วิจิตรา ยังมี ม.5/1 เลขที่ 37
4.) เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4 (พ.ศ.2520-2524) จุดเด่น ลดช่องว่างทางเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำทางด้านสังคมในหมู่ประชาชนให้น้อยลง เน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศโดยมุ่งขยายการผลิต สาขาเกษตร ปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อส่งออก กระจายรายได้และการมีงานทำในภูมิภาค มีการใช้มาตรการกระตุ้นอุตสาหกรรมที่ซบเซา รักษาดุลการชำระเงินและการขาดดุลงบประมาณ *เร่งบูรณะและปรับปรุงการบริหารทรัพยากรหลักของชาติ (เนื่องจากทรัพยากรของประเทศชาติเสื่อมโทรมจากการนำไปใช้ในทางอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก) รวมทั้งการนำเอาทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ โดยเฉพาะที่ดิน แหล่งน้ำ ป่าไม้และแหล่งแร่ เร่งรัดการปฏิรูปที่ดินจัดสรร แหล่งน้ำในประเทศ อนุรักษ์ทะเลหลวง สำรวจและพัฒนา แหล่งพลังงานในอ่าวไทยและภาคใต้ฝั่งตะวันออก
5.) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2525-2529) จุดเด่น แก้ปัญหาความยากจนในชนบทและเน้นการแก้ไขที่มีส่วนร่วมจากภาคเอกชน *ใช้พื้นที่เป็นตัวกำหนดการแก้ไขปัญหาความยากจน โดยแบ่งเขตออกเป็น 286 อำเภอและกิ่งอำเภอ ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และบริเวณชายฝั่งภาคตะวันออก *เน้นการมีบทบาทของเอกชนในการแก้ไขและพัฒนาปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ *มีการจัดตั้ง ระบบการบริหารงานพัฒนาชนบทแห่งชาติ (กชช.) ขึ้นเป็นครั้งแรก
6.) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 6 (พ.ศ.2530-2534) จุดเด่น ยกระดับการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยในด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม เน้นการพัฒนาฝีมือแรงงานและคุณภาพชีวิตของประชาชน และรักษาระดับการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ ในการใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับนี้ทำให้ประเทศไทยมีความก้าวหน้าสูงขึ้น เริ่มเปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรกรรมเป็นสังคมเมือง ทำให้สังคมชนบทเริ่มพัฒนาเข้าสู่สังคมเมือง ก่อให้เกิดการโยกย้ายถิ่นฐาน *เกิดปัญหาทางด้านต่างๆตามมา เช่น ครอบครัวแตกแยก ปัญหายาเสพติด ปัญหาการจราจร *เกิดปัญหาสมองไหล (ถ่ายเทกำลังคนจากหน่วยงานรัฐบาลไปสู่ภาคเอกชน) เนื่องจากผลตอบแทนและโอกาสในการก้าวหน้าที่มีมากกว่า ทำให้ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ
7.) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7 (พ.ศ.2535-2539) จุดเด่น พัฒนาประเทศชาติต่อเนื่องจากแผนที่ผ่านมาทั้งในด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม เน้นการกระจายรายได้และการพัฒนาไปสู่ภูมิภาคชนบท รักษาอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ ทางภาคอุตสาหกรรมได้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว *ในส่วนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังคงมีความเสื่อมโทรม เนื่องจากการเร่งใช้ทรัพยากรจนมากกว่าอัตราเกิดทดแทนประกอบกับการขาดประสิทธิภาพของรัฐในการควบคุมดูแลการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรัดกุมอีกด้วย
8.) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 (พ.ศ.2540-2544) จุดเด่น การพัฒนาที่ต้องเกิดสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติ โดยอาศัยมนุษย์เป็นศูนย์กลาง แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการวางแผนพัฒนาประเทศที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม และมุ่งเน้นให้ คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา คนเป็นทั้งผู้สร้างประโยชน์ ผู้ได้ประโยชน์และผู้ได้รับผลกระทบ เนื่องจากได้บทสรุปมาจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับอื่นๆว่า เศรษฐกิจดี สังคมมีปัญหา การพัฒนา ไม่ยั่งยืน ทำให้ต้องสร้างแนวคิดใหม่ขึ้นมาเพื่อพัฒนาประเทศ โดยใช้ทรัพยากรมนุษย์เป็นหลักในการพัฒนา
*ส่งเสริมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากขึ้นอีก มีจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการวางแผนพัฒนาประเทศคือ ให้ทุกคนในสังคมมีส่วนร่วมในการวางแผน
*ปีที่ใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับนี้ได้เกิดปัญหาเศรษฐกิจอย่างรุนแรง เช่น วิกฤติฟองสบู่ เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ไม่กล้าลงทุน ทำให้เศรษฐกิจซบเซา
9.) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 (พ.ศ.2545-2549) จุดเด่น ต้องการให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และได้อัญเชิญปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ควบคู่กับการพัฒนาประเทศชาติ
แผนนี้ได้อัญเชิญเอาหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นปรัชญานำทางในการพัฒนาและบริหารประเทศ ควบคู่ไปกับกระบวนการพัฒนาแบบบูรณาการณ์เป็นองค์รวมที่มี คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่สมดุลทั้งด้านตัวคน สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมเพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและความอยู่ดีมีสุขของคนไทย สืบเนื่องจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 แผนนี้ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก ประชาชนมีฐานะที่ดีขึ้น เสถียรภาพทางสังคมปรับตัวสูงขึ้น มีความมั่นคงมากขึ้น ในขณะเดียวกันความยากจนก็ลดลง *แต่ยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้
10.) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550-2554) จุดเด่น องค์ประกอบที่จะนำไปสู่ความสุขอย่างยั่งยืน ความสมดุลของการพัฒนา การดำรงอยู่ในสังคมโลกอย่างมีศักดิ์ศรี
มุ่งเน้นการพัฒนาประเทศสู่สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน(Green and Happiness Society) โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงดำเนินต่อจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 9 - มุ่งเน้นการพัฒนาคนให้มีคุณภาพ คุณธรรม และนำความรอบรู้อย่างเท่าทัน - สร้างเสริมเศรษฐกิจให้มีคุณภาพ เสถียรภาพ และมีความเป็นธรรม รักษาความหลากหลายทางชีวภาพและสร้างความมั่นคงของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม - พัฒนาระบบบริหารจัดการประเทศให้เกิดธรรมาภิบาล ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และอยู่ในประชาคมโลกได้อย่างมีศักดิ์ศรี
อ้างอิง : หนังสือ Compact สังคมศึกษา ม.5
compete.center.ku.ac.th/plan.htm
www.nesdb.go.th/.../สรุปสาระสำคัญของแผนพัฒนาฯ%20ฉบับที่%2010.pdfวิจิตรา ยังมี ม.5/1 เลขที่ 37
4.) เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4 (พ.ศ.2520-2524) จุดเด่น ลดช่องว่างทางเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำทางด้านสังคมในหมู่ประชาชนให้น้อยลง เน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศโดยมุ่งขยายการผลิต สาขาเกษตร ปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อส่งออก กระจายรายได้และการมีงานทำในภูมิภาค มีการใช้มาตรการกระตุ้นอุตสาหกรรมที่ซบเซา รักษาดุลการชำระเงินและการขาดดุลงบประมาณ *เร่งบูรณะและปรับปรุงการบริหารทรัพยากรหลักของชาติ (เนื่องจากทรัพยากรของประเทศชาติเสื่อมโทรมจากการนำไปใช้ในทางอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก) รวมทั้งการนำเอาทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ โดยเฉพาะที่ดิน แหล่งน้ำ ป่าไม้และแหล่งแร่ เร่งรัดการปฏิรูปที่ดินจัดสรร แหล่งน้ำในประเทศ อนุรักษ์ทะเลหลวง สำรวจและพัฒนา แหล่งพลังงานในอ่าวไทยและภาคใต้ฝั่งตะวันออก
5.) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2525-2529) จุดเด่น แก้ปัญหาความยากจนในชนบทและเน้นการแก้ไขที่มีส่วนร่วมจากภาคเอกชน *ใช้พื้นที่เป็นตัวกำหนดการแก้ไขปัญหาความยากจน โดยแบ่งเขตออกเป็น 286 อำเภอและกิ่งอำเภอ ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และบริเวณชายฝั่งภาคตะวันออก *เน้นการมีบทบาทของเอกชนในการแก้ไขและพัฒนาปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ *มีการจัดตั้ง ระบบการบริหารงานพัฒนาชนบทแห่งชาติ (กชช.) ขึ้นเป็นครั้งแรก
6.) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 6 (พ.ศ.2530-2534) จุดเด่น ยกระดับการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยในด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม เน้นการพัฒนาฝีมือแรงงานและคุณภาพชีวิตของประชาชน และรักษาระดับการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ ในการใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับนี้ทำให้ประเทศไทยมีความก้าวหน้าสูงขึ้น เริ่มเปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรกรรมเป็นสังคมเมือง ทำให้สังคมชนบทเริ่มพัฒนาเข้าสู่สังคมเมือง ก่อให้เกิดการโยกย้ายถิ่นฐาน *เกิดปัญหาทางด้านต่างๆตามมา เช่น ครอบครัวแตกแยก ปัญหายาเสพติด ปัญหาการจราจร *เกิดปัญหาสมองไหล (ถ่ายเทกำลังคนจากหน่วยงานรัฐบาลไปสู่ภาคเอกชน) เนื่องจากผลตอบแทนและโอกาสในการก้าวหน้าที่มีมากกว่า ทำให้ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ
7.) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7 (พ.ศ.2535-2539) จุดเด่น พัฒนาประเทศชาติต่อเนื่องจากแผนที่ผ่านมาทั้งในด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม เน้นการกระจายรายได้และการพัฒนาไปสู่ภูมิภาคชนบท รักษาอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ ทางภาคอุตสาหกรรมได้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว *ในส่วนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังคงมีความเสื่อมโทรม เนื่องจากการเร่งใช้ทรัพยากรจนมากกว่าอัตราเกิดทดแทนประกอบกับการขาดประสิทธิภาพของรัฐในการควบคุมดูแลการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรัดกุมอีกด้วย
8.) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 (พ.ศ.2540-2544) จุดเด่น การพัฒนาที่ต้องเกิดสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติ โดยอาศัยมนุษย์เป็นศูนย์กลาง แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการวางแผนพัฒนาประเทศที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม และมุ่งเน้นให้ คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา คนเป็นทั้งผู้สร้างประโยชน์ ผู้ได้ประโยชน์และผู้ได้รับผลกระทบ เนื่องจากได้บทสรุปมาจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับอื่นๆว่า เศรษฐกิจดี สังคมมีปัญหา การพัฒนา ไม่ยั่งยืน ทำให้ต้องสร้างแนวคิดใหม่ขึ้นมาเพื่อพัฒนาประเทศ โดยใช้ทรัพยากรมนุษย์เป็นหลักในการพัฒนา
*ส่งเสริมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากขึ้นอีก มีจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการวางแผนพัฒนาประเทศคือ ให้ทุกคนในสังคมมีส่วนร่วมในการวางแผน
*ปีที่ใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับนี้ได้เกิดปัญหาเศรษฐกิจอย่างรุนแรง เช่น วิกฤติฟองสบู่ เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ไม่กล้าลงทุน ทำให้เศรษฐกิจซบเซา
9.) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 (พ.ศ.2545-2549) จุดเด่น ต้องการให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และได้อัญเชิญปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ควบคู่กับการพัฒนาประเทศชาติ
แผนนี้ได้อัญเชิญเอาหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นปรัชญานำทางในการพัฒนาและบริหารประเทศ ควบคู่ไปกับกระบวนการพัฒนาแบบบูรณาการณ์เป็นองค์รวมที่มี คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่สมดุลทั้งด้านตัวคน สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมเพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและความอยู่ดีมีสุขของคนไทย สืบเนื่องจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 แผนนี้ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก ประชาชนมีฐานะที่ดีขึ้น เสถียรภาพทางสังคมปรับตัวสูงขึ้น มีความมั่นคงมากขึ้น ในขณะเดียวกันความยากจนก็ลดลง *แต่ยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้
10.) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550-2554) จุดเด่น องค์ประกอบที่จะนำไปสู่ความสุขอย่างยั่งยืน ความสมดุลของการพัฒนา การดำรงอยู่ในสังคมโลกอย่างมีศักดิ์ศรี
มุ่งเน้นการพัฒนาประเทศสู่สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน(Green and Happiness Society) โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงดำเนินต่อจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 9 - มุ่งเน้นการพัฒนาคนให้มีคุณภาพ คุณธรรม และนำความรอบรู้อย่างเท่าทัน - สร้างเสริมเศรษฐกิจให้มีคุณภาพ เสถียรภาพ และมีความเป็นธรรม รักษาความหลากหลายทางชีวภาพและสร้างความมั่นคงของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม - พัฒนาระบบบริหารจัดการประเทศให้เกิดธรรมาภิบาล ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และอยู่ในประชาคมโลกได้อย่างมีศักดิ์ศรี
อ้างอิง : หนังสือ Compact สังคมศึกษา ม.5
compete.center.ku.ac.th/plan.htm
www.nesdb.go.th/.../สรุปสาระสำคัญของแผนพัฒนาฯ%20ฉบับที่%2010.pdf
วิจิตรา ยังมี ม.5/1 เลขที่ 37
4.) เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4 (พ.ศ.2520-2524) จุดเด่น ลดช่องว่างทางเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำทางด้านสังคมในหมู่ประชาชนให้น้อยลง เน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศโดยมุ่งขยายการผลิต สาขาเกษตร ปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อส่งออก กระจายรายได้และการมีงานทำในภูมิภาค มีการใช้มาตรการกระตุ้นอุตสาหกรรมที่ซบเซา รักษาดุลการชำระเงินและการขาดดุลงบประมาณ *เร่งบูรณะและปรับปรุงการบริหารทรัพยากรหลักของชาติ (เนื่องจากทรัพยากรของประเทศชาติเสื่อมโทรมจากการนำไปใช้ในทางอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก) รวมทั้งการนำเอาทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ โดยเฉพาะที่ดิน แหล่งน้ำ ป่าไม้และแหล่งแร่ เร่งรัดการปฏิรูปที่ดินจัดสรร แหล่งน้ำในประเทศ อนุรักษ์ทะเลหลวง สำรวจและพัฒนา แหล่งพลังงานในอ่าวไทยและภาคใต้ฝั่งตะวันออก
5.) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2525-2529) จุดเด่น แก้ปัญหาความยากจนในชนบทและเน้นการแก้ไขที่มีส่วนร่วมจากภาคเอกชน *ใช้พื้นที่เป็นตัวกำหนดการแก้ไขปัญหาความยากจน โดยแบ่งเขตออกเป็น 286 อำเภอและกิ่งอำเภอ ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และบริเวณชายฝั่งภาคตะวันออก *เน้นการมีบทบาทของเอกชนในการแก้ไขและพัฒนาปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ *มีการจัดตั้ง ระบบการบริหารงานพัฒนาชนบทแห่งชาติ (กชช.) ขึ้นเป็นครั้งแรก
6.) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 6 (พ.ศ.2530-2534) จุดเด่น ยกระดับการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยในด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม เน้นการพัฒนาฝีมือแรงงานและคุณภาพชีวิตของประชาชน และรักษาระดับการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ ในการใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับนี้ทำให้ประเทศไทยมีความก้าวหน้าสูงขึ้น เริ่มเปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรกรรมเป็นสังคมเมือง ทำให้สังคมชนบทเริ่มพัฒนาเข้าสู่สังคมเมือง ก่อให้เกิดการโยกย้ายถิ่นฐาน *เกิดปัญหาทางด้านต่างๆตามมา เช่น ครอบครัวแตกแยก ปัญหายาเสพติด ปัญหาการจราจร *เกิดปัญหาสมองไหล (ถ่ายเทกำลังคนจากหน่วยงานรัฐบาลไปสู่ภาคเอกชน) เนื่องจากผลตอบแทนและโอกาสในการก้าวหน้าที่มีมากกว่า ทำให้ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ
7.) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7 (พ.ศ.2535-2539) จุดเด่น พัฒนาประเทศชาติต่อเนื่องจากแผนที่ผ่านมาทั้งในด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม เน้นการกระจายรายได้และการพัฒนาไปสู่ภูมิภาคชนบท รักษาอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ ทางภาคอุตสาหกรรมได้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว *ในส่วนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังคงมีความเสื่อมโทรม เนื่องจากการเร่งใช้ทรัพยากรจนมากกว่าอัตราเกิดทดแทนประกอบกับการขาดประสิทธิภาพของรัฐในการควบคุมดูแลการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรัดกุมอีกด้วย
8.) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 (พ.ศ.2540-2544) จุดเด่น การพัฒนาที่ต้องเกิดสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติ โดยอาศัยมนุษย์เป็นศูนย์กลาง แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการวางแผนพัฒนาประเทศที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม และมุ่งเน้นให้ คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา คนเป็นทั้งผู้สร้างประโยชน์ ผู้ได้ประโยชน์และผู้ได้รับผลกระทบ เนื่องจากได้บทสรุปมาจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับอื่นๆว่า เศรษฐกิจดี สังคมมีปัญหา การพัฒนา ไม่ยั่งยืน
แฟนคลับ [0]
Add เป็นแฟนคลับ Blog นี้
แจ้ง Blog ไม่เหมาะสม