พฤศจิกายน 2551  |
| อา. |
จ. |
อ. |
พ. |
พฤ. |
ศ. |
ส. |
| | | | | | 1 | | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | | 30 |
|
|
|
 |
|
View : 23 Post : 0
20 พฤศจิกายน 2551
ชื่อตอน : Review หนังสือ The Alchemyst The secrets of immortal Nicholas Flamel
เกริ่นเรื่อง : The Alchemyst The secrets of immortal Nicholas Flamel
งืมมม... ยังไงดีล่ะ พลอยเองก็ไม่เคยตั้งกระทู้อะไรที่ "เป็นทางการ" ในบอร์ดนี้มาก่อนอ่ะนะ จริงๆ เป็นคนเขียนเรียบเรียงอะไรไม่ค่อยเก่ง แต่ก็พยายามสื่อออกมาให้ดีที่สุดแล้ว ถ้าหากมีข้อผิดพลาด ก็ท้วงติงมาได้ เพื่อที่จะได้นำไปปรับปรุง(ถ้ามีครั้งต่อไป) กระทู้นี้มีจุดประสงค์เพื่อแบ่งปันเรื่องราวหนังสือดีๆ ที่อยากให้อ่านกัน และแบ่งปันมุมมองความคิดของพลอยเอง หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกๆ คนที่เข้ามาอ่านนะคะ  The Alchemyst :: The secrets of the immortal Nicholas Flamel [ ไม่สปอยตอนจบ ] พูดถึงชื่อ Nicholas Flamel(นิโคลัส เฟลมเมล) คงมีหลายๆ คนคุ้นชื่อหรือรู้ประวัติของเขาดีในฐานะนักเล่นแร่แปรธาตุที่สามารถเปลี่ยน ตะกั่วให้เป็นทองคำได้ และยังเชื่อกันว่าเขาประสบความสำเร็จในการปรุงน้ำอมฤตที่ทำให้เป็นอมตะอีก ด้วย (แต่ถึงอย่างไร นิโคลัสถูกบันทึกว่าตายในปีค.ศ.1418 แต่หลุมศพของเขาว่างเปล่า ทำให้คนจำนวนมากตั้งคำถามว่า ทุกวันนี้นิโคลัส เฟลมเมล ยังมีชีวิตอยู่มั้ย) ชีวประวัติของนิโคลัส เฟลมเมลยังคงมีปริศนาหลายอย่างที่ปัจจุบันยังหาคำตอบไม่ได้ และทุกๆ คนก็อยากจะรู้ความจริงเกี่ยวกับตัวเขา นิโคลัส เฟลมเมล มักจะมีชื่อในนิยายหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะนิยายแนวแฟนตาซี เรื่องที่ทุกคนน่าจะคุ้นเคยก็ Harry Potter and the Philosopher's Stone (แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์) นั่นไง คุ้นมั้ย? ในเรื่องนี้นิโคลัส เฟลมเมลเป็นผู้ประดิษฐ์ศิลาอาถรรพ์ร่วมกับดัมเบิลดอร์ (มีชื่อในการ์ดกบช็อคโกแลตด้วย) นอกจากนี้ ในเรื่อง Davinci Code ก็มีการเอ่ยถึงนิโคลัส เฟลมเมลว่าเป็น Grand Master of the Priory of Sion (ประมุขของไพรเออรี่ออฟไซออน) เรื่อง Indiana Jone's ก็มีเรื่องของนิโคลัส เฟลมเมลด้วยเช่นกัน ในตอน Indiana Jones and the Philosopher's Stone (เห็นมั้ยล่ะ เขาเป็นคนดังจริงๆ 555) ทีนี้ ในนิยายเรื่องที่จะมาแนะนำวันนี้ นิโคลัส เฟลมเมลเป็นตัวละครเอกที่ดำเนินเรื่องนี้เลย คนเขียนใช้ชีวประวัติของนิโคลัสมาเขียนต่อยอดเป็นนิยาย ตอนที่หยิบมาเพราะ อยากรู้ความลับของนิโคลัส เฟลมเมล (555) ตอนแรกที่เดาเนื้อเรื่อง คิดว่าจะเป็นกึ่งๆ sci-fi แบบว่า มีการเอาวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์เรื่องชีวิตอมตะของนิโคลัส เฟลมเมลอะไรงี้ ประมาณว่าตามล่าหาตัวนิโคลัส เฟลมเมลว่ายังมีชีวิตอยู่ข้ามศตวรรษแบบนั้นหรือเปล่า แต่เอาจริงๆ นี่คือ "แฟนตาซี" เต็มขั้นเลยล่ะ อาจจะเรียกว่า เป็น "ยำใหญ่แฟนตาซี" เลยก็ได้ เพราะคนเขียนจับตำนานทั้งหลายแหล่มารวมมิตรในนิยายเรื่องนี้เลย มีทั้งต้นไม้ยักดราซิล ดาบเอ็กซ์คาริเบอร์ของกษัตริย์อาเธอร์ พ่วงด้วยตัวละครที่เป็นเทพเจ้าจากหลายสัญชาติ ทั้งทางฝั่งกรีก, นอร์สและไอริช นอกจากนี้ก็ยังมีบุคคลในประวัติศาสตร์ที่มีตัวตนจริงๆ หลายรายที่ถูกนำมาเป็นตัวละครในหนังสือเรื่องนี้ แม้แต่โจนออฟอาร์คยังถูกเอามาเปรยๆ ในเรื่องนี้ด้วยเลย นิยายเรื่องนี้เล่าว่า นิโคลัส เฟลมเมล และภรรยาของเขา เพอรีเนล เฟลมเมล ยังคงมีชีวิตอยู่ข้ามศตวรรษ เพราะพวกเขาปรุงน้ำอมฤตจากรหัสในหนังสือนักเวทย์อับราฮัม ซึ่งเป็นหนังสือที่มีพลังอำนาจมหาศาลและบอกความลับเกี่ยวกับชีวิตอมตะ ต่อมาดร.จอห์น ดี(รายนี้ก็มีตัวตนจริงๆ ในประวัติศาสตร์เหมือนกัน) ซึ่งเคยเป็นลูกศิษย์ของเฟลมเมลและมีชีวิตอมตะพอๆ กับเฟลมเมล ต้องการขโมยหนังสือนั้นเพื่อเอาไปใช้ทำลายโลก เขาได้หนังสือกับตัวเพอรีเนลไป แต่ไม่ได้รหัสสองหน้าสุดท้ายของหนังสือ(Final Summoning) เพราะจอช นิวแมน เด็กหนุ่มที่ทำงานในร้านหนังสือของเฟลมเมลฉีกสองหน้าสุดท้ายของหนังสือนัก เวทย์อับราฮัมออกมาได้ทันพอดี จอช นิวแมน กับพี่สาวฝาแฝดของเขา โซฟี นิวแมน ก็เลยต้องร่วมหัวจมท้ายไปกับเฟลมเมลด้วยโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งตอนแรกสองคนนี้ก็ไม่รู้ว่าเจ้าของร้านหนังสือที่พวกเขาทำงานอยู่จะเป็น คนในตำนานที่มีอายุมากกว่าประเทศอเมริกาซะอีก เฟลมเมลพาสองฝาแฝดไปที่ Shadowrealm เพื่อฝึกสองพี่น้องให้เป็นนักเวทย์ ในขณะที่ดร.ดี ก็ยังคงตามล่ารหัสสองหน้าสุดท้ายของหนังสือนักเวทย์อับราฮัมที่อยู่กับพวกนิ โคลัส เฟลมเมลด้วย :: Point :: ข้อสังเกตคือ... นิยายของสากลที่ได้รับความนิยมส่วนใหญ่ มักจะมีพื้นฐานมาจากตำนานหรือเรื่องราวในประวัติศาสตร์จริงๆ และทำให้คนอ่านรู้สึกว่า “มันอาจจะเป็นไปได้ก็ได้นะ” หรือ “มันอาจจะมีเรื่องราวเหมือนอย่างในหนังสือจริงๆ ก็ได้” อย่างเช่น... Davinci Code ของ Dan Brown ถึงแม้จะมีเนื้อหาที่กระทบความรู้สึกคริสเตียนอย่างมาก แต่ก็ทำให้หลายๆ คนอยากจะรู้ว่าในภาพ Mona Lisa หรือ The Last Supper นั้นจะมีข้อความปริศนาจริงๆ หรือเปล่า (ถึงขนาดมีสารคดีแกะรอย Davinci Code กันเลยทีเดียว) หรืออย่างภาพยนตร์เรื่อง National Treasure ที่ทำให้คนเชื่อว่าอาจจะมีขุมสมบัติที่ยังคงถูกซ่อนอยู่และไม่ถูกใครค้นพบ และอาจจะมีความลับซ่อนอยู่มากมายในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่างๆ เช่น เทพีเสรีภาพ(Statue of Liberty หรือที่ในหนังเรียกเป็นคำใบ้ว่า Laboulaye’s Lady), คำประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา(Declaration of Independence) (ไม่แน่ใจว่า National Treasure นี่เคยเป็นหนังสือมาก่อนหรือเปล่านะ แต่พลอยเคยเห็นหนังสือ National Treasure แต่ไม่ใช่ภาคที่เอาไปสร้างเป็นหนังอ่ะ จำไม่ได้ว่าชื่ออะไรแต่ประมาณว่ากล่าวถึงต้นตระกูล Gates และลายแทงขุมทรัพย์อีกอัน) ถ้าหากนักเขียนนิยายแฟนตาซีไทย หันมาเน้นการจับเอาพื้นฐานความเชื่ออย่างไทยๆ มาเขียนเป็นนิยายแฟนตาซีมั่ง (เคยมีคนเขียนแล้วหรือเปล่าพลอยไม่รู้นะ ถ้ามีแล้วช่วยแนะนำด้วย) แบบว่าเอาสิ่งของ, บุคคล, สถานที่ต่างๆ มาสร้างเป็นนิยายสักเรื่อง มีเรื่องราวเหนือธรรมชาติ ผูกปมปริศนาใส่ความเป็นไปได้เข้าไปหน่อย ก็คงจะเป็นสีสันใหม่ๆ ของแฟนตาซีไทยขึ้นมาบ้าง แต่ เอาจริงๆ ก็คงยากล่ะมั้ง เพราะว่าคนไทยอ่อนไหวกับเรื่องความเชื่อต่างๆ ขืนเขียนไม่ดีหรือไปโจมตีความเชื่อใครเข้า อาจจะโดนถล่มยับได้ง่ายๆ (คนเขียนต้องกล้าเขียนจริงๆ อ่ะ) ส่วนใหญ่แฟนตาซีคนไทยจะไปเน้นการสร้างโลกคู่ขนานกับความเป็นจริง ตั้งกฎเกณฑ์ของคนเขียนขึ้นมาเองซะมากกว่า ซึ่งมันก็มีข้อดีคือ ง่ายต่อการทำความเข้าใจของคนเขียนเอง แต่ความยากของการเขียนแบบนี้ก็คือ จะทำยังไงให้คนอ่านเข้าใจตรงกับจินตนาการของเราที่ต้องการจะสื่อ จะทำยังไงให้โลกเสมือนของเราใกล้เคียงความเป็นไปได้มากที่สุด แต่ถ้าจะเขียนแนวอิงตำนาน/เรื่องจริง/ประวัติศาสตร์ ใส่สีตีไข่เข้าไปให้เป็นนิยายหนึ่งเรื่อง ข้อดีของมันก็คือสามารถ โน้มน้าวคนอ่านให้อินไปกับเรื่องได้ง่ายกว่า แต่เขียนแนวนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะคนเขียนต้องเก่งในการเชื่อมปมต่างๆ การผูกโยงเนื้อเรื่องให้สมเหตุสมผล และต้องทำการบ้านเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่จะเขียนมาให้แน่นสุดๆ พลาดแม้แต่นิดเดียวเรียกว่าดับอนาถทันที แนวนี้เรียกว่า ต้องใช้ทั้ง จินตนาการ, ประสบการณ์ และความรู้ ได้โชว์สกิลกันสุดๆ :: เพิ่มเติม :: The Alchemyst เป็นเพียงหนังสือเล่มแรกของซีรี่ส์ The secrets of the immortal Nicholas Flamel เท่านั้น ซีรี่ส์หนังสือชุดนี้จะมีทั้งหมดด้วยกัน 6 เล่มด้วยกัน ได้แก่ The Alchemyst, The Magician(วางแผงแล้วปีนี้), The Sorceress(กำหนดวางแผงกลางปี 2009), The Necromancer, The Warlock และ The Enchantress (3 เล่มหลังยังไม่มีกำหนดวางแผง) พลอยยังไม่ได้อ่านภาค 2 นะ เพราะทดลองซื้อภาคแรกมาลองอ่านดูก่อนว่าจะสนุกหรือเปล่า แล้วก็ไม่ผิดหวังเลย จากนี้ก็จะซื้อให้ครบ 6 เล่มแน่นอน คนที่อยากอ่าน คงต้องซื้อภาคภาษาอังกฤษมาอ่านไปก่อน เพราะภาคแปลไทย รู้สึกว่าจะยังไม่มี และไม่รู้จะมีสำนักพิมพ์ไหนสนใจแปลเรื่องนี้หรือเปล่า แต่ส่วนตัวพลอยคิดว่าคำศัพท์หรือพวกสำนวนในเรื่องนี้อ่านง่ายนะ อาจเป็นเพราะถูกจัดอยู่ในหมวดวรรณกรรมเยาวชนด้วยจึงไม่มีศัพท์ยากๆ มาให้ปวดหัวเยอะ และเรื่องราวของ The Alchemyst นี้กำลังจะถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ด้วย แต่ยังไม่ทราบข่าวคราวความคืบหน้าใดๆ แอบเข้าไปดูที่ IMDB แล้วเห็นวงเล็บไว้ว่า 2009 แต่ไม่รู้ว่าหมายถึงจะสร้างในปี 2009 หรือจะฉายในปี 2009 กันแน่ (ใครเป็นสมาชิกแบบ pro ที่เว็บ IMDB ช่วยเช็คให้หน่อยนะ อิอิ) ปล. * ตอนที่พิมพ์ไปสักพัก ถึงได้สังเกตว่า หนังสือเล่มนี้ใช้คำว่า "Alchemyst" ไม่ใช่ "Alchemist" ซะงั้น (ตอนแรกพลอยก็พิมพ์ Alchemist อ่ะ) สงสัยจะเป็นการเล่นคำ (Myst = Mysterious ความลึกลับ ปริศนา อะไรงี้มั้ง) * ขออภัย พลอยจำราคาไม่ได้ว่าซื้อมาเล่มละกี่บาท แต่ปกหลังพิมพ์ไว้ว่า US $8.99/$10.99 CAN ลองไปหาดูที่ร้าน Kinokuniya@Siam Paragon ดูนะจ๊ะ โซนวรรณกรรมเยาวชน พลอยก็ซื้อจากร้าน Kinokuniya * หากเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ อนุญาตให้นำไปเผยแพร่ในเว็บอื่นได้ แต่อย่าเอาไปแอบอ้างว่าเขียนเองล่ะ * เชิญถกได้ ด้วยถ้อยคำสุภาพ ขอบคุณค่ะ
|
|