|
View : 108 Post : 2
25 มกราคม 2550
ชื่อตอน : ครั้งหนึ่งในชีวิต
เกริ่นเรื่อง : ตะเกียกตะกายปีนป่ายภูกระดึง...ดึ๊ง...ดึ่ง
บันทึกการเดินทาง
ตอน...ตะเกียกตะกายปีนป่ายขึ้นภูกระดึง...ดึ๊ง...ดึ่ง
แวะไปดูหลักฐานได้ที่ http://my.dek-d.com/cannedfish/gallery/?gid=6416414
เฮ้ย...ปีใหม่ไปเที่ยวไหนวะ เจ้าเพื่อนรักส่งข้อความผ่าน msn มาถามขณะที่เรากำลังนั่งทำงานหัวฟูอยู่หน้าคอม
ไม่ไปไหนอ่ะ คนเยอะ นอนตีพุงอ่านนิยายอยู่กับบ้านดีกว่า เราพิมพ์ตอบกลับไป
จริงอ่ะ เราจะไปภูกระดึงแหละ เนี่ยก็ไปจองบัตรมาเรียบร้อยแล้ว เจ้าเพื่อนรักบอกมาอีก
โห รายวะ ไปไม่บอกเลย เราโวยผ่านเจ้าโปรแกรมแชท
หลังจากนั้นเรากับเจ้าเพื่อนรักก็เถียงกันยกใหญ่ เจ้าหล่อนบอกว่าเราแอบดอดไปเที่ยวงานพืชสวนโลกที่เชียงใหม่เพิ่งกลับมามันเลยไม่นึกว่าจะไปภูกระดึงด้วย แต่สุดท้าย...เพื่อนผู้น่ารักก็จัดหาตั๋วรถทัวร์มาให้จนได้ ตอนแรกเราเฉยๆ นะ ไม่ได้อยากจะไปจริงๆ หรอกเพราะว่าเพิ่งโดดงานไปเที่ยวเชียงใหม่มาตั้งสัปดาห์หนึ่งแล้ว แต่พอเจ้าเพื่อนหาบัตรมาได้เราก็เลยเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าไปลั่นล้า ณ ภูกระดึง กลัวเพื่อนรักจะเสียน้ำใจอ่ะนะ 555+
ประมาณตี 1 ครึ่งของวันที่ 30 ธันวา เราก็ได้ฤกษ์เดินทางออกจากกรุงเทพ ((หมอชิตใหม่)) มุ่งหน้าไปจังหวัดเลย รถทัวร์ที่เรานั่งไปพี่แกขับแบบว่าหวานเย็นสุดฤทธิ์เลยนะประมาณ 40 กม/ชมได้มั้ง กว่าจะไปถึงร้านเจ๊กิมที่ผานกเค้าก็ปาเข้าไปเที่ยงกว่าๆ เข้าไปแล้ว หลังจากเติมพลังเสร็จสรรพเราก็ต่อรถสองแถวแดงไปที่ตีนภูอย่างด่วนจี๋ แล้วรีบสละสัมภาระต่างๆ ให้ลูกหาบ ((15 บาท/กิโลเชียวนะ แต่ว่าก็ยอมอ่ะ ถ้าแบกไปเองคงตายแหงแก๋))
ปางกกคำ...ช่วงแรกนี้ชิวๆ ธรรมดามากๆ เรากับเพื่อนๆ เดินไปคุยไปหัวเราะกันไปเสียงลั่นป่า แต่พอถึงซำแฮกเท่านั้นแหละ เหอๆ 1 กิโลของซำแฮกก็ทำให้เราคว้าดาวมาหลายดวงเลยล่ะ แฮะๆ แบบว่าตรูจาเป็นลมเฟ้ย ตอนนั้นเราเริ่มเดินเงียบๆ แล้วนะ ไม่พูดไม่จากับใครทั้งนั้น กว่าจะไปถึงจุดพักเหนื่อยได้ก็เล่นเอาแทบตาย หลังจากพักดื่มน้ำเป๊ปซี่ กินหวานเย็น เขมือบลูกชิ้นปิ้ง และอื่นๆ อีกมากมาย เราก็ออกเดินทางต่อไป
ซำบอน ซำกกกอก ซำกอซาง พร่านพรานแป ซำกกหว้า ซำกกไผ่ และซำกกโดน อันนี้ยังพอตะเกียกตะกายขึ้นไปไหว แต่เริ่มมีอาการแบบว่าหันหลังกลับไปมองทางที่เดินผ่านมาด้วยสายตาละห้อย คืออยากกลับไปตีนภูใจแทบขาดแต่ว่ากลับไปไม่ได้แล้วอ่ะ พอมาถึงทางขึ้นพรานหลังแปก็ประมาณว่าอยากลาตายอ่ะ ระยะทาง 4,150 เมตรเนี่ยก็ไกลพอควรแล้วนะ ยังๆ ยังไม่พอ มันยังแย่ไปกว่านั้นอีกคือมันทั้งชัน ทั้งต้องปีนป่ายชะง่อนหิน และบันไดเหล็กที่สูงชันได้ใจ
ตอนนั้นเริ่มมีอาการแบบว่าก้าวขาไม่ออกแล้ว กว่าจะเดินๆ หยุดๆ มาถึงหลังแปรได้ก็เล่นเอาหอบแฮ่กๆ หมดเรี่ยวหมดแรงไปตามๆ กัน ตอนนั้นเรานึกว่าถึงที่กางเต็นท์แล้วนะ แต่พอหันไปเจอป้ายบอกทางให้ไปยังจุดบริการนักท่องเที่ยว ((จุดกางเต็นท์พักแรม)) อีก 5,500 เมตรเท่านั้นแหละ ขาอ่อนเลยคร้าบบบบ นั่งแหมะมันอยู่ตรงนั้นแบบว่าขอทำใจก่อนได้ไหมฟระ ขาตรูก้าวไม่ไปแล้ว แต่พอเงยหน้ามองพระอาทิตย์ ง่ะ...มันจะตกดินแว้ววว เรากับเพื่อนๆ ก็เลยต้องกัดฟันเดินฮุ่ยเล่...ฮุ่ยต่อไปจนถึงจุดบริการนักท่องเที่ยวจนได้ รอดตายไป เฮ้อ -*-
2 ทุ่มกว่าๆ แล้ว แต่ลูกหาบยังเอาสัมภาระมาส่งไม่ถึงบนยอดภูเลย แถมอากาศก็ยังเย็นยะเยือกได้ใจ ตอนนั้นเราใส่เสื้อไหมพรมหนาเลยนะ แต่เวลาลมพัดมาทีก็แบบว่ามันหนาวทะลุเสื้อเข้าไปถึงขั้วหัวใจเลย แฮะๆ แต่เจ้าเพื่อนๆ เราเด็ดกว่านั้นเพราะพวกมันสวมเสื้อยืดบางๆ ตัวเดียวอ่ะ พวกมันก็เลยต้องเดินปากสั่นกึกๆ ไปตลอดทาง ตอนหลังท่าทางพวกมันจะทนหนาวไม่ไหวเลยต้องไปเอาผ้านวมในเต็นท์มาพันตัว ((กลายร่างเป็นผีผ้าห่ม))
พอตกดึกอากาศเริ่มเย็นมากขึ้นเรื่อยๆ น้ำค้างก็แรงมากจนกลายเป็นหยดน้ำซึมทะลุผ้าใบเข้ามาในเต็นท์ ตอนเช้าจากที่ตั้งใจว่าจะตื่นตี 4 ครึ่งเพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น ก็กลายเป็นดูพระอาทิตย์ที่ร้านโจ๊กแทนเพราะตื่นไม่ไหว พอช่วงสายๆ ก็ออกเดินทางไกลไปไหว้พระพุทธเมตตา ไปดูใบเมเปิ้ลที่น้ำตกเพ็ญพบใหญ่ ((ขอสารภาพว่าเป็นน้ำตกเดียวที่พอดูได้ เพราะน้ำตกที่เหลือไหลอย่างกับน้ำก๊อกอ่ะ))
จากนั้นก็เดินตามทางไปเรื่อยๆ ผ่านน้ำตกธารสวรรค์ แวะชมสระอโนดาด สถานีคมนาคมไล่ไปเรื่อยจนถึงผาหล่มสัก รวมๆ แล้วประมาณ 10 กิโลได้อ่ะ พอปูผ้าใบเพื่อกินข้าว เราก็ทิ้งตัวลงนอนเลย หมดแรง ปางตาย ไม่ไหวแล้วววว ทีแรกตั้งใจจะดูพระอาทิตย์ตกดินที่ผาหล่มสักแต่คำนวณระยะทางและนึกถึงสังขารอันโรยราแล้วก็เปลี่ยนใจ เดินทำเวลากลับมาดูพระอาทิตย์ตกดินที่ผาหมากดูกแทน ((หุหุ...คิดถูกชะมัดเพราะฟ้าปิด มองไม่ค่อยเห็นพระอาทิตย์ล่ะ))
แสงสุดท้ายของวันลาลับขอบฟ้าไป ความมืดมิดก็เข้ามาปกคลุมพร้อมกับอุณหภูมิที่ค่อยๆ ต่ำลงจนเย็นยะเยือกอีกครั้ง เรากับเพื่อนๆ เดินลากขากลับจากผาหมากดูกมาที่เต็นท์ด้วยสภาพทุลักทุเลเต็มที่ เรียกว่ารากไม้ขวางหน้าอยู่เรายังยอมแพ้เดินอ้อมไปอีกนิดเพื่อหาที่ราบ ยกขาไม่ขึ้นแล้วอ่ะ ทั้งปวดและก็ตึงไปหมด แล้วคืนนั้นเรากับเพื่อนๆ ก็หลับเป็นตาย ((อ้อๆ แอบตื่นมาเคาท์ดาวน์กับคนอื่นๆ แป๊บนึงแล้วก็นอนต่อ...หุหุ))
ตี 2 กว่าๆ เจ้าเพื่อนเวงมันก็ปลุกเราขึ้นมาล้างหน้าแปรงฟันเพื่อเตรียมตัวไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่นกัน ((วันนี้จะกลับแล้วอ่ะ ถ้าไม่ไปก็หมายความว่า อด)) เราออกเดินทางไปที่ผานกแอ่นเร็วพอสมควรก็เลยได้จับจองพื้นที่บริเวณริมผาเพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้น ((เสียว กลัวความสูงอ่ะ แต่ว่าวิวสวยมากๆ)) พอพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าจนเต็มดวงแล้ว เราก็เดินทางกลับจากผานกแอ่น เตรียมเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าแล้วเอาไปให้ลูกหาบ หลังจากนั้นก็ไปเติมพลังสำหรับการเดินทางลงภู
บ่าย 3 โมงกว่าๆ เราก็วิ่งถลาลงมาถึงตีนภูเป็นผลสำเร็จ ฝากความประทับใจของสวรรค์ ((นรกในบางที)) ในหมอก...ดอกไม้งามเอาไว้เบื้องหลัง จำไม่ลืมเลยกับทุ่งหญ้าสีน้ำตาลอ่อนสลับเข้ม ((ตอนอ่านเจอในเน็ตเค้าบอกว่าทุ่งหญ้าเขียวขจีนะ)) และต้นสนงอนกัน ((ต้นที่ 2 มันเอนหนีอีกต้นอ่ะ มองดีๆ ผู้หญิงกำลังงอนป่องแล้วผู้ชายกำลังง้องอน เอ...หรือบางทีก็อาจสลับกันมั้ง))
ทริปไปภูกระดึงครั้งนี้ทำเอาเราประทับใจไปอีกนาน ขาบวมตุ่ยและปวดสุดๆ ไป 3 วัน แต่ก็ได้มิตรภาพในคำว่าเพื่อนและพี่น้องกลับมา ถ้ามีใครถามว่าจะไปอีกไหม...ตอนกลับมาแรกๆ บอกเลยว่า ไม่ ตรูจะไม่ไปเหยียบที่นั่นอีก แต่พอได้มาดูรูปถ่าย หนึ่งความทรงจำที่เก็บมาได้ก็อยากจะไปอีกครั้ง ได้ยินเค้าบอกกันว่าช่วงหน้าฝนมันจะสวยมากๆ ทุ่งหญ้าจะเขียวขจีด้วยน้า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น...เราคงต้องรอให้มีป้าย ครั้งที่สองในชีวิต พิชิตภูกระดึง ก่อนนะ เราถึงจะไปเหยียบที่นั่นอีกครั้ง 555+
|