิดฟุ้งซ่านและคันไม้คันมือจนต้องกลับมาใหม่อีกครั้ง แต่ไอ้การกลับมาครั้งนี้...ดูเหมือนมันจะลืมๆไปหมดแล้วอ่ะ ทำให้สำนวนมันอาจจะเพี้ยนๆไปบ้าง แต่นิยายเรื่องนี้แบล็คลิสต์ก็เขียนขึ้นมาอย่างตั้งใจมากเลยนะคะ ใครที่ชื่นชอบบทเลิฟซีน(น่ารักๆ)ระหว่างพระเอกกับนางเอก อย่าพลาด!!! แล้วคุณจะยิ้มไปกับเขาและเธอ ฝากนิยายเรื่องนี้ไว้กับผู้อ่านทุกคนด้วยนะคะ

เรื่องราวความรักระหว่างเขาและเธอจะจบอย่างไร? เมื่อเธอ...หญิงสาวที่นอนหลับในเครื่องทดลองมาถึงสามพันปี ตื่นขึ้นมาต้องมาเจอกับอนาคตที่ไม่เหลืออะไรเลย เธอจะทำอย่างไรเมื่อต้องกลับมาอยู่ในยุคล้าสมัย เขา...ชายหนุ่มนัยน์ตาสีน้ำเงินที่มองทุกสิ่งด้วยสายตาที่เย็นชา หากแต่การกระทำของเขานั้นช่างอ่อนโยนเสียจนหัวใจของเธอพองโตไม่รู้ตัว

ตัวอย่างของเรื่องค่ะ ฉึก!!!!! เจ้าเป็นใคร? ชายผู้นั้นเอ่ยถามเสียงเย็น ดาบที่เฉียดผ่านใบหน้าเธอไปราวกับจะไม่ปล่อยให้คนที่กล้าเข้ามารบกวนเขาในยามหลับรอดพ้นไปได้ การที่ดาบแทงลงภายมาในพริบตานั้นเป็นแค่สัญชาตญาณบอกให้เขารู้ว่ามีผู้บุกรุกเข้ามาในยามวิกาล ความเงียบก่อตัวขึ้นมาชั่วอึดใจ นัยน์ตาสีมรกตเบิกกว้างตกใจจนไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้ และร่างเล็กก็เป็นคนทำลายความเงียบเสียเอง [กรี๊ด!!!! อย่าทำอะไรเจ้านายนะ ไอ้คนชั่ว!! ลากเจ้านายไปกอดพอหนำใจแล้วก็จะฆ่าทิ้งใช่ม้าย~!!!! เฮือก...] ร่างเล็กพูดพร้อมดึงเสื้อชายหนุ่มอย่างสุดแรง ก่อนจะสะดุ้งสุดตัวเมื่อสายตาคมกริบปราดมายังตน ข้าถาม...เจ้าไม่ได้ยินหรือยังไง เขาหันกลับถาม น้ำเสียงช่างเย็นชาพอๆกับนัยน์ตาสีน้ำเงินนั่นจริงๆ เขาจ้องมองเธอราวกับจะกินเลือดกินเนื้อเสียให้ได้อย่างนั้น ฉะ....ฉัน.... เสียงหวานพูดได้เท่านั้นก็เงียบไป แต่นั่นเป็นการจุดชนวนความโทสะของเขาให้เดือด ใครส่งเจ้ามา เสียงทุ่มต่ำเอ่ยอย่างระงับอารมณ์ หญิงสาวส่ายหน้าพรืดก่อนจะเม้มริมฝีปากพยายามกลั้นไม่ให้น้ำตาไหลออกมา นัยน์ตาสีน้ำเงินหรี่เล็กลงก่อนจับข้อมือเล็กกระชากขึ้นมา ใบหน้าของเขาและเธอห่างกันไม่ถึงคืบ


"1 Litre of Tears" เป็นเรื่องราวที่สร้างขึ้นมาจากไดอารี่ของ คิโตะ อายะ ผู้หญิงที่ป่วยเป็นโรคที่ชื่อว่า "Spinocerebellar Degeneration" แกนสมองซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมกล้ามเนื้อและส่วนต่างๆของร่างกาย ให้ทำงานตามที่เราคิด เมื่อแกนนี้มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ก็จะมีผลทำให้ร่างกายเกิดการผิดปกติ โดยจะเริ่มไม่สามารถควบคุมร่างกายให้เดินอย่างปกติได้อาจจะทำให้เซไปเซมา ต่อมาก็จะทำให้การกะระยะด้วยสายตา คลาดเคลื่อน ทำให้เห็นวัตถุใกล้ หรือไกลกว่าความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนมีผล กับการหยิบจับสิ่งของ แม้การเขียนก็จะเป็นไปอย่างลำบากมากขึ้น ส่วนต่างๆของร่างกายก็จะเริ่มไม่ทำงานตามที่เราต้องการจนถึงระยะสุดท้าย ที่แม้แต่การพูดก็ไม่สามารถทำได้ เพราะเมื่ออ้าปาก ก็ไม่สามารถบังคับให้ลม ผ่านกล่องเสียงออกมาได้ โดยขณะที่ส่วนต่างๆของร่างกายนั้นไม่ทำงาน สมองของผู้ป่วยยังคงเป็นปกติทุกประการ รับรู้และเข้าใจ สภาวะรอบด้าน แต่ไม่สามารถเคลื่อนไหวหรือโต้ตอบได้อย่างที่ต้องการ และไม่สามารถรักษาให้หายได้
โรคของอายะถูกตรวจพบเมื่อเธออายุได้ 15 ปีเท่านั้น อายะได้เขียนบันทึก เกี่ยวกับ อาการของโรค และความรู้สึกของเธอลงไปในไดอารี่ ตั้งแต่ที่เริ่มป่วยไปจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิตที่อาการของโรคหนักขึ้น จนเธอไม่สามารถที่จะหยิบปากกาขึ้นมาเขียนบันทึกได้อีกต่อไป...

กว่าที่ฉันจะยิ้มได้อย่างนี้ ฉันเสียน้ำตามาไม่น้อยกว่า 1 ลิตร
ตอนที่ 1 เริ่มต้นสู่วัยรุ่น ชีวิตของฉันก็เปรียบเหมือนดอกไม้ที่ยังตูมอยู่ ช่วงเริ่มต้นวัยรุ่นของฉัน อยากใช้ชีวิตอย่างที่ไม่ต้องมานั่งเสียใจภายหลัง ตอนที่ 2 อายุ 15 ปี โรคปิศาจที่แฝงมา แม่คะ ในใจของหนูมีคุณแม่ที่คอยเชื่อในตัวหนูอยู่ตลอด หลังจากนี้ก็ขอฝากตัวเ้วยนะคะ ขอโทษที่ทำให้ลำบากอยู่เสมอ
ตอนที่ 3 โรคนี้
ทำไมถึงเลือกฉันนะ? โรคนี้ทำไมถึงเลือกฉันนะ ถึงจะบอกว่าก็เพราะโชคชะตา แต่ก็ยังทำใจให้ยอมรับไม่ได้ ตอนที่ 4 ความโดดเดี่ยวของสองคน ฉันอยากสร้างเครื่องย้อนเวลาและกลับไปในอดีต ถ้าไม่ได้เป็นโรคนี้ก็คงจะมีความรักได้ อยากจะคุกเข่าขอร้องให้ใครสักคนมาช่วย ฉันจะทนต่อ
ไม่ไหวแล้ว ตอนที่ 5 หนังสือประจำตัวคนพิการ จะไม่พูดว่าอยากกลับไปวันนั้นอีกแล้ว จะยอมรับตัวเองตอนนี้และมีชีวิตอยู่ต่อไป ตอนที่ 6 สายตาที่เย็นชา บางครั้งรู้สึกเหมือนถูกสายตาที่เย็นชาทำร้าย แต่ก็ได้รู้ว่ายังมีสายตาที่อ่อนโยนอยู่ด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ฉันจะไม่หนีเด็ดขาด ถ้าเป็นอย่างนั้น สักวันหนึ่งก็คง
ตอนที่ 7 ที่อยู่ของฉัน ถึงแม้ว่าจะเป็นอย่างนั้น แต่ฉันก็ยังอยากอยู่ที่นี่ เพราะนี่คือที่ที่ฉันอยู่ ตอนที่ 8 1 litre of tears ถึงจะล้มกี่ครั้งก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็ลุกขึ้นใหม่ได้ ถ้าล้มแล้วมองไปบนท้องฟ้าที่สดใส ฟ้าก็ยังคงกว้างอย่างหาที่สุดมิได้เหมือนเดิม และยังคงยิ้มให้กับเราเสมอ
ฉันยังมีชีวิตอยู่ ตอนที่ 9 ชีวิตในตอนนี้ คงไม่ใช้ใช้ชีวิตในอดีต แต่ต้องใช้ชีวิตในตอนนี้เท่าที่จะทำได้ก็พอ ตอนที่ 10 Love Letter ความเป็นจริงช่างโหดร้ายเหลือเกิน แม้แต่จะฝันก็ยังทำไม่ได้ และเมื่อคิดถึงอนาคต น้ำตาก็จะไหลออกมาอีก ตอนสุดท้าย ไปแสนไกล สู่ที่น้ำตาเลือนหาย มีชีวิตอยู่ต่อไปนะ ส่งท้ายกันด้วย คำไว้อาลัยให้กับอายะจากคุณแม่ของอายะครับ
แต่ว่านะอายะ เป็นเพราะหนูทำให้ มีคนคิดเรื่องมีชีวิตอยู่ได้หลายคน มีความสุขที่ได้ใช้ชีวิตอยู่แบบธรรมดาทุกวัน และได้รู้สึกถึงความอบอุ่น ได้รู้ถึงความมีน้ำใจของคนที่อยู่ใกล้ตัวเอง คนที่เป็นโรคเดียวกันแล้วทรมาน ก็ได้รู้ว่าไม่ใช่มีแต่ตัวเองคนเดียวเท่านั้น ที่หนูเสียน้ำตาไปมากมายนั้น และคำพูดของหนูที่เกิดจากสิ่งนั้น ได้ส่งไปถึงใจของคนหลายๆคน อายะ
อยู่ที่โน่น ไม่ได้ร้องไห้แล้วนะ แม่น่ะ อยากเห็นลูกตอนที่ยิ้มอีกครั้ง

เพลง Only human (1 Litre oF tears)
哀(かな)しみの向(む)こう岸(きし)に 微笑(ほほえ)みがあるというよ Kanashimi no mukou kishi ni Hohoemi ga aru toiu yo อีกฟากฝั่งของความโศกเศร้า ยังมีบางสิ่งที่เรียกกันว่ารอยยิ้มอยู่ 哀(かな)しみの向(む)こう岸(きし)に 微笑(ほほえ)みがあるというよ たどり着(つ)くその先(さき)には 何(なに)が僕(ぼく)らを待(ま)ってる? Kanashimi no mukou kishi ni Hohoemi ga aru to iu yo Tadori tsuku sono saki ni wa Nani ga bokura wo matteru? อีกฟากฝั่งของความโศกเศร้า ยังมีบางสิ่งที่เรียกกันว่ารอยยิ้มอยู่ แต่ก่อนที่เราจะไปถึงจุดนั้นได้ เรากำลังรอคอยอะไรกันอยู่รึป่าว? 逃(に)げるためじゃなく 夢追(ゆめお)うために 旅(たび)に出(で)たはずさ 遠(とう)い夏(なつ)のあの日(ひ) Nigeru tame ja naku yume ou tame ni Tabi ni deta hazusa tooi natsu no ano hi เพื่อที่จะไล่ตามความฝันของเราแล้ว เราไม่สามารถบอกเหตุผลกับตัวเองให้ถอยหลังได้ เราต้องก้าวต่อไป ก้าวไปยังฤดูร้อนแสนไกลที่รอคอยเราอยู่ 明日(あした)さえ見(みえ)えたなら ため息(いき)もないけど 流(なが)れに逆(さか)らう舟(ふね)のように 今(いま)は 前(まえ)へ 進(すす)め Ashita sae mieta nara tame iki mo nai kedo Nagare ni sakarau fune no you ni Ima wa mae he susume ถ้าพรุ่งนี้เราจะได้สัมผัสมัน เราก็ไม่ควรที่จะมัวแต่นั่งโหยหาอาลัย เฉกเช่นเรือน้อยที่โต้ผ่านกระแสน้ำหลาก เราต้องก้าวเดินไปข้างหน้าต่อไป 苦(くる)しみの尽(つ)きた場所(ばしょ)に 幸(しあわ)せが待(ま)つというよ 僕(ぼく)はまだ探(さが)している 季節(きせつ)はずれの向日葵(ひまわり) Kurushimi no tsukita basho ni Shiawase ga matsu toiu yo Boku wa mada sagashite iru Kisetsu hazure no himawari ในที่ซึ่งปกคลุมไปด้วยความเศร้าหมอง บางสิ่งที่เรียกว่าปาฏิหาริย์กำลังรอเราอยู่ ถึงแม้ว่าเราจะยังคงต้องค้นหา ดอกดาวเรืองที่ฟูเฟื่องอยู่ในปลายฤดูใบไม้ผลิต่อไปก็ตาม こぶし握(にぎ)りしめ 朝日(あさひ)を待(ま)てば 赤(あか)い爪(つめ)あとに 涙(なみだ) キラリ 落(お)ちる Kobushi nigirishime asahi wo mateba Akai tsume ato ni namida kirari ochiru นักรบที่รอคอยซึ่งการปรากฏของแสงแห่งวันใหม่ ก่อนจะคว้ามันไว้ด้วยเล็บที่เปื้อนเลือดได้นั้น เขาต้องเสียน้ำตาประกายมากมาย 孤独(こどく)にも慣(な)れたなら 月(つき)明(あ)かり頼(たよ)りに 羽根(はね)なき翼(つばさ)で飛(と)び立(た)とう もっと 前(あえ)へ 進(すす)め Kodoku ni mo nareta nara Tsuki akari tayori ni Hane naki tsubasa de tobi tatou Motto mae he susume หากแม้นเราจะเคยชินกับความอ้างว้าง ที่มีเพียงแสงจันทร์เท่านั้นเป็นเพื่อน แต่เราต้องกางปีกที่ไร้ซึ่งขนของเราออกแล้วโบยบินไป บินต่อไปข้างหน้า ไกลอีกหน่อยเท่านั้นเอง 雨雲(あまぐも)が切(き)れたなら 濡(ぬ)れた道(みち) かがやく 闇(やみ)だけが教(おし)えてくれる 強(つよ)い 強(つよ)い 光(ひかり) 強(つよ)く 前(まえ)へ 進(すす)め Amagumo ga kireta nara Nureta michi kagayaku Yami dake ga oshiete kureru Tsuyoi tsuyoi hikari Tsuyoku mae he susume และเมื่อเมฆหมอกมรสุมจางหาย ผืนดินที่เปียกชุ่มทอประกายขึ้น แม้มันจะนำพามาเพียงแค่ความมืดมนอนธกาล แต่แสงทรงพลังเพียงหนึ่งเดียว จะช่วยผลักดันให้เรากล้าที่จะก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง |