ประสอบการณ์ 2 ปี
ตอนก่อนหน้า

ประสอบการณ์ 2 ปี
เกริ่นเรื่อง: 2 ปีในโรงเรียนกับตำแหน่ง ครูผู้ช่วย
5 ต.ค. 57 , View: 47 , Post : 0


            26 กันยายน ที่ผ่านมา เป็นวันครบรอบการทำงานสองปี

            ได้เลื่อนขั้นจาก ครูผู้ช่วยเป็น ครู คศ.1’ ในความหมายแล้วคือ...ครูเต็มตัว (ผ่านการทดลองงานสองปี)

            สองปีที่ผ่านมาได้รับประสบการณ์มากมาย เริ่มจากก้าวแรกที่เข้าสู่โรงเรียนในฐานะของครูผู้ช่วย เพราะบรรจุก่อนปิดเทอมไม่กี่วันเลยยังไม่มีงานชัดเจน เพียงแค่เข้าสอนตอนคาบว่าง จำได้ว่าห้องแรกที่เข้าสอนและทำความรู้จักคือ ป.5 ตอนนี้รุ่นนั้นอยู่ ม.1 แล้วล่ะ ^^

(เด็กในปกครองรุ่นแรก ชั้นป. ๖ ชาย ๕ หญิง ๕ รวม ๑๐ คน)


            ตอนนั้นรู้สึกเครียดมากๆ ทั้งไม่ชินกับเพื่อนร่วมงาน การเดินทางไปกลับบ้านที่รวมระยะทาง 80 กิโลเมตร พอเปิดเทอมสองก็ได้รับงานเต็มตัว ผอ.มอบหมายหน้าที่ครูประจำชั้น ป.6 ให้ งานวิชาการ และงานอนามัย ความรู้สึกคือ...ตรูเด็กใหม่นะ ทำไมให้คุมเด็กโต ที่มีการสอบวัดผลระดับชาติด้วยเนี่ย >_<! งานสอนก็ภาษาไทย ป.6 ภาษาอังกฤษ ป.3-6 การงานและศิลปะ ป.6 งานสอนเยอะมากๆๆ แต่ปัจจุบันเยอะกว่า 555 (หัวเราะทั้งน้ำตา เหนื่อย T.T)

            ช่วงแรกๆ นี่กลับบ้านไวตลอด เลิกเรียน ส่งเด็กกลับหมด ครูเอสก็กลับ ไม่รอไม่คุยกะใครเท่าไร เบื่อๆ รู้สึกว่าอยู่บ้านสบายกว่ามาก แต่หลังจากนั้นเกือบเทอม เราก็อยู่โรงเรียนยันหกโมงเย็นเกือบทุกวันล่ะ -o-

(เด็กในปกครองรุ่นที่สอง แต่เป็นห้องแรกที่ทำความรู้จักเมื่อก้าวขาเข้าโรงเรียน ชั้น ป.๖ ชาย ๙ หญิง ๒ รวม ๑๑ คน)


            งานครูที่ได้รับรู้ตลอดสองปี นอกจากสอนก็คืองานนอกที่ได้รับมอบหมาย งานวิชาการ คือเราต้องคอยจัดการเรื่องเกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เข้ามา อบรมทุกอย่างที่เป็นของวิชาการ เช่น การวัดผลประเมินผล การจัดทำแผนการสอน การสร้างหลักสูตร บลาๆๆๆ ต้องกรอกข้อมูลนักเรียนที่จะสอบโอเน็ตลงอินเทอร์เน็ต คอยเช็คข่าวคราวความเคลื่อนไหวทางการศึกษาที่จะมีผลกระทบต่อโรงเรียน จัดตารางสอนทุกระดับชั้น อันนี้ยากมาก เพราะเราได้โจทย์มาแค่ใครสอนอะไร แต่เวลาไหนนี่เราต้องมาจัดการลงตารางเอง ซึ่งประถมต้นไม่เท่าไร แต่ประถมปลายนี่ซิ เพราะมีครูประจำวิชาจะต้องเวียนกันสอน เพราะงั้นต้องจัดตารางไม่ใช้ชนกัน มึนแป๊บ กว่าจะเข้าที่ @_@ และท้ายเทอมต้องเก็บคะแนนนับเกรดสามเกรดสี่ว่าได้กี่เปอร์เซ็นต์ ยิ่งช่วงประเมินนะสนุกมากกก -_-

            งานต่อมาคืองานอนามัย อันนี้สิงานยากของแท้ เพราะโรงเรียนประเมินอนามัยเยอะ อนามัยหมายถึงเรื่องของสุขภาพของทุกคนในโรงเรียน แล้วเราย้ายมาตอนโรงเรียนกำลังพัฒนาพอดี ผอ.กำลังล่ารางวัล ตั้งแต่ ส้วมมาตรฐาน, โรงอาหารมาตรฐาน, คงสภาพโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดับทอง และรางวัลใหญ่เลย โรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดับเพชร และเพิ่งสดๆ ร้อนๆ ผ่านไปหมาดๆ เมื่อเดือนกรกฎาคมคือ รางวัลโรงเรียนต้นแบบเด็กไทยสุขภาพดี ขอบอกว่าแต่ละงานหินสุดๆ บัตรสุขภาพต้องเป๊ะ (ไอ้บัตรสีเหลืองอันเท่ากระดาษเอฟสี่) เรื่องฟันนักเรียนอีก ต้องไม่ผุ ไม่ถอน ความสะอาดห้องน้ำ โรงอาหาร การจัดห้อง ถังขยะ การวางแก้ว การกินอาหาร ขนมที่ขายในโรงเรียน บลาๆ เยอะมากกกกก

            ถ้าถามว่าทำไมต้องประเมิน คงเพราะการประเมินหมายถึงการพัฒนาล่ะมั้ง แต่พูดก็พูดเหอะ ประเมินทีไรเด็กๆ ไม่ได้เรียนทุกที อยากจะบอกว่านับถือเด็กๆ โรงเรียนนี้มาก พวกเค้าสุดยอด เป็นเด็กที่ทำได้ทุกอย่าง นี่แค่ ป.6 นะ อายุมากสุดแค่ 12 แต่เค้าเป็นทุกอย่างจริงๆ ทั้งขุดดิน ถูห้อง กวาด ยกโต๊ะ อะไรพังเราก็เรียกเด็กๆ แบบพวกเค้าทำให้เราได้จริงๆ ยิ่งพวกปีที่แล้ว เด็กชุดแรกที่เราได้สอนยิ่งเหนื่อยมาก เพราะประเมินกันหลายอย่าง แถมยังมีเด็กที่เล่นกีฬาเก่งไปคว้ารางวัลมินิวอลเลย์บอลโครงการวิทยุการบินระดับประเทศมาอีก เค้าได้รางวัลสกัดกั้นยอดเยี่ยม และนักกีฬาชายยอดเยี่ยม แต่น่าเสียดายที่เจ้าตัวไม่อยากพัฒนาไปไหน หลายสถาบันดังๆ ชวนไปเรียนด้วยไม่ยอมไป กลับเรียนอยู่แถวนี้ คือไม่ใช่มันไม่ดี แต่เข้าใจความว่าดีกว่ามั้ย... มันมีที่ๆ ดีกว่าควรไปแต่เค้าไม่ยอมไป

            เรื่องน่าเบื่อของครูคือการอบรม บางคนอาจชอบแต่ว่าเราเบื่อมาก เราคนเดียวอบรมเกือบสิบกว่าครั้งต่อเทอมอะ เราเป็นครูภาษาอังกฤษเลยอบรมบ่อย เพราะงบภาษาอังกฤษมาเยอะ เค้าให้เราเป็นวิทยากรซึ่งเราคิดว่าตัวเองไม่ได้เก่งขนาดนั้น พอไปทำก็แค่ไปแจกเอกสาร ช่วยงานนิดๆ หน่อยๆ ซึ่งเราว่ามันเสียเวลา เราอยู่สอนเด็กๆ สนุกกว่า และเพราะเสียเวลามากทาง สพป. (สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา) และทาง สพฐ.  เลยกำหนดให้ครูประชุมและอบรมในช่วงวันหยุด (ปล้นวันหยุดกันเห็นๆ!) เสาร์อาทิตย์ก็ต้องอบรม วันหยุดต่างๆ ก็อบรม จำได้ว่าวันแม่ที่ผ่านมายังอบรมอยู่ที่อื่นเลย T^T คือแบบ... วันหยุดก็อยากพักบ้างนะ รบกับเด็กจันทร์ถึงศุกร์เหนื่อยจะตาย ยังต้องมานั่งอบรมเสาร์อาทิตย์ งานบ้านไม่ได้ทำ ผ้านี่กองเต็มตะกร้า แล้วพวกคนใหญ่ๆ โตๆ ก็ชอบพูดกัดว่า หลายคนบ่นว่าไม่มีเวลาซักผ้า แต่อย่าลืมว่าเรารับเงินเดือนกันทุกวัน! ค่ะ! เข้าใจตามนั้น แต่วันหยุดเราก็ไม่ได้หยุดนะ สำหรับเราคนนึงล่ะ วันหยุดคือช่วงทำงานค้างๆ เช่น แผนการสอน วิจัย บันทึกต่างๆ ที่ใช้ในโรงเรียน และถ้ามีเวลามากก็จะทำสื่อ แต่เวลาพวกนั้นเอาไปอบรม แล้วก็ชอบมาถามว่าทำไมครูไม่ทำสื่อ ไม่ทำแผน แหม่! ถามมาได้ (บ่นๆๆๆ)

            เรื่องน่าเบื่ออีกเรื่องคือ ปัจจุบันสังคมฟังเสียงนักเรียนมากกว่าครู เราอยากจะบอกว่าไม่เป็นครูไม่รู้หรอก! ไอ้เรื่องงานเรื่องการบ้านเยอะเนี่ย! อยากจะร้องเฮอะ! ใส่ซักสิบที สำหรับเราเราให้งานเพราะตอนสอนคุยมาก ถามว่ารู้มั้ย คำตอบคือ รู้! แล้วพอสั่งงาน ทำไมไม่ได้ -_- ทำที่โรงเรียนไม่ได้ไม่ทำค่ะ คุย! ไม่ยอมถามด้วยนะ ห่วงเล่น เราอนุโลมให้ไปเป็นการบ้าน ก็ไม่ทำอีก พอไม่เสร็จเราก็ตี เราตีจริงๆ มันเป็นข้อตกลง ใครตีไม่ได้แตะไม่ได้บอก เราจะไม่ยุ่ง คนเราถ้าไม่มีบทลงโทษก็จะไม่กระตือรือร้นที่จะทำ เราชอบสั่งงานในห้องเพราะจะได้เดินสอนทีละคนได้ ใครไม่เข้าใจถาม จากนั้นให้งานอีกชิ้นเป็นการบ้านเพื่อให้แน่ใจว่าไอ้ที่สอนไปเข้าใจจริงๆ รึเปล่า แต่เด็กๆ ก็ชอบบ่นเยอะ แต่ก็นะ...สมัยเราเป็นเด็กก็คงจะบ่นไม่น้อยเหมือนกัน (รู้ตัวเหมือนกันแหละ -.-;)

            ตลอดสองปีที่ผ่านมา มีหลากหลายความรู้สึก และสิ่งที่รู้ชัดเจนคือ การทำงานต้องมีความอดทน ต้องใจเย็น ต้องฟังมากกว่าพูด ต้องคิดเยอะๆ เพราะในสังคมมีคนหลากหลาย ยิ่งเป็นพวกที่เราจำเป็นต้องไปเกี่ยวข้องถึงแม้จะไม่ชอบเนี่ยต้องยิ่งอดทนให้มากขึ้น ต้องหนักแน่น ไม่งั้นจะอยู่ไม่ได้เลยล่ะ! ถามว่าเคยท้อมั้ย เคยร้องไห้รึเปล่า ตอบเลยว่านับครั้งไม่ถ้วน บางทีก็ท้อจนไม่อยากไปต่อ แต่ก็หยุดตัวเองไม่ได้ คนเราต้องเดินต่อ เวลาท้อก็จะให้เวลาตัวเองคิด ทางออกมันจะค่อยๆ เปิดออกเอง คำว่าปัญหามีไว้พุ่งชน มันคือเรื่องจริง เราแค่ต้องชนอย่างมีสติ ชนยังไงก็ได้ให้ตัวเองเจ็บน้อยที่สุด

            หลังจากนี้ก็จะทำงานเต็มที่เหมือนเดิม (ทำจนแม่บ่นว่าบ้างาน หัดแยกแยะซะบ้างว่าอันไหนงานอันไหนบ้าน แต่ก็นะ...ไม่ทำก็ไม่เสร็จอะ) ปิดเทอมนี้ปิดแค่อาทิตย์เดียวเอง และในหนึ่งอาทิตย์ก็ต้องเคลียร์งานตัวเองให้เสร็จ เฮ้อ...ครูในปัจจุบันมันเหนื่อยกว่าเมื่อก่อนมากเลยนะ เพราะเป็นลูกครูเลยรู้ว่าเป็นยังไง เมื่อก่อนพ่อกับแม่ก็ทำงานตลอดเหมือนกัน แต่น่าจะน้อยกว่าเราในตอนนี้ มันอยู่ที่โรงเรียนกะผู้บริหารอีก ปัจจัยหลายหลาก

            เรื่องสุดท้ายที่จะพูดคือเรื่องเงินเดือน เคยอ่านกระทู้ว่าเงินครูเหมาะกับงานมั้ย? ไม่ขอแสดงความเห็นเพราะสำหรับเรามันอยู่ที่ใจ เรารับเงินเดือนครั้งแรกที่ 9160 บาท โดยประมาณบวกค่าครองชีพรัฐบาล เป็น 15000 บาท หักสหกรณ์ ชพค. เหลือรับราวๆ เดือนละ 12000 บาท ทำงานมาสองปี เงินเดือนขั้นสุดท้ายก่อนเลื่อนเป็น คศ.1 อยู่ที่ 17900 บาท โดยประมาณ เราถือว่าเงินเดือนเราขึ้นเร็วมากเลย

            จากนี้จะพยายามให้มากขึ้น อดทนให้มากขึ้น หลายคนที่ร่วมงานบอกเราพูดน้อย เพราะเราถือคติว่าควรพูดน้อยล่ะมั้ง เอ หรือควรจะพูดให้มากขึ้นดี แต่ช่างเหอะ จะพยายามทำงานให้ดีก็แล้วกัน เพื่ออนาคตของชาติค่ะ ^^


แฟนคลับ [0]
Add เป็นแฟนคลับ Blog นี้

แจ้ง Blog ไม่เหมาะสม



  • C o m m e n t
  • 1

    1

    ตอนก่อนหน้า

      C O M M E N T   B o X

    อยากบอกว่า :

    ลงชื่อ
    พิมพ์ตัวเลข

    My Blog
    37
    Comments
    6
    Fanclub
    0


        Blog ที่ผ่านมา


    ดู Blog ทั้งหมด


        Favorite Blog
    เก็บรายชื่อ Blog ที่เราชอบมากๆ

    ยังไม่มี Favorite Blog