ภาษาไทยที่ออกสอบปลายภาค ม.4 เทอม 2
ตอนก่อนหน้า ตอนถัดไป

ภาษาไทยที่ออกสอบปลายภาค ม.4 เทอม 2
เกริ่นเรื่อง: [พ.ศ. 2555] นิทานเวตาล
29 ก.พ. 55 , View: 3374 , Post : 0


 นิทานเวตาล

ความเป็นมาของนิทานเวตาล พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ พระนามแฝงว่า น.ม.ส. นิพนธ์เรื่องนิทานเวตาลขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2461 ต้นเค้านิทานเวตาลมาจากวรรณคดีอินเดียชื่อเวตาลปัญจวิงศติ แปลว่า นิทาน 25 เรื่องของเวตาล กล่าวถึงการที่เวตาลเล่านิทานหลอกล่อพระวิกรมาทิตย์แห่งกรุงอุชชยินี (อุชเชนี) ตั้งแต่เวลาหัวค่ำจนใกล้สว่าง กวีชื่อศิวทาสแต่งไว้เป็นภาษาสันสกฤตตั้งแต่โบราณกาล มีความเก่าแก่กว่า 2,500 ปี ต่อมา โสมเทวะ ได้เรียบเรียงขึ้นใหม่รวมไว้ในหนังสือรวมนิทานโบราณของอินเดียเล่มสำคัญ กถาสริตสาคร ปัจจุบันมีทั้งฉบับภาษาสันสกฤตแบะฉบับภาษาฮินดี สมัยอินเดียตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษได้มีการแปลนิทานเรื่องนี้เป็นภาษาอังกฤษหลายสำนวน ฉบับภาษาไทย น.ม.ส. มิได้ทรงแปลจากต้นฉบับภาษาสันสกฤตโดยตรง แต่ใช้ฉบับภาษาอังกฤษชื่อว่า Vikram and the Vampire or Tales of Hindu Devilry ของเซอร์ ริชาร์ด เอฟ เบอร์ตันเป็นหลักในการเรียบเรียง

นิทานเวตาลเป็นนิทานซ้อนนิทาน กล่าวคือมีนิทานย่อยหลายเรื่องซ้อนอยู่ในนิทานเรื่องใหญ่ ฉบับของ น.ม.ส. ประกอบด้วยนิทานย่อยเพียง 10 เรื่อง แปลจากฉบับของเบอร์ตัน 9 เรื่อง อีกเรื่องนำมาจากฉบับภาษาอังกฤษสำนวนอื่น ที่ทรงเลือกของเบอร์ตันในการเรียบเรียงเพราะทรงเห็นว่า “สนุกกว่าฉบับอื่น ถ้าจะเปรียบกับเครื่องเพชรพลอยที่ทำเป็นวัตถุสำหรับประดับกาย ก็เหมือนกับพลอยแขกอย่างดีซึ่งฝรั่งเอาไปฝังในเรือนทองทำอันมีรูปแลลายงดงามถูกตาผู้ดูที่ไม่ใช่แขก ถึงผู้อ่านมิใช่ฝรั่งก็เห็นดีอย่างฝรั่งได้” ในการเรียบเรียงนิทานเวตาล น.ม.ส. ทรงใช้วิธีการตกแต่งนิทานชุดนี้ให้มีสีสันน่าอ่านโดยไม่จัดต่อความคิดของคนไทย ดังที่ทรงอธิบายไว้ในคำนำ “ฉบับภาษาไทยนี้...ถ้าจะเอาเทียบกับฉบับที่แปลตรงมาจากสันสกฤตหรือหินที [ฮินดี] จะเห็นผิดกันมาก เพราะในฉบับอังกฤษมีสำนวนความคิดแลโวหารของเบอร์ตันปะปนอยู่มากชั้นหนึ่งแล้ว ซ้ำในภาษาไทยมี น.ม.ส. ปนลงไปอีกชั้นหนึ่งเล่า” กล่าวได้ว่า นิทานเวตาลเป็นงานประพันธ์ที่แสดงลีลาการเขียนร้อยแก้วของ น.ม.ส. ได้อย่างดีชิ้นหนึ่ง

พระวิกรมาทิตย์และเวตาล นิทานเรื่องใหญ่อันเป็นโครงเรื่องหลักของนิทานเวตาล กล่าวถึงตัวละครเอกสองตัวคือ พระวิกรมาทิตย์และเวตาล พระวิกรมาทิตย์ผู้ครองราชย์อยู่กรุงอุชชยินี เป็น “กษัตริย์ทรงนามเลื่องลือ สามารถทั้งในทางศึกและในทางปกครองไพร่ฟ้าประชาชนให้อยู่เย็นเป็นสุข ทั้งเป็นผู้เอเฟื้อต่อการเรียนรู้...รัชกาลพระวิกรมาทิตย์เป็นเวลาที่วิชารุ่งเรือง” ส่วนเวตาลเป็นปีศาจชั่วร้ายที่อาศัยอยู่ในสุสานและสิงอยู่ในศพ เหตุที่พระวิกรมาทิตย์ได้มาพบกับเวตาลนั้นเพราะ พระราทรงหลงกลโยคีศานติศีลผู้ผูกอาฆาตพระบิดาของพระองค์และประสงค์จะเอาชีวิตของพระองค์แทน โดยโยคีทำอุบายปลอมตนเป็นพ่อค้านำผลไม้ที่ซ่อนทับทิมล้ำค่าไว้ภายในมาถวายพระราชาทุกวันจนได้ทับทิมกองใหญ่ เมื่อพระวิกรมาทิตย์ให้สัญญาว่าจะกระทำการตอบแทนตามที่พ่อค้าประสงค์ ศานติศีลจึงเผยตัวว่าเป็นโยคี กำลังทำพิธีอย่างหนึ่งอยู่ในป่าช้าริมแม่น้ำโคทาวรีและต้องการให้พระราชาไปนำศพที่แขวนอยู่บนต้นอโศกในป่าช้าอีกแห่งหนึ่งมาเพื่อให้ประกอบพิธีสำเร็จ พระวิกรมาทิตย์ทรงรักษาสัญญาแม้จะทราบแน่ว่าศานติศีลกำลังตั้งพิธีจะทำร้ายพระองค์

เมื่อพระวิกรมาทิตย์และพระราชบุตรไปถึงต้นอโศก ทรงเห็นศพที่แขวนบนกิ่งอโศกนั้น “ลืมตาโพลง ลูกตาสีเขียวเรืองๆ ผมสีน้ำตาล หน้าสีน้ำตาล ตัวผอม เห็นโครงเป็นซี่ๆ ห้อยเอาหัวลงมาทำนองค้างคาว แต่เป็นค้างคาวตัวใหญ่ที่สุด เมื่อจับถูกตัวก็เย็นชืดเหนียวๆ เหมือนงู ปรากฏเหมือนหนึ่งว่าไม่มีชีวิต แต่หางซึ่งเหมือนหางแพะนั้นกระดิก” พระราชาทรงทราบทันทีว่าตัวที่ห้องอยู่นั้นคือเวตาลซึ่งเข้ามาสิงศพ พระองค์ทรงปีนขึ้นไปฟันกิ่งไม้นั้นจนเวตาลตกลงมา แต่ครั้งทรงจับตัวไว้และตรัสกับเวตาล เวตาลกลับลอยขึ้นไปห้อยบนต้นไม้ดังเดิม การณ์เป็นเช่นนี้อยู่หลายครั้ง แต่พระราชาก็มิได้ทรงละความเพียรจนในครั้งที่เจ็ด เวตาลยอมให้พระองค์จับใส่ย่าม ก่อนจะออกเดินทางไปพบโยคีศานติศีลเวตาลได้กล่าวกับพระวิกรมาทิตย์ว่า

พระองค์ผู้เป็นพระราชาจงจำภาษิตโบราณไว้ว่า ลิ้นคนนั้นตัดคอคนเสียมากต่อมากแล้ว...ในเวลาเดินทางนั้น ข้าพเจ้าจะเล่านิทานเล่น เพราะปราชญ์ผู้มีความรู้ย่อมใช้เวลาของตนในเรื่องหนังสือ มิใช่ใช้เวลาในการนอนแลการขี้เกียจอย่างคนโง่ ในเวลาเล่านิทานนั้นข้าพเจ้าจะตั้งปัญหาถามพระองค์ และพระองค์ต้องสัญญาจ้อนี้เสียก่อน ข้าพเจ้าจึงจะยอมไปด้วย คือเมื่อข้าพเจ้าตั้งปัญหา ถ้าพระองค์ตอบจะเป็นด้วยกรรมในปางก่อนบันดาลให้ตอบ หรือด้วยแพ้ความฉลาดของข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าล่อให้ทรงแสดงความเย่อหยิ่งว่ามีความรู้ก็ตาม ถ้าตรัสตอบปัญหาข้าพเจ้าเมื่อใด ข้าพเจ้าจะกลับไปที่อยู่ของข้าพเจ้า ต่อเมื่อพระองค์ไม่ตอบปัญหาเพราะได้สติ หรือด้วยความโง่เขลาของพระองค์ก็ตาม ข้าพเจ้าจึงจะยอมไปด้วย ข้าพเจ้าขอทูลแนะนำเสียแต่ในบัดนี้ว่า พระองค์จงสงบความเย่อหยิ่งในพระหฤทัยว่าเป็นผู้มีความรู้ เมื่อเกิดมาเป็นคนโง่แล้วก็จงยอมโง่เสียเถิด มิฉะนั้น พระองค์จะไม่ได้ประโยชน์ซึ่งนอกจากข้าพเจ้าแล้ว ไม่มีใครจะอำนวยได้

คำพูดของเวตาลนี้ นอกจากจะเป็นการแนะให้ผู้อ่านทราบว่าเวตาลทำหน้าที่เป็นตัวเดินเรื่องและเป็นผู้เล่านิทานย่อยเรื่องต่างๆ แล้ว ยังแสดงให้เห็นลักษณะสำคัญของเวตาลว่าเป็นผู้ที่ช่างพูดและมีความสามารถสูงในการใช้โวหารเพื่อเสียดสี เยาะหยัน และยั่วยุอารมณ์ผู้ฟัง ยิ่งไปกว่านั้น ข้อความนี้ยังแสดงวัตถุประสงค์ของการเล่านิทานไว้อย่างชัดเจนว่าเล่าเพื่อทดสอบทั้งปัญญาและความอดทนอดกลั้นของพระวิกรมาทิตย์ ฝ่ายพระราชา เมื่อได้ฟังคำดูหมิ่นของเวตาล แม้จะทรงขัดเคือง แต่ก็อดกลั้นไว้มิได้ตรัสตอบ เวตาลจึงเริ่มต้นเล่านิทานถวายโดยอ้างว่าเป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น

นิทานทั้ง 10 เรื่องกล่าวถึงชีวิตของคนในวรรณะต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวรรณะกษัตริย์ (นักรบ) และวรรณะแพศย์ (พ่อค้า) แม้จะมีเนื้อเรื่องแตกต่างกัน แต่นิทานทุกเรื่องมีประเด็นปัญหาให้ต้องขบคิดแก้ไข ไม่ว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับการเลือกคู่ครอง ลักษณะนิสัยต่างๆ เช่น ความดี-ความชั่ว ความโง่-ความฉลาดของมนุษย์ รวมไปถึงพฤติกรรมหรือสถานการณ์บางอย่างซึ่งยากจะหาคำตอบหรือวิธีแก้ไขได้ ดังตัวอย่างเช่น นิทานเรื่องที่ 6 เล่าถึงบุตรีของพราหมณ์ผู้มีอายุอยู่ในวัยที่สมควรจะวิวาห์ บิดา มารดา และพี่ชายของนางต่างตกลงยกนางให้ชายที่แต่ละคนพอใจ ขณะที่ชายหนุ่มทั้งสามกำลังแสดงความรู้ประชันกัน บุตรีของพราหมณ์ถูกงูกัดตาย ชายคนหนึ่งเก็บกระดูกของนางไว้ ชายคนที่สองเก็บเถ้าถ่านที่เผาศพนาง ส่วนชายคนที่สามไปเรียนวิชาชุบชีวิตคนตายให้ฟื้น เมื่อชายทั้งสามกลับมาพบกันอีกครั้ง ชายคนที่สามจึงได้ทำพิธีชุบชีวิตนางขึ้นจากกระดูกและเถ้าถ่านที่ชายคนที่หนึ่งแล้สองรักษาไว้ เมื่อนางฟื้นขึ้นมา ชายหนุ่มทั้งสามต่างโต้เถียงกันว่าผู้ใดควรมีสิทธิ์จะได้นางเป็นภรรยา เวตาลเล่าเหตุผลของชายทั้งสามแล้วทูลยั่วให้พระวิกรมาทิตย์ตัดสิน พระราชาอดพระทัยไม่ได้ จึงทรงตอบโดยแสดงเหตุผลอันน่าฟัง นิทานเรื่องอื่นๆ ยกเว้นเรื่องที่ 10 ก็ล้วนมีลักษณะคล้ายคลึงกับนิทานเรื่องที่ 6 นี้ กล่าวคือ แม้ปัญหาที่เกิดขึ้นในเรื่องหรือคำถามของเวตาลจะยากเย็นซับซ้อนเพียงไร แต่ก็มีทางแก้ไขหรือตัดสินได้ เวตาลจึงยั่วยุความอยากอธิบายของพระวิกรมาทิตย์ได้สำเร็จ เมื่อประกอบกับการใช้วิธีดังกล่าว คำสบประมาทพระองค์ พระวิกรมาทิตย์จึงระงับความอยากพูดไว้ไม่ได้ ทำให้พระองค์ต้องเดินทางกลับไปจับตัวเวตาลที่ต้นอโศกครั้งแล้วครั้งเล่า สมดังคำที่เวตาลได้เตือนพระองค์ไว้ว่า “ลิ้นคนนั้นตัดคอคนเสียมากต่อมากแล้ว” อย่างไรก็ตาม การที่พระวิกรมาทิตย์สามารถแก้ปัญหาในนิทานทั้ง 9 เรื่องได้ แสดงให้เราเห็นว่าหากมนุษย์รู้จักใช้ปัญญาคิดไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนและรอบด้าน แม้ปัญหาจะยากเย็นซับซ้อนเพียงใด ก็สามารถแก้ไขหรือทำความเข้าใจได้เสมอ การพยายามเวียนกลับไปจับตัวเวตาลในป่าช้าอันน่าสะพรึงกลัวโดยปราศจากความหวั่นเกรงย่อท้อหลังจากที่ทรงพลาดพลั้งกล่าวคำพูดออกไปทุกครั้ง ยังสะท้อนให้เราเห็นจิตใจอันกล้าหาญมุ่งมั่นและความเพียรอันแรงกล้าซึ่งเป็นคุณลักษณะที่น่าชื่นชมยิ่งของพระวิกรมาทิตย์


แฟนคลับ [6]
Add เป็นแฟนคลับ Blog นี้

แจ้ง Blog ไม่เหมาะสม



  • C o m m e n t
  • 1

    1

    ตอนก่อนหน้า ตอนถัดไป

      C O M M E N T   B o X

    อยากบอกว่า :

    ลงชื่อ
    พิมพ์ตัวเลข

    My Blog
    52
    Comments
    33
    Fanclub
    6


        Blog ที่ผ่านมา


    ดู Blog ทั้งหมด


        Favorite Blog
    เก็บรายชื่อ Blog ที่เราชอบมากๆ

    ยังไม่มี Favorite Blog