ค่าย Young Writer Camp #2 (ของมติชน)
ตอนก่อนหน้า ตอนถัดไป

ค่าย Young Writer Camp #2 (ของมติชน)
เกริ่นเรื่อง: วันที่ 18 มี.ค.53 - 22 มี.ค.53 (ตอนแรกอัพในWriter คิดไปคิดมาเปลี่ยนเป็นอัพใน Blog ดีกว่า)
5 เม.ย. 56 , View: 273 , Post : 0


บันทึกเรื่องราวในค่าย Young Writer Camp #2 หรือค่าย เพ(ร)าะกล้า...ปากกาศิษย์ ของ มติชน โดยเด็กคนหนึ่งที่มีโอกาสได้เข้าไปใช้ชีวิตในนั้น (...โดยบังเอิญ?)

อันตัวเรานี้จะเริ่มกล่าวย้อนถึงเรื่องราวจากความทรง จำครั้งอดีตอันไกลโพ้น
(...ประมาณ 1 เดือนก่อน)

เป็นการเก็บตัวใน สถานการทำงานสุดแสนกดดันจนแทบไม่หลับไม่นอน
(...เริ่มวันที่ 18 มี.ค.53 - 22 มี.ค.53 รวมเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 5 วัน 4 คืน)

มีชื่อค่ายแสน ธรรมดาสร้างสรรค์ขึ้นจากความร่วมมือของเหล่าผู้ชิงชัย
(ค่าย Young Writer Camp #2 หรืออีกชื่อหนึ่ง ค่าย เพ(ร)าะกล้า...ปากกาศิษย์)

สถาน ที่พักหรูหราเหลือเชื่อจากคำว่า ฟรี
(ณ วังยางริเวอร์พาร์ครีสอร์ท จ.สุพรรณบุรี)

วันที่หนึ่ง : 18 มี.ค. 53


กำหนดการที่แจกมาในหนังสือคู่มือ
วันที่ 18 มีนาคม 2553

08.00 - 08.30 น.   ลงทะเบียนที่ อาคารข่าวสด (ชั้น 1)
08.30 - 10.00 น.   ออกเดินทางจากมติชนสู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
10.30 น.                 เดินทางถึงพระนครศรีอยุธยา
10.30 - 10.45 น.   พบครูใหญ่ประจำค่าย - ศุ บุญเลี้ยง
10.45 - 11.30 น.   เที่ยวอยุธยา กับ บินหลา สันกาลาคีรี
11.30 - 12.30 น.   รับประทานอาหารกลางวัน
12.30 - 15.00 น.   
เที่ยว อยุธยา กับ บินหลา สันกาลาคีรี
15.00 - 16.30 น.   ออกเดินทางจากพระนครศรีอยุธยามุ่งสู่วังยางรีสอร์ท จังหวัดสุพรรณบุรี
16.30 - 18.00 น.   Check in เข้าห้องพัก/พักผ่อนตามอัธยาศัย
18.00 - 19.00 น.   รับประทานอาหารเย็น
19.00 - 19.30 น.   กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์
19.30 - 20.30 น.   อ่านอย่างไรให้เขียนเป็น โดย ศุ บุญเลี้ยง
20.30 - 21.30 น.   กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์
21.30 น.                 พักผ่อน


เริ่มที วันแรกเดินทางถึงอาคารข่าวสด ก็ได้รับแจกเสื้อยืดสีเปลือกไข่ มีตัวอักษรเขียนว่า "นักเขียน" สีแดงเด่นบนหน้าอก 2 ตัว ได้รับการบอกกล่าวจากทีมงานว่า ให้ใส่ในวันแรก และวันสุดท้าย จากนั้นก็โดนดันไปทางห้องน้ำ "สรุปคือต้องเปลี่ยนเลยสินะ?"


หลังจาก ถ่ายรูปคู่กับบอร์ด ก็เจอกับเพื่อนค่ายนั่งกระจายกันไปเป็นจุด ๆ มองไปที่กลุ่มหนึ่งวัยใกล้เคียงกับเรา ด้านหลังมีรุ่นพี่ผู้หญิงตัวใหญ่นั่ง และเก้าอี้ว่าง ๆ พอนั่งปุ๊บ ก็เริ่มด้วยคำถามตีสนิทกับพี่ผู้หญิงทันที "พี่ชื่ออะไรเหรอ?"  "ชื่อพลอย แล้วเราล่ะ?" "ฝ้าย"


และการแนะนำตัว ก็เริ่มขยายวงกว้างไปยังกลุ่มด้านหน้าด้วย ซึ่งกว่าจะจำชื่อได้ก็งงไม่น้อย โดยสองคนในนี้มารู้ทีหลังว่านอนห้องเดียวกัน ชื่อ เค้ก(ม.4 ขึ้น ม.5 เด็กสุดในค่าย) และ ฝ้าย (ม.5 ขึ้น ม.6 สายวิทย์) และอีกหนึ่งคนที่กลายมาเป็นบัดดี้ของเราและเพื่อนนอนห้องข้าง ๆ ชื่อ มิว (ม.5 ขึ้น ม.6 สายวิทย์ สาวก Y วาดรูปเก่ง) และเพื่อนนอนห้องข้าง ๆ เช่นกันอีกคน ชื่อ น้ำพลอย (ขึ้น ปี1 สาวหน้าหวาน พูดต่อยหนัก)


เมื่อ คนครบก็ออกเดินทางไปทัศนศึกษาที่อยุธยา ประเดิมที่แรกที่ บ้านโปรตุเกส ซึ่งภายหลังกลายเป็นที่มาของสารคดีโรคจิตเล็ก ๆ ของเรา ต่อด้วยที่ไหนสักแห่ง? สักแห่ง?  มีการล่องเรือหรูขนาดใหญ่ไปตามแม่น้ำป่าสัก? หรือเจ้าพระยา? ด้วย ลมพัดมาเย็นสบายมาก รู้สึกได้ถึงสายตาอิจฉาของนักท่องเที่ยวที่มองมาจากบนฝั่ง...คนขับเปิดเพลง พระเจ้าตากเสียงดังลั่นแม่น้ำ


เรือจอดลงที่โรงแรมแห่งหนึ่งซึ่งกลาย เป็นสถานที่พักกินข้าวเที่ยง เป็นอาหารบุฟเฟ่ต์สุดหรู (แต่ตูกลับกระเดืือกไม่ค่อยลง) อาหารน่ากินมาก แต่ไม่อยากอาหารเท่าไหร่เลยกินแค่สปาเก็ตตี้ราดซอสมะเขือเทศ กับซูชิ 4-5 ก้อน กินเสร็จก็ไปทัศนศึกษาต่อแต่แดดร้อนจนจดจำข้อมูลในภายหลังไม่ค่อยได้ 
อ้อ...มีเจดีย์ภูเขาทองที่ต้องปีนบันไดขึ้นไปสูง ๆ ข้างบน ตอนขากลับลงมา ณ ที่ตรงนี้ก็เกิดไอเดียบางอย่างที่สุดท้ายก็นำไปใช้เขียนเรื่องสั้นในค่าย ขึ้นมาด้วย


เดินทางเข้าที่พัก เจ๊(ฝ้ายอีกคน) ไปลงชื่อเอากุญแจเสร็จ ก็แบกสัมภาระพะรุงพะรังตามหาห้องนอนกันต่อไปกัน 3 คน คือเจ๊ เรา เค้ก เดินตัดผ่านห้องอาหาร มาตามทางเดินกรวดหินเรียบแม่น้ำป่าสักกว้างใหญ่ทางขวามือ ทางซ้ายมือมีสระว่ายน้ำกลางแจ้งที่มีคนว่ายน้ำอยู่ พอเห็นแล้วก็ได้แต่บ่นเสียดายกันว่ารู้งี้เอาชุดว่ายน้ำมาด้วยดีกว่า


เจอ ที่พักในที่สุด ชื่อ บ้านวังหว้า ลักษณะเป็นบ้านหลังเล็ก ๆ มีประตูไม้ 2 บาน ด้านซ้ายมีป้ายติดไว้ว่า วังหว้า3 ด้านขวาก็ วังหว้า4 ดูจากกุญแจแล้วพวกเราได้ห้องด้านซ้ายคือ วังหว้า3 ระหว่างไขกุญแจอยู่ เพื่อนบ้านก็มาถึงพอดี มี มิว น้ำพลอย และ เซย์(ม.5 ขึ้น ม.6 ดาวค่ายครั้งนี้ เป็นเด็กสาวที่ทุกคนในค่ายลงความเห็นว่าเป็นมนุษย์ต่างดาวส่งมาเกิด) คุยทักทายกแยกย้ายกันเข้าบ้านของตัวเอง


ภายในห้องนอนเหนือความคาด หมายมาก ดีกว่าที่หวังไว้อีก เปิดประตูเข้ามาทางซ้ายเป็นห้องน้ำสีขาวสะอาดตา ทางขวาเป็นตู้เสื้อผ้าที่สามารถเลื่อนประตูไม้มาซ่อนได้ มีตู้เย็นขนาดเล็กอยู่ด้านในอีกฝั่ง เดินเข้าไปด้านใน มีเตียงเดี่ยวตั้งอยู่ติดกัน 3 เตียง (เจ๊นอนชิดกำแพง เรานอนกลาง เค้กนอนนอก) ตรงข้ามเตียงมีทีวีจอใหญ่เครื่องหนึ่ง พอเดินเลยเตียงไปก็เจอกับประตูกระจกแบบเลื่อนที่สามารถเดินทะลุออกไปข้างนอก ได้ แต่ข้างนอกนั้นไม่น่านั่งเท่าไหร่ คือมีโต๊ะม้าหินที่ปกคลุมไปด้วยใบไม้แห้งและมดแดง บวกกับทัศนียภาพเป็นบึงน้ำเขียวขุ่นเหมือนเน่า?


เปิดแอร์เสร็จเรียบ ร้อยก็เริ่มมานั่งเกี่ยงกันว่าใครจะอาบน้ำก่อน สุดท้ายก็เรียงลำดับอย่างนี้ เรา เค้ก เจ๊ (เจ๊ได้ทีหลังสุด เพราะอ้างว่าต้องดูรายการ The Star) เข้ามาภายในห้องน้ำแล้วชอบมาก คือไม่ได้ใหญ่อะไรแต่มันก็มีแบ่งเป็นสัดส่วน มีกระจกบานใหญ่ตรงอ่างล้างหน้า สะท้อนฝักบัวที่อยู่ด้านหลัง (แต่เวลาอาบมันมีผ้ายางให้ดึงปิดกันน้ำ ก็จะทำให้อดเห็นร่างกายยามเปียกน้ำติดเรท) ข้างอ่างล้างหน้าก็มีส้วม? ชักโครก? น่าใช้งานเพราะสะอาดมาก


สุดท้ายกว่าจะออกมาก็กินเวลาไปกว่า ครึ่ง ชม. เลยทีเดียว เพราะมัวแต่เพลิดเพลินไปกับสายน้ำของฝักบัว กับผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่สีขาวสะอาดเอี่ยม รวมถึงกระจกขนาดครึ่งตัวแสนมีเสน่ห์ (ตอนก่อนเข้าบอกคนอื่นว่าอาบเร็ว สุดท้ายโดนมอมเมากลายเป็นครึ่ง ชม.)


หลัง จากทุกคนอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้วก็แวบไปเยี่ยมห้องวังหว้า4เนื่องจากยังไม่ ถึงเวลากินข้าว สภาพห้องเหมือนกันแทบทุกอย่างเพียงแต่ทุกอย่างจะเหมือนอยู่กลับด้านคือ เตียงอยู่ด้านขวามือ ทีวีอยู่ด้านซ้ายแทน นอกจากนั้นห้องนี้บนทีวีมีตุ๊กตาไม้รูปแมวตั้งอยู่ แต่ห้องของเราจะเป็นรูปนกฮูก ในห้องเงียบมากคือเข้าไป น้ำพลอยนั่งอ่านหนังสืออยู่มุมนึง เซย์นอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียง มิวทำหน้าประมาณว่ามีคนมาช่วยตูแล้ว แต่ดูจากที่นั่งก็รู้ว่าก่อนหน้านี้คงนั่งอ่านหนังสืออยู่เหมือนกัน


คุย ไร้สะระกันอีกสักพักก็ถึงเวลากินข้าว พากันไปห้องอาหารและยึดโต๊ะมาโต๊ะหนึ่ง อาหารน่ากินเช่นเดิม แต่กินไม่ลงอีกแล้ว ก็พยายามกินมันลงไปเพราะไม่อยากให้คนอื่นสงสัย กินเสร็จก็ไปรวมตัวกันที่ห้องประชุม แอร์เย็นมากกกกกถึงมากที่สุด ที่นั่งถูกจัดเป็นรูปตัวยู



พอมากันครบ ครูใหญ่ หรือ ศุ บุญเลี้ยงก็ออกมาแนะนำตัว แล้วก็เริ่มพูดถึงผลงานที่ส่งเข้ามาเป็นเชิงติเสียส่วนใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น


"ต้น กระบองเพชรเข้าสู่ห้วงนิทรา มันเข้าสู่ห้วงนิทรายังไง ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ไหนใครเป็นคนเขียนอธิบายหน่อยสิ ว่าต้นกระบองเพชรเข้าสู่ห้วงนิทราได้ยังไง"


"1ปีมี365 วัน  1วันมี24ชม. 1ชม.มี60นาที ในบางปีมี366วัน ไหนคนไหนเป็นคนเขียน ผมล่ะสงสัยมากเลยว่าจะบอกมาทำไม ว่าปีนึงมีกี่วัน กีชม. กี่นาที กลัวคนไม่รู้เหรอ? หรือว่านี่เป็นความรู้ใหม่คุณก็เลยต้องเขียนบอก?"


"แสง ของพระอาทิตย์สาดส่องลงมามองเห็นเป็นประกายระยิบระยับ เนี่ยแปลกมากเลยนะ ผมไม่เคยเห็นแสงอาทิตย์เป็นประกายระยิบวิบวับมาก่อน มันเป็นยังไงหรอประกายระยิบวิบวับเนี่ย ไหนช่วยอธิบายหน่อย ว่าคุณมองยังไงถึงเห็นมันวิบวับได้"


และอื่น ๆ อีกมากมายที่ทำให้ใบหน้ายิ้มแย้มของพวกเราในตอนแรกนั้นเหี่ยวลงเรื่อย ๆ พร้อมกับก้มหน้าพลางภาวนาให้ครูใหญ่ไม่เรียกชื่อ หรือหยิบผลงานของตัวเราเองออกมา วิจารณ์อย่างเจ็บปวด เวลาผ่านไปเร็วเหมือนโกหก พอติเสร็จก็เริ่มสอนข้อคิดมากมายซึ่งจะไม่เขียนลงในนี้ เพราะจำไม่ได้ (แต่จดไว้ในสมุด)


พอ 3 ทุ่มกว่า ก็ปล่อย แต่ก่อนแยกย้ายกันกลับห้องพี่ทีมงานก็แจกกระเป๋าใส่โน้ตบุ๊คที่มีโน้ตบุ๊ค อยู่ข้างในจริง ๆ หนึ่งเครื่องให้กับทุก ๆ คน เป็นอะไรที่น่าตื่นตะลึงมาก เพราะไม่คิดว่าจะแจกให้ใช้กันแบบนี้ (แน่นอนว่าวันสุดท้ายก็ต้องคืนอยู่ดี)


กลับ ห้องคุยเรื่อยเปื่อยกันอีกสักพักก็ปิดไฟเข้านอน แต่นอนไม่ค่อยหลับ อิจฉาเจ๊มาก หัวถึงหมอนปุ๊บหลับปั๊บ เค้กพลิกตัวอยู่ 2-3 ครั้งก็นิ่งไป เหลือเีราให้นอนตาค้างอยู่คนเดียวมองนู่นมองนี่แล้วอยู่ดี ๆ หัวอันบรรเจิดของเราก็เริ่มสร้างสรรค์เรื่องผีขึ้นมาโดยมีเราเป็นตัวเอก (ประเสริฐมาก ยิ่งหลับไม่ลงเข้าไปใหญ่) สุดท้ายกดดูนาฬิกาข้อมือ เลยเที่ยงคืนไปนิดหน่อยแล้ว กำลังตั้งใจว่าจะหลับให้ได้ คุณข้างห้องก็ชกกำแพงหรืออย่างไร? เสียงดังปึง! จะได้หลับไหมตู ...แต่สุดท้ายก็หลับได้ในที่สุด



Move

 
วันที่สอง : 19 มี.ค. 53



กำหนดการที่แจกมาในหนังสือคู่มือ
วันที่ 19 มีนาคม 2553

06.45 - 07.00 น.   ทำบุญตักบาตร (พระบิณฑบาตทางเรือ)
07.00 - 
08.30 น.   รับประทานอาหารเช้า
08.30 - 09.00 น.   กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์
09.00 - 12.00 น.   "การเขียนเรื่องสั้น" โดย บินหลา สันกาลาคีรี
12.00 - 13.00 น.   รับประทานอาหารกลางวัน
13.00 - 18.30 น.   Workshop การเขียนเรื่องสั้น
18.30 - 19.00 น.   พักผ่อนตามอัธยาศัย
19.00 - 20.00 น.   รับประทานอาหารเย็น
20.00 - 21.00 น.   คลินิกนักเขียน โดย ศุ บุญเลี้ยง
21.00 - 22.00 น.   Workshop การเขียนเรื่องสั้น (ต่อ)
22.00  น.                ส่งงาน เขียนเรื่องสั้นให้วิทยากรอ่านเพื่อ Comment
22.00  น.                พัก ผ่อน


วันที่สองตื่นมาตี 5 ด้วยเสียงปลุกจากมือถือน้องเค้ก แต่แกล้งทำเป็นยังไม่ตื่น จนน้องเขาลุกเดินเข้าห้องน้ำไปแล้วนั่นแหละ เราถึงค่อยลุกมาหยิบเสื้อผ้าเตรียมเข้าห้องน้ำต่อ แอร์เย็นมากกกก หนาวเหมือนอยู่ขั้วโลกเหนือ ทนไม่ไหวเลยเดินไปปิดแอร์ พอปิดแอร์ปุ๊บเจ๊ก็งัวเงียตื่นขึ้นมาพึมพำประมาณว่า "ตี5ครึ่งแล้วค่อยปลุกนะ" แล้วล้มลงไปนอนต่อ


พอเค้กออกจากห้องน้ำ ก็รีบเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อหมุนตัวเล่นหน้ากระจกเล็กน้อย ออกมาปลุกเจ๊ต่อตอนเกือบจะ 6 โมง (พลาดอีกแล้วเรา มัวแต่เพลินอยู่ในห้องน้ำ) เจ๊รีบพุ่งเข้าเสียบต่อทันที พอทุกคนพร้อมเดินไปที่ห้องข้าง ๆ เคาะเรียกพร้อมกับดูนาฬิกาไปด้วยเนื่องจากเลยเวลานัดไปแล้ว แปปนึงมิวก็โผล่หน้าออกมาบอกให้ไปก่อนเลย เพราะอีก 2 หน่อในห้องยังไม่ตื่น


เร่ง เดินจ้ำไปที่ท่าน้ำ ชาวค่ายนั่งกันอยุ่บนเสื่อ พร้อมใจกันมองมาที่สามสาวเป็นจุดเดียว รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นพระเอกขี่ม้าขาวมาก (พระเอกมาทีหลังเสมอ) เจ๊คงรำคาญที่เห็นเราทำหน้าเหมือนโลกจะแตก เลยบอก "ยังไงเราก็ไม่ใช่กลุ่มสุดท้าย ไม่เห็นเป็นไรเลย" เข้าไปนั่งแทรกตามช่องว่างสักพักก็มีคนเดินมาเพิ่ม เจ๊หันมามอง "เห็นมั้ยบอกแล้ว" แปปนึงพระก็นั่งเรือมาถึง ตักบาตรเสร็จก็นั่งรับพรภาษาบาลี ก่อนไปรวมตัวกันห้องอาหารกินข้าว


อาหาร เช้าน่ากินแต่กินไม่ลง โดยสรุปแล้วกว่าเราจะมีความสุขกับการกินข้าวก็เลยไปเช้าวันที่ 5 นู่นเลย ที่งานทุกอย่างส่งเสร็จหมดแล้วนั่นแหละ


ไปรวมตัวกันที่ห้องประชุม เล่นเกมจากพี่ทีมงานวิ่่งไปวิ่งมา สนุกดี เมื่อถึงเวลา 
บินหลา สันกาลาคีรี ก็มาสอนเขียนเรื่องสั้น ไม่ได้สอนว่าต้องย่อหน้าอะไรยังไง หรือต้องเขียนกี่บรรทัดหรอกนะ แต่สอนหลักการเขียน หลักการคิด มุมมองหลายแง่มุม จะไม่ลงลึกลงในนี้หรอกเพราะมันเยอะ จำไม่ได้ แต่จดไว้ในสมุดบันทึกเหมือนเดิม


มีการให้ออกมาหยิบก้อนหินคนละก้อน แล้วเปรียบว่ามันคือประสบการณ์ที่แต่ละคนยังขาด ต้องหามาเพิ่มงานเขียนถึงจะดียิ่งขึ้น มีการให้กิน มะระขี้นก บอระเพ็ด สะเดา (ขมอย่างอ้วกสุด ๆ) บอกว่านี่คือประสบการณ์ที่ถ้าเราไม่เคยกินมาก่อนก็คงไม่รู้ว่าอะไรขมยังไง อันไหนขมกว่า ขมแบบไหน ปิดด้วยการให้ประโยคไปคิด "คุณจะเล่าอะไร เล่ายังไง มันมีอะไรใหม่หรือ?" ในการเขียนเรื่องสั้นที่มีหัวข้อว่าต้องเกี่ยวกับอยุธยาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จากนั้นก็ไปกินข้าวเที่ยง กับอารมณ์กินข้าวไม่ลงยิ่งกว่าเดิม จากนั้นก็รีบเผ่นกลับห้องมาปั่นงานเรื่องสั้น


อย่างที่เล่าไปตอน แรกว่าคิดไว้แล้วว่าอยากเขียนอะไร แต่ยังไม่รู้จะดำเนินเรื่องยังไง เห็นเค้กนั่งคิดเรื่องอยู่บนเตียง เจ๊นั่งอยู่ที่พื้นข้างเตียง ก็เลยบอกว่า "มีใครจะเข้าห้องน้ำมั้ย ถ้าไม่มีเราขอเข้าไปอาบน้ำสัก ชม. นะ" และก็เข้าไปสิงในห้องน้ำอยู่ 1 ชม. จริง ๆ อย่างมีความสุข แต่คิดอะไรเพิ่มขึ้นมาได้แค่นิดเดียว สุดท้ายก็เลยพิมพ์แต่งสดลงโน้ตบุ๊คเลยดีกว่า


แต่งไปได้ย่อหน้านึง ก็มีคนมาเคาะประตูปรากฎว่าเป็นมิวนั่นเอง บอกว่าขอมาสิงด้วย พร้อมกับโอดครวญว่าคิดไม่ออก นั่งเงียบกันจนฟ้าเริ่มมืด ดำเนินเรื่องไปอืดมากได้แค่ 2 ย่อหน้า 6 บรรทัด ก็เก็บของเก็บโน้ตบุ๊ค ยกขบวนไปกินข้าวที่ห้องอาหาร เสร็จก็หนีบโน้ตบุ๊คไปนั่งแต่งต่อที่ห้องประชุม


ช่วงนี้จะเป็นอะไร ที่น่ากดดันมาก เพราะจะได้ยินเสียงกดคีย์บอร์ดดัง แกก ๆ ๆ ไม่หยุด ทุกคนมีสีหน้าเคร่งเครียด เวลาผ่านไป 3 ทุ่ม ก็เริ่มมีคนพิมพ์งานเสร็จเดินไปปริ๊นท์เรื่องแล้วไปให้บินหลา ไม่ก็ครูใหญ่ศุ วิจารณ์งานของตัวเอง ย้อนกลับมาดูตัวเองพึ่งพิมพ์ได้หน้าครึ่ง ยังไม่ถึงไหน ก็กัดฟันพิมพ์กันต่อไปจนถึง 4 ทุ่ม เจ๊ กับน้ำพลอยก็พิมพ์งานเสร็จ (มิวขอกลับไปแต่งที่ห้อง) เดินไป
ปริ๊นท์งาน เอาไปให้นักเขียนรุ่นใหญ่วิจารณ์ เราก็นั่งเครียดพิมพ์ต่อไป จนใกล้ ๆ จะ 5 ทุ่ม เค้กที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็แต่งเสร็จเอางานไปให้บินหลาดูเป็นคนสุดท้าย (บินหลาบอกขอเอางานกลับไปอ่านที่ห้องนอน เพราะดึกแล้ว) พอ 5 ทุ่มปุ๊บ พี่ทีมงานก็บอกให้เซฟงานแล้วกลับไปแต่งต่อให้จบ แล้วเอางานมาส่งพรุ่งนี้เช้าก่อน 8.30 น. สถานการณ์งานได้ 3 หน้ากว่า ๆ


พอกลับ ถึงห้องปุ๊บ ก็รีบนั่งแต่งต่อเลย
 ระหว่างนั้นก็จะได้ยินเจ๊คุยกับเค้ก ถึงได้รู้ว่าเจ๊โดนบอกให้เขียนเรื่องใหม่อีกรอบ เจ๊คิดพล๊อตอยู่สักพักก็หันมาถาม "ฝ้ายจะอยู่ถึงกี่โมง" "ดึกแหละ" "ตี2ถึงมะ" "เกินอยู่แล้ว" "งั้นตี2ปลุกเรานะ" "อืม"


แล้วเจ๊ก็เสด็จไปนอน สักพักเค้กก็ปิดโน้ตบุ๊คเข้านอน เหลือเรานั่งพิมพ์งานอยู่คนเดียว ไฟในห้องขนาดเปิดทุกดวงแล้วก็จะสว่างแบบสลัว ๆ โทนส้ม ๆ สบายตา วังเวงเล็กน้อย ผ่านไปสักพักใหญ่ ไฟก็กระพริบมา ๆ หาย ๆ ใจเราก็หายแวบตามไฟไปด้วย แต่ปลอบตัวเองว่าสงสัยห้องอื่นคงใช้ไฟอยู่เหมือนกันเลยมาแย่งกันเอง


จน ถึงตี2 มือถือเจ๊ก็ดังปลุก แต่เจ้าของไม่ตื่น เลยเดินไปเขย่าตัวเรียก "เจ๊ตี2แล้ว" "หา? ตี2แล้วหรอ" "อืม" "โอยง่วง ปิดมือถือให้หน่อย เดี๋ยวตี5เราค่อยลุกมาปั่นงานดีกว่า" จบเจ๊หลับต่อ เราก็เดินไปที่มือถือหยิบขึ้นมามองอย่าง งง ๆ พอกดลงปุ่มนึงเสียงก็หายไป กลับมานั่งแต่งต่อเสียงปลุกก็ดังขึ้นมาอีก เป็นอย่างนี้ประมาณ 4 รอบ ในที่สุดก็กดปิดได้ในที่สุด...พอแต่งเรื่องเสร็จก็ปาเข้าไปตี3ครึ่งแล้วถึง ได้นอน หัวถึงหมอนปุ๊บหลับทันที



Move


 
วันที่สาม : 20 มี.ค. 53




กำหนดการที่แจก มาในหนังสือคู่มือ
วันที่ 20 มีนาคม 2553

06.00 - 06.30 น.   ทำบุญตักบาตร - 
ตามอัธยาศัย
07.00 - 08.30 น.   รับประทานอาหารเช้า
08.30 - 11.30 น.   "เขียนสารคดีแบบนิ้วกลม" โดย นิ้วกลม
11.30 - 12.30 น.   รับ ประทานอาหารกลางวัน
12.30 - 18.30 น.   Workshop การเขียนสารคดี
18.30 - 19.00 น.   พักผ่อนตาม อัธยาศัย
19.00                     ส่ง งาน เขียนสารคดีให้วิทยากรอ่านเพื่อ Comment
19.00 - 20.00 น.   รับประทานอาหารเย็น
20.00 - 21.00 น.   คลินิก นักเขียน (การเขียนคอลัมน์) โดย หนุ่ม เมืองจันท์
21.00 - 22.00 น.   เขียน "ความทรงจำ YWC"
22.00  น.                พัก ผ่อน


วันที่สามตื่นมาตี 5 ด้วยเสียงปลุกจากมือถือเค้ก ลุกขึ้นมานั่งมึน ๆ ก่อนหันไปเขย่าคนหลับเป็นตายข้าง ๆ  "เจ๊ตี5แล้ว" สะดุ้งตื่นทันที "เฮ้ย ยังเขียนพล๊อตไม่จบเลยทำไงดี โอย จะทันมั้ยว้า" "..." มองเจ๊เงียบ ๆ แล้วล้มลงไปนอนต่อ เค้กออกมาจากห้องน้ำเห็นเรานอนลืมตาก็ถาม "เมื่อคืนพี่ฝ้ายน้อนกี่โมงหรอ" "ตี5ครึ่ง" "โห แล้วแต่งเสร็จยัง" "อือ เสร็จละ เดี๋ยวพี่ขอนอนถึง 7 โมงเลยนะ ง่วงมาก" ประโยคหลังเสียงแจ่มใสแบบสุด ๆ "อ้าว ไม่ไปตักบาตรหรอ" "ขอผ่านล่ะวันนี้" เสียงเจ๊แทรกขึ้นมาทันที "เฮ้ย เออมีตักบาตรนี่หว่า เค้กไปตักบาตรกัน" "อือ"


และแล้วห้องก็เงียบลงอีกครั้งพร้อมกับหลับยาวเกือบถึง 7 โมง พอตื่นขึ้นมา 2  สาวก็กลับมาแล้ว เค้กนั่งแก้งานตัวเอง เจ๊นั่งปั่นด้วยสปีดเร็วกว่าแสง สักพักก็มีเสียงเคาะประตูห้อง เปิดออกไปเป็นแขกเจ้าเดิม มิว มาขอนั่งปั่นงานด้วย มองนาฬิกา 7 โมง เดินออกไปกินข้าว
ที่ห้องอาหารกับเค้ก 2 คน มาถึงแทบไม่มีคนเลย เจอแต่พี่พลอย กินข้าวเสร็จก็เดินไปส่งงานที่ห้องประชุม มาถึงแล้วถึงรู้ว่ามีคนตื่นแต่เช้ามานั่งพิมพ์งานต่อที่นี่ด้วย


8.30 น. เริ่มทยอยมากันที่ห้องประชุม มิว กับ เจ๊ มาถึงที่หลังสุด นิ้วกลมเริ่มสอนสารคดี ก่อนสอนมีการให้เล่นเกมเล็กน้อย เป็นการปลุกให้ตื่นเพราะหลายคนหน้าโทรมมากเพราะอดนอน แล้วก็เริ่มสอน ซึ่งถือว่าสนุกและน่าสนใจมาก มีการเปิดวีดีโอหนังสั้นให้ดู ได้ข้อคิดหลายอย่างเลย แต่เหมือนเดิม คือไม่ได้สอนว่าเขียนสารคดีต้องเขียนยังไง แต่ให้คำนิยามมาว่า "สารคดี คือ เรื่องจริงที่อ่านแล้วได้อารมณ์ความรู้สึก"


แล้วก็ปล่อยไปกิน ข้าวอย่าง งงๆ คือต้องยอมรับเลยว่าตัวเองไม่เคยเรียนเขียนสารคดีมาก่อน เขียนไม่เป็น ไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไร พอปล่อยปุ๊บก็เลยกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อที่ห้องแบกโน้ตบุ๊คไปนั่งหาข้อมูล ที่ห้องประชุมเลย (เป็นที่เดียวที่ใช้เน็ตได้) แต่ปรากฏว่าเน็ตอืดเข้าเว็บอะไรไม่ได้เลย สุดท้ายหลังจากทบทวนนิยามที่นิ้วกลมให้มาของสารคดี เราก็เริ่มด้นสด


"ต้อง การความจริงใช่มั้ย ได้เอาไปเลย ฉันจะเขียนเหตุการณ์แล้วความรู้สึกจริง ๆ ออกมาให้หมด"...สุดท้ายพอถึงเวลาส่งต้องบอกเลยว่าตอนแต่งก็สนุกดีอยู่หรอก แต่มันเป็นงานที่เผามั่วมาก อ่านยังไงก็ไม่ใช่สารคดี แต่ก็...ช่างมันเถอะ พอส่งงานกันหมดทุกคนแล้วก็ออกไปกินข้าวเย็น


กลับเข้ามาพี่ทีมงานก็ วิ่งจัดเก้าอี้ใหม่ เป็นครึ่งวงกลมแคบ ๆ 3 ชั้น พอนั่งกันเสร็จเรียบร้อย ครูใหญ่ของค่ายนี้ หรือ ศุ บุญเลียง ก็มาเปิดคอนเสิร์ตเล็ก ๆ ให้กับพวกเรา เพลงเพราะมาก ความหมายก็ดี สนุกจริง ๆ พอเล่นไป 5-6 เพลงสั้น ๆ คอนเสิร์ตก็จบ (ซึ้งชะมัด)


หนุ่มเมืองจันท์เข้ามามอบหมายงานต่อไปให้ กับพวกเราชาวค่ายนักเขียน คือการเขียนคอลัมน์ โดยให้เขียนอะไรก็ได้ถึงค่ายนี้ไม่เกิน 2 หน้ากระดาษ ภายในเวลาสั้น ๆ 2 ชม. (ไม่แน่ใจว่า 1 หรือ 2 แต่คิดว่า 2 ชม.)


อันตัวเรานั้นเมื่อคืนก็ นอนตี 3 ครึ่ง ตื่นมานั่งปั่นสารคดีอีก พอเสร็จยังมีคอลัมน์ต่อ หัวตื้อมาก ถึงตื้อที่สุด ถึงจะแค่ไม่เกิน 2 หน้าก็เถอะ สุดท้ายหลังจากคิดอยู่นานก็นึกถึงความประทับใจที่ยิ่งใหญ่ออก...โน้ตบุ๊ค นั่งพรรณาถึงโน้ตบุ๊คไปจบจบหนึ่งหน้า พี่ทีมงานก็ตะโกนบอกให้เขียนถึงเพื่อนในค่ายด้วย อย่ามัวแต่เขียนถึงความโหดของค่าย เพื่อนหรอ? เออ เนอะ มันก็ควรจะเขียนถึงนี่หว่า...เลยพิมพ์ต่อไปตอนท้าย


จบคืนนั้นก็แยก ย้ายกันเข้านอนต่อไป...



วันที่สี่ : 21 มี.ค. 53


กำหนดการที่แจกมาในหนังสือคู่มือ
21 มีนาคม 2553

06.00 - 06.30 น.   ทำบุญตักบาตร - ตามอัธยาศัย
07.00 - 08.30 น.   รับประทานอาหารเช้า
08.30 น.                 ส่งงานเขียน "ความทรงจำ YWC"
08.30 - 11.30 น.   ฟังคำแนะนำงานเขียนจากวิทยากร - ศุ บุญเลี้ยง  นิ้วกลม  และ  บินหลา
11.30 - 12.30 น.   รับประทานอาหารกลางวัน
12.30 - 17.00 น.   แก้ไขผลงานเขียน
17.00 น.                 ส่งผลงานเขียนเรื่องสั้น  และ สารคดี
17.00 - 18.30 น.   พักผ่อนตามอัธยาศัย
18.30 - 22.00 น.   งานเลี้ยง YWC - แฟนซี "Happy Book Day"
22.00 น.                 พักผ่อน


วันที่สี่ ตื่นมาก็ไม่ได้ไปตักบาตร แต่งตัวเสร็จก็แบกโน้ตบุ๊คออกไปกินข้าวเลย พอถึงห้องอาหารก็พบว่ามีคนนั่งอยู่หลายคนแล้ว ทั้งชาวค่าย และพี่ ๆ ทีมงานปะปนกันไป ก็ไม่ได้คิดอะไร แยกย้ายกันไปตักข้าวมานั่งที่โต๊ะเสร็จ อยู่ดี ๆ ก็มีพี่ทีมงานผู้หญิงเดินมาหาที่โต๊ะ "น้องน้ำพลอยอยู่ในโต๊ะนี้หรือเปล่า"


พอบอกว่าน้ำพลอยยังไม่ตื่น พี่เขาก็ทำหน้าหมั่นเขี้ยว(อารมณ์โกรธก็ไม่เชิง เอนไปทางขำมากกว่า) แล้วบอกว่าคอลัมน์เมื่อว่าที่น้ำพลอยเขียนน่ะ "แสบมาก" ตอนนี้พี่ทีมงานได้อ่านกันทุกคนเรียบร้อยแล้ว ยกเว้นแต่คนที่ถูกเอ่ยชื่ออยู่ในคอลัมน์ กับพี่นักเขียนรุ่นใหญ่บางคนเท่านั้น


ฟังเสร็จพวกเราที่นั่งที่โต๊ะ ก็มองหน้ากันแล้วก็หัวเราะกันใหญ่ ใครจะไปคิดว่าน้ำพลอยจะกล้าเขียนลงไปจริง ๆ คือก่อนหน้านี้เวลานั่งกินข้าวกัน น้ำพลอยก็จะชอบเปรียบคนนั้นกับสัตว์อย่างนั้น คนนี้กับสัตว์อย่างนี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์ที่ใครก็นึกไม่ถึง แต่พอเอามาเทียบกันดูแล้วจะรู้สึกตลอดว่า "เออเหมือนว่ะ"

แล้วที่ เด็ดสุดก็คงไม่พ้นเรื่องของนักเขียนรุ่นใหญ่คนหนึ่ง(ใหญ่มากก) เรื่องมีอยู่ว่าตอนเช้าวันก่อน น้ำพลอยก็เดินเรียบแม่น้ำป่าสักจะมาที่ห้อง อาหาร ระหว่างที่กำลังมองอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงคนว่ายน้ำอยู่ทางขวามือ ก็เลยหันไปมองซึ่งประจวบเหมาะกับที่คนนั้นกำลังว่ายท่าผีเสื้ออยู่พอดี แล้วด้วยร่างอันใหญ่โต+ท่าผีเสื้อแล้ว น้ำพลอยก็ตกใจมากว่า "พะยูนที่ไหนมาว่ายอยู่ในสระว่ายน้ำกันเนี่ย!"


ส่วนใครคือพะยูนนั้น คิดว่าก็คงเดากันได้ไม่ยากหรอก...


ระหว่างที่กำลังคุยกับพี่ทีม งานอย่างสนุกสนานนั้น เซย์ก็เดินงัวเงียตักอาหารมานั่งที่โต๊ะ พี่ทีมงานผู้ชายเดินผ่านมาเห็นพอดีก็แซวเลย "เป็นไง ง่วงล่ะสิ เมื่อคืนไม่หลับไม่นอนไปเล่นน้ำที่สระว่ายน้ำนี่นะ" ได้ใจความว่า...เซย์ซึ่งเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียว กับผู้ชายในค่ายสิบกว่าคนยกพวกไปเล่นในสระว่ายน้ำตอนกลางคืน...


เป็น เรื่องราวที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว...


กินข้าวเสร็จก็แบกโน้ตบุ๊คไป ที่ห้องประชุมด้วยความตื่นเต้นเล็ก ๆ ก็วันนี้จะมีการวิจารณ์ใหญ่นี่ ทั้งเรื่องสั้นและสารคดี โดยส่วนตัวมั่นใจว่าเรื่องสั้นตัวเองไม่แย่เท่าไหร่ แต่ที่แย่แน่ ๆ ก็คือสารคดี เพราะตัวเองยังรู้สึกเลยว่ารั่วสุด ๆ


เริ่มที่เรื่อง สั้นก่อน พี่บินหลา กับพี่จุ้ย(ศุ บุญเลี้ยง) รับหน้าที่ไป โดยเรียงลำดับเรื่องตามชื่ออักษรคนแต่ง ชื่อของเราตัว ป.ปลา นำหน้า อยู่เป็นอันดับที่ 13 (เลขสวยจริง ๆ) ก็นั่งรอไปด้วยอาการเครียดลงกระเพราะ พอดีเป็นชอบกดดันตัวเองไง


พอถึงตาเราปุ๊บ พี่บินหลาก็หยิบงานของเราขึ้นมาดูชื่อเรื่อง แล้วก็เริ่มเล่าเรื่องย่อให้กับทุกคนในห้องฟังเหมือนกับคนผ่าน ๆ มา เล่าจบก็เริ่มทำการวิจารณ์ทันที


"โดยส่วนตัวผมคิดว่าเรื่องนี้เป็น เรื่องที่ดีนะ ทั้งในเรื่องของการใช้สัญลักษณ์ หรืออารมณของความเป็นเด็ก โดยเฉพาะประโยคนี้..." สัญลักษณ์เหรอ เออจริง ๆ ก็เหมือนจะใช้นะ แต่ก็ว่าไม่ได้ตั้งใจใช้มากกว่า แบบใช้ไปไม่ได้คิดอะไร แล้วพี่บินหลาก็ให้พี่ทีมงานที่นั่งอยู่หน้าคอม เลื่อนมาที่ประโยคดังกล่าว (มีจอโปรเท็คเจอร์ขนาดใหญ่ยักษ์อยู่ ที่ให้คนในค่ายสามารถเห็นได้ว่าเราแต่งอะไร)


"เนี่ยประโยคนี้.... (บลาๆ)... สื่อความเป็นเด็กออกมาให้เห็นได้อย่างชัดเจน เพราะเด็กจะมองในมุมมองที่ผู้ใหญ่นึกไม่ถึง มีความคิดที่จะหาความสนุกจากสิ่งต่าง ๆ ได้" เราฟังประโยคที่พีี่บินหลาพูดถึงแล้วก็รู้สึกขำมาก แอบมองสบตากับพี่พลอยที่นั่งเยื้องอยู่่ด้านหน้าที่หันกลับมามองด้วยสายตา รู้ทัน


เพราะคุณประโยคที่ได้รับคำชมเสียมากมายนั้น ไม่ใช่เรื่องแต่งขึ้นแต่อย่างใด แต่เป็นเรืื่่องที่่เกิดขึ้นจริงตอนไปทัศนศึกษาที่อยุธยา ที่เจดีย์วัดภูเขาทอง โดยคนที่พูดประโยคแสดงความเป็นเด็กออกมาก็คือตัวเราเอง และผู้ที่สนทนาด้วยก็คือพี่พลอย


ควรจะดีใจใช่ไหม? ที่พี่บินหลาเขาชมเราทางอ้อมว่ามีความคิดแบบเด็ก ๆ (ฮา)


ระหว่างที่ กำลังดีใจกับคำชมนั้น พี่บินหลาก็เริ่มวิจารณ์ผลงานต่อทันที "แต่เรื่องนี้ยังมีจุดที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรงที่สุดอยู่ ถือเป็นจุดที่ผิดอย่างอภัยไม่ได้เลยทีเดียว..." เฮ้ย ผิดตรงไหน เราว่ามั่นใจมากเลยนะ "ผู้เขียนเรื่องนี้ดำเนินเรื่องโดยใช้คำว่า ผม มาตลอด คือผ่านตัวของ ผม คนนี้ แต่ในหน้าเกือบสุดท้ายนั้น อยู่ดี ๆ มุมมองกลับเปลี่ยนเป็นความรู้สึกของเด็กแทน ขอถามหน่อยว่า ผม เนี่ย มันมองเห็นความรู้สึกของเด็กได้อย่างไร"


ช๊อก...ผิดอย่างร้ายแรงจริง ๆ ด้วย...ผิดอย่างไม่น่าให้อภัย


"แต่ถ้าแก้ตรงจุดนี้ได้ ผมว่าเรื่องนี้จะถือเป็นเรื่องที่ดีเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว ผมจะคอยคุณแก้กลับมาครับ" พี่บินหลาพูดจบ พร้อมกับสายตาชาวค่ายที่พยายามมองหาว่าใครเป็นคนเขียน (แอบภูมิใจ)


พี่ จุ้ยก็ถามต่อทันที "นี่คนไหนเขียนเรื่องนี้เนี่ย" ยกมือขึ้นอย่างผวา เนื่องจากยังจำคืนวันแรกได้อยู่ ที่พี่ท่านติผลงานที่ส่งเข้ามาเสียยับเยิน "นี่เราเป็นโรคกลัวความสูงเหรอ" "เปล่าค่ะ"  "เนี่ยเขียนเหมือนคนกลัวความสูงเลย"  "อ้อ คือพอจะเข้าใจความรู้สึกของคนกลัวความสูงน่ะค่ะ ก็เลยเขียนออกไปแบบนั้น"  "เปล่าหรอก ไม่มีอะไร แค่ถามดู"


คือในเรื่องตรงจุดที่ผิดอย่างร้ายแรง เราอธิบายผ่านความรู้ของเด็กไง ว่ารู้สึกอย่างไรตอนที่ต้องผจญกับความสูงสยอง คือเราเขียนไปตามความรู้สึกของเราจริง ๆ เวลาเจอกับความสูง บรรยายไปตามที่เราเห็นในจินตนาการ...นี่จะถือเป็นการชมทางอ้อมได้ไหม? ว่าเราเขียนได้สมจริงเหมือนตัวเองกลัวความสูงเสียเอง???


แล้วก็นั่ง รอต่อไปจนนักเขียนรุ่นใหญ่วิจารณ์ผลงานเรื่องสั้นครบทั้ง 31 คน ระหว่างนั้นก็กินชาเขีียวโออิชิ กับขนมไทย ที่จัดเตรียมเอาไว้ให้ สลับกับเดินเข้าห้องน้ำ


มาต่อกันที่สารคดี พี่นิ้วกลมรับหน้าที่ไปเต็ม ๆ คนเดียว แต่คราวนี้ไม่ได้เรียงตามอักษรคนแต่ง แต่เรียงตามผลงานที่พี่เขาคว้าขึ้นมาได้จากกองสารคดีที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ เล่นเอาพี่ทีมงานที่นั่งอยู่หน้าคอมคลิกเปิดเรื่องตามเป็นพัลวัน แล้วพี่เขาก็เริ่มวิจารณ์แต่ละคนไปมีชมบ้างติบ้าง ซึ่งกว่าจะถึงผลงานของเราก็เกือบจะหมดกองอยู่แล้ว


พอหยิบผลงานขึ้นมา อ่านชื่อเรื่อง แล้วก็เปิดดูเรื่องข้างในคร่าว ๆ แล้ว ตอนแรกพี่เขาทำหน้านิ่ง ๆ มาตลอดเลยคือยิ้มเล็กน้อย ยิ้มบ้าง แล้วก็ทำหน้านิ่งอธิบายไป พอเห็นเรื่องของเราพี่ทำหน้าแบบ นี่แหละ ไอชิ้นนี้แหละ แล้วก็ยิ้มแบบเหมือนเจออะไรที่จี้เขามาก จนชาวค่ายมองกัันงง ๆ เราก็งง เพราะยังไม่รู้ว่าเป็นผลงานของเราเอง


"ผลงา่นชิ้นนี้นะครับ พี่ว่าคนเขียนเขาต้องมีความโรคจิตอยู่ในตัวไม่มากก็น้อย โดยเรื่องจะเกี่ยวกับหมู่บ้านโปรตุเกส ซึ่งไกด์ก็จะคอยบอกอยู่ตลอดว่าให้ความเคารพกับสถานที่ด้วย ฉันในเรื่องก็จะสงสัยว่าทำไมต้องเคารพ จนเมื่อเข้าไปในอาคารถึงได้รู้ว่าทำไมถึงต้องเคารพ"


"ประโยคที่แสดง ความโรคจิตของคนเขียนอยู่ตรงนี้ครับ..." พี่ทีมงานเลื่อนหา แล้วก็ทำตัวหนาไว้ตรงที่พี่นิ้วกลมบอก แล้วพี่เขาก็เริ่มอ่านให้ฟัง ซึ่งในส่วนตรงนั้น มันจะเป็นความรู้สึกจริง ๆ ของเราในตอนที่เห็นโครงกระดูกครั้งแรกในหมู่บ้านโปรตุเกส ก็ตอนที่เขียนสารคดีเรานึกถึงนิยามของการเขียนสารคดีตลอดว่า "เป็นเรื่องจริง ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึก"


ก็เลยเขียนความ รู้สึกจริง ๆ ของเราลงไปในตอนที่ไปหมู่บ้านโปรตุเกสนั้น...ที่ไหนได้กลับกลายเป็นความโรค จิตเฉยเลย (จริง ๆ ก็แอบดีใจนะกับคำว่าโรคจิตเนี่ย ฮา)...ซึ่งในส่วนของสารคดี เดี๋ยวอาจจะเอามาลงให้อ่านเล่นทีหลัง เพราะไม่ใช่เรื่องที่ได้ตีพิมพ์ (จะเน้นขอความใส่สีตรงที่แสดงความโรคจิตของนิ้วกลมไว้ด้วย) แล้วพี่นิ้วกลมก็มีถามตรงสรุปตอนจบที่ยังแต่งไม่เสร็จ ซึ่งเราก็บอกไปว่าเดี๋ยวจะเขียนแก้ใหม่ให้จบ...


จากนั้นพี่ทีมงานก็ เข้ามาอธิบายถึงกิจกรรมอำลาในตอนเย็น แล้วก็กำหนดเวลาส่งงาน โดยไม่จำเป็นต้องแก้งานทั้งสองอย่าง (เรื่องสั้น กับสารคดี) แต่ให้เลือกแก้เรื่องใดเรื่องหนึ่งที่คิดว่าเราทำได้ดีแล้วมีสิทธ์ได้รับ รางวัล ส่วนอีกงานถ้าแก้ไม่ทันก็ไม่เป็นไร แล้วก็ปล่อยไปกินข้าวกลางวัน แต่เนื่องจากไม่รู้สึกหิวเท่่าไหร่เลยกินแค่ขนมหวานถ้วยเล็ก 2 ถ้วย ประชุมกลุ่มกิจกรรมว่าทำอะไร (ได้ข้อสรุปที่ไม่เหมือนข้อสรุปมาอันนึง) แล้วก็กลับมาแก้งานต่อที่ห้องประชุม


อย่างที่บอกไปว่ามั่นใจเรื่อง สั้นมากกว่า เลยเน้นแก้เรื่องสั้น แก้มุมมองใหม่ให้เป็นจากผมเหมือนเดิม ส่วนตรงความรู้สึกกลัวความสูงก็ต้องตัดออกอย่างน่าเสียดาย (โดยส่วนตัวชอบมาก ๆ) ฉะนั้น ก็จะขอเอามาใส่ในนี้เป็นที่ระลึก (ฮา)


//ภาพ สนามหญ้าเบื้องล่างเริ่มเอนไปเอียงมาอย่างคุมไม่อยู่ บันไดลาดยาวบิดเป็นลูกคลื่นพลิกหมุนวน ทันใดนั้นพื้นกระเบื้องแข็งแรงสีส้มก็คล้ายกับอ่อนยวบยาบคล้อยตามลูกคลื่นไป ด้วย//


แค่นี้แหละ จริง ๆ ยังมีจุดความรู้สึกที่ต้องตัดออกอีก แต่ไม่ได้ชอบเท่าอันนี้ ก็เลยช่างมันตัดไปเลย...แก้เรื่องสั้นจนไม่รู้จะแก้อะไร ดูเวลาแล้วยังเหลืออีกชั่วโมง ก็เลยแก้งานสารคดีตรงสรุปตอนจบ เพราะตอนที่แต่งเวลาไม่พอเลยจบแบบห้วน ๆ แล้วก็ส่งไปเลย (จริง ๆ คือคิดไม่ออกด้วยว่าจะจบยังไง) ก็นั่งแก้ไปใช้เวลา 1 ชม. อย่างคุ้มค่า


สรุป จนจบเรียบร้อย เซฟใส่ USB ไปส่งพี่ทีมงาน กลับมาปิดโน้ตบุ๊คเก็บใส่กระเป๋าเซ็นชื่อส่งคืนพี่ทีมงานเพราะไม่มีอะไรต้อง ใช้แล้ว งานจบทุกอย่าง...นั่งรอคนในกลุ่มป้ายชื่อสีฟ้า(กลุ่มกิจกรรม) ที่แยกย้ายกันไปแก้งาน มารวมตัวกันประชุมงาน วางแผน แต่งตัวด้วยอุปกรณ์ที่พี่ทีมงานมีให้ในห้วข้อหนังสือเีืีรื่อง "Alice in Wonderland" (จริง ๆ ก็แต่งตัวกันไปแล้วมาดูที่หลังว่าคล้ายหนังสือเรื่องอะไรก็เอาเรื่องนั้น)


โดย อุปกรณ์ที่ได้มามีกระดาษสีหลายสี มีตัวต่อโซ่เด็กเล่น เชือกฟางสีเขียว...พีี่ป๋อ(นิติศาสตร์ปี4จุฬา) เอากระดาษสีแดงมาพับเป็นหูกระต่าย เราไมรู้จะทำอะไรเลยเอาโซ่มานั่งล้อยเป็นสร้อยข้อมือ พอใกล้จะถึงเวลาเริ่มงาน ก็มีคนออกความคิดเอากระดาษสีเหลืองมาทำเป็นโบห้อยคอ...ออกมาเป็นกระต่ายใน เรื่องอลิซ (ฮา)


ถึงเวลางานเลี้ยง แต่ละกลุ่มก็ออกมาแสดง ซึ่งขอข้ามละกันนะไม่อธิบายรายละเอียด แต่เดี๋ยวหารูปได้จะเอามาลงให้ดู พอการแสดงกลุ่มเราก็ออกแนวล่ม (ล่มจริง ๆ รั่วมากด้วย) ตัดไป...พอการแสดงจบก็มีการจับฉลากคำถามแต่ละคนได้ไม่เหมือนกัน โดยเราได้คำถามที่ว่า "คุณอยากให้ตัวละครในหนังสือเรื่องไหนมีชีวิตจริง แล้วคุณอยากทำอะไรกับตัวละครนั้น" ด้วยความที่ตื่นเต้นมาก คืนนั้นออกแนวเหมืนคนเมายา คำตอบเลยออกมาน่าอายมาก ๆ (ทำไมตอนนั้นฉันถึงกล้าพูดออกไปได้(วะ?)) "แฮรี่ พ๊อตเตอร์ อยากเอามาทำเป็นสามี จะได้มีลูกเป็นนักเวทย์ชื่อดัง!!" ขอเอาหน้าซุกดินเถอะ...


พอจบรายการแสดงก็เป็นการเฉลยบัดดี้ พอมิวรู้ว่าเราเป็นบัดดี้ก็ตกใจมาก เพราะมิวเคยมานั่งนินทาบัดดี้ตัวเอง(เรา) ในห้องนอนของเรา ซึ่งเราก็ช่วยเสริมอย่างสนุกสนาน (ฮา) สุดท้ายเธอก็กอด แล้วก็อุ้มเรา แบบท่าเจ้าหญิงกลับมาที่โต๊ะกินข้าว ท่ามกลางสายตาขบขันของเพื่อน ๆ ชาวค่าย (เกิดมาตัวเล็กได้แต่ทำใจ)...ส่วนบัดเดอร์ของเราเป็นพี่ผู้หญิงชื่อจ๊ะโอ๋ (นิติศาสตร์ปี3 ม.กรุงเทพ) เคยคุยกันในห้องน้ำตอนวันแรกแค่ครั้งเดียว น่ารักมาก...


พอรายการเฉลยบัดดี้จบก็มีการฉลองวันเกิด โดยเรียกคนที่เกิดในเดือนมีนาคมออกไปยืนด้านหน้า ได้แก่ พี่ต้นกล้า(วิทยากีฬาปี3จุฬา...กระเทย?), พี่อ้อ (อักษรจุฬาปี3...ชอบผลงานที่ส่งรอบแรกของเขามาก), แรมโบ้ (ม.5 ขึ้น ม.6...ชอบผลงานรอบแรกของคนนี้เหมือนกัน) มอบการ์ดวันเกิดที่เพื่อนในค่ายเขียนให้ โดยก่อนหน้านี้หนึ่งวันพี่เขามารวบรวมเอาไป มีเป่าเทียนด้วยเค้กขนมไทย ร้องเพลงอวยพร พูดอวยพร...ประกาศรางวัลการแสดง โดยกลุ่มสีฟ้าได้รางวัล "สามัคคีคือพัง" ไม่ค่อยบอกเลยว่าลำดับที่เท่าไหร่ ได้เป็นขนมมาห่อนึง กับหนังสือกองโต ก็เอามาแบ่ง ๆ กันในกลุ่มใช้วิธีโอนอยออกใครเลือกก่อน (คนละ 2 เล่ม เราได้เลือกก่อนทั้ง 2 รอบ...โชคดีขนาดไหนคิดดู)


ปิด งาน พี่ทีมงานพูดกำหนดการวันพรุ่งนี้ เวลาCheck Out พร้อมกับบอกว่าใครจะอยู่ร้องคาราโอเกะต่อก็ได้ หรือจะกลับไปพักผ่อนที่ห้องก็ตามสบายเลย


เรา เค้ก เจ๊ ก็เลยตัดสินใจกลับห้องดีกว่า เพราะอิ่มจากอาหาร แล้วของแจกก็เต็มมือ ระหว่างทางกลับห้องต้องผ่านสระว่ายน้ำ เค้กก็บอกว่า "อยากว่ายน้ำจังเลยพี่ฝ้าย อยากว่ายจัง" "อืมพี่ก็อยาก แต่ไม่มีชุดว่ายน้ำนี่" เค้กหันมามองตาวาวเชียว "มาว่ายกันเถอะ ใส่ชุดธรรมดานี่แหละลงเลย" "เหรอ อืมงั้นใส่เสื้อยืดเกงขาสั้นละกันเนอะ"


กลับ ห้องเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อยืดสีน้ำตาลเข้มกับเกงขาสั้นที่มีอยู่เพียงตัวเดียว ออกมาลงสระกับเค้กสองคน ส่วนเจ๊บอก "ดู The Star เสร็จ แล้วจะตามไป" ก่อนลงน้ำก็จัดการถอดแว่นตาวางไว้
บนโต๊ะข้างสระกันทั้ง 2 คน แล้วก็ว่ายน้ำกันสนุกสนาน โดยเค้กนี่ว่ายน้ำเก่งมาก ท่าสวยเชียวเพราะไปว่ายน้ำบ่อย ส่วนเราตอนแรกก็พยายามว่ายท่าฟรีสไตล์ แต่พอตีขาได้ 3 ที ตะคริวกิน...เจ็บจี๊ดถึงใจ เพราะว่ายน้ำครั้งล่าสุดคือตอน ป.2 มาว่ายอีกที ม.5 ก็ลืมไปหมดละว่าว่ายยังไง ตอนหลังเลยว่ายท่าลูกหมาตกน้ำ ว่ายไปว่ายมา มองท้องฟ้ามืดสนิทยามค่ำคืนไร้ดาวไปด้วยอย่างโรแมนติคสุด ๆ


ว่ายไป สักพักเหมือนได้ยินเสียงคนเรียก ก็หยุดว่ายกันทั้งสองคนมองหน้ากัน แล้วเพ่งไปที่ทางเดินเห็นเป็นร่างตะคุ่ม ๆ เดินมา แต่เนื่องจากสายตาสั้นทั้งสองคนเลยมองไม่ออกว่าใคร เลยไม่ได้ตอบกลับไป แล้วว่ายน้ำกันต่อ (เจริญพร...) จนตอนหลังเซย์ก็วิ่งเข้ามา ร้องกรี๊ดกร๊าด "เฮ้ย แอบมาลงสระก่อนได้ไง ไม่ยอม ๆ รอก่อนเลยนะ เดี๋ยวกลับไปเปลี่ยนชุดก่อน เดี๋ยวมาเจอกัน" แล้วก็วิ่งออกไป จากนั้นไม่นานก็กลับมาโดดลงสระดังตูม! พร้อมกับผู้ชายในค่ายอีกเป็นสิบ


มหกรรม สาดน้ำเริ่มขึ้นแทบจะทันที วุ่นวายมาก สนุกมาก ๆ ด้วย เริ่มว่ายกันตั้งแต่ประมาณ 4 ทุ่ม พอ5ทุ่มครึ่งคนเริ่มซา เหลืออยู่ 10 กว่าคน มีชาย 4 คนแยกตัวไปคุยกันเองอยู่มุมสระทำตัวเหมือนเป็น F4 ส่วนที่เหลือก็ลอยคอนั่งคุยกันเรื่องสัพเพเหระ


เรื่องที่คุยก็มีทั้ง เรื่อง ฉาก3Pเรื่องแรกของวรรณคดีไทยคือเรื่องอะไร (พระลอพระเพื่อนพระแพง) / การบรรยายฉากอย่างว่าของขุนแผนกับนางทั้งหลาย / อื่น ๆ


ขอยอมรับตาม ตรงเลยว่าอึ้งรับประทาน ได้แต่ลอยคอในน้ำฟังอยู่ฝ่ายเดียว แต่ถึงจะไม่ได้พูดออกความเห็น ก็ถือว่าสนุก ได้รู้อะไรใหม่ ๆ เยอะดี (เป็นเรื่องที่ควรรู้หรือเปล่าหว่า)


แล้วก็ได้คุยกับหนุ่มน้อยคนนึ่ง ชื่อ ไอเดีย (อายุเท่ากัน แต่ขึ้นปี1นิเทศ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช) คือคนนี้เสียงหล่อมาก ออกเสียง ร. ชัดแจ๋ว น้ำพลอยบอกว่าหน้าเหมือนกบ แต่เราว่าถ้ามองในแง่ดีก็หน้าเหมือนกระต่ายนะ


เรื่องของไอเดียน่า สนใจมาก คือเราก็ถามไง "ไอเดียเรียนอยู่ชั้นอะไรอ่ะ"  ซึ่งก็เลยทำให้รู้ว่าไอเดียเนี่ย อายุเท่ากันกับเรา คือ 17 ปี (เกิด พ.ย. ปี35 ถือว่าเด็กว่าเราอีก เพราะเราเกิด ก.ค.) จริง ๆ แล้วปี้นี้ก็ต้องเรียน ม.6 แหละ แต่เนื่องจาก ม.1-ม.5เรียนเก่งมาก อยู่ห้องคิงมาตลอด พอจบม.5 ปุ๊บก็เลยลาออกจากโรงเรียนเลย อ.ที่โรงเรียนก็หาว่าบ้าหรือเปล่า


แต่ ไอเดียไม่ได้บ้า ต้องถือว่าฉลาดด้วยซ้ำ เพราะเขาลาออกมาก็เรียน กศน.(การศึกษานอกโรงเรียน) จนจบได้วุฒิ ม.6 มาแล้วก็เลยทำให้เข้ามหาลัยปีนี้ได้เลย...เก่งจริง ๆ


การว่ายน้ำของ เราก็จบตอนประมาณเที่ยงคืนนิด ๆ เพราะส่งเค้กกลับห้องไปอาบน้ำให้เสร็จก่อน แล้วค่อยกลับมาตามเราไปอาบ ไม่งั้นกลับห้องไปเป็นหวัดตายได้เนื่องจากแอร์เย็นมาก


คืนนั้นเราก็ นั่งจัดของแพ๊คใส่กระเป๋าถึงตี 1 อยู่คนเดียว...แล้วก็เข้านอนหลับเป็นตาย...





Move
 
Move


 
วันที่ห้า : 22 มี.ค. 53



กำหนดการที่แจกมาในหนังสือคู่มือ
22 มีนาคม 2553

06.00 - 06.30 น.   ทำบุญตักบาตร - ตามอัธยาศัย
07.00 - 08.30 น.   รับประทานอาหารเช้า
08.30 - 09.30 น.   เก็บสัมภาระ / เช็คเอาท์
09.30 น.                 คณะกรรมการส่งผลการตัดสินรางวัลให้ทีมงาน
09.30 - 10.00 น.   พบบรรณาธิการหนังสือ YWC รุ่น 2
10.00 - 10.30 น.   ตอบแบบสอบถาม / เขียนความประทับใจ
10.30 - 12.00 น.   ออกเดินทางจากวังยางรีสอร์ทมุ่งสู่มติชน
12.00 น.                 เดินทางถึงมติชน
12.00 - 13.00 น.   รับประทานอาหารกลางวัน
13.00 - 14.00 น.   ชมกระบวนการผลิตหนังสือพิมพ์
14.00 - 14.30 น.   พิธีมอบหนังสือให้กับโรงเรียนในสังกัด สพฐ. โดยตัวแทนจากสพฐ.
14.30 - 15.00 น.   ประกาศรางวัลงานเขียนประเภทต่าง ๆ
15.00 - 15.30 น.   พิธีีปิดโครงการจุดประกายปัญญาปี 5 "Young Writer Camp" รุ่น 2
                               โดยผู้บริหารจากมติชน  และ  ผู้บริหารจาก SCG
15.30 - 16.00 น.   ถ่ายภาพร่วมกัน
16.00 - 16.30 น.   รับประทานอาหารว่าง (Book Buffet)
16.30 น.                 เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ


วันสุดท้ายตื่นสาย กินข้าวสาย แต่ออกมา7-8โมง ยังไม่มีใครออกมากินข้าวเลย ท่าทางทุกคนจะอยู่ดึกกันหมด กินเสร็จก็กลับห้องแพ๊คกระเป๋า ตรวจสอบความเรียบร้อย ก่อนโบกมือลาห้องอันแสนสุข แบกกระเป๋า+สัมภาระเพิ่มจะตอนขามาประมาณ 2 เท่าตรงไปที่ห้องประชุม (แวะรถบัสเอาของเก็บหน่อย)


ไปถึงนั่งเก้าอี้เสร็จ พี่ทีมงานก็แจกแบบสอบถาม 2 หน้า คำถามสั้นจิ๊ดเดียว แต่เส้นบรรทัดต่อข้อก็ปาไป 4-5 บรรทัด เขียนไปสักพักด้วยความตั้งใจ สมาธิก็เริ่มวอกแวกเพราะนิ้วกลมเดินเข้ามาในห้อง แล้วเริ่มมีชาวค่ายไปขอลายเซ็น "เฮ้ย อยากได้" สุดท้ายก็วิ่งไปต่อแถวเอาหนังสือฝนกล้วยให้เป็นเข็ม ของนิ้วกลมไปให้พี่เขาเซ็น ที่ตลกคือพี่จำได้ด้วยว่าเราเขียนสารคดีเรื่องไหน "ใช่คนเขียนเรื่องที่มันโรคจิตใช่มะ?" ดูเถอะ...ควรดีใจใช่มั้ยหว่า


หัน ไปเห็นพี่บินหลาเดินเข้ามา เลยวิ่งเอาหนังสือรวมเรื่องสั้นคิดถึงทุกปีไปให้พี่เขาเซ็น ได้คุยกันนิดหน่อย "เอามาให้เซ็นนี่อ่านหรือยัง"  "อ่านไปครึ่งเล่มแล้วค่ะ"  พี่บินหลาจะไม่เสียใจใช่มะ ที่เรายังอ่านไม่จบ แต่แหมตอนนั่งรถกลับเราก็อ่านต่อจนจบเล่มแล้วนะ


พบกลับมานั่งที่ พี่ทีมงานก็เดินมาทวงแบบสอบถาม เราก็รีบเขียน ๆ แล้วก็ส่งกลับไป จากนั้น มหกรรมถ่ายรูปก็เริ่มขึ้น วิ่งไปถ่ายกับคนนู้นที คนนี้ที แต่พอกลับมาดูรูปในกล้องมือถือที่บ้าน มันมัวมากเลย น่าเสียดาย เพราะว่าถ่ายในที่ร่มแน่ ๆ แต่ก็ยังพอมองออกว่าใครเป็นใคร


เสร็จก็มี พี่ ๆ นักเขียนรุ่นใหญ่มาพูดปิดค่าย ก่อนขึ้นรถกลับมายังมติชน...


พอ มาถึงมติชนก็กินข้าวเที่ยง อาหารอร่อยเช่นเดิม น้ำผลไม้ก็หวานถูกใจ กินไปคุยไปแปปเดียวก็หมด มีการแจกคูปองสำหรับซื้อหนังสือมูลค่า 2 พันบาท ใช้ได้แค่ที่ร้านด้านใต้มติชนที่เดียวเท่านั้น จากนั้นก็ไปทัวร์การทำงานของนักหนังสือพิมพ์ ทัวร์โรงพิมพ์ซึ่งมีขนาดใหญ่มาก (ร้อนอบอ้าวมากด้วย) ก่อนกลับมาเริ่มพิธีประกาศผลรางวัล


ลิงค์ไปหน้าประกาศผล http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1269248846&grpid=no


เริ่ม ประกาศจากรางวัลชมเชยสารคดี 5 รางวัล ประกาศชื่อมาแต่ละคนเป็นผู้หญิงทั้งหมด ไม่ได้หวังว่าตัวเองจะได้รางวัลจากสารคดีอยู่แล้วเลยไม่ได้ลุ้นอะไร แต่เป็นที่น่าดีใจที่ 3 ใน 5 เป็นคนสนิททั้งหมด ได้แก่ น้ำพลอย (ม.6 รร.เบญจมราชาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์), เซย์ (ม.5ขึ้นม.6 รร.นารีรัตน์ แพร่), พี่พลอย(วารสารปี3 ธรรมศาสตร์) ส่วนอีก 2 คน ก็มี พี่อ้อ กับพี่แอน(ม.6 รร.สุราษฎร์ธานี)


รางวัลรองชนะเลิศเป็นของ พี่นุ้ย (ศิลปกรรมปี4 ม.อัสสัมชัญ) กับ พี่อิม (ม.6 รร.พัฒนาวิทยา ยะลา)


รางวัลชนะเลิศ เป็นของพี่พลอยบุศรา (อักษรปี3 ม.ศิลปากร สาว Y เต็มขั้น)


ต่อกัน ด้วยการประกาศรางวัลเรื่องสั้น เริ่มจากชมเชย มีผู้ชายได้ 3 คน ผู้หญิงได้ 2 คน และ...หนึ่งในนั้นก็คือเรา (ฝ้าย-ม.5 ขึ้น ม.6 รร.ศึกษานารี) นั่นเอง เย้! แอบเสียดายนิดหน่อยนึกว่าจะทำได้ดีกว่านี้ แต่ก็โอเครับได้ ส่วนผู้หญิงอีกคน ก็คือพี่พลอย (คว้าไป2รางวัลเลยเก่งจัง)  ส่วนผู้ชายอีก 3 คนไม่ค่อยได้คุยเท่าไหร่ ได้แก่ พี่เบียร์ (นิเทศปี1 จุฬา), นัท (ม.6 รร.ระยองวิทยาคม), แอ้ (ม.6 รร.กำแพงดินพิทยาคม)



รางวัลรองชนะเลิศเป็นของ พี่ พลอยบุศรา (2รางวัลขั้นเทพ) , พี่มัส (ศิลปกรรมปี4 ม.ธรรมศาสตร์...กระเทย??? เต้นเก่งมาก)


รางวัลชนะเลิศ
เป็นของ พี่ป๋อ (นิติศาสตร์ปี4 ธรรมศาสตร์ -หัวหน้าทีมกิจกรรมสีฟ้า เย้!)


หลังจากยิ้มหน้าบานออกไปถ่ายรูปแล้วก็กลับมานั่งฟังต่อจนจบพิธี รายการต่อไปคือ 
Book Buffet ตอนแรกก็งงว่ามันคืออะไร พี่ทีมงานก็พาไปที่ห้องติดกัน บนโต๊ะจะมีจานวางอยู่เต็มไปหมด แล้วบนจานก็มีกองกระดาษเป็นตั้ง พอเข้าไปดูใกล้ ๆ ถึงได้รู้ว่า อ้อ นี่มันงานเขียนคอลัมน์ของพวกเรานี่หว่า


คือเราสามารถเรียงผลงานของใครขึ้นก่อนก็ได้ตามความชอบ แล้วค่อยเอาไปเจาะรูร้อยเชือก ...เป็นความทรงจำที่ดีจริง ๆ เลย จากนั้นใครที่ได้รับรางวัลก็ออกไปเอาเงินด้านนอกต่างหาก สังเกตว่าหน้าทุกคนจะบานเป็นกระด้งเลย (ฮา) กลับมาก็กินของว่าง ก่อนจะลงไปช็อปปิ้งหนังสือ ด้วยคูปอง 2000 บาท ที่ได้มา


เป็นรายการช็อปปิ้งที่สนุกมากกกกก ร้านหนังสือนี่เนืองแน่นไปด้วยชาวค่าย แบบเจอเล่มไหนถูกใจหยิบเอา ๆ ไม่ต้องดูราคากันเลย


ส่วนได้หนังสือเรื่องไหนมาบ้างนั้นให้ดูได้จากรูปเอาภูมิใจนำเสนอมาก 555+ (มีทั้งหนังสือที่ได้แจกฟรีจากค่าย+ช็อปปิ้งมาต่างหาก)






ชุดหนังสือเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ (เล่มขวาบนได้แจกมาฟรีจากค่าย)




ชุดหนังสือเกี่ยวกับนวนิยายสอบสวน



ชุดหนังสือที่เป็นเรื่องสั้น (3เล่มนี้ได้แจกมาฟรีจากค่าย)




หนังสือนวนิยายสำหรับเด็ก เล่มทางซ้ายได้รับการทำเป็นอนิเมะแล้ว (หนังสือ 2 เล่มนี้เป็นเป้าหมายเลยว่าต้องซื้อเก็บไว้ให้ได้)




เล่มซ้ายสุดเป็นผลงานของพี่แคลร์นักเขียนที่รู้จักกันในเด็กดี, เล่มกลางเป็นเรื่องแนวบันทึกของนักล่ากระเป๋าเบอร์กิ้นส์ (อ่านแล้วจะอยากได้มาครอบครองสักใบ ได้ความรู้เกี่ยวกับของแบรนเนมมากขึ้น), เล่มขวาเป็นหนังสือแนวสืบสวน อ่านแล้วได้ความรู้เกี่ยวกับแม่มดเยอะเลย



จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับบ้าน...เป็นอันจบการเดินทางของค่ายนักเขียนครั้งนี้


ขอบอกได้อย่างเดียวว่าค่ายนี้คุ้มมาก ประสบการณ์เหลือเฟือ ของติดมือก็อื้อซ่า


ได้ทั้งเงิน - แค่ติดค่ายนี้ก็ได้แล้ว 5 พัน + เงินสำหรับซื้อหนังสือ 2 พัน + เงินรางวัลอีกถ้าเขียนหนังสือเก่ง ๆ

ได้หนังสือ - บานเบอะ แบกกันแขนแทบหลุด เยอะมากกกก + เรื่องที่เขียนในค่ายได้ตีพิมพ์เป็นหนังสือ (ตอนนี้ยังไม่คลอด)

ได้เพื่อน  - เอาไปอีก 30 คนเลยในทันที (+ตัวเองไป 1 = 31)


น่าเสียดายที่ค่ายนี้ถ้าใครเคยเข้าไปแล้ว จะเข้าอีกไม่ได้ เพราะฉะนั้น ในโอกาสหน้าใครที่อายุถึง แล้วยังไม่เคยเข้าค่ายนี้มาก่อน ก็จงเขียนส่งเข้าไปซะ มิฉะนั้นจะพลาดสิ่งดี ๆ ไปมากมาย...

ขอบคุณที่ติดตาม ขอบคุณพี่ทีมงานมติชน ขอบคุณนักเขียนรุ่นใหญ่ ขอบคุณที่พักแสนสบาย ขอบคุณเพื่อน ๆ ชาวค่ายที่คอยให้กำลังใจกันและกัน

สุดท้ายขอขอบคุณตัวเอง ที่ไม่ทิ้งโอกาสดี ๆ นี้ไปด้วยความขี้เกียจที่มักเสนอหน้าออกมาอยู่เสมอ ขอบคุณที่เป็นคนดี บุญพาวาสนาส่งทำให้ติดค่าย ขอบคุณความทรหดอดทนไม่หลับไม่นอนผลิตงานเรื่องสั้นที่ทำให้ได้รางวัลกลับบ้านมาอย่างภาคภูมิ ขอบคุณที่เกิดมาเป็นตัวเราเอง...



Move
 


แฟนคลับ [2]
Add เป็นแฟนคลับ Blog นี้

แจ้ง Blog ไม่เหมาะสม



  • C o m m e n t
  • 1

    1

    ตอนก่อนหน้า ตอนถัดไป

      C O M M E N T   B o X

    อยากบอกว่า :

    ลงชื่อ
    พิมพ์ตัวเลข

    My Blog
    134
    Comments
    202
    Fanclub
    2


        Blog ที่ผ่านมา


    ดู Blog ทั้งหมด


        Favorite Blog
    เก็บรายชื่อ Blog ที่เราชอบมากๆ


         อัพเดท 21 มี.ค. 56

         อัพเดท 7 พ.ค. 55

         อัพเดท 29 ก.ย. 54

         อัพเดท 31 พ.ค. 54