จากบ้านไปสนามบิน ใช้เวลาครึ่งชั่วโมง...
ผมอัญเชิญกระเป๋าหลายใบลงจากรถ ลำเลียงใส่รถเข็นแล้วเข็นเข้าไปในตัวอาคาร เดินอีกไกลเพื่อจะเช็คอินที่หมวด Q
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมยืนเช็คอินจริงๆ จังๆ กับเขา (ปกติผมจะหนีไปนั่งลัลล้า แล้วปล่อยท่านพ่อท่านแม่ยืนเฝ้าของ) แถวเช็คอินยาวพอควรแล้ว สิ่งมีชีวิตที่ยืนอยู่หน้าผมก็เป็นคนสก็อตหัวหนามกลิ่นเหล้าฟุ้งรอยสักเต็มตัว = = (จะเล่าทำไมหว่า..) สักพักยัยพระเจ้าเพื่อนผมก็มา ผมก็เลยหาเรื่องยืนแช่อยู่แถวนั้น จนใกล้ๆ ถึงคิวนั่นแหละผมจึงได้อพยพไปต่อแถวที่เดิม
น้ำหนักกระเป๋าทั้ง 6 ใบรวมแล้ว 53 กิโล น้อยกว่าที่ผมคิดไว้เยอะนะครับ สำหรับสี่คน.. (สองใบใหญ่ๆ กับหนึ่งใบย่อมๆ นั่นของผม ส่วนใบเล็กอีกสามใบของพ่อแม่และป้า ผมไปอยู่เดือนหนึ่งนะครับ ของก็ต้องเยอะเป็นธรรมดาสิ) ผมยังรีเควสต์ที่นั่งข้างหน้าต่างเช่นเคย จากนั้นยังมีเวลาเหลือพอให้ผมไปนั่งลัลล้าต่อกับยัยพระเจ้า (สิบนาที -*-) คุยกับแฝดน้อง ก่อนจะปิดมือถือชั่วคราวเพื่อเข้า เอ่อ...เขาเรียกว่าอะไรน่ะครับ ไอ้ที่ "เฉพาะผู้โดยสารเท่านั้น" คล้ายๆ กับด่านตรวจคนเข้าเมืองน่ะ = =
พอเข้าเขตดูตี้ฟรี ผ่านด่านตรวจของต้องห้าม (?) ผมก็เปิดมือถือคุยกับแฝดน้องต่อ จนใกล้ๆ ได้เวลานั่นละถึงได้ไปเข้าเกต แล้วก็เพิ่งจะรู้ตัวว่ามาช้าไปนิด ผู้โดยสารส่วนใหญ่ขึ้นเครื่องกันหมดแล้ว โอ ตื่นตระหนก...
ที่นั่งของผมอยู่ทางขวามือสุด เบาะนุ่มจำสีไม่ได้ ผ้าห่มสีแดงเข้ม หมอนฟีบๆ สีฟ้าอ่อน มีมอนิเตอร์ส่วนตัวในแต่ละที่นั่งเสียด้วย ผมคาดเข็มขัดแล้วมองออกนอกหน้าต่าง เพิ่งจะทุ่มกว่าๆ เท่านั้น แต่แสงไฟสีเหลืองส้มที่สาดไปทั่วทำให้ดูมืดกว่าความเป็นจริง ...นานเข้า ผมก็เบื่อบรรยากาศด้านนอก แต่ก็ไม่มีอะไรทำมากไปกว่าเปิดนิยายอ่าน แอร์โฮสเตสในชุดสีม่วงเดินยื่นถาดลูกอมให้ (ผมหยิบสีเขียวมาเม็ดหนึ่ง อร่อยดีครับ) และแจกสติกเกอร์ให้ติดที่พนักเก้าอี้ว่าต้องการให้บริการอย่างไร มีสามแบบคือห้ามรบกวน ให้ปลุกเมื่อถึงเวลาอาหาร และ...อะไรไม่รู้ -*-
ลูกอมหมดไปนานแล้ว ในที่สุดเครื่องบินก็ขึ้นจนได้ ผมมองไปนอกหน้าต่างอีกครั้งทั้งๆ ที่เคยเห็นมาแล้ว ภาพด้านนอกที่คล้ายจะมืดสนิท แต่แสงไฟรายทางและไฟหน้ารถยนต์ก็จ้าเสียจนดูเป็นธารน้ำสีสว่าง ...ผมละเห็นแล้วเซ็ง
ว่าแล้ว ผมก็เมาเครื่องบินอีกจนได้ -*- (ใครนะที่ว่าพอบินได้ระดับแล้วจะดีขึ้นเอง ผมขอเถียง) ตั้งแต่ที่เมาเครื่องบินเล็กตอนไปโปแลนด์คราวนั้น ผมก็เมาเครื่องมาตลอดแหละครับ มากบ้าง(มึน ปวดไมเกรน เจ็บคอ เหนื่อย)น้อยบ้าง(มึน ปวดหัว)แล้วแต่ว่าเครื่องบินนิ่งแค่ไหน อย่างหนนี้เล่นบินฝ่าพายุที่มหาสมุทรอินเดีย... ผมก็ทำอะไรไม่ได้มากกว่านอนๆ ไปซะ
หลังจากตื่นมากินข้าว (...มันก็ไม่เลวนัก แต่ผมกินไม่ลงง่ะ) ผมก็นอนต่อไปอีกงีบหนึ่ง ตื่นมาอีกทีเครื่องบินก็นิ่งแล้ว ผมลองใช้มอนิเตอร์ส่วนตัวเล่นเกมดู ข้อเสียข้อเดียวของมันคือ มันทำให้ผมเมาเครื่องอีกแล้วนี่สิครับ
อีกนานหลายตื่นทีเดียวกว่าจะถึงโดฮา คือหนนี้พวกผมต้อง transfer อีกต่อหนึ่ง ในขณะที่ส่งกระเป๋าไปแฟรงก์เฟิร์ตเรียบร้อยแล้ว รถเล็กรับส่งผู้โดยสารแล่นไปจอดหน้าตัวอาคารสนามบิน นี่ก็เข้าช่วงกลางดึกราวตีหนึ่งตีสองแล้วละครับ แต่ภายในสนามบินคนยังค่อนข้างพลุกพล่านทีเดียว ด้านขวานั่นเป็นด่านตรวจคนเข้าเมือง แต่พวกผมก็แยกไปด้านซ้าย เดินตามลูกศรไป ด้านในมีเจ้าหน้าที่ถามว่าจะเดินทางไปไหน และชี้บอกทางไปเกตให้ พวกผมซึ่งเที่ยวบินออกพรุ่งนี้ก็ขึ้นบันไดเลื่อนไปนั่งรอ และกินมื้อดึกกันที่ฟู้ดคอร์ทด้านบนนั่นละครับ
หลังจากที่ขึ้นไปจับจองที่นั่งกันเรียบร้อยแล้ว สิ่งแรกที่แม่กับป้าทำคือไปห้องน้ำ พ่อไปดูว่าจะสั่งอาหารยังไง ส่วนผมก็...โดนไล่ที่ครับ เขาจะทำความสะอาดตรงนั้นพอดี กว่าจะหาที่นั่งได้ พวกผมก็โดนไล่ที่ไปสองรอบ -*-
พ่อผมกลับมาบอกวิธีสั่งอาหารให้ คือต้องใช้บอร์ดดิ้งพาสทั้งเก่าและใหม่ไปยื่นที่โต๊ะเล็กๆ จะมีเจ้าหน้าที่ปั๊มตราและยื่นใบอะไรสักอย่างมาให้ (ใบนี้ไม่มีรายละเอียดอะไรเลยครับ มีแค่ติ๊กเลือกว่าเป็นอาหารมื้อไหน แล้วก็ลายเซ็นเจ้าหน้าที่กำกับ) แล้วค่อยไปต่อแถว
เลือกอาหารที่คาเฟทีเรีย (เรียกซะหรู แต่เอาเข้าจริงค่อนข้างเล็กครับ เป็นเคาน์เตอร์มีกระจกกั้น ด้านในมีอาหารเรียงๆ กันอยู่แล้วก็เจ้าหน้าที่คอยตักให้ อืม..นึกถึงโรงอาหารของไฮสคูลที่อเมริกาก็ได้ครับ คาเฟทีเรียที่ไหนก็เหมือนๆ กันแหละ) จะเลือกได้เฉพาะอาหารบางชนิดกับน้ำอัดลมเท่านั้น ผมก็เลยเลือกแค่เฟรนช์ฟรายกับมัฟฟิน เจ้าหน้าที่คงเห็นผมเป็นวัยรุ่นเลยถามว่าจะเอาพายด้วยไหม ผมก็พยักหน้าไป... ส่วนน้ำอัดลมที่ว่า ผมก็ไม่ได้เลือกเองละครับ เจ้าหน้าที่อีกคนเล่นกรอกใส่แก้ววางเรียงในถาดให้หยิบ แถมยังมีฝาปิดเสียอีก ดูไม่ออกว่าอันไหนเป็นน้ำอะไร ไอ้ที่ผมสุ่มหยิบมาเป็นน้ำมะนาวใส่โซดาเข้มข้นครับ ไม่อร่อยเอาซะเลย....
หลังจากกินเสร็จ พวกผมก็ย้ายที่กันอีกรอบ หนนี้จะหาที่เหมาะๆ นอนครับ หลังจากได้ที่สบายๆ แล้ว ก็เริ่มรายการเดินสำรวจ ผมลงไปเดินดูของที่ดูตี้ฟรีด้านล่าง มีลูกอมอย่างที่แจกในเครื่องบิน สนนราคาก็.. 3 ยูเอสดอลลาร์กว่าๆ ...ผมว่าผมหยิบจากบนเครื่องน่าจะดีกว่านะ = =;; อ้อ มีแชมพูที่หน้าตาคล้ายๆ คลินิกเคลียร์ หัวและบ่า แล้วก็รีจอยส์ด้วยครับ (แต่ดูจากชื่อแล้วอันหลังสุดท่าจะไม่ใช่?)
พอเดินกลับขึ้นมา พ่อก็ชี้แหล่งเน็ตฟรีแหล่งใหม่ให้ผม เล่นเอาอาการป่วยตกค้างหายไปในพริบตา เสียอย่างเดียวคือไม่มีเก้าอี้ และใช้ได้แค่สิบนาทีเท่านั้น หลังจากนั้นมันก็ล็อกออฟออกเองเฉยเลยครับ -*- แต่ผมก็ไม่สน ยังลัลล้าเล่นต่อ จนตีสามกว่าๆ นั่นแหละจึงได้เลิก อันที่จริงที่นี่ก็มี quiet room ให้นอนครับ เป็นเก้าอี้เอนปรับระดับไม่ได้ กว่าจะหาเตียงว่างได้ก็แทบหายง่วงละครับ = = แถมยังนอนไม่สบายเอาเสียเลย พลิกตัวไม่ได้มากเพราะเก้าอี้ค่อนข้างแคบ จากที่ปวดเอวเมื่อยก้นเพราะนั่งนานก็เลยยิ่งปวดเข้าไปใหญ่ อันนี้เป็นความเรื่องมากของผมเองละครับ เห็นคนอื่นยังนอนกันสบายๆ อยู่เลย
หลับๆ ตื่นๆ ไปอีกพัก ก็ถึงเวลาต้องไปแล้ว (เครื่องบินออกแปดโมงกว่าๆ ครับ) พอไปที่เกต ก็มีปัญหาเบ้อเร่อโยนโครมมาตรงหน้าผมเลยคือเจ้าหน้าที่ไม่ให้ผ่าน (เขาคงงงว่าไปเรียนยังไงเดือนเดียว -*- แล้วทักษะภาษาอังกฤษผมก็น่าชื่นชมยิ่งนัก...) ดีว่าพ่อกับแม่ช่วยกันพูด เขาก็เลยยอมให้ผ่าน(ๆ ไปซะ) นั่งรอในเกตอีกหน่อย รถเล็กคันต่อไปก็มาถึง
อากาศที่โดฮาถึงจะเป็นตอนเช้าก็ค่อนข้างร้อนและมีแดด สมแล้วที่เป็นเมืองทะเลทราย... (เอาเข้าจริงทั้งๆ ที่แดดเปรี้ยงออกอย่างนั้นผมก็ไม่ยักร้อนแฮะ) หนนี้ที่นั่งผมอยู่ใกล้ทางเข้าด้านหลัง แน่นอนว่าติดหน้าต่าง นั่งรออีกนานทีเดียวกว่าเครื่องบินจะขึ้น มิไยว่าผมจะเริ่มเมาเครื่องอีกรอบ ผมก็ยังถือโอกาสนี้ทดลองกล้องใหม่สักสามสี่รูป...
ขอตัดตอนไปที่แฟรงก์เฟิร์ตเลยแล้วกันนะครับ แค่ขาไปยังยาวซะขนาดนี้
ตอนตรวจคนเข้าเมืองที่แฟรงก์เฟิร์ต ผมก็มีปัญหา(อีกแล้ว) คือผมตื่นเต้นตกใจจนภาษาเยอรมันหายหมดหัว ส่วนคุณท่านเจ้าหน้าที่ที่ด่านก็ใช้คำถามได้ดียิ่งนัก แปลประมาณว่า "คุณมาที่นี่ที่ไหน" ฟังเข้าใจ แต่จะตอบยังไงล่ะครับ = =;; สุดท้ายแม่ก็ต้องมาช่วยอีกตามเคย คำแรกที่คุณหล่อนทักแม่ผมคือ "I hope you'll have better English than your doughter" (ผมเพิ่งเคยโดนฝรั่งหยามน้ำหน้าเต็มๆ ก็ครั้งนี้แหละ -*-) เพิ่งมารู้ทีหลังว่าเขาคิดว่าผมมาคนเดียว แล้วเขาอยากรู้แค่ว่าผมมีที่พักแน่ๆ หรือยัง (..ก็ถามให้มันเป็นภาษามนุษย์มากกว่านั้นหน่อยสิครับ!)
หลังจากรอดพ้นโพยภัย (ด่านตรวจของต้องสำแดง) แล้ว ก็มานั่งด้านนอก กินข้าวเช้า(ขนมและของกินที่จิ๊กมาจากบนเครื่อง) แล้วพ่อก็ไปสำรวจตั๋วรถไฟ สักพักผมกับแม่ก็ตามไป แล้วก็ไปยืนเอ๋ออยู่หน้าเครื่องขายตั๋ว จนมีคนจีนคนหนึ่งโผล่มาพยายามชักชวนให้ซื้อตั๋วกลุ่ม แต่รู้สึกเขาจะมาหลอกเราแฮะ -*- (ตั๋วกลุ่มห้าคน 30 ยูโร ตั๋วเดี่ยว 3.5 ยูโร) อีกพักใหญ่กว่าจะหอบข้าวของ ตีตั๋วขึ้นรถไฟไปสถานีใหญ่ (Hausaufbahnhof) ได้ พอถึงก็หาที่นั่งพัก หาล็อกเกอร์เก็บของ (4 ยูโร) พวกผมจะพักที่แฟรงก์เฟิร์ตก่อนคืนหนึ่ง แล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยอพยพ โรงแรมที่พ่อจองไว้อยู่ใกล้สถานีมากพอควร ตอนนี้ผมลากแค่กระเป๋าใบเล็ก(กว่า) ไปตามทาง รู้สึกตัวเบาขึ้นทันตาเมื่อไม่มีกระเป๋าเดินทางใบเบ้อเร่อคอยเกะกะ
ผมขออธิบายเรื่องกระเป๋าเสียหน่อย คือพวกผมหอบกระเป๋าใบใหญ่(ใส่ใต้ท้องเครื่อง) มาทั้งหมดหกใบ ของผมสาม เป็นใบสำหรับแฟรงก์เฟิร์ตหนึ่งวัน(ที่ค่อนข้างใหญ่เพราะเล่นยัดโน้ตบุ๊คและอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์ทั้งหลายทั้งปวงมาด้วย) ใบใหญ่มากสำหรับหนึ่งเดือน แล้วก็กระเป๋าใส่ของกินสำหรับหนึ่งเดือน ส่วนพ่อแม่และป้ามีกระเป๋าใบย่อมสำหรับหนึ่งอาทิตย์คนละใบ ส่วนแฮนด์แบ็กของแต่ละคนก็บรรจุเสื้อผ้าสำหรับหนึ่งคืนไว้เรียบร้อยแล้ว เดินทางสบายกว่าผมอย่างเทียบไม่ติดทีเดียว
โรงแรมที่พวกผมไปพักกันคืนนั้น ระบุได้คำเดียวว่า "หรู" ห้องหนึ่งสำหรับนอนได้สองคน ห้องน้ำอลังการงานสร้างแต่ดันไม่มีม่านกั้น = = ไม่ได้ถ่ายรูปเก็บไว้ครับ เสียดายมาก เจ้าของโรงแรม(?)เมื่อเห็นผมพูดเยอรมันได้ครึ่งๆ กลางๆ (...อันที่จริงคือน้อยมาก) ก็ดูเป็นมิตรดีขึ้น ส่วนปัญหาแรกสำหรับห้องพ่อกับแม่คือ..เปิดล็อกไม่ออก ก็เลยย้ายห้องจากคนละชั้นมาเป็นชั้นเดียวกัน หลังจากเอาข้าวของไปเก็บกันแล้ว สิ่งแรกที่พวกผมทำก็คือเดินเล่นชมเมือง หรืออีกนัยหนึ่งคือ(รอแม่กับป้า)ช็อปปิ้ง อากาศที่นี่ค่อนข้างเย็น แรกๆ ก็ตื่นเต้นดีหรอกสำหรับคนเกิดเมืองร้อน แต่พอเริ่มมืด อากาศที่ว่าเย็นอยู่แล้วก็มีลมพัดซ้ำแทบเป็นหนาว เผ่นกลับห้องพักกันแทบไม่ทันเลยละครับ
ผ่านพ้นไปอีกคืน ในที่สุดผมก็กลิ้งลงจากเตียงด้วยน้ำเสียงของแม่ วันนี้พวกผมต้องออกกันแต่เช้า ไม่อย่างนั้นจะพลาดรถไฟเที่ยวแรกและต้องรอไปอีกสองชั่วโมงเต็มๆ มื้อเช้าที่นี่เรียกได้ว่าดีทีเดียว เป็นบุฟเฟต์เล็กๆ แต่คนมากินค่อนข้างเยอะ อาหารอร่อยดีนะครับ หลังจากเช็คเอาท์เสร็จ ก็กลับไปสถานีรถไฟ ไปติดต่อซื้อตั๋วของผม (พ่อแม่และป้าใช้ตั๋วยูโรพาส) แล้วอัญเชิญท่านกระเป๋าทั้งหลายออกจากล็อกเกอร์ ทีนี้ก็วิ่งกันวุ่นซิครับ แต่ละชานชาลาอยู่ใกล้กันเมื่อไร แถมยังต้องต่อเสียสามต่อ เพราะชเวบริชฮาลล์เป็นเมืองเล็กและไกล ไม่มีรถไฟไปถึงโดยตรง (Schwa(อุมเลาท์)bisch Hall อ่านว่า ชเวบริช ครับ ทีแรกผมออกเสียงว่า ชเวบริค แล้วเจ้าหน้าที่ตรงช่องขายตั๋วไม่รู้จัก ผมต้องงัดเอกสารของเกอเต้มาให้เขาดู ...จริงๆ sch ออกเสียงเป็น ช หรือ ค ก็ได้ แต่ท่าทางชื่อเฉพาะจะเป็นข้อยกเว้นสินะครับ)
ผมสังเกตอีกอย่างว่าผู้คนที่นี่ใส่โทนสีเข้มเป็นหลัก ที่นิยมกันมากก็สีดำนี่ละ มีแค่ผู้สูงอายุกับนักท่องเที่ยวไม่กี่คนเท่านั้นที่ใส่สีสันสดใส (เอาเข้าจริงนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็ใส่สีดำ) ผมเหลือบมองตัวเอง ...เสื้อวูลร้อยเปอร์เซ็นต์สีเขียวสดได้ใจ กับผมยาวปล่อยยุ่งๆ ดูยังไง้ยังไงก็นักท่องเที่ยวชัดๆ ผู้หญิงผมสีเข้มที่นี่ ส่วนใหญ่มักจะตัดผมสั้นหรือไม่ก็มุ่นเป็นมวยครับ คนที่ผมสีอ่อนๆ ส่วนใหญ่จะไว้แค่ประบ่า ไม่แน่ใจว่าเป็นแฟชั่นหรืออะไรแน่ ที่แปลกคือผู้ชายทำผมหลุดโลกแค่ไหนก็ไม่มีใครถือเป็นเรื่องประหลาดนี่แหละ
ปัญหาหลังจากขึ้นรถไฟแล้วอย่างแรก : คุณพนักงานตีตั๋วรถไฟชั้นสองให้ผม (ผมจำได้ว่ารีเควสต์ lower prize ticket นะครับ...)
ปัญหาหลังจากจะลงรถไฟอย่างแรก : เปิดประตูรถไฟไม่เป็นง่ะ... คือที่นี่ เขาไม่มีประตูเปิดอัตโนมัติอย่างบ้านเรานะครับ อยากลงก็ต้องละมือจากกระเป๋าหนักๆ มากระชากประตูเปิดเอง ซึ่งผมลองๆ เปิดดูแล้ว ผมว่าประตูหนักกว่ากระเป๋า เปิดยากด้วย...
ปัญหาหลังจากลงรถไฟแล้วอย่างแรก : พ่อพาพวกเราลงผิดสถานี... แถมยังลงก่อนเวลาไปหนึ่งชั่วโมงเต็มๆ
อันนี้ปัญหาค่อนข้างหนัก แต่ก็แก้ไม่ยากครับ คือไปที่ช่องขายตั๋ว แล้วบอกไปว่าลงผิดสถานี จะไปชเวบริชฮาลล์ต้องต่อรถไฟขบวนไหนเขาก็ปรินท์ตารางเดินรถใหม่มาให้ (รออีกครึ่งชั่วโมง) ไม่ต้องซื้อตั๋วเพิ่มเสียด้วย ทีแรกผมยังกังวลอยู่ว่าจะถูกถีบออกจากรถไฟหรือเปล่าแต่หลังจากขึ้นไปแล้ว คนตรวจตั๋วก็ไม่ได้ว่าอะไรนะครับ
ระหว่างรอรถไฟ ผมก็เตร่ๆ ไปแถวๆ เครื่องขายน้ำอัตโนมัติ อยากกินโค้ก แต่.. 1.50 ยูโรแน่ะครับ หลังจากลองจิ้มๆ ดูแล้ว ผมก็หาช่องหยอดเหรียญไม่เจอ ดังนั้นก็พับโปรเจคต์ไปได้เลย รอกินน้ำก๊อกฟรีดีกว่า = =
ในที่สุด พวกผมก็มาถึงชเวบริชฮาลล์จนได้ ทีนี้ก็ต้องขึ้นรถเมล์จากสถานีไปลงหน้าเกอเต้ ทีแรกผมก็งงๆ เรื่องรถเมล์ที่นี่ ไปๆ มาๆ ก็..ก็ยังไม่เข้าใจมากขึ้น -*- ที่แน่ๆ คือ ซื้อตั๋วในรถเลยครับ ไอ้ที่ได้มารู้สึกจะเป็นตั๋ววัน ไม่แน่ใจนักว่าสำหรับกี่คน และก็นั่งหลายป้ายอยู่เหมือนกัน หลังจากหอบข้าวของลงจากรถเมล์ ไปวางกองไว้ที่เกอเต้แล้ว ผมก็ถูกแยกไปสัมภาษณ์อีกห้องหนึ่ง (จริงๆ แม่ผมก็นั่งอยู่ด้วยแต่ช่วยอะไรไม่ได้...) อาจารย์(ร่างผอมสูงผมขาวหัวค่อนข้างเถิกและใส่แว่น ในชุดกางเกงสีเข้ม เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีอ่อนและสวมเสื้อกั๊กวูลทับ)ก็ถามเรื่องทั่วๆ ไป เช่นให้แนะนำตัว มาจากประเทศอะไร มีงานอดิเรกอะไรบ้าง ทำนองนี้ละครับ จากนั้นก็ให้ผมไปทำสอบปรนัยอีกห้องหนึ่ง พอเกือบเสร็จก็พอดีมีอาจารย์อีกคนหนึ่งเข้ามาทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับเอกสาร (ผู้หญิงวัยกลางคนผมสีอ่อนตัดสั้นใส่แว่นท่าทางทรงภูมิ) ผมก็เลยถือโอกาสส่งข้อสอบซะ แล้วก็ได้ข้อเขียนมาอีกฉบับหนึ่ง ให้เขียนอธิบายเกี่ยวกับการเดินทางมาที่นี่ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ไอ้ผมละอยากจะเขียนยาวๆ แต่ก็ไม่มีคลังคำ สุดท้ายก็เลยได้แค่เขียนไปสี่ห้าบรรทัด...แค่แนะนำตัวเองก็บรรทัดกว่าแล้วละครับ จากนั้นอาจารย์ผู้หญิงคนเดิมก็ตรวจอย่างรวดเร็ว ให้คะแนนแล้วเรียกผมออกมานั่งหน้าห้อง อธิบายว่าทักษะของผมอยู่ในเกณฑ์ปกติ(ค่อนไปทางต่ำเตี้ย) = = มีแกรมม่าที่ค่อนข้างโดดเด่น ก็เลยจัดชั้นให้ผมอยู่ในคลาส A 2-1 (อ่านว่า อา-ซไวน์-ไอส์) ต่อจากที่ไทยพอดี
จากนั้น ผมควรไปรับกุญแจที่ออฟฟิศ แต่ตอนนั้นเป็นเวลาพักเที่ยงของเขา คนที่จะขับรถพาพวกเราไปบ้านพัก(ชายหนุ่มร่างสูงตาสีฟ้าผมสีน้ำตาลเข้มตั้งนิดๆ ที่ผมรู้ทีหลังว่าชื่อคามิล)ก็เลยให้พวกผมไปนั่งกินอะไรก่อน (..เป็นมื้อแรกและมื้อเดียวที่ฟรี ซาบซึ้งจริงๆ ครับ) มีครัวซอง และชุดเครื่องดื่มหลายประเภทให้ชงเอง ผมก็เลยเอาชาซีลอนมาเติมนมเติมน้ำตาล รสชาติออกมาค่อนข้างคล้ายชานมบ้านเรา.. แต่คนปกติคงไม่อุตริกินแบบผมใช่ไหมครับ จนบ่ายสองออฟฟิศเปิด เจ้าหน้าที่ที่มาให้กุญแจผมและแม่เป็นสาวเสื้อแดงผมสั้นสีน้ำตาล สวยใช้ได้ เธออธิบายหลายเรื่อง(และผมจำไม่ได้สักเรื่องเดียว) ตามที่เธอบอกมา ที่เกอเต้มีเน็ตให้ใช้ฟรี แต่ถ้าอยากใช้ที่ห้องต้องไปซื้อสายโมเด็ม (10 ยูโร) และต้องมาติดต่อที่ออฟฟิศ เสียค่าเน็ตรายเดือนอีก 20 ยูโร
30 x 50 = 1500 บาทต่อเดือน(ผมอยู่แค่เดือนเดียว) เห็นแบบนี้แล้วคิดถึงเน็ตทรูที่บ้านเดือนละสองร้อยห้าสิบขึ้นมาตงิดๆ เลยครับ T^T
หลังจากนั้น พวกผมก็ขึ้นรถไปกับชายวัยกลางคนผมขาวสักคน (คามิลหายไปไหนแล้วไม่รู้) ผมพยายามจำทางให้ได้มากที่สุด แต่พอตื่นเช้าวันต่อมาก็ลืมหมดอยู่ดี -*- คนที่ขับรถมาส่งนี่เชี่ยวชาญมากนะครับ คือถนนเข้าบ้านพัก(ซึ่งอยู่บนเขาที่ชันมาก..) เป็นถนนวันเวย์ พี่ท่านก็ขับรถเดินหน้าถอยหลัง เลี้ยวพรืดๆ นิดหน่อยก็กลับรถได้แล้ว
ผมอยู่บ้านพัก(Wohnheim) หมายเลข 14 (ในสุดเลยละครับ บ้านพักนี่ด้านนอกทาสีชมพู ถ้าพยายามมองอย่างเป็นกลางมันก็สวยครับ -*-) ด้านในหอพักมีห้องหกห้อง สี่ห้องแรกเป็นห้องพัก อีกสองห้องเป็นห้องครัวและห้องซักผ้า จากนั้นก็มีประตูเป็นฉากกั้นระหว่างห้องทั้งหกกับบันไดด้านหลัง ผมอยู่ห้อง 20 ชั้นสาม ติดกับบันไดพอดี หลังจากผมเปิดประตูก้าวเข้าไปในห้องพัก สิ่งแรกที่ผมเห็นคือม่านสีชมพูปิ๊งปั๊งที่รูดเปิดและหน้าต่างบานใหญ่มากที่อีกฟากหนึ่งของห้อง ด้านซ้ายเป็นตู้เสื้อผ้าและตู้เย็น ด้านขวาเป็นห้องน้ำ (ผมเพิ่งมารู้เอาทีหลังว่าเป็นห้องน้ำร่วมของ 2 ห้อง และกลอนฝั่งห้องเขาก็เจ๊ง...) ถัดเข้ามาอีกหน่อยก็มีเตียงอยู่ทางขวามือ ถังขยะสีม่วงซุก
อยู่มุมห้องทางซ้าย ถัดมาเป็นชั้นวางของมีประตูเปิดปิด และเก้าอี้ไม้กับเก้าอี้นวมสีชมพูอมม่วงอย่างละตัว บนกำแพงมีหน้าต่างกลมๆ อีกบานพร้อมม่านสีเดียวกัน สุดปลายเตียงมีโต๊ะเขียนหนังสือตัวใหญ่ โคมไฟและฮีทเตอร์ (อันหลังสุดนี่ผมไม่เคยยุ่งกับมันเลยเพราะใช้ไม่เป็น เขาตั้งค่ามายังไงก็ใช้ไปยังงั้น) พื้นห้องเป็นสีฟ้าหม่นอมเทาจัด มีลายกรวดสีเหลืองและเขียว (กรุณานึกภาพเบาะนั่งรถทัวร์สีดังกล่าวประกอบ) มีพรมลายตารางโทนสีน้ำตาลสลับชมพูแดงอยู่ข้างเตียง สรุปได้คำเดียวว่า ห้องนี้ผู้ยิ้งผู้หญิง = = ไม่ทราบว่าเป็นรสนิยมคนจัดห้องหรืออย่างไร ถ้าคิดในแง่ความสบายละก็ถือว่าดีมาก แต่ถ้าในแง่ความชอบแล้ว ผมมองผ้าม่านทีไรก็มึนตึ้บทุกทีสิน่า
ผมมารู้ทีหลังว่า เขาจะมาทำความสะอาดให้วันจันทร์ และมาเปลี่ยนผ้าปูที่นอนให้วันพฤหัสฯ สองอาทิตย์ครั้ง (เขาใช้วิธีถอดของเก่าออก แล้ววางของใหม่ไว้ให้ใส่เอง)
เพื่อนข้างห้องผมเป็นสาวแว่น(รู้สึกจะมา)จากเกาหลี ผมสีเข้มยาวประบ่า ท่าทางเรียบร้อย และผมไม่ค่อยเห็นตัว พวกเราตกลงกันว่าถ้าไฟห้องน้ำติดอยู่แปลว่าอีกฝ่ายกำลังใช้ห้องน้ำ (สวิตช์ห้องน้ำมีไฟสีส้มติดอยู่ด้วยครับ ถ้าเปิดสวิตช์ ไฟนี่ก็จะติด)
วันแรกนั้น พวกผมแงะกระเป๋าส้ม(คลังอาหารหนึ่งเดือนของผม) และได้ประจักษ์แก่ข่าวร้ายว่ากระเป๋าของบริษัททัวร์เมื่อครั้งไปจีนนั้นห่วยมาก ตรงหูกระเป๋าปริจะขาดอยู่แล้ว ซ้ำโจ๊กคัพข้างในที่ถูกเบียดไปเบียดมาก็ทะลักออกมาเต็มกระเป๋าเสียอีก -*- สุดท้ายก็ต้องกู้บรรดาอาหารออกมาด้านนอก แล้วก็ทิ้งกระเป๋าใบนั้นไปเลย
จากนั้น ยังเหลือเวลาอีกมากกว่าจะมืด พวกผมก็หิ้วกระเป๋าที่เหลือไปโรงแรมที่พ่อจองไว้ เก็บข้าวของ แล้วออกไปเดินเล่น แต่ก็ลงเอยด้วยการไปซื้อของที่ Supermarkt (จนได้สิน่า) จากนั้นก็เดินงงๆ วนๆ กลับมาที่บ้านพักผม(กว่าจะตะกายขึ้นมาถึงก็หอบแฮ่ก) กินมาม่าแล้วก็กลับไปนอนที่โรงแรม ส่วนผมก็อยู่ที่นี่ คืนแรกผ่านไปอย่างเรียบร้อยดี พ่อแม่และป้าจะอยู่ที่นี่อีกคืนหนึ่ง และผมจะได้อยู่คนเดียวไปอีกเกือบเดือนเต็ม
พรุ่งนี้ก็เริ่มเรียนแล้ว...
วันต่อมาผมออกจากห้องแต่เช้า พอดีกับที่มีคนหอบแฟ้มเกอเต้เดินผ่านหน้าไป ผมจึงถือโอกาสตามไปด้วย ทางไปเกอเต้เป็นทางลงเนินตลอด ทำให้ไม่เหนื่อยมากนัก นัยว่าหากตื่นสายจะได้กลิ้งลงมาได้ง่ายๆ ...ผมไปรู้เอาหลังจากลองจับเวลาจากห้องพักถึงเกอเต้ว่าใช้เวลาประมาณสิบนาที แปลว่าไกลไม่ใช่เล่นทีเดียวครับ
วันแรกนี้จะมีการประกาศชั้นเรียนที่ห้องอะไรสักห้องที่ด้านล่าง ต้องเดินลงไปอีกหน่อยแล้วเข้าตัวอาคาร (หลังจากวันนั้น ผมก็เซ่อใช้ทางนี้อยู่อีกสองสามวัน) มีคนมาก่อนหน้าไม่กี่คน หลังจาก(เกือบ?)ทุกคนมากันพร้อมหน้าแล้ว อาจารย์คนเดิมที่ตรวจข้อสอบและระบุคลาสให้ผมก็ขึ้นมากล่าวสุนทรพจน์สั้นๆ แล้วให้อาจารย์ประจำชั้นแต่ละห้องขึ้นมาเรียกชื่อนักเรียนของตัวเอง
คลาส A2-1 มีนักเรียนทั้งหมด 12 คน (ก่อนจะเพิ่มเป็น 13) ผมจำได้ว่าอาจารย์(คนเดียวกับที่สอบสัมภาษณ์ผม)เรียกชื่อผมเป็นคนท้ายๆ
นอกจากนั้นก็มี
ปีเตอร์ ชายท่าทางอมทุกข์นิดๆ ผมสีทองเข้มร่างสันทัด ผู้ลงความเห็นว่าเยอรมันไม่ยากเพราะเขาเคยเรียนลาตินมาก่อน ...แต่เห็นพี่ท่านเจอ "2 ยูโร" ประจำ (ไว้จะเล่าทีหลังครับ)
แดนและเรแกน 2 คนนี้เป็นสามีภรรยากัน ฝ่ายชายเป็นคนค่อนข้างผอม มีดวงตาสีฟ้าสด ผมสีทองไล่ไปน้ำตาลและไว้เครา ส่วนฝ่ายหญิงเป็นสาวผมทองยาวประบ่า ตาสีฟ้า(และผมเข้าใจว่าเธอดัดขนตา) ร่างท้วมนิดๆ เธอเป็นคนน่ารักเข้ากับคนง่ายและหัวเราะเปิดเผย ส่วนแดน...ผมไม่ได้สนใจ = =
เนเวน หนุ่มแว่นร่างสูงผมสีน้ำตาลหยักศก ตาสีฟ้าอ่อนอมเขียว หัวเถิกนิดๆ มนุษย์สุดรั่วประจำห้อง งานอดิเรกคือตัดมุขอาจารย์ แรกๆผมคิดว่าเขาเป็นคนขรึมๆ ซะอีก ที่ไหนได้... (ผมเข้าใจว่าเขาแอบกิ๊กกับเมลเทมครับ)
เมลเทม สาวกรีกช่างเฟลิร์ต (ผมสีน้ำตาลปนทองและดวงตาสีฟ้าปนน้ำตาลอ่อนจนคล้ายสีอำพัน)เธอแต่งหน้าหนามากและใส่ชุดที่ผมเห็นแล้วหวาดสยองแทน(..เป็นต้นว่าเสื้อตัวในเธอเปิดไหล่ กระโปรงสั้นและถุงน่องตาข่าย ส่วนอกเธอก็...อืม ขอเช็ดเลือดสักครู่นะครับ ผมเข้าใจว่ากรีกมีอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน แต่ผมคงคิดผิด...เธอไม่หนาวบ้างหรือไงนะครับ?) ทีแรกผมคิดว่าเธอไม่ชอบผม แต่จริงๆ เธอก็เป็นคนดี..ล่ะมั้ง ผมชอบตอนเธอแต่งหน้าอ่อนๆ หรือไม่แต่งเลยมากกว่า ตอนแนะนำตัวครั้งแรก เธอดูตกใจมากเมื่อรู้ว่าผมอายุสิบห้า...
จอห์น ผู้สร้างตำนาน "หาภรรยาสักคนจากแคตตาล็อก" หนุ่มผมเกรียนสีน้ำตาลทอง ตาสีฟ้า หูกางและใส่แว่น อืม...เขาก็คงเป็นคนดี..ล่ะมั้งครับ...
นูเรีย สาวสเปนร่างท้วม ผมสีน้ำตาลแซมทองเข้ม ใส่แว่นตากรอบแดง เธอเรียบร้อยมากในเวลาปกติ แต่ดูเท่มากเวลาสูบบุหรี่.. (เป็นเรื่องปกติของผู้หญิงฝรั่ง แต่ผมไม่แนะนำให้ทำตามนะ...) ถอดแว่นปล่อยผมทีผมเกือบจำเธอไม่ได้ = =
ทีนี้ก็คนเอเชียกันบ้าง เห็นหัวดำๆ(กันทุกคน) แบบนั้น คงไม่ต้องอธิบายสีผมสีตานะครับ (..จริงๆ ก็ไม่มีใครเขารีเควสต์ แต่ผมเห็นว่ามันยาวดี) คนแรกก็ ฮั่น เซิง วู่ สาวดุ้น..เอ๊ย หนุ่มน้อยหน้าใสจากเกาหลี ผมขอแนะนำว่าต่อให้บุคลิกพี่ท่านจะเท่แค่ไหน ก็ควรไปเปลี่ยนแว่นซะ เจ้าแว่นกรอบค่อนข้างเหลี่ยมหนาๆสีดำ ทำให้เขาดู เอ่อ..น่ารัก.. (ไม่มีคำไหนเหมาะไปมากกว่านี้แล้วครับ) ยิ่งเวลาทำหน้างงๆ เอ๋อๆ บวกกับผมทรงรากไทรที่เริ่มยาวปิดหูปรกต้นคอ... ผู้หญิงหลายคนแพ้หลุดลุ่ยกันทีเดียวครับ = ='' (ถึงจะมองปราดเดียวรู้ว่าเป็นผู้ชายก็เถอะนะ)
เต๋า จ่าง (ผมไม่แน่ใจว่าชื่อเขาออกเสียงแบบนี้หรือเปล่า) ชายวัยราวๆ สามสิบปลายๆ แก้มตอบ ผมสั้น ใส่แว่น มีไรหนวดนิดๆ สูบบุหรี่และเหม็น = = ทีแรกผมเห็นยังนึกว่าคนไทย อยู่ห้องพักตรงข้ามกับผม แล้วก็ถือว่าคุยกันค่อนข้างรู้เรื่อง (วันแรกเขานั่งข้างผมน่ะครับ)
เต๋า ฟ่าง (ไม่แน่ใจเรื่องการออกเสียงนะครับ) ชายร่างท้วมผมรองทรง ใส่แว่น และไม่แน่ใจว่าเกี่ยวดองทางเครือญาติกับคนข้างบนหรือเปล่า เป็นคนเงียบๆ และสำเนียงแปลกๆ...
คัง (ไม่รู้นามสกุล) ชายวัยกลางคนร่างสูงใหญ่ หัวค่อนข้างล้าน ใส่แว่น เสียงดัง คุยสนุกใช้ได้
และผู้ที่เข้ามาเป็นคนสุดท้าย (รู้สึกจะเป็นการย้ายคลาส..?) ชื่อเดเบอราห์ สาววัยรุ่นคนสวย หูกางนิดๆ แต่งหน้าอ่อน ตาสีฟ้า ผมสีน้ำตาลยาวหยักศก เธอชอบตลบผมขึ้นแล้วใช้กิ๊บที่หน้าตาคล้ายๆ หวีสับมีที่จับ(...ไอ้เครื่องประดับชิ้นนี้มันเรียกว่าอะไรง่ะ?)งับไว้ ผมยังไม่ได้คุยกับเธอจริงๆ จังๆ เสียที
สมาชิกครบองค์แล้วครับ ...ผมคงไม่ต้องเขียนแนะนำตัวเองนะ = = ที่ผมเขียนแนะนำคนเอเชียสั้นๆ ก็เพราะมันไม่มีอะไรจะเขียน ในคาบก็เล่นทำตัวประหนึ่งหอยกาบกันหมด นอกคาบยิ่งไม่ต้องพูดถึง พี่ท่านทั้งหลายก็คุยกันเอง (ยกเว้นฮั่นที่หาเพื่อนคุยไม่ได้ นั่งหมกอยู่ในห้อง แต่ผมก็ก้มหน้าก้มตาเล่นเกมจนไม่ได้ชวนคุย...)
หลังจากเรียนๆ หลับๆ(?) ไปได้สามสี่วัน หิมะก็ตกครับ ผมก็เพิ่งเห็นเป็นครั้งแรก รีบคว้ากล้องมาถ่ายจากหน้าต่างห้องพักได้สองสามรูป แล้วก็ต้องไปเรียน ระหว่างนั้นหิมะตกหนักขึ้น หนาวจนมือชาทีเดียว กว่าจะไปถึงเกอเต้ หิมะที่ค้างอยู่บนใบไม้ก็มากพอจะกลบความเขียวได้หมด สวย... รู้งี้ผมพกกล้องติดมาด้วยดีกว่าครับ เสียดายชะมัด
มีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมข้องใจและสับสนในชีวิตมากคืออากาศที่นี่ เป็นต้นว่าสองวันก่อนแดดดี เมื่อวานฝนตก วันนี้ตอนดึกๆ หิมะตกวันนี้ตอนเที่ยงๆ แดดจ้าฟ้าใส... หรือไม่ก็ฝนตกติดต่อกันสามสี่วัน แล้ววันต่อมาก็มีแดดซะเฉย (ผมละแปลกใจว่าทำไมหลังๆ ผมถึงไม่เป็นหวัดอีกรอบ สงสัยเริ่มชินกับอากาศ)
วันที่หิมะตกครั้งแรก มีอาจารย์อีกคนหนึ่งมาสอน ชื่ออาจารย์ลูคัช (Frau Lukasch ...Frau เป็นคำนำหน้าผู้หญิงน่ะครับ) เป็นอาจารย์ร่างท้วมนิดๆ ผมบ๊อบแบบด้านหลังสูงสีทองเข้ม ตาสีฟ้าอ่อนๆ และสอนดีมาก มุขแพรวพราวขนาดทำให้ผมตั้งใจเรียนเลยทีเดียว (และจุดประกายความรั่วให้เนเวน...)
ไอ้เจ้าสองยูโร กับภรรเมียในแคตตาล็อก ก็สืบเนื่องมาจากอาจารย์ท่านนี้แหละครับ คือรู้สึกจะสอนเรื่องประโยคความรวม (weil/dennเพราะว่า) ซึ่งในอนุประโยค(คือประโยคหลังคำเชื่อม) ถ้าเป็น weil ต้องสลับเอา Verb ไปไว้หลังสุด ถ้าเป็น denn ก็ไม่ต้อง... ผมจะมาสอนไวยากรณ์เยอรมันทำไมเนี่ย = = เอาเป็นว่า ถ้าเผลอวางตำแหน่งคำสลับกัน อาจารย์จะหยิบกระปุกหมูออมสินขึ้นมาเขย่า...
ส่วนอีกเรื่อง ก็มาจากตอนเรียน Verb schenken(ให้) นี่ละครับ คือเขาจะกำหนดคำมาให้ (เช่น เธอชอบดอกไม้ หรือ เขานอนนานเหลือเกิน) เราก็ต้องบอกว่า "ก็เอา(สิ่งของ)ไปให้เขาสิ!" (หรือ "(ทำอะไรสักอย่าง)ให้เขาสิ!)แล้วข้อหนึ่งที่เขากำหนดมาให้ก็คือ "ยังไม่ได้แต่งงาน" ครับ พออาจารย์เรียกให้จอห์นตอบ พี่ท่านก็ตอบมาว่า "ก็หาภรรยาให้เขาจากแคตตาล็อก(หนังสือหาคู่)สิ!"
แล้วภรรยาในแคตตาล็อกของจอห์น ก็ยังเป็นตำนานอยู่จนถึงบัดนี้... สามารถเอามาเล่นซ้ำได้เรื่อยๆ... (ผมเพิ่งเรียนเกี่ยวกับ สถานภาพสมรส และการเขียนการ์ดเชิญ..)
อืม... ทีนี้ก็ เพื่อนร่วมหอหลายคนที่ผมไม่รู้จักชื่อ นิสัยดีกันทุกคนนะครับ(และผมก็ไม่รู้จักชื่อสักคน) มีคนหนึ่งเป็นสาวร่างท้วมผมทองตาสีฟ้าจากฝรั่งเศส (ไม่ต้องงงครับ เธอคุยกับใครสักคนตอนไปมิวนิคกับทางเกอเต้ แล้วผมเดินอยู่หน้าเธอเท่านั้นเอง) ท่าทางเป็นคนใจดี และเป็นเพื่อนกับพี่เอ็กซ์ รุ่นพี่จากไทยน่ะครับ
ต่อมา คือสองสามีภรรยาจากญี่ปุ่นที่อยู่ชั้นล่าง ฝ่ายชายชอบใส่เสื้อหนาวสีน้ำเงิน ผมสั้นรองทรงและใส่แว่น ส่วนฝ่ายหญิงชอบใส่เสื้อหนาวสีบานเย็น ผมซอยเข้ารูปคล้ายรากไทรผู้หญิง ใส่แว่นเหมือนกันแล้วก็ทำอาหารเก่งมาก (ส่วนใหญ่ผมจะเห็นเธอสาละวนอยู่กับบรรดาเครื่องครัวและของสด)
แล้วก็ชายหนุ่มร่างสูงคิ้วเข้มและไว้เครา ชาวญี่ปุ่นอีกคนหนึ่ง ทีแรกผมฟังสำเนียงเขาไม่ออกและไม่ค่อยเจอตัว -*- เจอกันแค่สองครั้งตอนเขาลงมาต้มบะหมี่แหละครับ จนวันที่ผมพยายามผลาญเนื้อวัวที่ซื้อมามากเกินแล้วไปเจอเขาเข้า เลยชวนให้กินด้วยกัน (ซึ่งเขาก็รักษามารยาทเป็นอันดีด้วยการชมว่าอร่อย ทั้งๆ ที่ผมว่ามันเค็มแทบตาย)
ต่อมาก็สาวหัวหนามร่างเล็ก ผมสีน้ำตาลสั้นจัดทรงจนชี้ ตาสีน้ำตาลสดใส โครงหน้าสวยและแต่งหน้า = = เคยเจอกันในห้องครัวสามสี่ครั้ง ผมได้ยินคนญี่ปุ่นข้างบนเรียกเธอว่า "มิรา" ครับ
สุดท้ายคือรุ่นพี่ต่างหอ พี่เอ็กซ์ ผู้ซึ่งถ้าผมไม่ได้พี่เขา ผมก็คงตายอนาถอยู่ในกองมาม่าเป็นแน่แท้ (ฮา) พี่เขาทำกับข้าวได้และเป็นมังสวิรัติ (ไม่สามารถอธิบายหน้าตาได้เพราะพี่เขาเป็นคนไทย เดี๋ยวเปิดมาเจอแล้วผมจะซวย) ไข่เจียวมาซาเรลลาสูตรพี่เขาอร่อยมาก แถมผมยังไปรบกวนตั้งหลายเรื่อง ขอบคุณมากๆ ครับ ^^" (+ ซาราห์ หรือพี่ใบเตย สาวเยอรมันผมทองตาสีฟ้า เพื่อนพี่เอ็กซ์ เธอเคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่จังหวัดแพร่ พูดไทยชัดมาก น่ารักอีกต่างหาก...)
พูดถึงเรื่องของกินกันสักหน่อย เริ่มด้วยคาบับแฟรงก์เฟิร์ตแล้วกันนะครับ จะมีเนื้อชิ้นเบ้อเร่อเสียบซ้อนๆ กันอยู่บนแกน เวลาทำคาบับก็เอาแผ่นแป้งกลมๆ มาพับครึ่ง หั่นเนื้อใส่ลงไป ใส่ผัก ราดน้ำพริกฝรั่งเป็นอันจบ ซึ่งส่วนใหญ่ผักจะอยู่ด้านบน แถมยังเป็นผักสดหลากประเภท(กะหล่ำหลากสี แครอทหั่นฝอย มะเขือเทศ หอมใหญ่... ผมไม่กินสองอันหลัง อันแรกถ้ามันสีม่วงหรือเป็นก้านผมก็ไม่กิน) เนื้อจะอร่อยมาก แล้วก็ปริมาณเยอะมากเช่นกัน กินไม่หมดอ่ะ สยองผักด้วย...
ต่อมาก็ไข่เจียวมาซาเรลลา เอ้อ มาซาเรลลานี่เป็นชีสนะครับ ก้อนกลมๆ ขาวๆ นุ่มๆ อยู่ในถุงมีน้ำเลี้ยงไว้ ราคา 0.59 ยูโร (ถูกง่า... ซื้อกลับไทยดีกว่า) หั่นเป็นชิ้นผสมกับไข่ ใส่กระเทียมผักชีแล้วก็เจียว ให้มาซาเรลลาโดนความร้อนทุกชิ้น(ตัดไข่เป็นชิ้นๆ แล้วกลับทีละนิด เอาเข้าจริงมาซาเรลลาก้อนหนึ่งก็ค่อนข้างใหญ่ ต้องใช้ไข่ประมาณสามฟอง..) ชีสจะละลายติดกับไข่ ทำให้ไข่เจียวยืดๆ เหมือนพิซซ่า ผมชอบนะครับ แต่ไม่รู้ทำไมพอผมเจียวเอง(ไม่ใส่กระเทียมผักชีเพราะหาไม่ได้) แล้วมันโดนรสไข่กลบหมดเลยล่ะ T T''
มาซาเรลลา(อีกทีสิน่ะ) นี่ ผมเคยเทน้ำออกหมดแล้วเฉือนออกมาใช้หน่อยเดียว ที่เหลือทิ้งไว้ในตู้เย็นที่ห้อง เย็นวันต่อมามันก็ยังไม่เสียนะครับ (..แต่ก็เริ่มๆ แล้วแหละ ทิ้งไว้นานกว่านั้นผมจะได้กินอะไรไม่รู้เหมือนกัน) ที่แน่ๆ คือ ได้กลิ่นนมชัดมาก และพอโดนความร้อนก็ละลายยากกว่าที่เคย พอละลายแล้วก็เหนียวกว่าที่เคย ยืดน้อยกว่าที่เคย...
แล้วก็ เมนูใหม่ล่าสุด แอปเปิลทอดฝีมือผมเอง (..อุตริทำเข้าไปได้ไงวะ) หั่นแอปเปิลเป็นชิ้นเล็กๆ ไม่ละเอียดมาก หยอดน้ำมันใส่กระทะรอจนร้อน แล้วใส่แอปเปิลตามลงไป ทอดจนเหลือง เทนมสดตามลงไปเป็นระยะ แล้วตอกไข่ตามลงไป ทอดเหมือนทอดไข่ พอเริ่มสุกก็สาดพริกไทยตามลงไป คลุก(?)ไปเรื่อยๆ จนเข้ากันดี แล้วตักใส่จาน กินเป็นของหวานก็ได้ ของคาวก็ได้ เพราะผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเรียกมันว่าอะไรดี = = ที่แน่ๆ คือตอนนี้ผมยัดมันลงในขนมปังก้อน แถมยังเหลืออีกตั้งเยอะ จะกินหมดไหมเนี่ย.... (ส่วนผสมที่ใช้ : แอปเปิลหนึ่งลูกเต็มๆ ไข่หนึ่งฟอง นมยกมาตั้งทั้งขวดแล้วกะๆ เอา..)
ต่อมาคือไอ้เจ้า Wu(อุมเลาท์)rfelbauch 200g มันคือเนื้อสีชมพูอมแดงสวย หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆ ...ปัญหาของมันคือ ผมซื้อมาผิด -*-ไอ้ที่ตั้งใจจะซื้อจริงๆ ราคาไม่ถึงยูโร แต่เจ้านี่ปาเข้าไปตั้ง 1.59 เยอะก็เยอะ เค็มก็เค็ม ไม่รู้จะเอาไปใส่อะไรดี แถมผมยังไม่รู้เลยว่าตกลงนี่มันเนื้อหมูหรือเนื้อวัวกันแน่ (ก็น่าจะเป็นอย่างหลังล่ะนะ) นี่ถ้าไม่มีเหตุการณ์ข้างล่างผมจะกินหมดไหมเนี่ย ตอนซื้อมาผมก็อยู่อีกแค่สองอาทิตย์เองนะ = =
จากข้างบน ต่อยอดมาเป็นเนื้อผัดเนย เป็นความพยายามของผมที่จะผลาญเนื้อวัวที่ว่าให้หมดโดยการตัดเนยที่เพิ่งซื้อลงกระทะ ใส่เนื้อที่เหลือตามลงไป (อีกครึ่งหนึ่ง..) เห็นเนยท่วมๆ แล้วคิดว่าคลุกๆ ไปเดี๋ยวมันก็เข้าเนื้อเองแหละ ที่ไหนได้ ...เปลืองเนยจริงๆ หลังจากผัดไปสักพัก กะว่าเนื้อสุกแล้วก็สาดพริกไทยตามลงไป... (ผมเป็นอะไรกับพริกไทยมากนักเนี่ย?) คนญี่ปุ่นที่ผมชวนแกมขอร้องให้เขาช่วยกินบอกว่าอร่อย แต่ผมว่า...ยังไงมันก็ทั้งเค็มทั้งเลี่ยนอยู่ดีอ่ะ....
ว่าแล้ว พูดถึงเรื่องของกิน ผมก็ต้องพูดเรื่องของกินที่หอบมาเสียหน่อย คือผมเพิ่งรู้ว่ามาม่า 20 ซองหรือมากกว่า กับโจ๊กสิบซองนี่มันมากไปสำหรับหนึ่งเดือน เพราะผมได้กินของที่หอบมาแค่มื้อเย็น (มื้อเช้าผมซื้อขนมปังถูกๆ กิน มื้อเที่ยงผมก็มากินรวบกับมื้อเย็นไปเลย)แถมเย็นบางวัน(พี่เอ็กซ์)ก็ทำกับข้าวกิน...(หรือไม่ ผมก็โดนพี่เอ็กซ์ลากไปกินกับเพื่อนพี่เขา)
/me มองบรรดาของกินแล้วกุมขมับ
ต่อจากอาหาร ก็ต้องเป็นเครื่องดื่ม ที่นี่นมราคา 1.05 ยูโรครับ แต่ผมก็ต้องซื้อ (เป็นของอย่างเดียวที่ผมซื้อโดยไม่บ่นว่าแพง) ไขมัน 1.5%(แปลกนะครับ ที่นี่นมเปอร์เซ็นต์ไขมันสูงๆ จะแพงกว่า) อร่อยดี ผมชอบ จนวันที่ไปซื้อของกับพี่เอ็กซ์นั่นแหละ ถึงได้ซื้อแบบขวดแก้วมา ถูกกว่า (0.99 ยูโร มีชาร์จค่าขวดอีกนิดหน่อย แต่ก็คืนเป็นส่วนลดได้)
โค้กไลท์ ราคา...จำไม่ได้ ป้าเป็นคนซื้อแล้วเก็บไว้ให้ผมกินต่อ ตอนนี้รู้สึกเสียดายอย่างยิ่งที่ทิ้งขวดไป = =
ชาพีชของเนสที 0.79 (ขวดเล็ก)
ชามะนาวของลิปตัน 1.5 ลิตร 0.79 เท่ากัน (แต่ชาร์จราคาขวดอีก 25 เซนต์) จืดสนิทเยี่ยงน้ำล้างขวดชามะนาวของบ้านเรา -*-
ชาเขียวโนเนม 0.79 (1.5 ลิตร) เห็นว่าถูกดีเลยซื้อมา รสชาติ...บอกไม่ถูกทีเดียวครับ เฮือก = =
ชาพีชของลิปตัน 1.04 ยูโรไม่รวมค่าขวด -*- ผมไม่แน่ใจว่ามันขึ้นราคาหรือครั้งชามะนาวนั่นผมซื้อตอนมันลดกันแน่..
ไอ้เจ้าชาร์จค่าขวดในวงเล็บนั่น คือราคาขวดครับ เวลาไปซื้อเขาก็คิดส่วนนี้เพิ่มมาด้วย เมื่อกินหมดก็เอาไปคืนที่เคาน์เตอร์ KundenServise (จุดบริการลูกค้านั่นเองครับ) ก็จะได้ใบส่วนลดมา คล้ายๆ กับการบังคับซื้อของอย่างไรชอบกลนะครับนี่ = = วิธีสังเกตว่าคืนขวดได้หรือไม่ได้ ถ้าเป็นขวดพลาสติกกับขวดแก้วละก็ได้หมดครับ หรือถ้าไม่แน่ใจ ตรงข้างขวดจะมีสัญลักษณ์สีขาวดำ รูปขวด 2 ขวดและลูกศรยูเทิร์นอยู่ครับ รู้สึกว่าขวดแก้วจะได้ราคาน้อยกว่าขวดพลาสติกนะ
หมดเรื่อง เฮ้อ
ทีนี้ก็มาถึงเรื่องเที่ยวแล้วละครับ ผมไปฉลองวันเกิดตัวเอง (12 เมษายน) ที่มิวนิค ราคา 18 ยูโร ถือว่าถูกมาก ถ้าไปเองแค่ค่ารถไฟชั้นสองก็ 45 ยูโรเข้าไปแล้ว รถบัสของเกอเต้ออกตอน 7.35 เลทไปห้านาที... (สุดยอดจริงๆ ผมเพิ่งเคยเจอเลทน้อยขนาดนี้เป็นครั้งแรก)
ผมฟังเพลงจากทอล์กกิ้งดิคไปเรื่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็สิบโมงเกือบครึ่ง ผมอายุสิบหกมาเกือบชั่วโมงครึ่งแล้วโดยไม่ทันรู้ตัว... สักครู่ใหญ่ รถก็จอดที่จุดพักรถ ให้คนเข้าห้องน้ำ มีการเอาโต๊ะมาตั้ง เอาเพรทเซลมาวางแจกคนละชิ้น กาแฟคนละถ้วย เพรทเซลฝรั่งเค็มปี๋ แม้เปลือกส่วนที่ไม่โดนเกลือก็รสชาติขมปร่าคล้ายไหม้ แต่ด้านในสีขาวสะอาดนุ่มลิ้น ผมกินหมดแล้วก็ไปหยิบกาแฟมาถือให้อุ่นมือไว้งั้นๆ จิบไปสองสามจิบ กาแฟดำ(ผมไม่เติมอะไรเลย)ร้อนจัดลวกลิ้นจนไม่รู้สึกขม...
ถึงมิวนิคตอนสิบเอ็ดโมงกว่าเกือบเที่ยง เดินวนรอบหนึ่ง ผ่านอะไรไม่รู้หลายแห่ง เข้าไปในโบสถ์สวยๆ แห่งหนึ่ง แล้วไปที่มาเรี่ยนพลัซ (Marianplaz) (plaz = place แหละครับ) รอจนเที่ยง ดูตุ๊กตาบนโบสถ์หมุนตามเสียงเพลง... คนนำเที่ยว(ชายวัยกลางคนผมขาวร่างท้วมในเสื้อโค้ตยาวสีเข้ม) ประกาศว่าจะปล่อยเกาะพวกเรา โดยนำพวกเราไปที่ตลาดใกล้ๆ แล้วปล่อยทิ้งไว้ตรงนั้น นัดเวลาไว้ว่าเจอกันที่มาเรี่ยนพลัซตอนบ่ายสาม
และแล้ว ฝนก็ตกโปรยปราย...
กลุ่มเด็กเอเชียหลงทาง คือพี่เอ๊กซ์ ฮั่น และผมยังยืนคว้างอยู่ตรงนั้นอีกครู่ใหญ่(จริงๆ สองรายแรกก็ไม่เด็กแล้วนะ..) ก่อนจะเริ่มเดินมั่วๆไปแถวๆ นั้น ผ่านแผงลอยขายผัก(อย่านึกถึงแผงลอยตลาดบ้านเรานะครับ! ที่นี่มีการกางร่มอย่างดี จัดเป็นล็อกๆ ผักวางอยู่ในตะกร้าเป็นระเบียบอีกต่างหาก) บาร์(หรือคาเฟ่?)เล็กๆ ที่ออกแบบโต๊ะสำหรับนั่งข้างนอกเป็นถังเบียร์ (เสียดายที่ฝนตก ผมเลยไม่กล้าถ่ายรูปเก็บไว้ กลัวกล้องเจ๊ง) ร้านขายอาหารทะเลสดที่เป็นร้านอาหารไปด้วยในตัว ร้านขายไวน์ ร้านขนมปัง ร้านขายดอกไม้... มองไปยังถนนอีกฝั่งหนึ่ง เห็นสตาร์บัคส์!?
...อย่าว่าแต่สตาร์บัคส์เลยครับ อ้อมร้านอาหารทะเลที่ว่าไปทางซ้าย ออกจากตลาด พวกผมเห็นร้านอาหารไทยด้วยซ้ำ
เดินวนอีกรอบ ย้อนกลับมาที่เดิม ผ่านร้านไอศกรีมร้านหนึ่ง สุดท้ายก็เสียตังค์คนละหนึ่งยูโรค่าไอศกรีมโคน แถมยังได้น้อยอีกต่างหาก-*- แต่ไอติมที่นี่ละลายช้าดีนะครับ (...ผู้อ่านทุกท่านครับ ลืมไปหรือยังว่าฝนยังตกอยู่?) (พี่เอ็กซ์บอกผมทีหลังว่าไอศกรีมที่ชเวบริชฮาลล์ 70 เซ็นต์ได้เยอะมาก ทุกร้าน)
ระหว่างนั้น พี่เอ็กซ์ก็โทรติดต่อกับเพื่อนคนไทยที่อยู่ที่นี่เป็นระยะ กว่าจะหากันเจอก็นานทีเดียว (เนื่องจากเพื่อนพี่เขาหรือพี่บูม ไม่ใช่คนชอบเที่ยว แถมหอพักกับมหาวิทยาลัยที่พี่เขาเรียนก็อยู่ที่เดียวกัน ไม่จำเป็นต้องออกไปไหนมาไหน..) สรุป มื้อเที่ยงวันนั้นก็ที่ร้านอาหารไทยแถวๆ ตลาดนั่นแหละครับ
รู้สึกพี่เอ็กซ์จะสั่งอะไรสักอย่างคล้ายๆ ส้มตำกับข้าว ส่วนฮั่นได้พี่เอ๊กซ์จิ้มๆ ให้ รู้สึกจะเป็นข้าวผัดอะไรสักอย่าง สองรายนี้สั่งข้าวห่อสาหร่ายอีกคนละจาน และน้ำคนละแก้ว พี่บูมสั่งแค่น้ำ ส่วนผมเห็นราคาแล้วอยากจะเป็นลม แค่ต้มข่าไก่ก็ 2.70 ยูโรแล้ว ...ไม่รวมข้าวอีกต่างหาก (ข้าวอีก 1 ยูโร)
ส่วนผลลัพธ์อันเลวร้ายที่ประจักษ์แก่สายตาสั้นๆ ของผมในกาลต่อมาก็คือ ท่าทางคนทำจะลืมไปว่าไม่ได้ทำต้มยำกุ้งน้ำข้น ต้มข่าไก่ที่ควรจะใสๆ ก็เลยข้นคลั่กสีส้มแปร๊ด มีไก่อยู่สามสี่ชิ้น เห็ดอีกประมาณสองถึงสามดอกผ่าครึ่ง ที่เหลือเป็นสิ่งที่กินไม่ได้และน้ำแกง ครับ เป็นการฉลองวันเกิดที่น่าอนาถจริงๆ = =
แค่กินเสร็จก็จะบ่ายสามแล้ว พวกผมก็เดินกลับมาที่มาเรี่ยนพลัซ ยืนคุยกันไปเรื่อยๆ รอจนครบคนแล้วก็ย้ายถิ่นฐานไปที่พิพิธภัณฑ์(ใกล้ๆ ที่จอดรถ) ภายนอกดูเหมือนเล็ก แต่เข้าไปภายในแล้วอลังการมากครับ ผมถ่ายรูปเก็บไปเรื่อยๆ ...หวั่นๆ อยู่ว่าแบตกล้องจะหมดก่อนหรือเปล่า ไม่ได้ชาร์จมาเสียด้วย (และหลังจากประคับประคองแบตไปจนเกือบสุดทาง เจ้ากล้องน้อยก็สิ้นชีวิตตายอนาถคามือผม..แง! อีกไม่กี่ห้องก็จะหมดแล้วแท้ๆ) ใครที่เคยไปมาแล้ว โปรดนึกถึงพระราชวังเก่าเชิร์นน์บรุนน์ ที่ออสเตรียครับ คล้ายแบบนั้นเลย เพียงแต่ที่นี่คนน้อยดี และให้บรรยากาศของพิพิธภัณฑ์น้อยกว่าเพราะไม่ค่อยมีข้าวของเครื่องใช้ชิ้นใหญ่ๆ ส่วนพวกของใช้เป็นชิ้นๆ อย่างจานชาม เขาก็จัดไว้เป็นห้องเฉพาะ ส่วนใครที่ไม่เคยไปก็... มันเป็นการเดินตามห้องต่อกันไปเรื่อยๆ น่ะครับ เดินย้อนได้ แต่ไม่รู้จะเดินไปทำไม = = แต่ละห้องก็จะมีคำอธิบายเขียนเป็นภาษาเยอรมัน และมีภาษาอังกฤษกำกับไว้ด้วย ส่วนถ้าใครไม่อยากยืนอ่าน ก่อนเข้าชมเขาก็มีบริการอัดเสียงไว้ให้นะครับ แต่ไม่รู้เก็บตังค์หรือเปล่า ในห้องส่วนใหญ่จะเน้นความวิจิตรของผนัง (ส่วนใหญ่เป็นลายนูนสีทองครับ) เท่าที่ดูๆ รู้สึกจะไม่มีซ้ำกันเลย ประตูส่วนใหญ่ทำจากไม้ ลงรักสีทองคล้ำ (..ทองๆ ทั้งหลาย ผมว่าน่าจะเป็นทองเหลืองมากกว่า) ดูสึกกร่อนจากการใช้งานมานาน ส่วนห้องไหนที่ไม่มีลายนูน ก็บุผนังด้วยผ้าที่คล้ายผ้าไหมปักลาย และรู้สึกว่าพื้นจะเป็นพื้นหินอ่อนนะครับ
คนนำทัวร์นัดเวลาไว้หกโมงเย็น ตอนผมออกมานั่นเพิ่งจะเกือบห้าโมงเท่านั้น ก็เลยรวมพลคนออกสายไปเดินเล่นแถวๆ นั้น แอบกลับมาสายไปห้านาที จนมีคนถามว่าไปไหนมา (พอตอบไปว่า เดินวนรอบเดียวเท่านั้นแหละ คนตอบโดนค้อนซะตาแทบพลัด..) หลังจากนั้นก็ขึ้นรถกลับ ถึงบ้านพักประมาณสามทุ่มครึ่ง
ตรงนี้ไม่มีอะไรมาก เพียงแต่...นานเหลือเกินนะครับ กว่าค่ำคืนจะย่างกรายมาถึง (สองทุ่มที่นี่ยังเพิ่งจะมืดเลย!)
พูดถึงเรื่องกิจกรรมของเกอเต้แล้ว ก็ต้องพูดถึงของกิน(ฟรี) ต่อ วันที่ 17 เมษายนมีการฉลองวันเกิดคามิลครับ(แต่จริงๆ คามิลเกิดวันที่21) ก็เลยมีเค้กฟรีที่คาเฟทีเรีย อร่อยมาก สรุปคือวันนั้นไม่ต้องกินข้าวเย็นกันเลย แถมโปรแกรมลดน้ำหนักของผมก็สลายหายไปกับเค้กสามชิ้นและชามินต์หนึ่งถ้วย = = เท่าที่ดูๆ มีแบล็กฟอเรสต์เชอรี่ เค้กถั่ว เค้กแอปเปิล เค้กส้ม เค้กกาแฟ แล้วก็เค้กสตรอเบอร์รี่สองแบบ
ผมกินไปแค่สามอย่างแรกก็ไม่ไหวแล้ว... รู้สึกว่าคนทำจะเป็นกลุ่มคนเยอรมันหลายคน ผมนั่งร่วมโต๊ะกับหญิงวัยกลางคนร่างท้วมผมบ๊อบสีทองตาสีฟ้าคนหนึ่ง เธอคุยสนุกและทนฟังภาษาเยอรมันปนอังกฤษของผมได้ ส่วนพี่เอ็กซ์รู้จักกับอีกคนหนึ่งในกลุ่มนั้น (หญิงวัยกลางคนร่างผอมแห้งผมสั้นคล้ายทรงผู้ชายสีน้ำตาล ตาสีฟ้าอ่อน) ...ครับ ผมแค่จะบอกว่าเค้กอร่อย ไม่มีอะไรมาก แต่หลังจากนั้นนี่สิ...
ทีแรก ผมตกลงกับพี่เอ็กซ์ไว้ว่าจะเอาของไปเก็บ แล้วแวะมาเอายาแก้ไอ(ที่พี่เอ็กซ์)ไปให้พี่ใบเตยที่หน้าร้านขายของจีน แต่พอผมกลับลงมา เห็นพี่เอ็กซ์และฝรั่ง(ที่พี่เอ็กซ์บอกว่า)ท่าทางไม่น่าไว้ใจสองคน กำลังจะเข้าหอพักอยู่ สุดท้ายก็เลยต้องเปิดเข้าไป ซึ่งฝรั่งทั้งสองก็เริ่มเคาะห้องทุกห้อง ทำทีเป็นว่ารู้จักใครสักคนในหอนั้น หลังจากขึ้นไปเอายาแก้ไอจนลงมาอีกรอบแล้วสองหน่อนั่นก็ยังไม่กลับ สุดท้ายก็เลยต้องอยู่เคลียร์ (ส่วนฝรั่งสองคนนั้นคงงงพิลึก ผมไม่ได้พูดเยอรมันสักคำ แถมยังทำหน้าตายสนิทมองพวกมันอีกต่างหาก)
หลังจากต้อนทั้งสองออกมาจากหอ 12 ได้แล้ว พวกมันก็เดินไปหอ 14 เฉย -*- พี่เอ็กซ์ตั้งท่าจะแวะหอสองโทรหาคามิล เจ้าตัวก็โผล่มาพอดี ถึงตรงนี้ผมอยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์แล้วครับ ก็เลยออกจากสถานการณ์ไปส่งของ กลับมาอีกที สองหน่อนั่นก็ขึ้นรถกันเรียบร้อยตั้งท่าจะออกไป ผมเห็นทะเบียนรถเต็มตาเลยครับ แต่ไม่ได้จำ -*- จำได้แค่ว่าเป็นรถสามตอนสีน้ำเงิน ...ที่แน่ๆ คือถ้าสองหน่อนั่นเป็นคนร้ายจริง ป่านนี้ผมถูกหมายหัวไว้เรียบร้อย ถ้าผมสามารถอัพเรื่องนี้ลงไดอารี่ได้ แปลว่าผมอยู่รอดและปลอดภัยดีนะครับ...(ผมล้อเล่นน่า)
ผมมาถามเรื่องจากพี่เอ็กซ์ทีหลัง เหมือนว่าคามิลจะเป็นคนเคลียร์และขับไล่ โดยบอกว่า "ที่นี่เป็นที่ส่วนบุคคลห้ามคนภายนอกเข้า" ซึ่งสองหน่อนั่นก็ถอยทัพกลับไปด้านนอกโดยไม่ดี -*- มีการกดออดเรียกให้คนข้างในมาเปิดรับ ทำทีเป็นว่ารู้จักคนในหอ ซ้ำยังบอกว่า "พวกเราจะกลับมาอีก" อีกแน่ะ ขนาดเมืองเล็กๆ นะครับนี่... แถมตอนก่อนเข้าหอพัก ผมเพิ่งจะคุยกับพี่เอ็กซ์อยู่แหม็บๆ ว่าเมืองเล็กไม่ค่อยมีขโมยขโจร เท่านั้นแหละครับเป็นเรื่องเลย เฮ่อ = =
ต่อมา ก็คงต้องเล่าเรื่องไปโรงงานเบียร์ละครับ 7 ยูโร ...ไม่แน่ใจว่าคุ้มหรือเปล่า โรงงานที่ว่าก็อยู่ในเมืองนี่ละครับ นัดกันไว้หน้าเกอเต้ตอนห้าโมงเย็น ห้องผมก็มากันหลายคนทีเดียว ถ้าไม่นับผมก็มีจอห์น เนเวน เดเบอราห์ นูเรีย แล้วก็ฮั่น พอมากันครบก็เดินไป มีหญิงร่างท้วมผมสีดอกเลา ตาสีอ่อนมาต้อนรับ เธอเล่าประวัติของที่นี่เป็นภาษาเยอรมัน ชี้ชวนให้ดูเอ่อ...บางอย่าง (ผมฟังไม่ออกครับ สมองประมวลไม่ทัน) จากนั้นก็เดินนำทุกคนเข้าไปด้านใน ที่ชั้นบนมีตัวอย่างข้าวที่เขานำมาหมักเป็นเบียร์ หลังจากฟังคำอธิบายจบ(...อย่าถามว่าอธิบายว่าอะไรครับ ไม่รู้เรื่องเลย) เขาก็ให้หยิบแก้วขนาด 0.1 ลิตรติดตัวลงไปด้านล่างด้วย ผ่านห้องๆ หนึ่ง อุปกรณ์โลหะตั้งตระหง่านจนเกือบเต็มพื้นที่ บางส่วนเป็นท่อเหล็กคดเคี้ยวขนาดใหญ่ มีเพียงทางเดินที่ยังเดินได้สบาย เสียแต่บรรยากาศร้อนระอุและกลิ่นธัญพืชหมักยังไม่ได้ที่อวลอยู่ในอากาศ ข้างกันดูจะเป็นห้องควบคุม มีเครื่องจักรสีขาวขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยปุ่ม คันโยกและลูกบิดดูราวกับฉากละครหรือการ์ตูนทีเดียวครับ จากนั้นก็เดินลงไปอีกชั้นหนึ่ง ข้างล่างนี่เปิดไฟนีออนสีฟ้าแสบตาและพื้นก็ดูราวกับเพิ่งราดน้ำยังไม่ทันแห้ง กลิ่นเบียร์จางลงเล็กน้อย... เจ้าของสถานที่อธิบายอะไรเป็นระยะ ระหว่างเดินนำเข้าไปด้านในและแจกจ่ายเบียร์ให้พวกเราทุกคน
ฟองสีขาวสัมผัสริมฝีปาก วินาทีแรกแทบไร้รส ก่อนน้ำสีอำพันจางจะเผยฤทธิ์ของมันทันทีที่แตะโคนลิ้น... ผมบรรยายให้มันสวยๆ ไปยังงั้นเองแหละครับ = = หลังจากเบียร์เข้าปากอึกแรก อย่างแรกที่ผมรู้สึกคือมันซ่าที่ปลายลิ้นจนกลบรสเบียร์ไปมาก จนเกือบกลืนลงคอนั่นแหละ ถึงได้รู้ว่าแอลกอฮอล์มันเป็นยังไง... ก็ขมน่ะสิครับ เฮ่อ (แต่ก็กินต่อ)
หลังจากเติมแก้วที่สอง ฮั่น(รายนี้ลังเลจนวินาทีสุดท้ายว่าจะมาดีหรือเปล่า แต่สุดท้ายก็มาแฮะ)ก็เดินมาหาด้วยสีหน้าแตกตื่นเล็กน้อย คุยกันอยู่สองสามคำ("How old are you!?" "I'm 16") คนที่แตกตื่นอยู่เมื่อกี้ก็กระดกเบียร์เข้าปากแล้วเติมบ้าง รู้สึกว่าพอเบียร์เข้าปากหมอนี่ก็ตาเยิ้มนิดๆ และคุยมากขึ้นนิดหน่อย ส่วนผมก็สกิลอังกฤษดีขึ้น...นิดหนึ่ง..
ดื่มแก้วที่สองไปได้ครึ่งแก้ว ผมเริ่มเมา มึนหัววูบๆ แสบตากับสีโลหะกระทบแสงขึ้นนิดหน่อย ดีแต่ว่ายังคุมสติให้เดินตรงได้ กินต่อสิครับ = = หลังจากผมดื่มแก้วที่สามไปอีกนิด ก็จะย้ายไปอีกห้องหนึ่งแล้ว ...ห้องนี้เรียกได้ว่าเป็นโรงงานโดยแท้ ไม่ร้อนเท่าเมื่อครู่ แต่ก็เสียงดังจนคุยกันไม่รู้เรื่อง ผมเห็นสายพานมากมาย..ต่อกันราวจะไม่มีที่สิ้นสุด บ้างลำเลียงขวดเปล่า บ้างก็ลังพลาสติกสำหรับใส่ขวด
เครื่องจักรมากมายทำงานตามหน้าที่ ...ขวดแก้วเปล่า(ฉลากบางขวดยังไม่ทันลอก)เรียงเป็นแถว นำไปทำความสะอาดเสียก่อน แล้วลำเลียงต่อมาอีกเป็นทอดๆ ผมได้เห็นแค่รอบๆ รู้เพียงว่ามีการนำขวดไปอาบแสงสีฟ้าระบุสัญชาติไม่ได้ แล้วเครื่องจักรจะนำขวดที่บรรจุเสร็จเรียงลงในลังพลาสติก ลำเลียงไปอีกหน่อยเครื่องจักรอีกตัวยกลังนั้นขึ้นให้อีกลังซ้อนเข้าข้างใต้ จนได้สักห้าชั้นแล้วก็ผลักภาระไปให้อีกเครื่องอัญเชิญลังเข้ารถบรรทุกไป
เขาว่า อย่าถือคนบ้าอย่าว่าคนเมา คนเล่าเรื่องกำลังเมาตอนไปเยี่ยมชม ซ้ำยังลืมกล้องไว้ที่หอเสียอีก ดังนั้นเรื่องเล่าที่ได้ก็จะเมาๆ นะครับ
จากนั้น ก็ขึ้นชั้นบนไปห้องอาหาร มีอะไรสักอย่างที่คล้ายบาร์เล็กๆ มีการแจกจ่ายเบียร์(อีกแล้ว) แล้วดุงเคลเบียร์ 0.3 ลิตรนี่มันมาอยู่ในมือผมได้ยังไงน่ะครับ? (dunkel(มืด) คือสีจะเข้มกว่า Hell(สว่าง) ที่ผมกินเมื่อครู่ เอ้อ..ไม่ใช่นรกครับ แม้ผิดศีลข้อห้าจะบาปก็ตาม)
ในห้องอาหาร..ให้บรรยากาศเหมือนภัตตาคารหรูๆ ทั่วไป มุมสุดนั่นมีตู้เก็บถ้วยรางวัล ถัดจากบาร์ไปทางขวามีตู้เย็นเก็บเครื่องดื่ม ตรงข้ามนั่นโต๊ะยาววางอย่างเป็นระเบียบ ใช้เวลาเลือกที่นั่ง จิบเบียร์กันอีกหน่อยระหว่างพวกเขากำลังจัดเตรียมอาหาร ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่าว่าเจ้าดุงเคลเบียร์นี่ทำให้อาการมึนฝีมือเฮลเบียร์ลดลง... ในที่สุดพวกเราต่างก็วางแก้วเบียร์ ละสายตาที่กวาดมองไปรอบๆ และไปต่อแถวรับอาหาร.. ขาหมูเยอรมันชิ้นหนา ขนมปังนุ่มหั่นเป็นแผ่น และสลัดมันฝรั่งในชามใบโต รวมไปถึงมัสตาร์ดในชามเล็กแก้เลี่ยน นอกจากขาหมูแล้ว ทุกอย่างตักเองตามความสมัครใจ
ผมนั่งลง ที่นั่งของผมตอนนี้อยู่มุมสุดทางขวาล่าง ข้างๆ เนเวน ตรงข้ามกับจอห์น ถัดจากนั้นก็เดเบอราห์และใครสักคนที่ผมคุ้นหน้าแต่ไม่รู้จักชื่อ(หนุ่มน้อยมาดสบายๆ ผมยาวประบ่าสีน้ำตาลทอง ตาสีฟ้าท่าทางร่าเริง) แอบหน้าแตกเล็กน้อยตอนหามีดกับส้อมไม่เจอ ทั้งๆ ที่มันตั้งโต๊ะอยู่ทนโท่ (อันนี้น่าจะเป็นความตาถั่วส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวกับของมึนเมาแต่ประการใดครับ) ขาหมูชิ้นหนาสีชมพูอมแดง รสชาติเค็มปะแล่มๆ หากเลี่ยนก็มีมัสตาร์ดเป็นตัวดับ (ลิ้นคนเอเชียอย่างผมไม่ค่อยปลื้มเจ้าซอสสีเหลืองนี่เลย เมื่อเห็นคนอื่นปาดลงไปบนเนื้อราวกับทาเนยบนขนมปังแล้วจึงอดข้องใจไม่ได้ว่ามันอร่อยตรงไหน = =) ขนมปังโฮลวีตแผ่นใหญ่บางพอดีคำ ขอบค่อนข้างแข็งแต่เนื้อโปร่งนุ่ม (ผมเห็นสิ่งมีชีวิตตาน้ำข้าวทั้งหลายค่อยๆ บิกินทีละนิดแล้วอดหวั่นๆ ไม่ได้ว่าไอ้การถือมือเดียวกินนี่มันเสียมารยาทไหม) สลัดมันฝรั่ง(ที่ไม่ยักใช้มันฝรั่งบดอย่างที่ผมคิด) มันฝานบางเฉียบกับน้ำใสๆ รสออกเปรี้ยวนิดๆ กินไปกินมา ผมว่าไอ้นี่แหละเลี่ยนสุด...
หลังจากเติมไปสามรอบ (เอาเข้าจริง ผมไม่ใช่พวกสนใจมารยาท..) และเบียร์แก้วนั้นหมดไป อาการเวียนหัวก็เริ่มถามหา จนต้องฟุบอย่างช่วยไม่ได้ เนเวนบริจาคเสื้อวูลให้ผมหนุนต่างหมอน หลังจากผมโงหัวขึ้นมาครั้งแรก จอห์นก็หยิบน้ำแร่มารินให้ ซ้ำยังสำทับคล้ายๆ กับว่า "ผมรู้ว่ามันแย่ แต่ดื่มๆ ไปเถอะ มันจะช่วยให้คุณดีขึ้นนะ" ..มันไม่ได้แย่ถึงขั้นนั้นหรอกครับ ผมแค่เอียนน้ำรสซ่าแล้วเท่านั้นเอง แต่ตอนนั้นผมแค่ยิ้มแห้งๆ พึมพำขอบคุณ กระดกน้ำเข้าปากไปอึกสองอึกแล้วฟุบต่อ หลังจากนั้นผมยังงัวเงียตื่นขึ้นมาเป็นระยะ เห็นฮั่นคว้าเก้าอี้มานั่งหัวโต๊ะตามคำชวนของจอห์น เดเบอราห์หน้าแดงและใบหูหลายคนขึ้นสีจนเกือบสุก จากนั้นก็มีการเล่นกล้อง(ของเดเบอราห์) แสงแฟลชวูบวาบเป็นพักๆ ทำให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นมอง(และมึนหนักกว่าเดิมเพราะแสบตา) แล้วก็ได้เห็นฮั่นที่ชูสองนิ้วคล้ายพยายามจะแทรกเข้ามาในภาพด้วย โอ ตกใจ... (รู้สึกว่าปกติหมอนี่แอบเลี่ยงกล้องอยู่นิดๆ ครับ)
หลังจากนั้นอีกไม่นาน ผมเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง หนนี้มีเสียงแซวจากใครบางคนว่า Guten Morgan (อรุณสวัสดิ์) แล้วผมก็บ้าจี้ตอบกลับไปอีกแน่ะ เจ้าของสถานที่อีกคนนำน้ำผลไม้(?) พร้อมแก้วมาให้ และระบุว่าเป็น Alkoholfrei หรือไม่มีแอลกอฮอล์ รู้สึกเหมือนจอห์นจะพยายามเปิดด้วยวิธีแปลกๆ แต่คนที่ผมไม่รู้จัก(ซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ เดเบอราห์) คว้าไปเปิดให้เสียก่อน รายนี้เตรียมที่เปิดขวดมาพร้อมเชียวครับ ผมรินน้ำสีม่วงจางๆ ลงในแก้ว กลิ่นหอมจางของผลไม้ คล้ายจะปนเหล้านิดๆ ลอยมาแตะจมูก รสออกหวานของแบล็กเคอร์เรนท์กระจายเต็มปาก ผมชอบนะครับ เหมือนว่าใครต่อใครจะคว้าขวดไปพิสูจน์กลิ่น มีจอห์นคนหนึ่งละที่บอกอย่างเต็มปากเต็มคำว่า "It's not for me" จากนั้นผมก็..หลับต่อ -*- จนทุกคนเขาจะกลับแล้วนั่นละคามิลจึงได้มาปลุก ผมคืนเสื้อให้เนเวนแล้วกระดืบออกจากห้องตามคนอื่นๆ ไป รู้สึกมึนหัวหนักกว่าเดิมเสียอีก
ออกมาจากห้องอาหารแล้ว ยังยืนอยู่ตรงนั้นกันอีกหน่อยเพื่อรอคนที่เข้าห้องน้ำ หนนี้เดเบอราห์ถามผม(เป็นคำถามที่ผมได้ยินครั้งที่ร้อยกว่าๆ)ว่าโอเคไหม ถ้าเป็นเมื่อครู่นี้ผมคงตอบว่าโอเค... แต่ตอนนี้ไม่แล้วง่ะ
คงไม่ต้องบอกนะครับว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องน้ำ = =' แต่คนที่อยู่แถวนั้นก็ช่วยผมได้มากเลยนะครับ ใครคนหนึ่งเข้ามาลูบหลัง อีกคนส่งกระดาษเช็ดปากให้ ถ้าไม่ติดว่าเสียดายเงิน ผมว่านี่เป็นการอาเจียนที่สบายมาก(อย่างน้อยก็ไม่ทรมานเหมือนเวลาไข้ขึ้นละครับ) ที่แน่ๆ คือ หลังจากนั้นผมก็รู้สึกดีขึ้น แม้จะยังมึนๆ อยู่นิดหน่อยแต่ก็ไม่รู้สึกแย่เท่าไรแล้ว
จากนั้น พวกเราก็เดินกลับหอ สายลมหยุดนิ่งแต่อากาศก็เย็นเยียบพอควร คะเนจากท้องฟ้าที่เป็นสีน้ำเงินเข้ม ผมว่าน่าจะสักสองหรือสามทุ่มได้แล้วละครับ ...แอบเสียดายนิดหน่อยที่ผมไม่ได้เห็นที่นี่ในเวลาเย็นย่ำก่อนหน้านี้..บรรยากาศที่สวยเยือกเย็นติดวังเวงนิดๆ แบบที่ผมชอบเลยครับ (ความเมาไม่เป็นอุปสรรคต่อนิสัยมืดมนส่วนตัวครับ เสียใจด้วย)
หลังจากสะโหลสะเหลกลับหอ ผมก็ทิ้งตัวลงบนเตียง เคลิ้มไปไม่นานนักผมก็ต้องกระดืบไปอาบน้ำตามระเบียบ แต่หลังจากวินาทีแรกที่ผิวโดนน้ำอุ่น สิ่งที่ตามมาคืออาการคันที่ไล่ไปตั้งแต่คอถึงอกและด้านหลังอีกนิดหน่อย จนผมลดอุณหภูมิลงนั่นละถึงได้ดีขึ้น ผลพลอยได้คือผมตาสว่างชนิดหลับแทบไม่ลง แต่นั่นก็จะห้าทุ่มแล้ว.. หากผมไม่นอนตอนนี้ มีหวังได้หลับยาวจนไปเรียนไม่ทันเป็นแน่
(หมายเหตุ : กว่าผมจะหายคัน ก็ปาเข้าไปสองสามวัน...)
คืนก่อนสุดท้าย มีอับชีตปาร์ตี้ (ปาร์ตี้อำลา) จัดตอนสามทุ่ม แน่นอนว่าผม...ไม่ได้ไป (เด็กดีมีอนามัยควรนอนไม่เกินห้าทุ่ม) แต่ท่าทางจะเป็นปาร์ตี้โต้รุ่งนะครับนั่น พอเช้า จอห์น นูเรียและปีเตอร์เลยมาไม่ได้ (รายหลังขาดบ่อย) วันสุดท้ายนี้เนเวนซื้อสตรอเบอร์รี่มาให้ทุกคน และซื้อยาย้อมผมให้อาจารย์ ผมเห็นแล้วก็คึกอยากให้ของบ้าง ก็เลยวาดรูปมาสคอตของแต่ละคนให้ไป ท่าทางทุกคนชอบกัน(ทั้งๆที่ผมก็วาดไม่ค่อยสวย) แถมยังเขียนคำว่า nin hao ให้คังทั้งๆ ที่เขาเป็นคนเกาหลีเสียอีก = =
เย็นนั้นผมไปซื้อของฝากให้ชาวบ้าน ก็เลยได้ชีสมาซาเรลลามาหกก้อน ช็อกโกแลตสิบแปดชิ้น ขนมปังชิ้นเล็กๆ เยลลี่(ตามรีเควสต์)แล้วก็อะไรสักอย่างที่น่าจะเป็นช็อกโกแลตอีกอย่างละสองห่อ ..หนักมาก เฮือก! ตอนซื้อก็เล่นเอาผมหอบหมดนั่นไม่ไหว ต้องไปหยอดหนึ่งยูโรค่ารถเข็นจนได้สิน่า (คือ รถเข็นที่นี่เป็นระบบเช่าครับ หยอดหนึ่งยูโรลงในช่องแล้วล็อกที่เชื่อมกับรถเข็นอื่นจะปลดเองสามารถเข็นออกมาได้ พอใช้เสร็จก็ต้องเอาไปเสียบกับรถเข็นคันอื่นจึงจะได้เงินคืน) แถมยังลืมทวงใบเสร็จ (คุณท่านพนักงานก็เหวี่ยงมันลงถังขยะไปเรียบร้อยแล้ว) ดีว่าเขายอมค้นให้โดยดีและไม่มีของหาย โอย แตกตื่นสิครับ...
วันต่อมา ผมนัดกับพี่เอ็กซ์ไว้ว่าจะไปคอมบูร์กที่อีกฟากของเมือง ผลที่ได้คือ พวกเราเลี้ยวผิดทาง ไปโผล่อีกฟากของแม่น้ำเฉยเลย = = แต่ทางที่เดินไปนั่นเป็นทางขึ้นเขา สวยมากครับ พอเดินอ้อมลงมาก็พบทางเชื่อมไปปราสาทเก่า ...คอมบูร์กอยู่ไหนไม่รู้ รู้แต่ว่าเจ้ากล้องน้อยสิ้นใจคามือผมอีกแล้วน่ะสิครับ -*- แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ได้รูปสวยๆ มาเยอะพอควร (...มีแต่ต้นไม้ กับต้นไม้ หอยทาก ทาก ใบไม้ กิ่งไม้ บ้านนิดหน่อย รั้วอีกหน่อย ...เอ็งถ่ายอะไรมาเนี่ย?) เหยียบหอยทากตายไปคนละตัวสองตัว อโหสินะครับ ขอโทษด้วย...
ขากลับพี่เอ็กซ์พาผมไปดูตารางรถไฟที่สถานี หลังจากมองพี่เขากดๆ จิ้มๆ เครื่องอะไรสักอย่างแล้วพี่เขาก็ชี้ให้ดูตารางที่พอจะไปได้ ..ห้าชั่วโมง จากที่นี่ไปมิวนิค เปลี่ยนสถานีสองครั้ง.. ผมจะตายอยู่ในรถไฟไหมน่ะ?
พรุ่งนี้แล้วสินะครับ... ไม่สิ มะรืน(27)ผมก็จะถึงบ้านแล้ว จะได้เอาบันทึกฉบับนี้ลงไดอารี่สักที ดองมานานแล้ว แท็กท่านพี่พิชชี่ก็ยังไม่ได้ตอบ บันทึกตอนไปเมืองจีนก็หายหมดหัวไปเรียบร้อย (...ไว้จะพยายามกู้มาลงนะครับ) นิยายก็ยังดองอยู่เลย..(ชะอุ้ย!)
วันนั้นทอล์กกิ้งดิคไม่ปลุก ทำให้ผมนอนอืดจนเลยเวลา เดือดร้อนพี่เอ็กซ์ต้องมากดกริ่งเรียก.. ตกลงผมก็ได้ตั๋ววันเสาร์ ราคา 35 ยูโร (ถือว่าถูกมากนะครับ ตั๋วปกติ 37 ยูโร และตอนผมมาจากแฟรงก์เฟิร์ต ตั๋วชั้นสองเหมือนกันยัง 45 ยูโรเลย) นั่งเหม่ออยู่สักหน่อย ก็ได้เวลาต้องเปลี่ยนขบวนรถครั้งแรกแล้ว ดีแต่ว่าใช้ชานชาลาใกล้กันจึงไม่ต้องเดินมากนัก ผมหาที่นั่งพักเอาแรง.. กระเป๋าสองใบที่หนักไม่ใช่เล่นนี่เป็นตัวถ่วงชั้นดี ไม่นานรถไฟก็มาถึง หนนี้อีกสองชั่วโมงกว่าจะถึงสถานีที่ต้องลง มีเวลาพอให้นั่งหลับๆ ตื่นๆ มาบนรถไฟ ...พอถึงสถานี Ulm (รู้สึกพี่เอ็กซ์จะออกเสียงว่า อวล์ม) ผมก็จำเป็นต้องซื้ออะไรกินอย่างด่วน จ่ายเงินค่าเพรทเซลอัลมอนด์หวานราคา 1.25 ยูโรของร้านขนมปังใกล้ๆ แล้วยัดใส่กระเป๋าเสื้อนอก เผ่นไปชานชาลา(ถึงจะมีเวลาครึ่งชั่วโมงให้เดินทอดน่องสบายๆ แต่ผมก็ยังรีบอยู่ดี) ...รถไฟจอดรออยู่แล้ว หนนี้ต้องเดินลงบันไดอีกไม่กี่ขั้นจึงจะเป็นที่นั่ง (หรือไม่ก็เดินขึ้นชั้นบนไป) เพรทเซลที่ซื้อมาอร่อยใช้ได้ทีเดียวครับ
อ้อ มีอีกเรื่องที่ผมอยากจะบ่นเกี่ยวกับระบบชานชาลาของที่นี่ คือหากเป็นสถานีใหญ่ๆ มีชานชาลามาก บางทีเวลาจะเปลี่ยนขบวนก็ต้องวิ่งกันจ้าละหวั่นทีเดียว ยิ่งเวลาแบกกระเป๋าหนักๆ แต่พ่อเจ้าประคุณทางไปชานชาลาอื่นมันต้องลงบันไดไปอีกนี่สิครับ ถึงจะมีรางขนกระเป๋าให้ก็ไม่ช่วยอะไรเลย (..บางทีมันก็ไม่เลื่อนดื้อๆ ไอ้ที่เลื่อนก็แคบเกินไป..หรือกระเป๋าผมใหญ่เกินไปก็ไม่ทราบ) เหนืออื่นใดคือ ผมต้องถือกระเป๋าสองมือนี่สิ ลงแบบนี้ กี่สายพานก็ช่วยผมไม่ได้...
จากกรณีด้านบน ผมจึงมักมีชายวัยกลางคนมาช่วยผมหิ้วกระเป๋าขึ้นลงบันไดอยู่เสมอเนื่องจากทนสภาพความน่าอนาถของผมไม่ไหว (กรุณานึกภาพเด็กเอเชียตัวเต...เอ้อ ตัวเล็กๆ แบกกระเป๋าขนาดครึ่งความสูงสองใบประกอบ) Danke scho(อุมเลาท์)n ขอบคุณมากจริงๆ ครับ คุณทั้งสอง (คนหนึ่งช่วยแบกลง และอีกคนช่วยแบกขึ้นให้) คือผู้ช่วยชีวิตหลังของผม TwT
ต่อมา หลังจากลงรถไฟที่สถานีใหญ่มิวนิค ผมก็ซื้อไอศกรีมกิน -*- หนึ่งยูโรแต่ถือว่าได้โคนใหญ่ดี หลังกินเสร็จผมก็ไปซื้อตั๋ว S-bahn...แล้วผมก็ประสบปัญหาเดิมๆ คือผมใช้ตู้ขายตั๋วไม่เป็น มีแต่อะไรก็ไม่รู้ละลานตาไปหมด ทั้งปุ่มทั้งแผนที่ ทั้งตัวเลือกสารพัด แถมตั๋ว S-bahn และ U-bahn ยังขายในเครื่องเดียวกันเสียอีก ก็ลงเอยที่เคาน์เตอร์ขายตั๋ว ...8.80 ยูโร จะขูดรีดกันหรือไงไม่ทราบครับ!!
(...ลองตีค่าเป็นเงินไทยดูสิ ผมพยายามถามแล้วว่ามีถูกกว่านี้ไหม คุณคนขายตั๋วก็ตอบกลับมาว่ามีราคาเดียว)
หลังจากลงมารอรถใต้ดิน (ก็ S-bahn นั่นแหละครับ) ได้ไม่ถึงสองนาทีดี สาวแว่นร่างเล็กคนหนึ่งก็เข้ามาทักด้วยเสียงเบาและภาษาที่ผมฟังไม่ออก คุยไปอีกสองสามประโยคจึงได้รู้ว่าเธอเป็นคนเวียดนามครับ จากนั้นเธอก็ขึ้นรถคันที่เพิ่งมาจากไป~ ผมยังรออยู่ตรงนั้นอีกนิดหน่อย ไม่นานรถไฟก็มาถึง ท่าทางสนามบินจะเป็นสถานีปลายทางครับ
นั่งๆ ไปไม่นานนัก สายตาผมก็ดันเหลือบไปเห็นป้ายเส้นทางเดินรถที่ผมดูไม่รู้เรื่อง ที่แน่ๆ คือมันเล่นเอาผมใจหายแว้บว่าขึ้นรถผิดขบวนหรือเปล่า (ถึงจะมีเวลาให้ลัลล้าไม่จำกัดก็เถอะนะครับ) จนไปเห็นป้ายอีกป้ายหนึ่งเหนือหัวผมนั่นแหละจึงใจชื้นขึ้นบ้าง (อันนี้ผมดูรู้เรื่อง) จากการนั่งไปเรื่อยอย่างไร้จุดหมาย แต่ก็เข้าใกล้สนามบินมากขึ้นทุกสถานีแน่ๆ แล้วละครับ
ข้อดีอย่างหนึ่งของสนามบินคือ มีบันไดเลื่อนมากมาย ทำให้ผมไม่ต้องทรมานแขนนัก แต่ข้อเสียก็คือ อาหารแพงชนิดที่ผมไม่กล้าแตะจนบัดนี้(21.15 น. เวลาที่มิวนิค)ท้องผมก็ยังว่างเปล่าอยู่เลยครับ ...เป็นอันว่าผมคงเมาเครื่องอีกอย่างไม่ต้องสงสัย หลังจากพยายามแงะรถเข็นออกมาจากแหล่ง ผมก็ประจักษ์ความจริงข้อหนึ่งว่ารถเข็นที่นี่ไม่คืนเงินให้เมื่อเอาไปคืน -*- หนึ่งยูโร คนที่นั่นอาจเห็นว่าเล็กน้อย แต่เอาเข้าจริงนั่นเป็นค่าข้าวเที่ยงที่ไทยผมได้สองมื้อนะครับ -*-
จากนั้น ผมก็หาทางไปชั่งน้ำหนักกระเป๋าจนได้ที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส ..ผลที่ได้คือ กระเป๋าใบใหญ่ผม 15 กิโล ใบเล็ก 12 กิโล ครับ (ผมไม่แปลกใจละว่าทำไมคุณลุงที่ช่วยยกกระเป๋าให้ผมถึงบ่นว่าหนัก แต่ที่ผมแปลกใจคือ ผมถึกขนาดยกเจ้าสองใบนี้เดินไปเดินมาและลงบันไดได้ตั้งแต่เมื่อไร...) ผมก็เลยต้องมาจัดกระเป๋าใหม่หมด ยกไปชั่งหลายเที่ยว ย้ายโน่นย้ายนี่จนแทบจะเรียกว่ามั่วไปหมด และลงเอยด้วยกระเป๋าใบใหญ่น่าจะน้อยกว่า 11.8 กิโล กระเป๋าใบเล็กผมไม่ได้ชั่ง แต่คะเนเอาว่าไม่น่าจะเกิน 6 กิโล ..สรุปคือ มันหนักเจ้าของฝากกับโน้ตบุ๊คผมนี่เองละครับ ผมก็ใช้วิธีหิ้วเจ้าคอมน้อยขึ้นเครื่องไปด้วย และอัญเชิญถุงของฝากกับหนังสือออกมาไว้ต่างหาก จะส่งเป็นพัสดุกลับบ้าน
ดังนั้น ไอ้เรื่องต่อมาที่เป็นปัญหาแน่ๆ ก็คือเรื่องพัสดุนี่ละครับ ยังไม่ต้องพูดถึงราคา เพียงแต่ว่าคนที่โน่นเขาดันบอกว่าชีสมาซาเรลลาเป็นของห้ามนำเข้า และผมไม่ควรเอาของฝากทั้งหลายทั้งปวง(ช็อกโกแลตและชีส) ส่งไป เพราะการขนส่งแบบนี้จะไม่ติดเครื่องปรับอากาศ ผมก็เลยเปลี่ยนเป็นเอาเสื้อวูลทั้งสองตัวและแฟ้มเกอเต้ใส่ลงไปในกล่องพัสดุแทน กระเป๋าเบาขึ้นทันตา..ก็แน่ละครับ เล่นย้ายไปไว้กับพัสดุตั้ง 7 กิโลกว่านี่นา ส่วนราคาหรือก็คุ้มแสนคุ้ม รวมทั้งหมด 52 ยูโรถ้วนครับ -*- (พี่เอ็กซ์ก็บอกไว้แล้วว่าเป็นราคาปกติ แต่ผมก็ยังอดสยองขวัญไม่ได้อยู่ดี)
ต่อมา ผมก็ไปเทอร์มินอล 2 กะว่าจะขึ้นไปเช็คอิน แต่เจ้าหน้าที่ก็เข้ามาถามทันทีที่ผมขึ้นลิฟต์ และอธิบายทุกอย่างเป็นลำดับราวกับผมเป็นคนโง่ว่าต้องมีบอร์ดดิ้งพาสก่อน เมื่อผมบอกว่าไม่มี เธอก็ตอบว่าให้ไปเช็คอิน และ ฯลฯ สรุปว่าผมควรลงไปรอข้างล่างอีกหนึ่งชั่วโมง -*- แหม ขอบคุณ ผมรู้ว่าทำตามหน้าที่ แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมขึ้นเครื่องบินนะครับ = =
ผมออกไปนั่งรับลมข้างนอก วันนี้อากาศไม่เย็นนัก และผมก็แบกของหนักมาตลอดทางทำให้ไม่รู้สึกรู้สาต่อสภาพอากาศ (แม้จะใส่แค่เสื้อแขนยาวบางๆ ตัวเดียวแล้วใส่เสื้อนอกทับก็ตาม) เพียงแต่บางที สิ่งที่ทำให้ผมสะท้านอยู่ลึกๆ ก็คือความเป็นจริงที่ว่า บางทีผมอาจยังเด็กเกินไปที่จะอยู่ที่นี่เพียงลำพัง... หรือจะพูดให้ถูกกว่านั้น ผมตัวเตี้ยเกินไปที่จะอยู่ท่ามกลางฝรั่งตัวสูงเป็นเปร_ นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมถูกเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ข่มกลายๆ อยู่เรื่อย -*-
ผมเปิดทอล์กกิ้งดิคเพื่อดูเวลา แล้วจึงเดินเข้าไปด้านในตัวอาคาร หนนี้ผมสื่อสารกับเจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งรู้เรื่องและเดินไปเช็คอินได้สำเร็จ คนออกบอร์ดดิ้งพาสให้ผม(ชายหนุ่มที่โกนหัวจนล้านเลี่ยน ดวงตาสีฟ้าและใส่เสื้อสีอ่อนเข้ากับดวงตา) ค่อนข้างใจดีแม้เขาจะเขียนเวลาให้ผิดไปหนึ่งชั่วโมงก็ตาม = = เขาถามว่ามีของต้องห้ามอะไรหรือไม่ ผมก็ทำหน้าซื่อแล้วส่ายหน้าไป...(มาซาเรลลาแค่หกชิ้นถึงจะต้องห้ามก็ยังไม่ซวยตอนนี้หรอกครับ) กระเป๋าโหลดลงใต้ท้องเครื่อง ผมรับบอร์ดดิ้งพาสมา จากนั้นก็อุ้มกระเป๋าเจ้าคอมน้อยบวกกับกระเป๋าสะพายอีกใบเดินขึ้นบันไดเลื่อน ...ผ่านจุดตรวจความปลอดภัย (ไอ้ที่ผมน่าจะเล่าไว้ตอนต้นๆ ว่าต้องเอากระเป๋าวางบนสายพานให้เขาตรวจนั่นละครับ) รู้สึกเหมือนคนข้างหน้าผมจะมีปัญหาอะไรสักอย่าง ผมถามคนคุมเครื่องตรวจ(ชายหนุ่มร่างท้วมหัวเถิกในชุดเสื้อโปโลสีขาว) ได้ความว่าเขามีอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์ที่ต้องเช็ค และผมจะรออยู่ตรงนั้นก็ได้ (ส่วนคนอื่นๆ หนีไปช่องข้างๆกันหมดแล้วละครับ) จากนั้นเขาก็ถามผมสองสามประโยค มีการทักว่า "สวัสดีครับ" เสียด้วย
พอผมเดินผ่านเครื่องตรวจวัสดุที่ทำจากเหล็ก เจ้าเครื่องนี่มันก็ดังปี๊บอย่างน่าหมั่นไส้ (..ทุกทีสิน่า) เจ้าหน้าที่หญิงมาตรวจผมแต่ไม่พบอะไร และเจ้าหน้าที่คุมเครื่องคนเดิมบอกให้ผมหยิบเจ้าคอมน้อยออกมา(ให้เขา)เช็คอีกรอบ แต่ทุกอย่างก็เรียบร้อยดี จากนั้นก็ผ่านด่านพาสปอร์ตคอนโทรล หนนี้ไม่มีคำถามอะไรมากมาย เจ้าหน้าที่มองหน้าผมแวบเดียวแล้วให้ผ่านได้เลย
อ้อ พาสปอร์ตคอนโทรลของที่นี่เป็นทรงสี่เหลี่ยมมุมมนสีเขียวอมฟ้าอ่อน เรียงต่อกันจนสุดแถว มีช่องเล็กระดับเกินอก(แน่นอนครับอกผม ไม่ต้องย้ำก็ได้ ผมรู้แล้วว่าผมเตี้ย) ทำให้ผมต้องเงยหน้ามองนิดๆ โดยอัตโนมัติ แต่ผมว่าดูแล้วสบายตากว่าโต๊ะสีขาวเทาจืดๆ ตั้งเยอะ
ตอนที่ผมพิมพ์อยู่นี่ ผมนั่งรออยู่ที่เกตแล้วละครับ อีกไม่นานผมก็จะไปเมาเครื่อง เอ๊ย ขึ้นเครื่องแล้ว...
...ต่อไปนี้เป็นการบันทึกย้อนหลังแล้วนะครับ ลงผมเอาบันทึกฉบับนี้ลงได้ก็แปลว่าผมยังมีชีวิตอยู่และสบายดี = = พอขึ้นเครื่อง ผมก็เก็บรายละเอียดที่ลืมๆ ไปตอนขามาได้ครบ เบาะเป็นสีแดงเข้มเช่นเดียวกับผ้าห่มครับ ส่วนสติกเกอร์ที่เขาแจกให้นั่น อีกช่องที่ผมเว้นไว้คือ "ปลุกฉันเพื่อ Duty free" ครับ มันคืออะไรก็ไม่รู้สิ = =
และมีข่าวดีอีกเรื่องคือ ถึงจะหิวแสบไส้ แต่ถ้าอมลูกอมตอนเครื่องกำลังขึ้นก็จะไม่เป็นไรเลยครับ รู้สึกหนนี้ไม่นานเลยอาหารก็มาเสิร์ฟแล้ว มีสองแบบให้เลือกคือไก่กับกุ้ง ผมเลือกอย่างหลัง อร่อยมาก~ รู้สึกจะเป็นกุ้งแม่น้ำราดซอสสีเหลืองแปลกๆ กินกับข้าวผัดผัก สลัดผลไม้กับซอสครีมสีขาวและปลาแซลมอนชิ้นบางที่ค่อนข้างแห้ง(เอาเหอะ มันยังรสเป็นปลาอยู่ก็บุญลิ้นผมแล้ว) ขนมปังที่นี่นุ่มอร่อยต่างจากไอ้ที่ผมต้องทนกินมาทั้งเดือนลิบลับทีเดียวครับ
ด้านนอกยังมืดสนิทจนผมไม่ต้องดึงบังตา ..หญิงวัยกลางคนที่นั่งข้างๆ หลับไปนานแล้ว แถมบางทียังพลิกมาเอาเข่าเกยที่นั่งผมอีกต่างหาก
และแล้วก็แลนดิ้งที่โดฮา (แปลกที่ผมไม่เคยมีปัญหากับตอนเครื่องบินจอด) รถเล็กยังแล่นจากเครื่องไปยังสนามบินอย่างคุ้นเคย เพิ่งจะตีห้ากว่าๆ แต่ที่นี่ก็สว่างจนเห็นโลกที่ยังอาบย้อมด้วยสีฟ้าอยู่ชัดเจน ผมเพิ่งรู้เอาทีหลังจากคนไทยที่กลับเที่ยวบินนี้ด้วยกันว่าที่โดฮานี่ตีสี่ก็สว่างแล้ว เฮือก!
ทางขวาเป็นด่านตรวจคนเข้าเมือง เดินตรงไปนั่นสำหรับผู้โดยสารที่จะเปลี่ยนเครื่อง มีอุปกรณ์ตรวจของต้องห้ามตั้งเรียงอยู่สี่ห้าเครื่องแต่ก็เปิดเพียงสามเท่านั้น หนนี้ไม่มีปัญหากับเจ้าคอมน้อย แต่ปัญหาอยู่ที่ไม่ประกาศเกตเครื่องบินเสียที ผมยืนรอๆ อยู่แถวนั้นแล้วก็ทนรำคาญไม่ไหว ขึ้นบันไดเลื่อนไปชั้นบน
หิวข้าว... แต่เคาน์เตอร์คูปองอาหารก็ไม่มีคนเฝ้าอยู่ ผมไปถามเจ้าหน้าที่แถวนั้นได้ความว่า เขาจะยังไม่มาจนกว่าจะหกโมงครึ่ง
ครับ ตอนนั้นเป็นเวลาตีห้าครึ่ง -*- ผมก็เลยไปเล่นเน็ต ส่งเมล์ ..อาจเป็นเพราะความหงุดหงิดบวกโมโหหิวอีกนิดหน่อย ทำให้เน็ตดับทุกสิบนาทีนั่นกวนประสาทผมมาก เล่นไปสักพัก กะว่าได้เวลาแล้วจึงเดินกลับมาที่เคาน์เตอร์แลกคูปอง นายเจ้าหน้าที่หยิบบอร์ดดิ้งพาสผมไปดูๆ แล้วก็ตอบกลับมาด้วยประโยค "No, there's no meal for you" เล่นเอาผมแทบปรอทแตก ถ้าไม่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศก็น่ากรากเข้าไปกระทืบดูสักตั้ง แง่ง!!
สุดท้าย ผมก็ได้แต่กลับไปเล่นเน็ตต่อ จนใกล้ๆ ได้เวลาจึงกลับมาดูเกต หนนี้เขาประกาศแล้ว ผมก็กระดืบไปเกต 7 อย่างไม่รีบร้อน
กระจกใสที่กั้นระหว่างความเย็นใช้ได้ภายในสนามบิน กับอากาศระอุด้านนอกไม่ได้ทำหน้าที่กั้นแดด ซ้ำยังหันหน้าไปทางทิศ(น่าจะ)เหนือหรือไม่ก็ตะวันออก รับแสงแดดอย่างเต็มที่ ผมเห็นด้านหลังของฝรั่งบางคนนั่งมองแดดประหนึ่งจะสังเคราะห์แสง แต่ผมสิจะระเหิดอยู่แล้ว = = มองไปที่กระจกกี่ทีๆ ก็เห็นแต่สีน้ำตาลหม่นของทรายจนสุดลูกหูลูกตา ไม่ค่อยมีสิ่งก่อสร้างมากนัก และจากระดับสายตา ผมไม่เห็นสีเขียวเลยแม้แต่น้อย ...ให้บรรยากาศที่อ้างว้างแปลกตาไปอีกแบบนะครับ
รออีกนานทีเดียวกว่าเขาจะเปิดเกตให้ลงไปรอรถเล็กด้านล่าง ผมเจอคนไทยอีกคนที่นั่น และเพิ่งมารู้ทีหลังว่าพี่เขานั่งหน้าผม เที่ยวบินนั้นคนไม่เยอะนัก เมื่อมีสัญญาณให้ถอดเข็มขัดได้ทุกคนก็ย้ายที่นั่งกันอย่างสนุกสนาน ตาฝรั่งที่นั่งข้างผมก็ย้ายไปด้วย ทำให้ผมมีความสุขมากตลอดการเดินทาง..
ผมก้มมองจากหน้าต่างทรงรีเย็นเยือก เครื่องบินยังไม่ได้ระดับ โลกที่ผมเห็นจึงไกลออกไปทุกขณะ ..แม้โลกนั้นจะเป็นสีน้ำตาลเข้ม มีสีเขียวเพียงสนามหญ้า ซ้ำสีน้ำตาลส่วนใหญ่ยังว่างเปล่าไร้ผู้จับจองอาศัยหรือทำประโยชน์ แต่ก็ยังมีวี่แววของชีวิตอยู่มาก สังเกตจากรถราที่แล่นผ่านวงเวียน ทุกอย่างนั่นเมื่อมองลงมาจากความสูงขนาดนี้ก็ไม่ผิดกับภาพถ่ายทางอากาศ เหมือนเมืองตุ๊กตา...
แอร์โฮสเตสที่บริการแถวผมก็เป็นคนไทย ทำให้สะดวกใจขึ้นเล็กน้อย (ที่ก่อนหน้านี้ไม่สะดวกน่ะ เพราะภาษาอังกฤษไม่กระดิก..)ก่อนอื่นผมก็ขอน้ำสักแก้วโดยด่วน อีกไม่นานก็ถึงเวลาอาหาร มีรายการให้เลือกคือมันฝรั่งอะไรสักอย่างกับยากิโซบะไก่ ผมก็เลือกอย่างหลัง(อีกแล้วสิน่า) แม้ยากิโซบะจะมันมาก แต่ไก่ก็อร่อย.. ผลไม้สด โยเกิร์ตพีช(ผมเห็นบนฝาเขียนไว้หลายภาษา มีภาษาหนึ่งเรียกเจ้าพีชนี่ว่า passion fruit เสียด้วยสิครับ) ขนมปังสองชิ้นและเนยสดไม่แช่แข็งด้านนอกสว่างจนต้องดึงบังตาลงเสียนานแล้ว กระนั้นแสงจ้าจัดก็ยังลอดผ่านขอบบางๆ มาได้บ้าง ผมปรับพนักให้เอนลง พิงซอกระหว่างผนังกับเบาะต่างหมอน คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ฟังเพลงเสียจนไม่รู้สึกง่วง
อีกนานหลังจากนั้น เครื่องบินก็ผ่านน่านฟ้าไทย...
ผมก้าวลงจากเครื่องบินในที่สุด เดินไปอีกไกลกว่าจะถึงด่านตรวจคนเข้าเมือง แล้วจึงจะผ่านไปรับกระเป๋าที่สายพาน ...โต๊ะเคาน์เตอร์และป้ายสีขาวสว่าง อักษรสีดำนั่นเมื่อบวกกับแสงไฟสีนวลก็ทำให้ดูขลังแปลกๆ บรรยากาศเหมือนโรงพยาบาลอย่างไรชอบกล ดีแต่ว่ามีผู้คนพลุกพล่านพอจะไม่น่ากลัว
ผมเคลื่อนรถเข็นฟรีผ่านด่านตรวจของต้องสำแดงแล้วเลี้ยวซ้าย พ่อแม่รอรับอยู่ที่นั่นแล้ว
กลับถึงบ้านแล้วละครับ ^^