JUSTICE

ตอนที่ 6 : ตอนที่6

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    7 เม.ย. 60

ณ ห้องนอนของบ้านหลังใหญ่ที่มีความตรึงเครียดตลบอบอวลลอยขึ้นมาเป็นเป็นระยะๆ ระหว่างคนสองคนที่ทำการสนทนากันอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา

ทำไมไม่จัดการให้มันจบๆ ไปเลย” น้ำเสียงหงุดหงิดบ่งบอกถึงความไม่พอใจถามณิกานต์ด้วยความสงสัยยิ่งนัก

แค่ผู้กองคนเดียวที่อาจเป็นต้นตอของความวุ่นวาย จะมาแกล้งเล่นละครตบตาเพื่ออะไร ไม่พอยัยผู้กองนั่นยังมาฉีกเสื้อณิกานต์อีก คิดแล้วก็ยิ่งแค้น

ก็....ไม่รู้เหมือนกัน” ณิกานต์ตอบเสียงเบา เธอไม่อยากสุมไฟที่มีในดวงตานั้นให้โชติช่วงเข้าไปอีก จึงเลือกสงบสติตัวเองเสียดีกว่า

หมายความว่ายังไงที่ไม่รู้ กานต์จะมาลังเลอย่างนี้ไม่ได้นะ” คนใจร้อนกัดฟันกรอดๆ พูดอย่างเหลืออด

เกือบแล้วเหมือนกันแหละ เพียงแต่มีบางอย่าง” เธอเว้นประโยค เร่งให้คนร้อนรนถามอย่างหัวเสีย

เพราะการเป็น ผู้ทวงคืนที่มีอำนาจซ่อนเร้นไม่ต่างกันนั้น มีข้อจำกัดอยู่ตรงที่ไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกนึกคิดของอีกฝ่ายได้ ดังนั้น ชนินทรจึงนั่งหน้างออย่างไม่ค่อยสบอารมณ์ที่ณิกานต์มัวชักช้าในการเล่าเรื่อง

มานี่สิ ขี้เกียจเล่า” กวักมือเป็นสัญญาณให้คนหงุดหงิดเดินเข้ามาหา

ณิกานต์หลับตาลงดึงเอาความรู้สึกทั้งหมดที่สัมผัสได้จากผู้กองภัทร ถ่ายทอดให้อีกคนรับรู้ด้วยการแตะเบาๆ ที่ข้อแขนอยู่นานสองนาน แล้วเมื่อความคิดถูกถ่ายทอดมาจนหมด ชนินทรถึงกับเบิกตากว้างเมื่อเข้าใจอะไรบางอย่างที่ณิกานต์พยามจะสื่อ

รู้แล้วใช่มั๊ยว่าทำไมกานต์ถึงลังเล”

อืม เราจะหาเจอได้ยังไงล่ะ แล้วถ้าหาเจอเราจะทำยังไงต่อ” น้ำเสียงเริ่มสงบลงไปบ้าง ทว่ายังคงความร้อนรนเหมือนสายลมที่แปรปรวนอยู่ได้ตลอดเวลา

ผู้กองนั่นไง หล่อนจะโยงไปถึงมันได้ เราแค่ต้องรอเวลาสักหน่อย” ณิกานต์พูดขึ้นอย่างมั่นใจ

หึ ทำเป็นเก่งนะไป ครั้งแล้วถ้านินมาช่วยกานต์ไม่ทัน กานต์ก็คง....” แววตานั้นเศร้าหมองอย่างเห็นได้ชัด

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอีกคนคิดอะไรอยู่ ความห่วงใยนั้นมีให้กันมาเนิ่นนาน มันผูกพันธ์แน่นแฟ้นจนยากที่จะยอมรับได้ว่าหากไม่มีอีกคนอยู่บนโลกนี้ ความเสียใจที่มีจะมากล้นแค่ไหน

จะคิดมากทำไมล่ะ กานต์ยังอยู่ อยู่อีกนานด้วย” เธอปลอบให้อีกคนสงบลง

เรื่องราวที่ณิกานต์สัมผัสได้จากผู้กองมิใช่สิ่งอื่นใด หากแต่เป็นพลังบางอย่างที่สามารถระบุถึงตัว ผู้ทวงคืนอีกคน

ไม่ใช่สิ คำว่าผู้ทวงคืนนั้นไม่สามารถใช้กับมันได้หรอก มันเลวร้ายยิ่งกว่านั้น มันคือปีศาจ เป็นฝันร้ายสำหรับใครหลายคน และนั่นก็รวมถึงผู้กองฐิติภัทร

ม่ายยยยยยยยย เสียงหวีดร้องดังขึ้นเมื่อผู้ที่เป็นเสมือนเสาหลักของบ้านถูกหนึ่งในกลุ่มคนร้ายจ้วงแทงด้วยใบมีดคมกริบ โดยผู้ถูกจ้วงแทงทำได้เพียงแค่เบิกตากว้าง แม้จะมีสติครบถ้วน ร่างกายก็ไม่ได้ถูกตรึงไว้แต่อย่างใด แต่ก็ไม่สามารถขยับกายขัดขืนได้ เลือดค่อยๆ ไหลอาบท่วมตัว ลมหายใจขาดห้วงลงทีละน้อย แผลเหล่านั้นไม่เฉียดจุดสำคัญที่ทำให้เจ้าของร่างหยุดหายใจได้ในทันที ดวงตาเบิกโพลงเป็นห่วงลูกสาววิงวอนขอความเห็นใจจากกลุ่มคนชั่ว

มึงยุ่งไม่เข้าเรื่องเองนะคนร้ายวางมีดลง ส่งเสียงเข้าโทรศัพท์ถึงฐิติภัทรอย่างย่ามใจ

ฟังไว้ก็ดี ครอบครัวมึงกำลังจะตาย ฮาๆ

พี่ภัทร ช่วยด้วยยคนชั่วจ่อโทรศัพท์ที่ปากของเหยื่ออีกคนที่มันถูกสั่งให้มาเก็บ

อย่ า ไม่น ะมือหยาบหนากระชากเสื้อบางออกในทันใด เสียงกรีดร้องวิงวอนท่ามกลางความบ้าระห่ำส่งตรงไปถึงฐิติภัทรอยู่ตลอดเวลา ราวกับความเจ็บปวดนั้นทำร้ายเธอเสียเอง

เพียงเท่านี้ก็เรียกความโกรธให้โหมกระหน่ำภายในใจคนเป็นลูกและพี่สาว เธอถูกหักหลังจากใครบางคน ผู้มีอิทธิพลที่เธอไล่ล่า บัดนี้มันส่งคนมาจัดการกับครอบครัวเธอ

กำลังเสริมที่ส่งไปคุ้มกันบ้าน ทำไมไม่ป้องกันให้ดีกว่านี้ ล้อรถหมุนราวกับพายุ พร้อมด้วยกำลังเสริมตามหลังมาด้วยเสียงไซเลนดังไม่หยุดหย่อน เพียงไม่ถึงสามสิบนาที ป้อมปราการตำรวจก็ล้อมไว้หน้าบ้านได้เป็นที่เรียบร้อย

ทว่ามันก็สายไปเสียแล้ว ไม่หนำซ้ำยังไม่มีหลักฐานใดๆ สืบสาวราวเรื่องไปถึงผู้สั่งการได้เลย

ฐิติภัทรเดินตัวเบาหวิว ถอดเสื้อคลุมปกปิดร่างของน้องสาวที่ไม่มีลมหายใจอยู่อีกแล้ว เธอนั่งเหม่อลอยไปยังร่างบิดาซึ่งจมกองเลือดอยู่ไม่ไกล ซากร่างของตำรวจผู้คุ้มกันกระจัดกระจายชุ่มไปด้วยเลือดสด มือไม้เธออ่อนแรงไปหมด

เรี่ยวแรงเธอถูกสูบไปหมดกับภาพที่เห็น ศีรษะเธอปวดหนึบ เสียงร้องขอความเห็นใจของน้องสาวและบิดาตลอดหลายนาทีที่พยามจะเข้ามาช่วยให้ทันยังตราตรึงในจิตใจจนเธอแทบจะสิ้นใจเสียเลยตรงนั้น ความทรมานร้ายกาจนั่นกัดกร่อนหัวใจนี้ให้แตกเป็นเสี่ยงๆ

เกิดอะไรขึ้นเสียงหนึ่งดังมาจากหน้าบ้าน

พี่ภัทร เกิดอะไรขึ้นน้องสาวคนสุดท้ายร้องลั่นอย่างหวาดกลัวเมื่อเห็นความผิดปกติหน้าบ้าน หลังจากกลับจากเรียนพิเศษติวเข้มช้ากว่าปกติ

มิวแหบพร่าเศร้าสลดเอ่ย เธอตรงเข้ากอดร่างน้องสาวที่พยามจะผ่านด่านเพื่อเข้าไปดูในตัวบ้าน

ป๊า กับ มิ้วล่ะ....ป๊ากับมิ้วเสียงสะอื้นอย่างหนักหน่วงของคนในอ้อมกอดสร้างความรู้สึกผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้น

มันเป็นเพราะเธอ ถ้าเธอหยุดสืบค้นตามคำขู่ของพวกมัน ก็คงไม่มีวันนี้ที่ต้องสูญเสีย พวกมันจะต้องชดใช้ วันหนึ่งเธอจะลากอิทธิพลมืดนี้เข้าตารางด้วยมือของเธอเอง ความเสียใจเริ่มเปลี่ยนเป็นความแค้น ก่อเกิดในหัวใจดวงนี้ราวกับจะปิดตายลงในทันใด

ปัง! ๆ ๆ

หมอบลงเธอรีบกดร่างน้องสาวลงกับพื้น

ปัง ๆ เจ้าหน้าที่สองนายทรุดลงกับพื้นในทันที เสียงหัวเราะก้องทั่วบริเวณ มันมาจากทุกทิศทุกทาง ราวกับใบมีดที่กรีดแทงไม่จบสิ้น ไม่นานเจ้าหน้าที่ทั้งหมดก็ทรุดลงกับพื้นด้วยอาการหมดสติที่ไม่ทราบสาเหตุ

กูมาเตือนมึงเป็นครั้งสุดท้าย ถ้ามึงยังเสือกอีก กูจะฆ่าทิ้งยกบ้านเลยคอยดู

ปัง นัดสุดท้ายฝังที่หัวเข่าซ้ายของฐิติภัทร เธอล้มลงด้วยอาการเจ็บปวด เป็นร่องรอยที่ย้ำเตือนว่าอย่าริอาจคิดทำการใดต่อไปอีก แต่มันไม่เท่ากับแผลที่ใจเลยสักนิด ในอ้อมกอดเธอนั้นยังมีน้องสาวคนสุดท้ายในครอบครัวที่เหลืออยู่

ฟันที่ทนกับอาการขบกัดกรามไว้แน่นมันไม่ได้แตกหัก แต่ปวดร้าวยิ่งนัก เมื่อต้องตื่นมาพร้อมกับฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทุกค่ำคืนกับการผวาปราศจากแล้วซึ่งความสุข

ผู้กองภัทรไม่เคยลบความเจ็บปวดในหัวใจออกไปได้เลยแม้แต่วันเดียว เธอใช้ชีวิตราวกับหุ่นยนต์ตั้งโปรแกรม เดินไปข้างหน้าเหมือนเป็นหมากแห่งการเวลา รอคอยวันสิ้นสุด

ช่างน่าสลดใจกับความโศกเศร้า แม้ว่าหัวใจยุติธรรมนี้ไม่เคยหมดสิ้น แต่ความทรงจำเลวร้ายนั้นก็คอยกัดกินความสุขของชีวิตเสมอ มันค่อยๆ บั่นทอนเธอตลอดมา

ซ้ำน้องสาวคนเดียวที่เหลืออยู่ยังโทษว่าเธอเป็นต้นเหตุทำให้พ่อกับน้องสาวฝาแผดต้องมาจบชีวิตลงอย่างโหดเหี้ยม โดยการประกาศตัดพี่ตัดน้อง แล้วนำเงินมรดกส่วนของหล่อนย้ายหนีไปเรียนต่างประเทศกับเพื่อนๆ

ฐิติภัทรพยามติดต่อน้องสาวเพียงคนเดียวทุกวิถีทาง แต่เจ้าหล่อนก็ไม่ต้องการพูดคุยกับเธออีกนับตั้งแต่วันนั้น จึงทำได้เพียงถามไถ่กับเพื่อนสนิทของน้อง ซึ่งก็คอยบอกกล่าวเรื่องราวความเป็นอยู่ของน้องสาวเธออย่างลับๆ แค่คำว่าสบายดี ไม่มีสิ่งใดบกพร่อง หัวใจของผู้กองก็สดชื่นขึ้นมาได้บ้างแล้ว

 

ณิกานต์นั่งนิ่งเงียบพยามนึกค้น หาใครบางคนในความคิดของผู้กองภัทรที่ขาดห้วง เพราะหลังจากเข้ารับการผ่าตัดหัวเข่าสิ่งสุดท้ายที่เธอรับรู้คือความรู้สึกผิดที่เกาะกุมหัวใจดวงน้อยๆ นั่น

เตรียมรถให้หน่อยนะ ฉันจะเข้าบริษัท” เธอเอ่ยกับแม่บ้านที่กระตือรือร้นยิ้มรับกับทุกคำสั่ง

ให้นินไปด้วยมั๊ย” ชนินทรวางช้อนลงกับจานอาหารเช้าหันไปถามณิกานต์ ซึ่งโดยปกติแล้ว ไม่ค่อยจะเข้าไปบริษัทสักเท่าไหร่นัก

ไม่จ๊ะ กานต์จะสะสางงานหน่อยนึง” เธอบอกให้อีกคนหายกังวลในความผิดปกติของวันนี้

นิน ถ้าวันนี้ผู้กองมา ไม่ต้องต้อนรับนะ แล้วก็...” เว้นประโยคสักนิดอย่างลังเล

อย่าอาละวาดนะคะ”

ชนินทรสะบัดหน้าอย่างไม่สบอารมณ์นัก ด้วยเข้าใจในความหมายที่ณิกานต์สื่อได้ดีทีเดียว ก็ใครหน้าไหนมาขัดแข้งขัดขาคนๆ นี้แล้วล่ะก็ เธอก็พร้อมกำจัดทิ้งอย่างไม่ต้องสงสัย ต่อให้เป็นคนดีเพียงใดก็เถอะ


........................
ลงไว้อีกที่นึงนะจ๊ะ
........................

0 ความคิดเห็น