หลังม่าน l Behide the scenes

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 99,792 Views

  • 975 Comments

  • 6,093 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    6,435

    Overall
    99,792

ตอนที่ 26 : l ฉากยี่สิบหก l Pat l talk

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3184
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 129 ครั้ง
    30 พ.ย. 59

หลังม่าน l Behide the scenes


l ฉากยี่สิบหก l
Pat l talk




กลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนกึกลอยอวลอยู่ในอากาศ ผมแสบระบมทั้งที่ข้างริมฝีปากและโหนกแก้ม ปวดตุบริเวณเบ้าตาจากการกระทั้นซ้ำๆ จากกำปั้นของชายวัยกลางคน ผมปัดป้อง แต่ไม่ตอบโต้ พ่อไอ้ปราณเลือดขึ้นหน้าหลังจากได้ยินเสียงกรีดร้องของภรรยาและวิ่งมาชั้นสองเพื่อพบลูกชายอริข้างบ้านคว้าชั้นในกับกางเกงขึ้นสวมคาตา

เราเปลือยเปล่า โอบกอดกัน ทุกอย่างเป็นเหมือนความฝันในคืนเดือนมืดที่ขับกล่อมให้ไม่มีใครปรารถนาจะลืมตาตื่น

แต่ครั้นรุ่งสางมาเยือน ความจริงอันโหดร้ายก็เป็นสิ่งที่ไม่มีใครหลบเลี่ยงได้


ผมถอนหายใจ เสียงสะอื้นของแม่ที่ยืนดมยาดมอยู่ไม่ไกล ข้างๆ กันคือพ่อที่กอดอกหน้านิ่ง ดุดันกว่าครั้งไหนๆ มีเพียงภา คนทำแผลให้ซึ่งลอบมองด้วยความรู้สึกกังวลระคนสงสารจับใจ


“เกิดเรื่องแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ไอ้ภัทร”

ผมเงยหน้า ให้น้องสาวสำรวจร่องรอยฟกช้ำ ก่อนยกแขนให้ดูรอยถลอกที่ข้อศอก ภาถอนหายใจ บีบยานวดใส่ปลายนิ้ว บรรจงแตะด้วยความระมัดระวัง

“พ่อจะอยากรู้ไปทำไม”

“ฉันเลี้ยงแกไม่ดีหรือมีปัญหาอะไรถึงได้ไปเกลือกกลั้วกับไอ้สารเลวนั่น แถมยังทำเรื่องน่าอายขนาดนั้น เสียชาติเกิดจริงๆ!”

“คนที่มีแต่อคติปิดบังในใจ ไม่รู้จักความรักต่างหากที่เสียชาติเกิด”

“ไอ้ภัทร! ไอ้ลูกทรพี!”

ผมเกือบโดนคว้าคอไปต่อยถ้าไม่ติดที่แม่ดึงชายเสื้อบิดาไว้ ยังคงสะอื้น และเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ต้องมาร้องไห้เพราะผม 

“ก็แค่คนรักกัน ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนสักหน่อย”

“ที่แม่แกร้องห่มร้องไห้นี่ยังบอกว่าไม่ทำให้ใครเดือดร้อนอีกหรือไง”

“ร้องเพราะว่ารังเกียจลูกคนนี้เหรอครับ”

“เลิกยอกย้อนแล้วมองเห็นความผิดของตัวเองสักที”

“ผิดหวังมากใช่ไหมที่ผมไม่ใช่ลูกชายแบบที่พ่อกับแม่คาดหวัง! ผมไม่เกลียดไอ้ปราณ เหมือนพ่อที่เกลียดลุงปกรณ์ ผมไม่ได้ชอบพันช์เหมือนที่แม่อยากให้ชอบ ผิดหวังกันมากใช่ไหมที่ผมเป็นคน มีความรู้สึก มีหัวใจ!”

“แกเลิกคะนองแล้วมีสติเสียที!”

“คนที่ไม่มีสติน่ะพ่อต่างหาก!”

“พอได้แล้ว!” เสียงของแม่ดังตวาดขึ้น ทั้งผมและพ่อเลือดขึ้นหน้า ในเวลาที่ความเครียดขมึงเกาะกินจิตใจ ผมเป็นห่วงปราณ นึกโทษตัวเองเป็นร้อยพันครั้งที่ชะล่าใจ เอาแต่ใจตัวเอง แต่หากย้อนเวลากลับไปได้ ผมก็อยากกอดปราณไว้จนนาทีสุดท้ายอยู่ดี
เรื่องของเรา วันหนึ่งก็ต้องถูกเปิดเผย ไม่ว่าจะช้าจะเร็ว หรือวิธีการใดก็ตาม

“คุณก็ว่าลูกมากเกินไป ตาภัทรแค่หลงผิดชั่วครู่ชั่วคราวตามประสาวัยรุ่นเท่านั้นแหละ”

ภาขยับถอยเมื่อมารดาก้าวเข้ามาหา แม่จับมือผม ตายังและจมูกยังแดงก่ำ ความรู้สึกผิดแผ่กำจายทั่วหัวใจ ผมใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือเช็ดหน้าให้ ก่อนจะรูดลงไปที่พื้น ก้มกราบแนบเท้า

“แม่ ผมขอโทษ แต่ผมรักปราณจริงๆ”

“ตาภัทร...อย่าพูดเหลวไหล เราเป็นผู้ชายจะคิดแบบนั้นกับผู้ชายด้วยกันได้ยังไง”

“ผมพูดจริงๆ”

“เลิกพูดให้แม่ได้ยินนะ จะฆ่าแม่หรือไง”

“ผมไม่ได้ตั้งใจ แต่ผมรักมันไปแล้ว รักเหมือนที่แม่รักพ่อ รักเหมือนที่คนๆ หนึ่งจะรักอีกคนได้ แม่เข้าใจผมใช่ไหม”

หญิงวัยกลางคนส่ายหน้า เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยาก แต่ผมก็หวัง...หวังว่าคนที่รักผมที่สุดจะเข้าใจ “ให้ผมทำอะไรก็ได้ ที่ไม่ใช่ตัดใจจากปราณ ผมตามใจแม่ทุกอย่าง” 

“ไม่ได้ ภัทร นั่นมันเรื่องเล่นสนุกตามประสาวัยอยากรู้อยากลอง ภัทรไม่ได้เป็นเกย์นะลูก”

“แต่ผม...”

“แม่รับไม่ได้” ความร้อนจากกลางอกแผ่ซ่านขึ้นมาถึงดวงตา แสบร้อนครู่หนึ่งก่อนจะกลั่นมาเป็นหยดน้ำ ภาพตรงหน้าผมพร่ามัว กลอกตาไปด้านข้างเพื่อไม่ให้น้ำตาไหลริน...แต่สุดท้าย ความเสียใจในอกก็หลั่งออกมาเป็นสายอยู่ดี

“ทำเพื่อแม่นะภัทร ที่ผ่านมาคิดซะว่าเป็นฝันร้าย”

“มันไม่ใช่ความฝัน!”

“ณภัทร! อย่าดื้อกับแม่!” เสียงเกรี้ยวกราดนั้นปะปนด้วยหอบฮัก ผมทรมาน แม่ไม่มีความสุข พ่อยืนกำหมัดแน่น เราทุกคนในที่นี้ต่างไม่เข้าใจกัน “คืนนี้ไปนอนห้องรับแขก เอาแต่ของที่จำเป็นไป พรุ่งนี้เช้าย้ายของทุกอย่างไปอยู่ที่นั่น แล้วแม่จะล็อกห้องนอนเรา”

“แม่อย่าทำแบบนี้กับผม”

“แม่ต้องทำ! หัวอกคนเป็นแม่น่ะภัทร! จะยอมเห็นลูกตัวเองเป็นแบบนี้ได้ยังไงกัน!”

ผมเม้มปากเข้าหากัน แม้แต่น้องสาวคนเดียวก็ยังมีสีหน้าไม่สู้ดีไปด้วย หญิงวัยกลางคนสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ แต่คนที่พูดประโยคถัดมากลับเป็นพ่อที่ยังเลือดขึ้นหน้า

“ยึดโทรศัพท์มันด้วย”

“ผมไม่ให้!”

“ภา ไปเอามา” เจ้าของชื่อสูดลมหายใจก่อนยื่นมือขอ ภาขัดพ่อไม่ได้ ผมก็ลงมือกับน้องสาวตัวเองไม่ได้เช่นกัน

“ใจเย็นๆ นะพี่ภัทร” เสียงกระซิบดังมากพอให้ได้ยินกันแค่สองคนเมื่อเด็กสาวก้มลงรับเครื่องมือสื่อสาร โทรศัพท์ผมถูกยึดไปในที่สุด และห้องนอนก็ไม่อาจเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ของเราได้อีก 

ผมรู้สึกราวหัวใจตัวเองจะหยุดเต้น เหมือนกำลังถูกทรมานให้ตายลงช้าๆ กักขังในกรง เฉือนร่างกายออกทีละส่วน ทีละส่วน...

“ต่อไปนี้ห้ามออกไปข้างนอก ยกเว้นแต่ไปกับพันช์”

“ทั้งๆ ที่รู้ว่าผมรักพันช์ไม่ได้”

“แกแค่ไม่ได้พยายามจะรัก” เสียงเข้มเอ่ยขรม ราวกับหัวใจของเขาไม่เคยได้สัมผัสรักที่แท้จริง

“พ่อก็รู้ คนเราจะรักกันได้ไม่ต้องใช้ความพยายาม”

“ฉันก็ไม่เห็นว่าหนูพันช์ไม่ดีตรงไหน หรือมีอะไรที่จะทำให้แกรักไม่ได้”

“เพราะผมรักคนอื่นไปแล้วไง!”

“ทำไมไม่เข้าใจสักทีว่าเรื่องสิ้นคิดที่แกทำลงไปมันไม่เรียกว่ารัก!” เขายังคงเกรี้ยวกราดเหมือนตลอดชั่วโมงที่ผ่านมา หน้าพ่อแดงก่ำ เขายังไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนลงแม้แต่น้อย “พรุ่งนี้ฉันจะไปคุยกับบ้านคุณดวงกมล เรื่องงานแต่ง”

“พ่อ!”

“ก็ให้รู้ไปสิว่าถ้าแต่งกันแล้ว แกจะยังลืมกลิ่นสาปผู้ชายที่แกนอนกกกอดด้วยไม่ได้!”

“มันไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลยนะพ่อ”

“ก็ลองดู” ดวงตาสีดำสนิทวาววาบ บ่งบอกความจริงจังในน้ำเสียง “ฉันก็อยากรู้ว่าไอ้ปกรณ์มันเลี้ยงดูลูกชายเพื่อมาเป็นเมียน้อยบ้านใครเขาหรือเปล่า”

คนพูดเดินจากไป เหลือทิ้งไว้แต่รอยร้าวที่บาดลึกลงในหัวใจผมจนเหวอะหวะไปทั้งดวง





สิ่งที่สามารถทำได้หลังจากคำสั่งสิ้นสุดลงคือการนอนมองเพดานห้องนอนแขกตั้งแต่หัวค่ำ กระทั่งแสงแรกของวันใหม่มาเยือน ไฟในห้องยังคงเปิดค้าง จากห้องตรงนี้มองไม่เห็นหน้า ไม่เห็นแม้กระทั่งหลังคาบ้านของปราณ และในความรู้สึกของผม มันไม่ต่างอะไรกับเรือนจำชั้นดี

เสียงเคาะประตูดังอย่างระแวดระวังเมื่อแสงแดดร้อนจัด ผมไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ คนด้านนอกจึงถือวิสาสะเดินเข้ามาหา ภาทรุดตัวนั่งลงบนปลายเตียงใกล้ๆ กัน ถอนหายใจยาว

“แม่ให้เรียกลงไปกินข้าว เที่ยงจะไปบ้านพี่พันช์ สิบโมงให้ออกไปซื้อของฝากป้าดวงที่ห้างก่อน”

“พี่ไม่หิว”

“พี่ภัทร พี่ไม่กินข้าวมาครบวันแล้วนะ”

“ก็ยังไม่หิว”

“อย่าทำตัวเกเรแบบนี้สิ”

ผมไม่ตอบภา ในหัววนเวียนนึกถึงคนเคยอยู่ในอ้อมแขน ป่านนี้มันจะเป็นยังไง เครียดมากแค่ไหน ได้โทรหาผมหรือเปล่า “พี่ยืมโทรศัพท์หน่อยสิภา”

“แลกกับการลงไปกินข้าวแล้วก็ทำตัวดีกับแม่”

“ภาก็เห็น ว่าเรื่องมันเป็นยังไง”

“แต่เป็นเรื่องที่พี่กับพี่ปราณก็รู้อยู่แล้วว่าเกิดขึ้นแน่ถ้าจะคบหากันแบบนั้น” ภาพูดพลางถอนหายใจซ้ำรอบสอง “ภาไม่ได้บอกว่าพี่ผิดนะ แต่สภาพแวดล้อมบ้านเรากับบ้านนั้นเป็นแบบนี้ตั้งแต่ต้น พี่จะหวังให้พ่อแม่มาเปลี่ยนเพื่อพี่ มันเป็นไปไม่ได้หรอก ต่อให้ฝั่งนั้นเป็นผู้หญิงยังยากเลย นี่เขาต้องมารับรู้สองเรื่องพร้อมกัน ทั้งที่พี่เป็นเกย์ ทั้งที่คนรักมาจากครอบครัวที่บ้านเราเกลียดเข้าไส้”

“ไม่แฟร์เลย”

“ภาอยู่ข้างพี่ภัทรนะ” น้อยครั้งที่ภาจะเห็นด้วยกับสิ่งที่ผมทำ แต่เมื่อไหร่ที่พูดออกมา นั่นหมายถึงภาคิดแบบนั้นจริง “แต่พี่ต้องให้เวลาพ่อแม่บ้าง พี่ลองคบกับพี่พันช์ดูก่อน ให้เขาเห็นว่าพี่พยายามแล้วแต่มันไม่ได้ยังดีกว่าค้านหัวชนฝาแบบนี้”

“แต่ปราณ...”

“ดื้อไปก็ไม่ได้อะไรหรอกนะพี่ภัทร”

ผมไม่เข้าใจ ทำไมความรักถึงได้ซับซ้อนมากขนาดนี้

“จะคุยกับพี่ปราณหรือเปล่า” ผมพยักหน้า คนถามยอมหยิบโทรศัพท์ส่วนตัวที่พกไว้ขึ้นมา “ภาช่วยให้คุยกับพี่ปราณบ่อยๆ ไม่ได้นะ เดี๋ยวพ่อสงสัย แล้วก็...ลงไปกินข้าวด้วย”

หัวใจผมชุ่มชื้นขึ้นมาเมื่อรับเครื่องมือสื่อสารเอาไว้ น้องสาวเดินออกไปนอกห้องให้ผมได้คุยกับปราณเป็นการส่วนตัว เมื่อกดต่อสาย หัวใจก็เต้นแรงอีกครั้ง ครู่ใหญ่ทีเกียวกว่าจะมีเสียงตอบรับจากปราณ


[ว่าไงครับภา]

“กูเอง พ่อกูยึดโทรศัพท์ มึงเป็นไงบ้าง”

[แผลเยอะไหม]

“ไม่ ไกลหัวใจเยอะ” ตอบกลั้วหัวเราะ แต่ขณะที่ริมฝีปากยกยิ้ม ภาพที่เห็นเบื้องหน้ากลับพร่ามัวด้วยหยดน้ำ เสียงสูดลมหายใจกลายเป็นกลั้นสะอื้น ปราณเงียบไป ผมได้ยินเพียงเสียงลมหายใจถี่คล้ายคนร้องไห้ของมัน

“ปราณ อย่าร้อง”

[กูไม่ได้ร้อง] ถึงจะพูดแบบนั้นเสียงที่ผ่านสัญญาณมากลับสั่นพร่า ผมซบหน้าลงบนหัวเข่า หมดเรี่ยวแรง เหมือนหลงอยู่ในทางตัน มืดบอดทุกด้านยิ่งกว่าหลงทางในเขาวงกต

“พ่อมึงว่าไงบ้าง”

[ก็เดิมๆ]

“ขอโทษว่ะ”

[เออ มึงสมควรจะขอโทษ]

“ขอโทษจริงๆ”

ปราณไม่ต่อล้อต่อเถียงซ้ำ เราเงียบเพื่อเงี่ยหูฟังลมหายใจซึ่งกันและกัน ราวกับว่าเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดทั้งหมดให้น้อยลงบ้าง

ให้รู้สึกว่า...ความเจ็บปวดที่ล้นปรี่ คล้ายคนใกล้ตายได้ต่อชีวิตสักเสี้ยววินาที

“กูรักมึงปราณ”

[พูดทำไมบ่อยๆ]

“มันล้นมาก ถ้าไม่บอกต้องอกแตกตายแน่ๆ”

ปราณหัวเราะ แต่ไม่ได้หมายความว่ามีความสุข ความรู้สึกที่อยากดูแลมัน อยากอยู่ใกล้มันมากกว่าเมื่อครั้งที่เราอยู่ด้วยกันเพิ่มขึ้นเหนือคณานับ มันอ่อนแอมากเสียจนห้ามไม่ให้ตัวเองแสดงออกมาได้ ไม่สมกับเป็นปราณคนปากแข็งที่ผมรู้จักเลยสักนิด

[ภัทร...มึงไม่กลับมานอนห้องเหรอ ไฟมืดตั้งแต่เมื่อคืน]

“โดนจับย้ายห้องแล้ว ห้องนั้นล็อก”

[กูว่าละ นึกว่าจะย้ายสลับกับภาเฉยๆ]

“อืม แรงกว่าที่คิด”

[โชคดีที่บ้านกูไม่มีห้องว่าง เลยยังได้มองหน้าต่างห้องมึงอยู่ วันไหนภาเข้ามาให้เปิดม่านไว้ดิ]

“แต่กูไม่ได้อยู่แล้วนะ” ปราณเงียบเสียงไป มันไม่ได้บอกว่าคิดถึง แต่ผมกลับรับรู้ถึงความรู้สึกนั้นแผ่ซ่านมาตามสาย ความรู้สึกที่ไม่อาจมองเห็น ไม่อาจแตะต้อง ไม่อาจได้ยิน แต่กลับสัมผัสมันถึงมันได้ทุกอณูของหัวใจ “ปราณ กูจะหาทางออก”

[อืม]

“แต่วันนี้แม่กูจะไปคุยเรื่องงานแต่ง” ผมบอกมันเสียงเบาหวิวและเบาลงเรื่อยๆ คงเป็นข่าวร้ายที่ทำลายความรู้สึกมันซ้ำ แต่ผมก็อยากให้มันเป็นคนได้ยินจากปากของตัวเอง “กูอยากเป็นคนบอกมึง กูจะลองทำตามน้ำให้เขาไว้ใจไปสักพัก ระหว่างนี้เราก็มาแก้ปัญหาด้วยกัน”

[อืม]

“อย่าเอาแต่อืมสิวะ”

[แล้วจะให้กูพูดอะไร]

“บอกรักกูไง ไม่ดีกว่าเหรอ” ผมถามมันกลับไป ปรารถนาจะได้ยินคำนี้มากที่สุด อย่างน้อยไม่ได้เห็นหน้า ได้ยินเสียงที่ชุ่มฉ่ำหัวใจสักนิดก็ยังดี ปราณหัวเราะหึ แต่ไม่ยอมให้ผมได้รับในสิ่งที่ต้องการ “ปราณ”

[มึงมันเอาแต่ใจ]

“ข้อดีของกูเลย”

[แถวบ้านเรียกข้อเสีย] เสียงมันดีขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ ผมเองก็เช่นกัน [แล้วจะออกไปตอนกี่โมง]

“วางสายก็คงต้องไปจัดแจงแล้ว”

[งั้นไปเถอะ เดี๋ยวที่บ้านจะสงสัย]

ผมครางรับในลำคอ แต่กลับนิ่งเงียบ ราวกับว่าการกดตัดสายเป็นสิ่งที่ยากเกินจะทำได้ นานนับนาที โดยที่ปราณก็ไม่ยอมวางสายไปเหมือนกัน

[ภัทร]

“ครับ”

[ที่ให้กูบอกรักมึงน่ะ ถ้าตอบว่าอืม จะโกรธไหม]

“ไม่โกรธ” ผมฉีกยิ้ม เป็นรอยยิ้มในรอบหลายชั่วโมง หลังจากทนทุกข์จนแทบขาดใจ “ขอบใจนะปราณ”


ที่ทำให้หัวใจได้รับรู้ว่าต้องเต้นต่อไปเพื่อใครสักคน





บ้านเดี่ยวใจกลางเมืองของพันช์เป็นบ้านหลังที่ใหญ่ที่สุดในละแวก ความทรงจำของผมเมื่อวัยเด็กเป็นเรื่องที่ลืมไปหมดแล้ว แต่ตั้งแต่โตเป็นหนุ่มก็เคยมาเยี่ยมป้าดวงสอง สามครั้ง วันนี้พันช์อยู่ในชุดกระโปรง เรียบร้อย อ่อนหวาน ช่วยแม่บ้านยกสำรับมาตั้งหลังจากได้คำสั่งจากมารดา

ในพิธีกรรมที่ไม่เป็นพิธีการ แรกเริ่มผู้ใหญ่ชวนคุยสัพเพเหระ เรื่องงานที่บริษัทไปจนถึงของฝาก ผมเพิ่งรู้ตอนนี้ว่าพันช์กับแม่อยู่กันเพียงลำพัง ดังนั้นการวางอนาคตของลูกสาวไว้ให้เป็นระเบียบแบบแผนจึงเป็นเรื่องที่ผู้เป็นแม่ตระเตรียมไว้แต่วัยเยาว์ ส่วนพันช์เป็นเด็กไม่มีปากเสียงแต่ไหนแต่ไร กลายเป็นในที่นี้เหลือเพียงแต่ผมที่ไม่เห็นด้วยกับงานแต่งงานที่ถูกยกเป็นประเด็นถัดมาในมื้ออาหารกลางวัน

“ตาภัทรเรียนจบแล้ว จะรับปริญญาช่วงเดือนตุลาคมนี้ล่ะค่ะ” แม่ผมเปิดประเด็นถึงลูกชายตัวเองพลางปรายตามอง ผมรู้ว่าเรื่องสำคัญกำลังจะถูกเอ่ยถึงจึงได้แต่นั่งเงียบ สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดของผมในการควบคุมอารมณ์คือไม่พูดความรู้สึกของตัวเองออกมา
“ยายพันช์กว่าจะรับตั้งสิ้นปีค่ะ อีกนานเชียว วันที่เท่าไหร่ล่ะคะ เดี๋ยวให้พันช์ไปช่วยถือข้าวถือของ”

“เกรงใจค่ะพี่ดวง เจ้านี่เคยขอเอาไว้ว่าไม่อยากรับ ไม่ชอบอะไรวุ่นวาย ไหนจะซ้อมรับ ไหนจะตัดชุด แก้วเองอยากให้เขารับแทบแย่ ไม่ฟังกันเลยค่ะ ดื้อตลอด”

“เด็กๆ ก็แบบนี้แหละจ้ะ พันช์ก็ว่าจะไม่รับเหมือนกัน เดินทางลำบาก เลือกเรียนเสียต่างจังหวัด ตอนจะปล่อยไปก็ใจคอไม่ดีเลย”
“หนูพันช์แกเป็นคนเรียบร้อย ไม่น่ากังวลหรอกค่ะ ว่าแต่จบมาแล้วอยากทำงานช่วยคุณแม่เลยหรือเปล่าคะพันช์”

“ก็คงเจ้าไปช่วยเรื่องบัญชีน่ะค่ะ” เสียงใสกล่าวนอบน้อม ตักกับข้าวบนโต๊ะใส่จานแทนแม่บ้านที่ยกน้ำเสิร์ฟแขกทีละคน “จะได้ค่อยๆ เรียนรู้งานไป คุณแม่เองก็มีแรงอยู่”

“อยากจะวางมือเต็มทนค่ะ แต่ลูกสาวนุ่มนิ่มแบบนี้ก็ไม่รู้จะดุใครได้ อยากจะได้ลูกเขยมาช่วยใจจะขาด”

“ทางนี้ก็เหมือนกันค่ะ” 

แม่ผมยิ้มหวานเมื่อคู่สนทนาเอ่ยเปิดทาง ผมปรายตามองคู่หมายเป็นระยะ ทางนั้นไม่มีปฏิกิริยาตื่นตกใจเป็นพิเศษ นิ่งเฉยราวกับรู้อยู่แล้วว่าที่พ่อแม่ผมมากินข้าวด้วยวันนี้เพราะธุระอะไร 

“ถ้าไม่ติดอะไร แก้วว่าพรุ่งนี้เราลองไปคุยกับพระ หาฤกษ์หายามแต่งกันดีกว่าไหมคะพี่ดวง”

“ตายจริง ใจร้อนอะไรขนาดนั้นจ๊ะแก้ว” คุณดวงกมลหัวเราะคิกคัก  แต่ไม่ปฏิเสธ “เด็กๆ พร้อมกันหรือเปล่า เพิ่งกลับมาคุยกันได้ไม่เท่าไหร่เอง”

“กว่าจะตระเตรียมงานก็น่าจะหลายเดือนแหละค่ะพี่ดวง แก้วน่ะใจร้อน คุณหนุ่ยก็เหมือนกัน ไม่รู้จะไปหาสะใภ้ดีๆ แบบนี้ได้จากไหน หนูพันช์ว่ายังไงล่ะจ๊ะ ป้าเร่งรัดไปหรือเปล่า”

ไร้ซึ่งสิทธิ์เสียง หรือแสดงความเห็น ผมมองหน้าที่ขึ้นสีนิดๆ ของหญิงสาวฝั่งตรงข้าม แล้วเหม่อมองจานข้าวสีขาวที่แทบจะไม่พร่องเลยของตัวเอง

“พันช์ยังไงก็ได้ แล้วแต่ทุกคนเลยค่ะ”




หากเป็นนก ก็ไม่ต่างจากวิหคปีกหัก
หากเป็นฟ้า ก็ไม่ต่างจากฟ้าจำลองในโดมขนาดใหญ่

ผมนั่งเหม่อมองตั้งแต่ออกจากบ้านป้าดวงกระทั่งกลับมาถิ่นที่ของตัวเอง สมองครุ่นคิดถึงทางออกที่มืดดำ ไร้หนทางจะปรับความเข้าใจของสองบ้านให้ลงรอย หากฝั่งหนึ่งเหมือนขมิ้น อีกฝ่ายก็คงเป็นปูน ไม่มีทางจะสมัครสมานกลมเกลียวกันตราบสิ้นลมหายใจ

ภาทรุดตัวลงนั่งบนเตียงเหมือนเคย เอื้อมมือมาบีบหัวไหล่ บทสนทนาของผมกับพ่อแม่สั้นลงจนกลืนหายไปในลำคอ ต่อมาก็เป็นกับน้องสาว คล้ายกับวิญญาณถูกพรากไปตลอดกาล


“พี่ภัทรค่อยๆ คิดเรื่องพี่ปราณนะ ทุกปัญหาต้องมีทางแก้”

ผมหลับตาลง เปล่าประโยชน์ที่จะฟังคำปลอบโยนที่ไร้จุดหมาย เจ็บปวดและอึดอัด เฝ้าวกวนกับคำสัญญาที่ให้ปราณไปว่าจะจัดการทุกอย่างให้คลี่คลายแต่กลับสิ้นไร้กำลัง เคยคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่ แข็งแกร่ง มีกำลัง มีสติปัญญา สามารถทำอะไรทุกอย่างได้ตามใจ

เพิ่งรู้วันนี้ ชีวิตที่ไม่มีอิสระ เจ็บปวดยิ่งกว่าต่อยตีจนมีแผลกลับมาเป็นไหนๆ

แม้แต่หัวใจตัวเอง ยังหาที่ทางให้มันอยู่ไม่ได้เลย





ตีสองสี่สิบห้า ภากลับห้องตัวเองไปแล้ว กำหนดการของพรุ่งนี้เช้าคือผมต้องไปรับป้าดวงกับพันช์ที่บ้านตอนแปดโมงตรง หลวงพ่อที่ป้าดวงนับถือจำวัดอยู่ชานเมือง ต้องใช้เวลาครู่ใหญ่กว่าจะไปถึงให้ทันก่อนเพล งานแต่งเกิดขึ้นแน่ หลังจากใช้เวลาตรองมาพักใหญ่แล้วก็จำนนแก่ปัญหาว่าคงเป็นหนทางที่ผมไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ วิธีถัดไปคือการรวบรวมเสื้อผ้าแบะของจำเป็นใส่กระเป๋าเป้ขนาดพกพา ผมมีเงินในบัตรเอทีเอ็มร่วมแสน ถ้าทยอยถอนออกมาคงเช่าหอพักเล็กๆ อยู่ได้ระหว่างหางานทำไปด้วย หรืออย่างน้อย อาจจะพาปราณหลบไปอยู่บ้านเพื่อนสักระยะหนึ่ง

หลังจากครุ่นคิดสะระตะ ว่าถ้าพ่อหาตัวเจอจะทำยังไง กระนั้นเหตุผลที่ว่าคงรู้สึกดีกว่าจมปลักอยู่ตรงนี้อย่างไร้หนทางผมคงต้องเสี่ยง ร่างกายผมเริ่มประท้วงจากการไม่หลับไม่นอนครุ่นคิดเรื่องปราณมาสองวันเต็มด้วยอาการปวดหัว คลื่นไส้จากกระเพาะที่ว่างเปล่าแทบไม่มีอะไรตกลงไปถึงในระยะเวลาพอๆ กัน

ถึงอย่างนั้น ก็ไม่อาจถอยหลังกลับ
จากนี้ไป ทุกอย่างไม่มีทางเหมือนเดิม

ความรู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนถูกครอบครัวหันหลังให้เจ็บปวด แต่เบื้องหน้าสำหรับผมคือไอ้ปราณ อนาคต คนที่เข้าใจและจะอยู่ด้วยกันตลอดไป อาจเป็นความคิดเหมือนโลกในละคร แต่ให้ผมแต่งงานกับคนอื่น ทำร้ายปราณที่ไม่ได้ผิดอะไรเลยก็ไม่ใช่สิ่งที่จะฝืนใจตัวเองให้ทำได้

ยังมีสองมือ สองแขน สองขาที่จะก้าวออกไปจากที่ตรงนี้
ตายเอาเสียดาบหน้าคงดีกว่าถูกล่ามโซ่พันธนาการไว้และมองหัวใจตัวเองเจ็บปวดโดยไม่ทำอะไร




ทั้งบ้านเงียบสงัด ไม่ต่างจากใจที่สงบและเด็ดเดี่ยว ใช้เวลาไม่นาน ก็สามารถก้าวย่างให้เบาที่สุดเพื่อเดินออกจากประตูบ้านมาจนได้ จากมุมที่ยืนสามารถเห็นว่าไฟห้องไอ้ปราณยังคงเปิดอทิ้งไว้ แต่จากตรงนี้จะปีนไปหาหรือโยนก้อนหินขึ้นไปเรียกก็เสี่ยงว่าจะปลุกคนที่บ้านให้ตื่นขึ้นมา

ผมไขกุญแจรั้ว ปราการสุดท้ายอย่างเงียบเชียบ เดินหลุดพ้นจากกรงรั้วที่แข็งแรงของพ่อแม่ ล็อกลงกลอนกลับไปให้เหมือนเดิม เป้าหมายถัดไปคือหาโทรศัพท์เรียกปราณให้ออกมาหา

เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นในวันต่อมา โลกของผม จะมีแค่มัน


และผมจะใช้กำลังทั้งหมดที่มี ปกป้องความรักของเราจากทุกคนที่คิดจะพรากเราให้ห่างกัน










Tbc...

เอากับอิภัทรซี่ ขังมันได้ที่ไหน เพื่อปราณภัทรทำด้ายยย
เป็นกำลังใจให้ทั้งสองคนกันนะคะ
เลิฟ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 129 ครั้ง

28 ความคิดเห็น

  1. #972 heykiki (@kmxiioxe_) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 / 22:02
    เราหนักใจมากกับเรื่องนี้ ทำไมคนเป็นพ่อเป็นแม่ไม่เปิดใจดูบ้าง ลูกอธิบายให้เหตุผลซะยืดยาว ยังไม่เคยฟัง อ้างแต่รักลูก ทำเพื่อลูก นี่เหรอสิ่งที่ทำเพื่อลูก จะอคติไปไหน แล้วเป็นกันทั้งสองบ้าน อึดอัดมาก แต่เหมือนบ้านภัทรจะหนักกว่า
    #972
    0
  2. #932 D-Sooo (@D-Sooo) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 / 17:08
    พ่อแม่ทั้งสองจะเกลียดอะไรกันขนาดนั้น โอ้ยน้อ สงสารลูกบ้างจ้า ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตานะหนิ โมโหๆ
    #932
    0
  3. #919 AiJaewa (@AiJaewa) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 / 02:02
    พ่อแม่แบบนี้นะถ้าไม่คิดได้ ปล่อยค่ะเห็นแก่ตัวทุกทางอ้างรักลูก แต่เห็นแก่ตัวเองกันสุด ถ้ามีวุฒมีงานรองรับ ก็ดูละกันถ้าไม่มีคนรับกิจการทั้งคู่จะเป็นไง เอาไปปล่อยการกุศลให้รู้แล้วรู้รอด ไม่ใช่เอามาเป็นบ่วงผูกคอลูกเอามาจูงให้ได้ตามตัองการ ถ้าจูงจนทนไม่ไหวละเตลิดขึ้นมา ตอนนั้นความเคารพอาจได้จางจนไม่มี อยากให้ทั้งคู่พากันไปตปท.มาก ปัญหาครอบครัวที่เกิดนี่มาจากตัวผู้ใหญ่สมองเด็กทั้งนั้น
    #919
    1
  4. #902 ploy-p-ploy (@iamprettyployly) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 22:27
    คิดถึงวิธีนี้ไว้แล้ว แง แต่แบบ เอาจริง สำหรับบ้านที่มีเงินทั้งสองบ้าน มันไม่ง่ายเลยการตัดสินใจออกมา พี่ภัทรสู้
    #902
    0
  5. #825 blastocyst (@blastocyst) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 28 เมษายน 2562 / 20:07
    เขียนดีจังเลยค่ะ ชอบภาษาของทั้งคุณ west และ afterday มากค่ะ เรื่องราวไม่ถึงขั้นเรียลเหมือนเรื่องจริง มันมีความนิยายที่อ่านแล้วสนุก ครบรส
    #825
    0
  6. #627 แคนต้าลูปปปป ^^ (@Canta_TT) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2560 / 13:25
    ไม่ชอบพ่อแม่แบบนี้มากๆ ;_;
    #627
    0
  7. #587 Quiqoang (@thancha233) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2560 / 14:14
    สงสารแทนคู่นี้มากจริงๆ อุปสรรคขวากหนามเยอะเหลือเกิน คลุมถุงชนชัดๆ แต่หนีไปเดี๋ยวสักวันก็ต้องตามตัวเจอ แต่ก็ทำเพื่อนักแหละเนอะ สู้ๆ นะทั้งคู่ ;-; อ่านไปจะร้องไห้ไป สงสารมาก
    #587
    0
  8. #504 knarins (@ninglky) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 8 มีนาคม 2560 / 21:07
    หน่วงซิคะ??
    #504
    0
  9. #302 ❥เอ๊ะฮุน (@Oh_sehun94) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2559 / 20:19
    ฮื่อออ หน่วงมาก ปราณจะไปกับภัทรมั้ย สงสารทั้งคู่มาก พ่อแม่ไม่เปิดใจรับฟังเลย
    #302
    0
  10. #301 LekLek (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2559 / 15:58
    แล้วปราณจะยอมไปกับภัทรไม่ล่ะ ปราณเป็นลูกคนเดียวนี่ ก็ต้องเป็นห่วงพ่อแม่เป็นธรรมดา แต่ในใจก็อยากให้ปราณหนีไปกับภัทรน่ะ
    #301
    0
  11. #300 ฺCAnon (@bigcat1889) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 / 17:12
    ถ้าเราเป็นภัทร เราจะออกจากบ้านแล้วไปใช้ชีวิตด้วยตัวของเราเอง เราไม่ชอบผู้ใหญ่ที่ไร้เหตุผลอ่ะนะ สู้ๆนะภัทร
    #300
    0
  12. #299 theyoyo fim (@filmlovelumin) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 / 20:12
    จัลร้องงงงง:(
    #299
    0
  13. #298 สีน้ำ (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 / 13:38
    ไปตายเอาดาบหน้าก็ได้เนาะ เรียนจบแล้วไม่ต้องกลัวอะไร สู้ๆนะ ภัทร ปราณ หนังสือจะออกเป็นเล่มเมื่อไหร่
    #298
    0
  14. #297 Surawatari Komiko (@26pl42oy) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 / 07:37
    ภัทรเอ้ยยย สู้ๆนะ
    #297
    0
  15. #296 pannjed . (@pingmog) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 / 05:56
    ภัทร เอาจริงดิแก ! ____ ! ลุ้นอะ ไม่ไหวแล้ว น้ำตานี่ก็มา โอยฮือ
    #296
    0
  16. #295 PiPi (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 / 01:53
    ต้องอย่างนี้สิภัทร ต้องออกไปยืนด้วยลำแข้งตัวเองให้ได้ ปราณก็อย่างพึ่งหนีไปเมืองนอกนะ ให้มันรู้ไปว่า พ่อแม่จะรักแต่ตัวเอง ไม่สนใจหัวจิตหัวใจลูกเลยเหรอ
    #295
    0
  17. #294 nuttyooy (@nutty-o-love) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 / 00:18
    เศร้าาา มันไม่มีทางไหนที่ดีกว่านี้แล้วหรอ
    #294
    0
  18. #293 idocheeze (@cheezedrink) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 / 23:30
    เป็นเราคงทำแบบภัทร
    #293
    0
  19. #292 macnnum (@macn) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 / 23:13
    เจ็บปวดเนอะ
    #292
    0
  20. #291 itchaayaa (@itchaayaa) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 / 22:39
    จริงๆเรียนจบแล้ว ควรจะเลือกอนาคตของตัวเองได้นะ นี่มัน2016นะคะซิสส ฮือออ
    #291
    0
  21. #290 tuckkiijung (@tuckkii1996) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 / 22:39
    อ่านตอนนี้แล้วเครียดมาก ฉากภัทรเถียงกับแม่นี่เราหงุดหงิดมากอะ ไม่ฟังอะไรเลย / เราไม่เห็นด้วยนะที่ภัทรจะพาปราณหนีออกจากบ้าน แต่พอลองคิดๆดูแล้ว มันก็คงเป็นทางออกทางสุดท้ายที่ควรลองเสี่ยงดูสักครั้ง อย่างน้อยก็ถือว่าได้พยายามเพื่อความรักจนถึงที่สุดแล้ว สู้ๆนะเจ้าภัทรเจ้าปราณ อย่าเพิ่งหมดแรงท้อไปซะก่อน โอ้ย บีบคั้นหัวใจคนอ่านเหลือเกิน
    #290
    0
  22. #288 deepss_ (@neallie) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 / 21:41
    เหนื่อยใจแทน อย่าเพิ่งยอมแพ้นะ
    #288
    0
  23. #287 BREAKDOWN (@breakdown) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 / 21:31
    พ่อกับแม่ทำไมถึงไม่มีเหตุผลกันเลยอ่ะ สงสารทั้งปราณทั้งภัทร
    #287
    0
  24. #286 luhanbaekhyunkai (@luhanbaekhyunkai) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 / 20:29
    ฮื่อ สู้ๆนะเว้ยทั้งคู่เลน
    #286
    0
  25. #285 white rose (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 / 20:07
    อ่านไปน้ำตาไหลไปเลยค่ะ สงสารภัทรกับปราณมาก ทำไมผู้ใหญ่ถึงไม่เข้าใจพวกเค้าเลยว่าเค้าแค่รักกัน เท่านั้นเอง
    #285
    0