"มหิดลวิทยานุสรณ์" โรงเรียนวิทยาศาสตร์ที่เติบโตด้วยรัก
เกริ่นเรื่อง: บทสัมภาษณ์ ดร. ธงชัย ชิวปรีชา เมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
11 มิ.ย. 53 , View: 3272 , Post : 1
|
|
บทสัมภาษณ์ ดร. ธงชัย ชิวปรีชา สินีนาฎ ทาบึงกาฬ/ สัมภาษณ์ เรียบเรียง *** สัมภาษณ์ตั้งแต่ตอนที่ท่านยังดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
“โรงเรียนวิทยาศาสตร์ที่เติบโตด้วยรัก”
โรงเรียนวิทยาศาสตร์ เกิดจากการผลักดันของผู้ใหญ่ในวงการศึกษาที่เห็นความจำเป็นในการสร้างเยาวชนที่มีความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์ ดร. ธงชัย ชิวปรีชา ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ในขณะนั้น เป็นหนึ่งแรงสำคัญในการก่อตั้งโรงเรียนวิทยาศาสตร์ให้เกิดขึ้นจริง จนเกิดพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ พ.ศ. 2543 ให้เป็นโรงเรียนต้นแบบของรัฐ
โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์มีภารกิจในการสรรหาและพัฒนานักเรียนผู้มีความสามารถพิเศษทางคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ให้ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ มุ่งสู่ความเป็นนักประดิษฐ์ คิดค้น และนักวิจัยที่มีความสามารถระดับมาตรฐานโลก โดยมี ดร. ธงชัย ชิวปรีชา เป็นผู้อำนวยการคนแรก และปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการติดต่อกันในวาระที่สอง
จากการที่ผู้เขียนได้เดินสำรวจไปจนเกือบทั่วโรงเรียน ได้เดินผ่านนักเรียนกลุ่มหนึ่งกำลังยืนพูดคุยปรึกษาเรื่องการทำโครงการกับครูที่ริมระเบียงหน้าหมวดชีววิทยา นักเรียนอีกกลุ่มที่นั่งคุยกันสนุกสนานขณะเฝ้าเตาแก๊สที่กำลังต้มทดลองโครงงานวิทยาศาสตร์ บางคนนั่งคุยอยู่กับอาจารย์ในห้องคณิตศาสตร์ ตามบอร์ดมีติดประกาศกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ประกาศโปรแกรมดนตรี กีฬา ศึกษาดูงาน งานอดิเรกต่าง ๆให้เลือกตามใจ เช่น ดนตรีแจ๊ส พี่เป็นติวเตอร์ให้น้อง และอื่นๆ หลากหลาย
ในขณะที่ห้องประชุมกำลังมีการเสวนาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกในหัวข้อเด็กไทยรู้ทันสื่อซึ่งมีเด็ก ๆ ให้ความสนใจเข้าฟังจนล้นห้อง ส่วนในห้องสมุดก็มีเด็ก ๆ เข้าไปค้นคว้ากันอย่างมีชีวิตชีวา และยิ่งไปกว่านั้นผู้เขียนพบว่ามีห้องแมคคาทรอนิกส์ ! ซึ่งที่ผ่านมาเคยเห็นสาขาวิชานี้อยู่ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ระดับมหาวิทยาลัยเท่านั้น ......บรรยากาศแห่งการเรียนรู้อย่างมีความสุขอย่างนี้ แทบจะหาได้ยากจากโรงเรียนทั่วไป
ลองมาคุยกับ ดร. ธงชัย ชิวปรีชา ถึงแง่มุมในการบริหารโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์นั้นกันดู แล้วจะเห็นแง่งามอยู่ในนั้น เนื่องจากเป็นสิ่งท่านผู้นี้ทำด้วยใจรักและทำอย่างมีความสุข
ทำไมถึงตัดสินใจเลือกที่นี่
ความคิดที่จะตั้งที่นี่ เริ่มตั้งแต่ปลายปี 2542 คราวนั้นอยากจะตั้งใหม่เลย แต่เป็นจังหวะวิกฤติทางเศรษฐกิจ รัฐบาลก็บอกว่าอยากให้ไปเทคโอเวอร์โรงเรียนที่มีอยู่แล้วปรับไปเป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์
ซึ่งก็ไปสำรวจดูก่อนหลายแห่ง เช่น โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติศรีนครินทร์ที่ จ. ลพบุรี ไปดูแล้วก็ไกลเกิน
ไปดูที่โรงเรียนหลายๆ แห่งของกรมสามัญศึกษาในขณะนั้นที่ตั้งใหม่แถวสุวินทวงศ์ ก็ยังไม่เหมาะสม เพราะโรงเรียนที่จะทำเป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ต้องเป็นโรงเรียนประจำ และต้องได้รับมีความร่วมมือจากหลายมหาวิทยาลัยด้วย ไปดูที่โรงเรียนจุฬาภรณชลบุรี และจุฬาภรณ์ปทุมธานี ถึงมีหอพักแต่แต่ก็มีข้อจำกัดหลายอย่าง ไม่สามารถที่จะปรับมาเป็นโรงเรียนที่เป็นองค์การมหาชนได้
ท้ายที่สุดก็มาดูที่ ร.ร. มหิดลวิทยานุสรณ์ ตอนนั้น ดร. สุวัฒน์ เงินฉ่ำ เป็นอธิบดีกรมสามัญศึกษา และคิดว่าน่าจะมีความเป็นไปได้ เราก็มาคุยกัน พยายามทำความเข้าใจกับบุคลากรในโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ เนื่องจากว่าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์อยู่ ฉะนั้นก่อนที่เราจะทำอะไรไป เราต้องขอพระราชดำริ ท่านสุวัจน์ก็ติดต่อให้เข้าเฝ้า และหลังจากที่มีการคุยกันหลาย ๆ ฝ่ายแล้ว ก็เกิดโรงเรียนวิทยาศาสตร์ขึ้นมา
ช้าไปไหมคะ ที่เราเพิ่งมาตั้งโรงเรียนวิทยาศาสตร์
จะมีโรงเรียนวิทยาศาสตร์หรือไม่นั้น ไม่ได้เป็นปัจจัยหลัก เพียงแต่ว่าเรามีจะต้องวิธีส่งเสริมเด็กที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้เขามาเป็นผู้ทำวิชาการ เป็นนักวิจัยที่เข้มข้น ถ้าเรามีวิธีที่ดีแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องมีโรงเรียนวิทยาศาสตร์ โรงเรียนวิทยาศาสตร์ก็เป็นวิธีการหนึ่งเท่านั้น
ในช่วงเมื่อ 30 ปีแล้ว สมัยที่อาจารย์นิดา สะเพียรชัย เป็นผู้อำนวยการ สสวท. ได้เริ่มดำเนินการโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) ช่วงนั้นก็มีการพูดกัน โดยผมเองเป็นคนเสนอว่าน่าจะมีโรงเรียนวิทยาศาสตร์ แต่สถานการณ์ขณะนั้นหลายคนยังไม่เห็นด้วย เลยออกมาในรูปของงการฝากเรียนตามโรงเรียนในศูนย์ พสวท. ซึ่งไปเรียนกับนักเรียนปกติ แล้ว สสวท. ทำหลักสูตรเสริม ที่เรียกว่า Enrichment ก็ทำได้ระดับหนึ่ง แต่ความเข้มเข้นอาจจะยังไม่เทียบเท่ากับการที่จะมาเป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ทั้งโรงเรียน
โรงเรียนวิทยาศาสตร์ที่ผมเห็นครั้งแรกเลยเมื่อ 30 ปีที่แล้ว อยู่ที่ฟิลิปปินส์ ของมาดามมาร์กอส และก็ไปเห็นที่เกาหลี และอเมริกา ถามว่าโรงเรียนวิทยาศาสตร์มีประวัติย้อนหลังสักเท่าไหร่ ถ้าของอเมริกา ก็ 50 กว่าปีแล้ว ถ้าที่รัสเซีย 30 กว่าปี เกาหลีก็เกือบ ๆ 30 ปี เวียดนามก็เกือบ ๆ 30 ปี ของไทยเราตอนนี้ก็ 7 ปี และเราก็มีโครงการ พสวท. มา 20 กว่าปี ถ้าจะถามว่า ตรงนี้ช้าไปไหม ก็เรื่องเดียวกับที่ได้พูดมาแล้ว แต่ที่มีโรงเรียนวิทยาศาสตร์นี่เราทำทีหลัง
ตอนนั้นทางเลือกระหว่างการที่จะปรับปรุงโรงเรียนจุฬาภรณ ฯ ทั่วประเทศ กับการตั้งโรงเรียนวิทยาศาสตร์ขึ้นมาใหม่ ผู้เกี่ยวข้องคิดอย่างไร
เงื่อนไขความสำเร็จของโรงเรียนวิทยาศาสตร์ มันเป็นเงื่อนไขที่ถ้าโรงเรียนยังคงอยู่ในระบบราชการปกติ คงจะทำลำบาก ดังนั้นการที่เราจะทำโรงเรียนวิทยาศาสตร์ให้สำเร็จเกิน 2 แห่ง ก็เกินกว่าศักยภาพที่เราจะทำได้ ฉะนั้นตอนนี้โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์จึงทำเป็นแค่โรงเรียนนำร่อง และก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าใช่หรือเปล่า
ก่อนที่จะก่อตั้งโรงเรียนวิทยาศาสตร์เราเพียงแต่มีสมมติฐานว่า ถ้าโรงเรียนยังอยู่ในระบบราชการ ภายใต้ระบบปกติ คงมีข้อจำกัดหลายประการ ซึ่งถ้าออกมาเป็นองค์การอิสระแล้วน่าจะดีขึ้น ฉะนั้นการที่จะตัดสินใจนำออกจากระบบทีเดียว 10 โรง 20 โรงคงมีความเสี่ยงสูง จึงเริ่มที่ 1 โรงเรียนก่อน ตอนนั้นเราก็เลยต้องเลือกโรงเรียนที่พร้อมจะออกนอกระบบมากกว่าโรงเรียนอื่น
ช่วงทำมา 4 ปีแรก เราก็ยังคงเก็บตัวเงียบ เพราะว่ายังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เราทำนี่ใช่หรือเปล่า แต่หลังจากสิ่งที่ทำมาสัก 4-5 ปีแล้ว เราก็เริ่มมองเห็นและมั่นใจว่าวิธีการที่ทำมาน่าจะถูกต้อง สังคมก็รับมากขึ้น ครูบาอาจารย์พ่อแม่ผู้ปกครองก็รับมากขึ้น เริ่มมีผลผลิตเชิงประจักษ์
การขยายผลโรงเรียนวิทยาศาสตร์ไปสู่โรงเรียนอื่น
ในพระราชกิจจานุเบกษาก็ปรากฏชัดเจนอยู่แล้วว่า สิ่งที่เราทำมันแค่ต้นแบบ หน้าที่ของเราตอนนี้คือขยายผล ขณะนี้ก็อยู่ในระยะเริ่มต้นที่ขยายผล การขยายผลมันก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นองค์การมหาชนเหมือนโรงเรียนมหิดล ฯ เราก็ต้องคิดต่อไปว่า เราจะมีวิธีการอื่นอีกไหม ที่เราขยายผลไปแล้ว จะได้ผลใกล้เคียงไม่ต่างไป
ขณะนี้โรงเรียนมหิดล ฯ ก็ได้รับมอบหมายจากกระทรวงศึกษาธิการ ให้ลงไปดูแลโรงเรียน จุฬาภรณราชวิทยาลัยว่าจะนำประสบการณ์ต่าง ๆ ไปช่วยยกระดับโรงเรียนจุฬาภรณ ฯ ได้หรือไม่
แนวทางที่ใช้บริหารงานโรงเรียนวิทยาศาสตร์ เป็นแนวทางเดียวกับที่ท่านใช้ในการบริหาร สสวท. หรือไม่
สสวท. เป็นหน่วยงานที่พัฒนาหลักสูตร สื่อการเรียนการสอน และส่งเสริมการเรียนการสอนเฉพาะวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี หลักสูตรนี่....แม้อุดมการณ์ควรจะเป็นหลักสูตรที่เป็น Customize Curriculumn คือเป็นหลักสูตรที่วัดตัวตัดเฉพาะบุคคล แต่ในภาพการศึกษาปกติแล้ว โอกาสที่จะทำหลักสูตรที่ตอบสนองความต้องการเป็นรายบุคคลคงไม่สามารถทำได้ง่ายนัก นั้นสิ่งที่ทำในโรงเรียนทั่วไปนั้น เป็นหลักสูตรสำหรับเด็กกลุ่มกลาง 60-70% ส่วนกลุ่มที่เรียนช้านิดหนึ่งสังคมก็ให้ความสนใจพอสมควร มีการสอนซ่อมสอนเสริม
แต่เด็กปลาย curve ทางด้านขวามือซึ่งเป็นเด็กที่มีความสามารถสูง เรายังไม่ได้ให้ความดูแลมากนัก ตอนที่ทำอยู่ที่ สสวท. ก็อยากให้โรงเรียนให้ความสนใจกับเด็กกลุ่มนี้ แต่ก็ทำไม่ได้ นั่นอันที่หนึ่ง
อันที่สอง การพัฒนาเด็กที่มีความสามารถพิเศษ ต้องมีการพัฒนาเป็น Wholelistic พัฒนาในองค์รวม ไม่ใช่พัฒนาเฉพาะวิทย์-คณิตเท่านั้น และที่จริงแล้ว การพัฒนากลุ่มนี้โดยเฉพาะทางด้าน cognitive หรือการพัฒนาหัวสมอง การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ ไม่มียากนักหรอก เพราะเด็กเก่งแล้ว
แต่ที่สำคัญที่สุดเราต้องสร้างเด็กตรงนี้ (ตบหน้าอกข้างซ้ายเบาๆ).....สร้างใจ !
ทั้งนี้ จะต้องให้เด็กกลุ่มนี้เขามีความมุ่งมั่น เห็นความงามของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ มีความมุ่งมั่นที่จะทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ ตอนที่อยู่ สสวท. ผมก็ก้าวล้ำไปได้แค่โครงการ พสวท. ซึ่งก็ทำได้แค่วิชาวิทย์ คณิต เราไม่สามารถก้าวเข้าไปในองค์รวมของการจัดการศึกษา ทีนี้พอมาอยู่ที่โรงเรียนมหิดล ฯ เราก้าวไปอยู่ในองค์รวมของการศึกษา ทีนี้เราก็เอาครูภาษาไทยมาคุย พลานามัยก็เอามาครูวิชาอื่น ๆ ด้วย มาคุยว่าถ้าเราจะพัฒนาจิตวิญญานของเด็กที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เราจะช่วยอย่างไร ฉะนั้นนี่คือจุดที่มีความแตกต่าง
อยู่ที่ สสวท. เราก็มีหน้าที่แนะนำครูว่าการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ควรจะเป็นอย่างนั้น เราไม่มีบทบาทที่จะก้าวลึกลงไป เขาจะทำไม่ทำก็อีกอย่าง และอีกอย่างก็คือว่า สสวท. ก็ทำได้แค่วิทยาศาสตร์ แต่ผมมาอยู่โรงเรียนมหิดล ฯ ภาษาอังกฤษนี่ก็สำคัญไม่น้อยกว่าวิทยาศาสตร์ สังคม พลานามัย การที่จะสร้างคนให้มีสุขภาพที่ดีก็ให้น้ำหนักสำคัญด้วย
ถ้ามาดูการลงทุนในโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ การลงทุนในสาขาพลานามัยสูงกว่าการลงทุน
ในสาขาวิทยาศาสตร์ ไปดูโรงยิม สนามกีฬา มีกี่จุด เราลงทุนให้กับห้องสมุด ศูนย์วิทยบริการสูงกว่าการลงทุนทางวิทย์คณิต เพราะสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะสร้างคนในองค์รวม
ฉะนั้นผมถึงบอกว่า โครงการ พสวท. ทำนั่นดีแล้ว สสวท. ต้องการพัฒนานักเรียนทุน พสวท. ให้มุ่งมั่นในการวิจัย เห็นความงามของการเป็นนักวิจัย ทำประโยชนืเพื่อประเทศชาติ แต่เราก็ทำได้แค่โปรแกรมเสริม แต่ถ้าจะก้าวล่วงไปสุ่ทุกโปรแกรมเหมือนในโรงเรียนมหิดล ฯ ใน 1 สัปดาห์มีทั้ง 7 วัน 24 ชั่วโมง เราสามารถสร้างได้
อะไรที่ทำให้ความสำเร็จของโรงเรียนมหิดล ฯ ได้เห็นเร็วขนาดนี้
ผลที่เห็นอยู่ในตอนนี้น่ะนะ มันยังเป็นผลเทียม ไม่ใช่ผลแท้ เด็กได้เหรียญโอลิมปิก ผมก็เห็นว่าไม่ใช่ของจริง คะแนนโอเน็ต-เอเน็ตสูง ไม่ใช่ของจริง อันนั้นเป็นเพียงหลักฐานเบื้องต้นที่ยืนยันว่าเด็กเหล่านี้น่าจะเป็นคนเก่ง แต่จริง ๆ แล้วเราต้องการสิทธิบัตร องค์ความรู้ใหม่ ๆที่เด็กเหล่านี้สร้าง
เวลาคล้องเหรียญทองโอลิมปิกให้ ก็จะบอกนักเรียนว่า ผอ. ดีใจด้วยนะ แต่ถ้าจะเอา 10 เหรียญทอง มาแลกกับ 1 สิทธิบัตร ผอ. จะเอาสิทธิบัตรนะ
จะฝากถึง สสวท. เรื่องโอลิมปิกวิชาการอย่างไรบ้างคะ
คือ เรื่องโอลิมปิกก็ต้องทำไปล่ะนะ แต่ก็ต้องทำอย่างระมัดระวัง อย่าให้การแพ้การชนะมาเป็นประเด็นหลักมากนัก แต่มันยากมากล่ะ เพราะเมื่อก้าวเข้าไปสู่การแข่งขัน สังคมย่อมคาดหวังว่าเราต้องชนะ ทุกประเทศที่แข่งเขาก็คัดมาเก่งที่สุดแล้ว เหรียญก็เป็นสิ่งที่เราต้องการ แต่ก็ต้องพยายามทำให้สังคมเข้าใจว่าความสำเร็จที่ได้เหรียญจากโอลิมปิกวิชาการนั้น ยังไม่ใช่เป้าหมายทั้งหมด
เป้าหมายจริง ๆ ของโอลิมปิกวิชาการคือทำให้เด็กเห็นความงาม มีความรักในการเรียนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ โดยที่โอลิมปิกฯ มีส่วนช่วย ให้สังคมสนับสนุนและเห็นคุณค่าของการศึกษาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์มากขึ้นถึงจะคุ้มค่า
ก่อนที่จะมาเป็นผู้อำนวยการ ร.ร. วิทยาศาสตร์ ท่านเคยพูดเอาไว้ว่าไม่จำเป็น และไม่มีข้อผูกพันที่จะให้นักเรียนเรียนต่อคณะวิทยาศาสตร์ จะเรียนคณะอะไรก็ได้
ตรงนี้ให้เข้าใจว่า ขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นวิชาชีพใด ทางด้านวิศวกรรม การเกษตร การบริการ หรือทางด้านชีวภาพต่าง ๆ เราเป็นเพียงแต่ผู้ใช้องค์ความรู้เท่านั้น เราไม่มีคนที่ทำการค้นคว้าวิจัยที่จะสร้าง องค์ความรู้ในอาชีพต่าง ๆ
นิยามของคำว่านักวิทยาศาสตร์ของผม ไม่ใช่คนที่เรียนจบ วทบ. ไม่ใช่คนที่เรียนจบ Ph.D. ทางด้านวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ในความหมายของผมนั้นก็คือคนที่ทำการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึงคนที่ทำการค้นคว้าวิจัย เช่น คนที่ทำงานด้านนิติศาสตร์ เขาก็ทำการวิจัยทางนิติศาสตร์ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คนที่ทำงานทางด้านเศรษฐศาสตร์เขาต้องการวิจัยสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ ทางด้านเศรษฐศาสตร์ โดยใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์โดยใช้องค์ความรู้ เขาก็เป็นนักวิทยาศาสตร์
ถึงจบวิทยาศาสตร์ Ph.D. มา แต่ก็ไม่ได้ทำวิจัย เขาก็ไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ อาจารย์มหาวิทยาลัยที่จบมาทางวิทยาศาสตร์ ทำหน้าที่สอน ทำหน้าที่บริหาร แต่ไม่ได้ทำวิจัย นั่นไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ หมอที่ทำวิจัยก็คือนักวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าหมอรักษาอย่างเดียวไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์
คำว่านักวิทยาศาสตร์ของผม ก็คือ คนที่จบมาแล้วทำการวิจัยค้นคว้าโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
มีแผนจะติดตามผลนักเรียนที่จบไปแล้วไหมคะ
ก็มี อันนี้สำคัญมาก ต้องมีการวางแผนติดตามกันระยะยาว
สังคมรับรู้ว่าผลโอลิมปิกของโรงเรียนมหิดล ฯ ดี โรงเรียนได้ทำอย่างไรบ้าง
ต้องเรียนว่า ก็เด็กเราเก่ง ถ้าไม่ได้ก็แปลก เพราะเราคัดมาจากสองหมื่นคน คัดไว้ 240 คน
เราเกือบไม่ต้องทำอะไรก็ได้อยู่แล้ว
ท่านผู้อำนวยการจะบอกว่าเด็กเก่งเอง ไม่ต้องทำอะไร ?
เราเสริมให้เด็กนิดหน่อย ลึก ๆ ของผม ผมสนใจเรื่องโครงงานวิทยาศาสตร์มากกว่า เพราะอยาก ให้เด็กไปค้นคว้าวิจัย ไปฝึกงานในห้องแล็ป ให้เด็กได้ไปนำเสนองานที่ต่างประเทศ ทางนั้นน่ะสำคัญมาก แต่ว่าสังคมเรากลับให้ความสำคัญกับโอลิมปิกวิชาการมากกว่า ซึ่งโอลิมปิกวิชาการนั้นผมเองก็ได้ไปเริ่มมาเหมือนกัน แต่เนี่ย..เราก็ต้องทำตรงนี้ควบคู่ไปด้วย
ถ้าเด็กของผมได้รางวัลโครงงานวิทยาศาสตร์ของโลก แล้วโครงงานนั้นสามารถนำไปจดสิทธิบัตรได้ โครงงานนั้นสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมได้ นี่เป็นเป้าจริง ๆ
หลักสูตรของที่นี่ต่างจากโรงเรียนอื่นอย่างไร
เรามีวิชาเลือกมาก เพราะเด็กเรียนเร็ว เนื่องจากนักเรียนทั้งหมดเป็นเด็กที่อยู่ 1% บน หรือเด็กเก่งระดับบนของเด็กไทยทั้งหมด จึงสามารถเรียนรู้ได้เร็วกว่าเด็กปกติ ฉะนั้น แล้วทำไมเราต้องไปให้เขาเรียนตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ เพราะเขาใช้เวลาเรียนตามหลักสูตรปกติได้เร็ว เราจึงได้เติมสิ่งที่เขารักเขาสนใจเป็นวิชาเลือก ที่โรงเรียนนี้มีวิชาเลือกเพิ่มเติมตั้ง 100 กว่ารายวิชา ตามความรักความถนัดของเขา
เกณฑ์การจบหลักสูตร ส่วนใหญ่จะพัฒนาใจ ซึ่งเรียกว่ากิจกรรมพัฒนาความเป็นมนุษย์และจิตวิญญาน เช่น การปฏิบัติกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ การออกกำลังกาย การปฏิบัติธรรม การทำโครงงานวิทยาศาสตร์
โรงเรียนให้ความสำคัญกับการปฏิบัติธรรมด้วยเหรอคะ
สำคัญมากเลย คือขณะนี้อยากเห็นทุกคนทำสมาธิเบื้องต้นเป็น การปฏิบัติธรรมจะเป็นส่วนหนึ่งที่ฝึกให้เด็กมีสมาธิ ทำจิตใจให้สงบ อันนี้สำคัญ
สังคมห่วงใยว่าเมื่อเด็กเก่งมารวมกันจะแข่งขันกันสูงและไม่ค่อยมีน้ำใจ
นี่คือคำถามแรกๆ เลยที่คนเขาถามกัน จริง ๆ แล้วไม่ใช่หรอก ถ้าเราจัดหลักสูตรการเรียนการสอนให้ดี ผมยืนยันว่าเด็กที่นี่มีน้ำใจ มีแต่ช่วยกัน เพื่อนช่วยเพื่อน พี่ช่วยน้อง มีน้ำใจที่จะทำให้สังคม อย่างเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาก็จัดค่ายให้เด็กภาคใต้ตั้ง 700-800 คน ถ้าเราสามารถจัดกิจกรรมให้เหมาะสมเราจะเห็นตรงนี้ชัดเจน เราสามารถสร้างพื้นฐานตรงนี้ให้เด็กได้
คิดว่าโรงเรียนประสบความสำเร็จถึงระดับไหนแล้ว หวังไว้ว่าต่อไปจะเป็นอย่างไร
ที่ผ่านมา การวัดความสำเร็จ เราเปรียบเทียบกับโรงเรียนหรือกับเกณฑ์ต่าง ๆ ภายในประเทศของเรา แต่ขณะนี้เรากำลังพัฒนาตนเอง กำลังมีโครงการที่จะไปศึกษาว่าโรงเรียนวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกว่าเขามีอะไรดี เพราะอุดมการณ์ของเรานั้นต้องการให้โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนชั้นนำของโลกด้วย
แล้วได้เผื่อความสำเร็จไปยังโรงเรียนอื่น ๆ อีกไหมคะ
โรงเรียนวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอเมริกานั้น มีภารกิจนอกจากจะจัดการเรียนการสอนภายในโรงเรียนของตนเองแล้ว ก็คือช่วยยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนโดยรวมของประเทศ ก็แน่นอนในขณะนี้เราก็เป็นโรงเรียนต้นแบบ แต่ผมก็ไม่อยากพูดว่าเราจะเข้าไปช่วย เพราะนั่นเป็นภาระของ สสวท. ขณะนี้เราก็จะลงไปดูแลเฉพาะโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย 12 แห่ง
แต่สำหรับโรงเรียนอื่น ๆ ถึงแม้เราไม่มีภารกิจตรงที่จะไปช่วยเหลือดูแลเขา แต่เมื่อเขาจะขอมาศึกษาดูงานที่นี่ก็โอเค จนกระทั่งเราต้องตั้งประชาสัมพันธ์ที่ทำหน้าที่รับแขกแยกออกมาต่างหาก อันนี้ก็ถือเป็นเซอร์วิส
ครูที่โรงเรียนวิทยาศาสตร์ต่างจากครูโรงเรียนอื่นอย่างไร
ขณะนี้ครูที่นี่แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ 40% เป็นครูที่มาจากระบบเดิมที่ลาออกจากราชการมาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อเขากล้าตัดสินใจที่จะออกจากราชการเข้ามาสู่ระบบใหม่ แสดงว่าเขามีความเชื่อมั่นในระบบ ง่ายที่จะพัฒนา โรงเรียนให้ความสำคัญในการพัฒนาครู จนเดี๋ยวนี้ผมมีความมั่นใจว่าครูของโรงเรียนที่ติดมาจากระบบเก่า เรื่อง ICT ไปได้ดี เป็นต้นแบบของโรงเรียนทั่วไปได้ จิตวิญญานของความเป็นครูก็ดีมาก ภาษาอังกฤษซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญมากก็พัฒนาไปมาก
สำหรับครูรุ่นใหม่ที่เรารับมา ก็เริ่มต้นประกาศรับ ส่วนใหญ่รับปริญญาโท ต้องเป็นคนที่แม่นในเนื้อหาวิชาที่เขาจะสอน สมมติว่าจะรับครูเคมี ต้องทดสอบเนื้อหาทางเคมีว่าแม่นไหม แล้วก็ทดสอบการสอนวิชาเคมี เมื่อผ่านแล้วเราก็ยังไม่ได้รับ ต้องผ่านการทดสอบของจิตแพทย์ก่อนว่ามีสภาพจิตปกติพร้อมที่จะเป็นครูได้ เราก็รับ แต่เมื่อรับแล้ว ก็ต้องเซ็นสัญญา 1 ปีก่อน ถ้าครบ 1 ปีแล้ว ก็ประเมิน และเซ็นสัญญาต่อ
ขณะนี้ครูของเรา 70-80% แล้วที่มีวุฒิปริญญาโท ภายในอีก 10 ปีข้างหน้า 20% ของครูน่าจะมีวุฒิปริญญาเอก เพราะเด็กที่นี่เก่งมาก จึงต้องการครูที่มีพื้นฐานความรู้ในสาขาวิชานั้นแน่น มีเทคนิคการสอนที่ดีเพื่อที่จะดูแลนักเรียน ฉะนั้นโรงเรียนที่สอนแบบเดียวกับมหิดลวิทยานุสรณ์ที่อยู่ต่างประเทศเขาจะมีครูที่จบปริญญาเอกประมาณ 50-60%
คนข้างนอกที่มาช่วยล่ะคะ
อย่างคณิตศาสตร์ เราเชิญอาจารย์จากมหาวิทยาลัยมาช่วยงาน Part-Time อยู่อาทิตย์ละวันบ้าง 2 วันบ้าง ตอนนี้เราก็ได้รับความกรุณาจากอาจารย์มหาวิทยาลัยหลายท่านมาช่วยเป็นที่ปรึกษาให้กับสาขาวิชาต่าง ๆ และมาช่วยสอนวิชาเลือก
เวลาเรามีกิจกรรมต่างประเทศ เราก็ให้อาจารย์มหาวิทยาลัยที่มีเครือข่ายและภาษาดี ๆ มาช่วยจัดการ เช่น พาครูและนักเรียนไปเสนอโครงงานที่ต่างประเทศ เพื่อช่วยให้ครูของเราได้เก็บกักข้อมูลได้มากขึ้น
สำหรับครูที่อยู่โรงเรียนอื่น ๆ ที่มีความสามารถ แต่อาจติดขัดปัญหาบางอย่างที่ทำให้จัดการเรียนการสอนได้ไม่เต็มที่ ท่านจะให้กำลังใจพวกเขาอย่างไร
ถ้าคน ๆ นั้นเป็นครูโดยชีวิตจิตใจแล้ว ผมเชื่อว่าเขาจะสามารถใช้ความรู้ ประสบการณ์ต่าง ๆ ช่วยให้เด็กแต่ละคนได้พัฒนาตนเองเต็มศักยภาพ ผมเชื่อว่าครูเก่ง ๆ เหล่านั้นเขาคงมีเด็กเก่งอยู่ในมือ อาจจะไม่มีทุกปีก็ได้ อาจจะนาน ๆ เจอเด็กเก่ง ๆ สักคนก็ได้ เติมให้เขาเต็ม เสริมเขาให้เต็มที่ ผมอยากเห็นครูให้ความสำคัญกับนักเรียนในระดับหนึ่ง ครูส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องนักเรียนเยอะ ดูแลได้ไม่ทั่วถึง ห้องเรียนหนึ่งมีนักเรียน 50 คน ดูว่าคนไหนมีแวว เราก็เสริมเขาไป คนไหนเรียนช้าเราก็เสริมเข้าไป
การที่คนจะทำงานอย่างมีความสุขได้ต้องใช้ปัญญาในการแก้ปัญหา ชีวิตทำงานก็จะมีความสุข ผมเชื่อว่าถ้าเขาเป็นครูด้วยจิตวิญญานและเขาใช้ปัญญา เขาก็จะทำงานได้อย่างมีความสุข
แล้วความสุขของผู้อำนวยการล่ะคะ
ความสุขของผมขณะนี้ก็คือผมได้ทำสิ่งที่อยากทำแล้ว และผมก็เห็นว่านักเรียนมีความสุข
คือ ถ้าเราได้ทำในสิ่งที่อยากจะทำ... เราก็มีความสุข เราได้เห็นเด็ก ๆ ที่มาอยู่กับเรามีความสุข ..........เราก็มีความสุข เราได้เห็นครูบาอาจารย์ทำงานอย่างมุ่งมั่นเต็มที่และมีความสุข... เราก็มีความสุข
ข้อมูลอ้างอิง : สินีนาฎ ทาบึงกาฬ สสวท.
แฟนคลับ [5]
Add เป็นแฟนคลับ Blog นี้
แจ้ง Blog ไม่เหมาะสม
| C o m m e n t |
| 1 |
|
 |
1 ชม บอกว่า :
พี่ค๊ะอยากสอบถามค่ะ
อยากทราบว่าพอดีหนูเรียนจบม.6ปีการศึกษา2553ตมจริงต้องเรียนต่อในมหาวิทยาลัยปีการศึกษ2554แต่พอดีมีปัญหาทางบ้านค่ะเลยต้องหยุดเรียนก่อนอยากทราบว่าปีการศึกษ2555หนูสามารถแอดมิชชั่นได้มั้ยค๊ะ
10 พ.ค. 54 / 17:55
|
|
| 1 |
|
C O M M E N T B o X
|
|
|
อยากบอกว่า :
|
|
|