หลังม่าน l Behide the scenes

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 99,315 Views

  • 961 Comments

  • 6,073 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    5,958

    Overall
    99,315

ตอนที่ 30 : l ฉากสามสิบ l Pat l talk

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3327
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 108 ครั้ง
    6 ธ.ค. 59

หลังม่าน l Behide the scenes


l ฉากสามสิบ l
Pat l talk




ผมเพิ่งค้นพบ เมื่อไม่นานมานี้ ว่าแค่สมองทำงาน ลมหายใจยังเข้าออก คนเราก็สามารถใช้ชีวิตเป็นปกติได้

งานหมั้นผ่านไปอย่างเรียบง่าย ตามพิธีรีตองที่ผู้ใหญ่ช่วยกันจัดสรร ล้วนแต่นำพาซึ่งรอยยิ้มชื่นบานของทุกฝ่าย แม้กระทั่งใครบางคนก็ยังกดถูกใจภาพที่ได้รับการอัพโหลดลงบนโซเชียลมีเดียหลังงานเสร็จสิ้นได้อย่างเลือดเย็น แต่ถึงจะเจ็บปวด เราก็ต่างรู้ว่าเพียงแค่ผิดหวังในความรักไม่เคยทำให้ใครตาย ต่อให้ภายในจะแหลกเหลวยับเยินเท่าใดก็ตาม


ชีวิต...ยังคงดำเนินต่อไป

ระยะเวลาห้าเดือน ผ่านไปไวจนแม้แต่ตัวเองก็ยังประหลาดใจที่อดทนมาได้ขนาดนี้ พระอาทิตย์ยังขึ้นและตกในทิศเดิม ผมกับพันช์เรียนรู้กันมากขึ้น ภาอยู่บ้านโดยได้รถนิสสันมาร์ชคันใหม่ขับไปเรียนเพียงลำพัง ข้างบ้าน...ไม่มีปราณเหมือนเคย
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือจากเด็กหนุ่มที่ดื้อดึงตามประสาวัยรุ่นก็กลายมาเป็นณภัทรที่ผูกไทด์ใส่สูทเข้าทำงานในบริษัทของครอบครัวเหมือนคนอื่นๆ ที่จบจากเครื่องจักรผลิตมนุษย์เงินเดือนซึ่งเรียกว่ามหาวิทยาลัยเข้าสู่สังคมทำงานที่แท้จริง

ผมตื่นเช้าเพื่อเข้าสู่ตัวตึกสูงใหญ่ นั่งในห้องแอร์ขนาดสี่เหลี่ยมซึ่งมองออกไปนอกหน้าต่างจะเห็นวิวที่ประดับตบแต่งด้วยอาคารหน้าตาเหมือนๆ กันเป็นร้อยพันตึกด้านนอก ขบคิดปัญหาที่เข้ามาไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน ได้ใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมบ้าง บางครั้งก็ได้ใช้แค่วิธีการคิดที่เป็นลำดับแบบแผนซึ่งแฝงมาจากการเรียนตั้งแต่ชั้นปี 1

หมุนเวียน สับเปลี่ยนวัน กับความรู้สึกเดิมๆ 

โหยหาอดีตที่ไม่มีวันหวนกลับคืนมา




“ใครเป็นคนเซ็นต์สั่งซื้อของเซ็ตนี้มา”

ภายในห้องประชุมขนาดกลางของตึกสิบชั้น ผมเอนตัวพิงเบาะนั่ง ละสายตาจากโปรเจ็กเตอร์ขนาดใหญ่มายังคนพูด หัวโต๊ะเป็นบิดาที่ยังคงกุมบังเหียนของบริษัทเหมือนเมื่อครั้งที่ผมจำความได้ เขาถามเสียงต่ำ เคาะนิ้วลงบนโต๊ะไม้มะฮอกกานีสีน้ำตาลแดงเคลือบเงา แต่ทำเอาผู้ถูกถามหดคอเข้าหากันโดยอัตโนมัติ เห็นได้ชัดว่าทุกครั้งที่พ่อโมโหจะเป็นที่ยำเกรงของพนักงานไม่ว่าระดับใดก็ตาม


“ตอนนั้นเป็นยุคของรัฐมนตรีครรลองครับ พอเปลี่ยนมือ TOR ที่ร่างไว้ตอนแรกก็เปลี่ยน ตอนอนุมัติออกมาเป็นคนละฉบับกับที่เราสืบมาได้ก่อนหน้านี้”

“แล้วเซลล์ไม่วิ่งตามงานเลยหรือไง!”

“วิ่งครับ แต่โดนสับขาหลอก ทางบริษัทเอสอาร์คอร์ป ก็วิ่งเอางานนี้เหมือนกัน คิดว่าทางส่วนจัดหากับคุณครรลองไม่ได้คุยกัน สเป็กงานถึงได้ไม่ตรงกับที่เราไปดีลไว้ ตอนหลังท่านกระซิบมาเราถึงได้เปลี่ยนเอกสารที่ยื่นประมูลทัน”

“แต่สั่งของมาแล้ว?”

ผมรับฟัง เหลือบตามองหัวหน้าเซลล์ที่เสนองานยืนหน้าซีด หมดค่าเอนเตอร์เทนไปเยอะตั้งแต่ยังไม่ได้งาน ขืนทุกอย่างพังเพียงเพราะสั่งของมาผิดคงต้องมีคนได้รับบทลงโทษที่สาหัส

บริษัทที่พ่อผมรับช่วงต่อมาจากคุณปู่เป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดกลาง สายป่านเรื่องการเงินไม่ได้ยาวมาพอที่จะพร้อมรับมือกับความเสียหายที่เกิดขึ้นหากการดำเนินงานล่าช้าออกไปจากแผนได้มากนัก ปัญหาในขณะนี้คืองานที่ประมูลมาได้ล็อกสเป๊กสินค้าว่าจะต้องสั่งซื้อเฉพาะแห่ง แต่ทางเอสอาร์คอร์ป กว้านซื้อไปตุนตั้งแต่ที่เข้าใจว่าตัวเองได้งานไปแล้ว


“ตอนนี้ของจากโรงงานยังมีมากพอให้เราซื้อไหม”

“ก็ทยอยผลิตครับ แต่คงทำให้งานช้าไปอีก”

“โดนค่าปรับอาน ทางไอ้ฝั่งนั้นคงกะให้เราเจอปัญหาหนัก”

ที่ประชุมเงียบเสียงลง ไอ้ฝั่งนั้นที่พูดหมายถึงเอสอาร์คอร์ปที่เป็นบริษัทของพ่อของปราณ หลังจากเข้าทำงานเป็นจริงเป็นจังก็พอจะเข้าใจได้ว่าเพราะอะไรครอบครัวผมถึงได้ไม่ลงรอยกันนัก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะธุรกิจที่ทำทับไลน์กัน การแข่งขันชิงไหวพริบปฏิภาณก็รุนแรงตามกันมา แต่ลึกลงไปกว่านั้นเป็นสิ่งที่ผมคาใจว่าถ้าเพียงเพราะทำธุรกิจแบบเดียวกัน เจ้าของบริษัทสองบริษัทจะเกลียดชังถึงขั้นไม่เผาผีกันได้เชียวหรือ


“ฉันล่ะเกลียดไอ้พวกนั้นจริงๆ ถ้าทำได้อยากจ้างมือปืนไปเป่ากะโหลกเสียให้จบๆ ไป” เสียงทุ้มจากประธานในที่ประชุมเอ่ยขรมเรียกสติที่หลุดลอยของผมให้กลับมา เห็นสีหน้าไม่สบอารมณ์ที่แสดงออกมาอย่างไม่ซ่อนเร้นแล้วนึกเบื่อหน่าย

“ถ้าเขาทำได้ก็คงอยากทำกับพ่อเหมือนกัน” ผมปรามเสียงเบา แต่ไม่วายให้คนในห้องประชุมได้ยิน เกิดเสียงหัวเราะดังขึ้นในภาวะตึงเครียด ถึงแม้ผมหมั้นหมายกับผู้หญิงที่ทางบ้านจัดหาให้ และเข้ามาช่วยงานตามเจตนารมณ์ของบิดาในทุกเรื่องที่ต้องการ อาการต่อต้านที่ข่มไว้ลึกๆ ยังแสดงออกมาเป็นระลอกคล้ายคลื่นใต้น้ำที่ก่อให้เห็นเบื้องบนว่ามีน้ำวนเป็นระยะ

“ปากดี ไหน บอกฉันมาซิ ถ้าเป็นแก แกจะแก้ปัญหายังไง”

ประธานในที่ประชุมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเครียดขมึง เรื่องที่เผชิญอยู่เป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่เป็นบททดสอบให้ผมจัดการ และเรื่องนี้มันง่ายมาก หากลดทิฐิออกจากใจ

“พ่อจะให้ผมดูแลไหมล่ะ”

“ก็ลองประสานกับมานพเองแล้วกัน เอ้า แล้วโครงการที่ชุมพรเป็นยังไงบ้าง เอารายงานความคืบหน้ามาดูซิ”

หน้าจอสไลด์เปลี่ยนเป็นโปรแกรมแสดงความคืบหน้าของงานเปรียบเทียบกับแผน ผมจิบกาแฟเพื่อช่วยพยุงเปลือกตาไม่ให้ถ่วงลงต่ำในช่วงบ่าย ละสายตาจากโปรเจกเตอร์มายังวิวด้านนอกเป็นระยะ มองแก้วกาแฟเซรามิคที่จุของเหลวเย็นชืด ในใจเฝ้าพะวงถึงใครบางคนไม่ห่าง

ถึงอยากจะตัดให้ขาด แต่สุดท้ายด้วยหน้าที่การงานก็ทำให้ผมนึกถึงมันอยู่ดี

จะพูดให้ถูก...


...ไม่ว่าด้วยอะไรก็ตาม ผมก็ยังคงคิดถึงมันอยู่ดี




ผมได้รับอนุญาตให้ย้ายห้องกลับมาพักที่ห้องนอนเดิมหลังจากปราณบินไปเรียนต่อไม่นาน การคบหากับพันช์ทำให้ได้รับความไว้วางใจกลับมามากขึ้น ขณะเดียวกันผมก็สูญเสียตัวเองไปทุกที หลังมื้อเย็นที่มีหญิงสาวร่วมทานอาหารด้วยเสร็จก็เลี่ยงขึ้นมาด้านบน ไอ้ปราณไม่เคยมาที่ห้องนี้ แต่ต่อให้อยากมาผมก็คงไม่ยอมให้มันเสี่ยงปีนข้ามหลังคาข้ามฝั่งมา

น่าเจ็บใจที่ ใครบางคนกลับเข้าออกได้ราวกับเป็นห้องส่วนตัว


“เมื่อตอนบ่ายพันช์ไปช็อปปิ้งกับคุณแม่มา ได้กล่องใส่ของในตู้พี่ภัทรเพิ่ม พันช์เก็บให้แล้วนะคะ”

ผมพยักหน้า เปิดคอมพิวเตอร์โดยไม่สนใจเจ้าของเสียงบ่นที่ลอยตามลม

“พันช์บอกหลายครั้งแล้วถ้าหยิบชุดนอนให้หยิบมาจากตัวบนก่อน รื้อแบบนี้เสื้อผ้าที่พันช์พับให้ก็เละหมดสิคะ”

“ช่างมันเถอะน่า”

“พี่ภัทร พันช์เหนื่อยนะที่ต้องมาเก็บห้องให้พี่ภัทรทุกวัน”

“ก็บอกอยู่ไงว่าช่างมัน พันช์จะไปทำอะไรก็ทำเถอะ”

“พี่ภัทรอาบน้ำก่อนไหมคะค่อยมาเล่นคอมฯ”

ผมไม่ตอบ วงแขนขาวจะโอบจากด้านหลังก่อนปลายจมูกแตะลงบนแก้มสาก หากแต่การสัมผัสที่แนบชิดกลับไม่กระตุ้นความรู้สึกใดๆ ให้ฮึกเหิมขึ้นมาทั้งสิ้น

เราสนิทสนมกันถึงขั้นจูบกันแล้ว แต่ผมกลับเลี่ยงทุกทีที่อีกฝ่ายเชื้อเชิญ เลี่ยงมากที่สุดภายใต้เงื่อนไขที่จะไม่ทำให้หญิงสาวระแคะระคายถึงความรู้สึกที่ผมมีให้อีกฝ่ายตลอดมา


“เหม็นแล้วค่ะ”

บรรยากาศที่อยู่กับพันช์ ช่างแตกต่างกับเวลามีปราณอยู่รอบกายเหลือเกิน ผมพยักหน้าเงียบๆ เลื่อนดูอัพเดทข่าวคราวของเพื่อนฝูง ไอ้ภูมิได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ กรณ์ไปทำงานที่เชียงใหม่ เช็กอินร้านเหล้าเกือบทุกวัน


“เอ๊ะ คนนี้เพื่อนพี่ภัทรที่ไหนคะ พันช์ไม่เคยเห็นเลย” 

ภาพที่เลื่อนลงมาเจอแสดงรูปล่าสุดของใครบางคนที่เคยอยู่เคียง ปราณใส่เสื้อโค้ทสีเข้ม ยื่นมือออกมาปัดป่ายไม่ให้กล้องจับภาพทำให้รูปไหว คนที่แท็กไปเป็นใครสักคนที่ปราณไปใช้ชีวิตอยู่ด้วย ผมเห็นมันสองคนเช็คอินด้วยกันบ่อยๆ แต่ไม่มั่นใจนักว่ามีความสัมพันธ์ดำเนินไปในลักษณะใด

ปราณไม่ใช่คนชอบอัพเดทเรื่องราวในชีวิต สิ่งที่ทำได้เพียงติดตามจากที่ใครต่อใครแท็กมา มันยังเป็นเหมือนเดิม หน้านิ่ง หยิ่งผยอง ภาพแบ๊คกราวด์ที่เห็นเป็นฉากของห้องนอน ผมคงโกรธแทบบ้าถ้าไม่เห็นเสี้ยวของน้องหอมที่เอนพิงกับหมอนอยู่เบื้องหลัง

รู้มานานแล้วว่าทำหายไปแต่ไม่คิดว่าปราณจะพกไปถึงคนละซีกโลกด้วย

น่าตลกที่เพียงเท่านี้หัวใจที่เหือดแห้งก็ชุ่มฉ่ำขึ้นมาอย่างยากที่จะอธิบาย


“ไม่ตอบอีกแหนะ ถ้าอย่างนั้นไปอาบน้ำเลยค่ะ แล้วค่อยกลับมาเล่นคอม”

ผมถูกหอมแก้มซ้ำๆ กระทั่งรอบสุดท้ายเอี้ยวคอหนีด้วยความเบื่อหน่าย “อย่าเล่นน่าพันช์”

“เครียดอีกแล้ว”

“พี่มีเรื่องให้คิด เดี๋ยวไปส่งเราก่อนค่อยกลับมาอาบน้ำ”

“พันช์นอนนี่ดีไหมคะ จะได้เตรียมน้ำอุ่นๆ ให้พี่ภัทรด้วย”

“อย่าเลย” ผมปฎิเสธ ผ่อนลมหายใจผ่านทางจมูก “มันไม่ดีกับตัวเราเอง ไปเถอะ เดี๋ยวพี่ขับรถไปส่ง”

“พี่ภัทร อีกไม่กี่เดือนเราก็จะแต่งงานกันแล้วนะ”

“งั้นก็รอให้ถึงเวลานั้นก่อนดีกว่า” ว่าพลางมองดุอีกฝ่ายที่ส่งสายตาตัดพ้อ พันช์อยากพัฒนาความสัมพันธ์ แค่มองปราดเดียวก็รู้ ในฐานะของผู้หญิงคนหนึ่งที่คบหากับผู้ชายสักคนที่มีแผนจะแต่งงานในระยะเวลาอันใกล้แล้วการรู้จักกันเพียงผิวเผิน ไม่ลึกซึ้ง ก่อให้เกิดความไม่มั่นใจในตัวเอง ภาบอกผมหลายครั้งว่าพันช์ต้องการให้ผมแสดงความปรารถนาในแบบของผู้ชายให้มากกว่านี้ เพราะการกระทำทุกวันนี้ช่างทำให้หญิงสาวกังวลว่าผมจะแต่งงานเพียงเพราะครอบครัวต้องการ ไม่ได้มีความรู้สึกใดๆ ผูกมัดด้วยทั้งนั้น

ที่บอกว่าผู้หญิงเป็นเพศที่เซนส์ดีเป็นพิเศษ ผมคงเถียงไม่ลง

“เรามีเวลาอีกเยอะ พันช์ ไม่ต้องรีบหรอก” ปลอบประโลมอีกฝ่ายก่อนวางมือบนศีรษะ มองคู่หมั้นด้วยสายตาอ่อนโยนจอมปลอม



ผมรู้สึกสงสารหญิงสาวตรงหน้าจับใจ




สี่ทุ่มเศษ โดยประมาณ ผมกลับมาถึงบ้านอีกครั้งพร้อมเบียร์ที่แวะซื้อจากมินิมาร์ทระหว่างทาง บ้านเดี่ยวราคาหลักล้านเงียบสงัด ไม่มีกิจกรรมใดๆ ระหว่างครอบครัว เราต่างเมินหมาง เฉยชา เป็นแบบนี้เรื่อยมาและไม่เห็นว่าทุกคนจะลงรอยกันด้วยดีเหมือนเก่าก่อนได้ด้วยวิธีไหน แม้ผมเลิกต่อต้านและเลือกทำตามความปรารถนาของผู้ให้ชีวิตแล้วแต่ก็ไม่อาจกลับมาเริงร่าเหมือนณภัทร พี่ชายคนโตที่ชอบหาเรื่องกวนใจให้คนที่บ้านมีรอยยิ้มได้อีกต่อไป 

อย่างที่ภาเคยบอก ทุกคนรับรู้ แต่แสร้งจะเพิกเฉย ทุกคนมองเห็นชีวิตที่พลิกจากหน้าเป็นหลังมือ แต่แสร้งทำเป็นตาบอด
หากจะบอกว่าผมโอเค ทุกอย่างปกติดี ก็ดูเหมือนเป็นความอัปยศซ้อนอัปยศที่ไม่แม้แต่จะกล้ายอมรับความโศกเศร้าของตัวเองที่ศิโรราบให้แก่ความเหมาะสมในสายตาผู้พิพากษาทั้งหลายอันซึ่งล้วนแต่เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน

ผ้าม่านสีทึบถูกเปิดออก ผมเปิดขวดเบียร์แล้วยกดื่มโดยไม่รินใส่แก้ว ทอดสายตามองผ่านกระจก อีกฝั่งเป็นระเบียงห้องนอนของปราณที่ปิดสนิทมาหลายเดือน นึกถึงคืนวันที่เคยแก่นเฟี้ยวทำอะไรตามใจตัวเองโดยไม่กริ่งกลัวใดๆ สีหน้าของปราณเมื่อผมโผล่ไปเคาะกระจกห้องมัน หรือแม้กระทั่งสายตาที่ห่วงใยเมื่อเห็นผมกระโดดจากระเบียงมายังกำแพง ต่อด้วยหลังคากระเบื้องแล้วปีนกลับเข้ามาในห้องตัวเองอีกรอบ

ให้ปีนแบบนั้นอีกเป็นร้อยพันครั้งก็ได้

รู้สึกอุ่นใจกว่าการได้นั่งในห้องนอนที่ปลอดภัยแต่เย็นเยียบอย่างนี้เป็นเท่าตัว


เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัด ผมดื่มไปแล้วหลายขวดก่อนอนุญาตให้คนใหม่เข้ามาด้วยการขานรับเสียงพร่า แสงจากด้านนอกส่องเข้ามาจากประตูที่เปิดชั่วคราว เมื่อหันกลับไปมองก็พบว่าไม่ใช่น้องสาวอย่างที่เข้าใจ แม่ขมวดคิ้วมุ่น หรี่ไฟห้องที่มืดดับให้ทอแสงสีส้มนวลอ่อนๆ 

“ไม่เปิดไฟล่ะ ตาภัทร”

“กะว่าจะดื่มแล้วก็นอนไปเลยครับ”

“ดื่มเบียร์อีกแล้วเหรอ” แม่พูดเสียงเบาก่อนถอนหายใจเสียงหนัก หลังจากปราณไปเรียนต่อผมก็อาศัยแอลกอฮอล์ในการขับกล่อมตัวเองให้ดำดิ่งสู่นิทราติดต่อกันทุกคืน ไม่ได้ทำเพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่ค่ำคืนที่ต้องตระหนักรู้ว่าไม่มีวันมีปราณอีกต่อไปช่างโหดร้ายเกินทน

“แม่กลัวว่าภัทรจะเป็นแอลกอฮอล์ลิซึ่ม”

“ไม่เมาเละเทะหรอกครับ” ผมพูดอย่างประมาณตน “ดื่มแค่ให้ง่วงเท่านั้น”

ผมจิบเบียร์ ไม่นานนักผู้มาเยือนก็ทรุดตัวลงนั่งบนเบาะที่นอน ขณะที่ผมนั่งบนพื้น ใช้แผ่นหลังพิงเตียงขนาดใหญ่ไว้

“ไปส่งน้องมาแล้วเป็นยังไงบ้าง ช่วงนี้คุยกันดีไหม แม่เห็นภัทรเงียบๆ”

“ก็ดีครับ”

“อีกไม่กี่เดือนก็แต่งแล้วนะลูก”

ขวดเบียร์ถูกกระดกขึ้นกดื่มเป็นเวลานานหลังจากประโยคนั้นจบลง กระทั่งเกือบขาดใจจึงวางมันลงข้างกายแล้วหลับตา “ผมทราบ”

“ภัทรทำตัวไม่สมกับเป็นว่าที่เจ้าบ่าวเลย”

“ขอโทษครับแม่” ผมเอ่ยเสียงเบา ขอโทษที่ทำตัวให้ดีมากไปกว่านี้ไม่ไหว บางวันผมยิ้ม แต่ภายใต้รอยยิ้มนั้นคือความเฉยชา แต่เมื่อใดที่เผยความเศร้าออกมา ภายใต้ภาพของความเศร้า กลับเป็นความเศร้าที่สัจจริงยิ่งกว่าความรู้สึกไหน ผมเพิ่งตระหนักรู้ว่าคนเราอาจแสร้งหัวเราะเริงร่าได้ แต่ไม่อาจแสร้งโศกเศร้าได้หากไม่มีความรู้สึกนั้นอยู่ “ผมพยายามที่สุดแล้ว”

“ภัทร...น้องไม่น่ารักเหรอลูก หรือขัดใจอะไรกัน”

“พันช์ดีครับ” ผมตอบตามตรง หากจะโทษใครคนหนึ่งแล้ว หญิงสาวที่ไม่เคยทำความผิดอันใดต่อผู้อื่นเลยก็ไม่สมควรเป็นผู้ถูกกล่าวโทษ “ถ้ามีใครสักคนที่แย่ก็คงเป็นผมเอง”

แม้ว่าไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อยว่าความผิดของการมีหัวใจนับเป็นความผิดได้อย่างไร

ความผิดที่รักใครสักคน เหตุใดปัจเจกที่ต่างมีรักโลภโกรธหลงเหมือนกันจึงตีตราว่าความรู้สึกของผมที่มีต่อปราณเป็นความผิดมหันต์


เสียงสวบสาบจากเตียงดังขึ้น แม่ขยับตัวลงมานั่งข้างๆ ทอดสายตาไปยังจุดหมายที่ผมเหม่อมองตลอดเวลา 

“แม่ ภัทรถามอะไรหน่อยได้ไหม” ละสายตาจากระเบียงห้องปราณมายังบุพการี สายตาที่เต็มไปด้วยคำถามมากมายในหัว “ทำไมเราต้องเกลียดกันขนาดนั้นเหรอครับ”

“ภัทร มันเป็นเรื่องที่เกิดนานมาแล้ว เอาเป็นว่าเป็นเรื่องที่พ่อเราไม่สามารถให้อภัยบ้านนั้นได้เลยจะดีกว่า”

“ผมต้องทำตามที่พ่อกับแม่ต้องการ ผมต้องทิ้งชีวิตของตัวเอง แต่ผมไม่มีสิทธิ์รู้อะไรเลยเหรอครับ”

หลุบสายตาลงต่ำ แล้วหันไปหยิบเบียร์ขวดใหม่มาดื่ม เราสองคนนั่งอยู่ในความเงียบไม่นานเบียร์ขวดที่สามก็หมดลง กระทั่งขวดที่สี่ และขวดที่ห้า แม่ก็เริ่มพูดถึงเรื่องที่คาใจผมมาตลอด

“พ่อเราน่ะ เขาเป็นลูกคนเดียวของคุณปู่ ธุรกิจของที่บ้านหลังจากคุณปู่เสียก็ตกเป็นของพ่อ เป็นสมบัติชิ้นเดียวที่ปู่ให้ไว้” แม่เกริ่นนำ เล่าย้อนไปถึงเรื่องราวก่อนผมเกิด “พ่อเรารักบริษัทนี้มาก ภัทร คนเก่าคนแก่ก็เป็นคนที่ก่อตั้งด้วยกันมา ล้มหายตายจาก ลาออกไปทำงานที่อื่นกันเสียมาก แต่พ่อไม่เคยคิดจะยอมแพ้ เขาทำทุกทางให้บริษัทเราเดินต่อไป กระทั่งช่วงปีก่อนภัทรเกิดเขาก็ผุดไอเดียว่าธุรกิจก่อสร้างโดนตราหน้าว่าโกงกินอันดับต้นๆ ของธุรกิจหลายอย่างในประเทศ เขาไม่ชอบใจนัก ตอนนั้นตั้งใจจะตัดงบส่วนที่จ่ายใต้โต๊ะเพื่อแย่งงานบริษัทอื่นมาเดินธุรกิจสายสีขาวแล้วเอาเงินก้อนนั้นมาทำงานให้มันได้คุณภาพกว่าแต่ก่อน”
ผมพยักหน้า แสงอันน้อยนิดจากห้องนอนช่วยให้ใบหน้าของแม่ที่อิดโรยเต็มทีสะท้อนในกระจกเด่นชัด

“เรารู้มาสักพักแล้วว่าข้างบ้านที่ย้ายมาใหม่ก็เปิดธุรกิจแบบเดียวกัน แรกๆ ก็แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันบ้าง แต่ช่วงที่บริษัทเราตัดงบส่วนนี้ ทางบ้านนั้นก็อัดเงินเอนเตอร์เทนสวนทางกับเรา สุดท้ายปีนั้นงานเข้าแต่เอสพี จากที่เปิดธุรกิจด้านนี้ไม่กี่ปีก็ตีคู่เป็นบริษัทอันดับไล่เลี่ยกับเราเสียได้ พ่อเราถึงเพิ่งรู้ว่าก่อนหน้านี้ที่ไว้ใจเล่าอะไรให้ฟัง จริงๆแล้วเป็นแผนของบริษัทเอสพีเข้ามาตีสนิทเพื่อหลอกเอาข้อมูลว่าทำยังไงถึงได้งานไป”

“ทั้งๆ ที่เรื่องที่ไม่ได้งานในตอนนั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะบ้านเราเลือกที่จะเปลี่ยนแผนธุรกิจเอง?”

“มันก็หลายอย่างนะภัทร เราจะมองแค่นั้นไม่ได้ ตอนนั้นบริษัทแย่มาก ต้องหาเงินมาจ่ายลูกน้อง ญาติพี่น้องที่ช่วยงานกันมาก็เริ่มตีตัวออกห่าง สุดท้ายก็เหลือตัวคนเดียว ครั้นจะพลิกกลับมาเดินสายธุรกิจสีเทาก็ไม่ทันแล้ว เงินจะจ่ายเขาก็ไม่มี แม้แต่เงินกินข้าวยังไม่มีด้วยซ้ำ” มือสองข้างของแม่ประสานกัน เจ็บปวดเมื่อนึกย้อนกลับไปถึงช่วงวิกฤติ “ตอนนั้นพ่อกัดฟัน เอาเงินที่กู้มาได้ก้อนสุดท้ายลงทุนจนได้งานมา แต่เศรษฐกิจก็แย่ ก็ภาวะเกิดฟองสบู่ บริษัทที่จ้างไว้ไม่จ่ายเงิน หนีหายไป ตามตัวไม่ได้ บริษัทที่เราไปซื้อของด้วยเงินเชื่อ พอนานวันเข้าไม่เห็นว่าเรามีท่าทีจะจ่ายก็ฟ้องศาล”

“เรื่องนานหรือยังครับ”

“ตั้งแต่ก่อนภัทรเกิด พ่อเขาดิ้นรนมาก แต่ขอความช่วยเหลือไปทางไหนก็มืดไปหมด งานที่ผู้ว่าจ้างมั่นคงน่าเชื่อถือหน่อยเอสพีก็กวาดเรียบ ตัดราคาเจ้าใหญ่ๆ จนได้งานมาอื้อ พ่อเราแบกหน้าไปหยิบยืม ขอความช่วยเหลือจากบ้านนั้น เขาก็ว่าไม่มีให้ จะไม่มีให้ได้ยังไง ตัวเองได้งานมากกว่าสมัยที่บริษัทเรารุ่งเรืองเกือบเท่าตัว แย่งงานเราไปทุกอย่าง พวกนักการเมืองที่เขาวิ่งเอาเงินยัดก็เส้นสายที่พ่อเคยพลั้งปากเล่าให้ฟังทั้งนั้น”

“คิดอีกแง่ เขาอาจจะมีเส้นสายเป็นของตัวเองอยู่แล้วก็ได้”

“ไม่มีใครรู้หรอกภัทรว่าเป็นเส้นสายเดิมของเขาหรือเป็นข้อมูลที่ล้วงจากบ้านเราไป ปกรณ์น่ะ เด็กกว่าพ่อเรา คร่ำหวอดในวงการก่อสร้างน้อยกว่าพ่อเราตั้งเท่าไหร่ ฝั่งเราก็นึกเอ็นดู อยากช่วยให้ลืมตาอ้าปากได้แต่พอเรามีปัญหากลับไม่คิดจะเหลียวแล บ้านเราถูกฟ้องล้มละลาย อย่างที่แม่บอก ว่านี่เป็นสมบัติชิ้นเดียวที่ปู่ทิ้งไว้ให้ พ่อเองก็ละอายเกินกว่าจะยอมรับได้ว่าเขารักษามันไว้ไม่ไหว” ริมฝีปากผู้เล่าเม้มเข้าหากัน “มันลำบากจนภัทรคิดไม่ถึงจริงๆ”

ผมเห็นความรู้สึกที่สะท้อนออกมาจากสีหน้า เป็นความลำบากที่ตลอดชีวิตผมคงไม่มีวันได้เจอหลังจากที่พ่อและแม่พากันพ้นผ่านมาเมื่อหลายปีก่อน

“วันนั้นทั้งบ้านเงียบมาก เงียบจนไม่ได้ยินแม้แต่เสียงลมพัด แม่ไม่มั่นใจว่าเพราะเครียดร่างกายเลยผิดแผกไปหรือเพราะอะไร พ่อเองก็กินไม่ได้นอนไม่หลับหลายวัน ตอนกลางวันแม่ก็ไปโรงพยาบาลคนเดียว ตอนนั้นที่รู้ว่าท้องภัทรแม่ก็ไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจ เราไม่เคยกินข้าวอิ่มสักมื้อตั้งแต่เกิดเรื่องแล้วยังมีภัทรขึ้นมาอีก”

สายตาคู่นั้นมองกลับมา เป็นแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและคำขอบคุณอย่างสุดใจ “แม่เปิดประตูบ้านมา ตอนนั้นปืนของคุณปู่จ่ออยู่ที่ขมับพ่อ พ่อยอมแพ้แล้ว แต่เขาสู้กับมันอีกครั้ง เพราะรู้ว่ามีภัทรอยู่ในท้องแม่ พ่อรักภัทรมาก แล้วเขาก็ไม่อยากให้เราเข้าไปข้องเกี่ยวใดๆ กับบ้านที่ชั่วร้ายหลังนั้นอีก”

 ผมกลืนน้ำลายลงอึกใหญ่เมื่อทราบถึงความลับทั้งมวลที่ถูกปิดบังมาตลอดยี่สิบกว่าปี

ความรู้สึกคับแค้นฝังใจนับตั้งแต่วันนั้น สั่งสมพอกพูนมาโดยไม่มีใครได้มีโอกาสเอ่ยถึงสิ่งที่คาใจตลอดมา ถึงแม้ในสายตาของพ่อกับแม่ จะมองบ้านปราณเป็นปีศาจร้าย แต่ผมกลับเชื่อว่าทุกคนย่อมมีเหตุผลที่ทำให้ตัวเองตัดสินใจกระทำการบางอย่างที่ไม่อาจตอบสนองความต้องการคนอื่นได้เสมอไป

เหมือนที่พ่อกับแม่ ไม่สามารถปล่อยให้ผมรักกับปราณได้อย่างอิสระตามใจต้องการ

“โชคดีเหลือเกินที่ระหว่างนั้นมีงานคืนสู่เหย้า พ่อเราไม่เคยไปงานพวกนี้เลยกระทั่งปีนั้น เขาไปและพบรุ่นพี่ที่เคยสนิทสนมกัน ครอบครัวแม่น้องพันช์เป็นคนยื่นโอกาสให้เรามีชีวิตต่อนะภัทร แม่อยากให้เราตอบแทนบุญคุณ ช่วยดูแลหนูพันช์ให้ป้าดวงแกสบายใจแทนพ่อกับแม่ได้ไหม”

ผมเม้มริมฝีปากเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง ก่อนหันไปดื่มเบียร์ลงคออีกอึกใหญ่

“แม่...ถ้าเขาดีกับเรา เราก็ไม่ควรทำแบบนี้กับลูกสาวของเขานะครับ”

“ภัทร”

“ผมพยายามนะแม่ พยายามมาตลอด พยายามเปิดใจให้พันช์ ดูแลพันช์อย่างที่ผู้ชายคนหนึ่งจะทำได้ แต่ลึกลงไปพันช์ก็รู้ว่าระหว่างเรามันไม่ใกล้เคียงกับคนรักกันแม้แต่น้อย” น้ำตาหยดหนึ่งกลิ้งลงมาจากกรอบตาที่ร้อนฉ่า ผมกลอกตาไปด้านข้างเพื่อซ่อนร่องรอยแห่งความเศร้าโศกเสียใจนั้น แต่ทว่าทุกอย่างมันกลับพรั่งพรูออกมาราวเขื่อนที่นบกั้นแตก

“ผมไม่อยากให้พันช์เสียใจ ไม่อยากทำให้พ่อกับแม่เสียใจถึงพยายามลืมว่าชีวิตเป็นของตัวเองไปให้หมด พยายามจนบางทีผมก็โกรธที่ตัวเองมีหัวใจ”

ซบหน้าลงบนหัวเข่า อาจเพราะเบียร์ขวดที่ห้าที่ทำให้ผมสะอื้นไห้เหมือนเด็กๆ มืออุ่นวางลงบนแผ่นหลัง ผมไม่อาจตอบแม่ได้ว่าความพยายามที่ผ่านมาจะเป็นผลสำเร็จตามความปรารถนาของท่านหรือไม่

“ทรมานขนาดนั้นเลยเหรอภัทร”

“พยายามรักใครสักคนไม่ทรมานครับ ที่ทรมานคือการลืมว่าที่จริงแล้วผมเองก็มีความรัก รักที่มันเป็นไปไม่ได้ ผมกับปราณไม่เคยทำอะไรเลยด้วยซ้ำ ปราณดีกับผมมาก ดีกับภามาก ดีจนเล่าให้ฟังเท่าไหร่แม่กับพ่อก็ไม่มีวันเชื่อ”

“ที่พ่อกับแม่ทำเพราะเป็นห่วงเรานะภัทร”

“ทำไมการถูกเป็นห่วง มันอึดอัดเหมือนตายทั้งเป็นเลยครับแม่”

แขนสองข้างโอบผมเข้าไปอยู่ในอ้อมกอด มันช่างอุ่นและเต็มไปด้วยความรัก หากแต่ไม่อาจเยียวยาความบอบช้ำที่แสร้งทำเป็นว่าไม่เคยเกิดขึ้นได้เลย

ผมหลับตาลง แน่นิ่งอยู่ในอ้อมแขนของมารดาเนิ่นนาน ปล่อยให้น้ำตารินไหล สะอื้นให้ระบายทุกสิ่งที่อัดอั้นออกมาจนหมดใจ
นาน...กระทั่งผล็อยหลับไปเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ขับกล่อม เหมือนทุกคืน





รุ่งสางของวันถัดมา ความทรงจำของผมมาๆ หายๆ แต่เลือกที่จะแสร้งลืมเรื่องราวที่แสดงออกไปยามไร้สติเสียสิ้น 

เมื่อแสงตะวันมาเยือนก็พบตัวเองนอนบนเตียงนุ่ม ห่มผ้ามิดถึงคอด้วยท่าทางที่เป็นระเบียบมากกว่าทุกคืน เอ่ยทักทายทุกคนด้วยสีหน้านิ่งเฉยราวกับลึกลงไปไม่ได้ซ่อนความรู้สึกเจ็บปวดไว้

แม่มองผมด้วยสายตาเหนื่อยอ่อน อิดโรย และเมื่อเราสบตากัน ท่านก็ผินหน้าหนีเพื่อซ่อนความรู้สึกบางอย่างไม่ให้ผมค้นเจอ
ช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ผมเริ่มลงมือศึกษาถึงความเป็นมาของปัญหาเรื่องงานเสนอราคาที่พีแอนด์พีได้งานมาแต่วัสดุก่อสร้างถูกเอสอาร์คอร์ปกว้านซื้อไปก่อนหน้านี้หลังจากได้รับมอบหมายในห้องประชุมเมื่อไม่กี่วันก่อน ก่อนจะพบว่าหากวิเคราะห์ประเด็นโดยปราศจากอคติแล้ว เข้าใจได้ว่าเรื่องนี้เป็นความผิดพลาดของการดีลงานจากเอสอาร์คอร์ป ไม่ได้เป็นการจงใจกลั่นแกล้งไม่ให้ทางผมหาซื้อของไม่ทันใช้งานอย่างที่พ่อปรามาสเอาไว้ นึกย้อนกลับไปถึงเรื่องราวที่เคยบาดหมาง คิดได้ว่าเป็นไปได้สูงที่สองครอบครัวจะเข้าใจผิดกันใหญ่โตและไม่เคยเปิดใจคุยกันตรงๆ เลยสักครั้ง

“ไม่ได้งานนี้ แล้วเงินยังไปจมกับของที่เอาไปใช้งานอื่นไม่ได้อีก ทางนั้นคงมั่นใจเต็มที่ว่าได้งานไปถึงลงทุนสั่งของตั้งแต่ผลยื่นซองยังไม่ประกาศ” ผมรำพันพลางเอนตัวลงพนักพิงหนังบุนวม กัดปลายนิ้วเพื่อใช้ความคิด เมื่อวิเคราะห์กลับไปกลับมาหลายหนก็สรุปได้ว่าเรื่องนี้กำลังเป็นที่เดือดร้อนเหมือนกันทั้งสองฝ่าย

“ก็เห็นจะเป็นอย่างนั้นครับ”

“พี่มานพว่าถ้าเราไปซื้อต่อทางนั้นจะขายไหม งานนี้งานใหญ่มาก ต่อให้ทางโรงงานเร่งผลิตของออกมาแค่ไหนก็ไม่ทันกับแพลนที่เราคิดไว้อยู่ดี”

“โธ่ คุณภัทร” หัวหน้าเซลล์ผู้ร่วมรับผิดชอบงานหัวเราะแห้ง เราต่างรู้ว่าปัญหาที่แท้จริงของมันอยู่ทีใด “ขนาดขายให้แบบบวกกำไรยังลุ้นยากเลยครับว่าเขาจะขายให้หรือเปล่า เคยมีกรณีประมาณนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง โชคดีที่เราขอขยายเวลาจากเหตุผลอื่นได้”

“ผมไม่ชอบให้ไปเสี่ยงขนาดนั้น โครงการนี้หลายล้านนะพี่มานพ โดนปรับทีลองหารเฉลี่ยต่อวันแล้วแย่เหมือนกัน”

“ผมก็จนปัญญา เรื่องนี้ผมผิดเองที่ตอนแรกวิ่งผิดคน”

“ไม่เป็นไรน่า มันพลาดกันได้ รัฐบาลชุดนี้ก็ยักแย่ยักยัน จะให้ใครรับใต้โต๊ะก็ไม่ชัดเจน ดีแล้วครับที่อย่างน้อยมีสายมาให้เราเปลี่ยนข้อเสนอยื่นประมูลทัน” ผมหัวเราะแห้ง ลักษณะนิสัยบางอย่างแตกต่างไปจากบิดาที่เคร่งเครียดกับเรื่องของความผิดพลาดเกินพอดีไปโดยสิ้นเชิง “พี่มานพช่วยผมอย่างสิ เตรียมกระเช้าผลไม้กับนัดคุณปกรณ์ให้ผมหน่อย”

“คุณภัทรเอาจริงเหรอครับ ถ้าแบบนั้นแล้ว...”

“ช่างพ่อเถอะน่า บริษัทสำคัญกว่า ผมแค่ไปขอซื้อของจากเขาเท่านั้นเอง ไม่ได้ไปขอลูกชายเขามาเป็นเมียเสียหน่อย” พูดติดตลก แต่ร้าวลงไปลึก คนรับคำสั่งถอนหายใจ มีสีหน้าเคร่งเครียดแต่แล้วก็ยินยอมรับปากไปอย่างไม่เต็มใจไปในที่สุด




ถ้าจะพูดถึงบริษัทของพ่อปราณกับบริษัทของผม ที่แตกต่างกันไปเห็นจะเป็นทำเลที่ตั้งและกายภาพภายนอก เอสอาร์คอร์ปตั้งอยู่ในส่วนหนึ่งของตึกสูงนับสามสิบชั้นใจกลางมหานคร เดินทางสะดวก ไม่ได้เป็นตึกส่วนตัวแต่ค่าเช่าแพงหูฉี่ แน่นอนว่าสภาพคล่องในการบริหารจัดการค่อนข้างดีพอสมควร

คุณปกรณ์รับนัดผมในวันศุกร์ช่วงบ่ายหลังจากให้พี่มานพตื๊อติดต่อให้หลายรอบ ผมเดินทางมาด้วยรถยนต์ส่วนตัวโดยเก็บเป็นความลับ ไม่บอกใคร มีแค่สำหรับผมกับเพื่อนร่วมงานคนสนิทที่รับผิดชอบแก้ปัญหานี้เท่านั้นที่รู้ และจำเป็นต้องมาด้วยตัวเองเพื่อให้เกียรติอีกฝ่ายมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เมื่อเราเติบโตขึ้น สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้คือไม่มีอะไรได้ดั่งใจไปเสียทุกอย่าง และแม้ไม่อยากข้องเกี่ยวกับบริษัทของปราณนัก ไม่อยากเผชิญหน้า หรืออะไรก็ตาม สุดท้ายแล้วผมก็ต้องแสดงความมีวุฒิภาวะออกมาให้เป็นที่ยอมรับว่าเห็นแก่ผลประโยชน์ของบริษัทมากกว่าเรื่องส่วนตัวอยู่ดี


“สวัสดีครับ”

ประตูห้องผู้บริหารเปิดออกโดยเลขานุการ ผมยกมือไหว้ทั้งกระเช้า ก่อนวางของฝากลงบนโต๊ะกระจกสีดำขนาดกว้าง สายตาของคุณปกรณ์สงบแน่ เยือกเย็น มองผมเหินห่างเช่นเดียวกับในทุกครั้งที่เราเจอกัน


“สบายดีนะครับคุณอา”

“มีอะไรก็พูดมา ไม่ต้องอ้อมค้อม ฉันมีเวลาไม่มาก”

“อ่า ครับ งั้นเข้าเรื่องเลยนะครับ ผมมีเรื่องจะปรึกษาคุณอาเรื่องงานเชียงดาวที่พีแอนด์พีประมูลได้ไป มีของตัวหนึ่งที่ใน TOR ล็อกสเป๊คมา ผมสอบถามทางโรงงานที่ผลิตแล้วคิดว่าทางโรงงานน่าจะผลิตให้ไม่ทันใช้ ส่วนของเดิมที่ผลิตเป็นสต๊อกไว้ได้ขายให้กับทาง เอสอาร์คอร์ป ไปแล้ว”

“วิ่งเรื่องเร็วดีนี่ถึงได้งานไป อยากให้ฉันชมอย่างนั้นเรอะ”

“ไม่ใช่แบบนั้นครับ” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อม ประสานมือไว้ตรงหน้าตัก “ผมเห็นว่าตอนนี้เราทั้งสองบริษัทก็มีปัญหาร่วมกัน”

“ทางฉันไม่ได้มีปัญหา”

“ก่อนอื่นผมขอเกริ่นถึงเรื่องในอดีตสักนิดนะครับที่ว่าทั้งสองบริษัทของเราไม่ค่อยชอบใจการดำเนินงานของอีกฝ่ายสักเท่าไหร่ แต่หลังจากยุคของพ่อไปแล้วผมอยากให้มีการบริหารจัดการแบบคนยุคใหม่ การที่บริษัทของเราสองคนไม่ถูกกันไม่ใช่เรื่องที่ทำให้ใครได้ประโยชน์เลยครับ แทนที่คุณอาจะได้สภาพคล่องทางการเงิน กลายเป็นว่าต้องมองเงินทุนจมไปกับทิฐิ ขอโทษนะครับ ผมอาจพูดอะไรไม่ดีไปบ้างแต่ผมมาในวันนี้เพื่อขอสมานฉันท์”

“เด็กรุ่นใหม่นี่พูดอะไร ทำอะไรก็ง่ายดายไปเสียหมดนะ” เสียงทุ้มค่อนขอด ผมก้มหน้าลง เรื่องที่ได้รับฟังมาจากแม่พอจะช่วยไขความกระจ่างขึ้นมาอีกนิดว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างสองครอบครัว กระนั้นสิ่งที่ได้ยินก็เป็นเพียงการเล่าเรื่องโดยฝ่ายเดียวเท่านั้น
“ผมคิดว่าเรื่องมันผ่านมานานแล้ว แล้วเราก็ไม่จำเป็นที่จะจมอยู่กับที่เดิมครับ ไม่ว่าเรื่องในอดีตบริษัทของเราไม่ชอบใจกันเพราะอะไร แต่ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว ตลาดกว้างขึ้น ขณะเดียวกันคู่แข่ง นายทุนที่น่ากลัวก็มากขึ้นจนจากที่เคยรุ่งเรือง เราต่างเป็นแค่บริษัทรับเหมาเล็กๆ เท่านั้นเอง”

คู่สนทนาถอนหายใจ แล้วเอ่ยถามต่อด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ที่มานี่ไม่กลัวอะไรเลยอย่างนั้นเรอะ”

“ก็นิดหนึ่งครับ แต่เพื่อบริษัทแล้วก็ต้องลองขอความเมตตาจากคุณอา”

“ฉอเลาะเก่ง” เขาพูดพลางยิ้มหยันที่ริมฝีปาก “เพราะแบบนี้หรือไงเจ้าปราณมันถึงหลงผิดไปคราวนั้น”

“ไม่ใช่เพราะคารมหรอกครับ ปราณเป็นคนมีเหตุผล ตัวมันเองก็สอนผมให้คิดได้หลายๆ เรื่อง” ผมพูดพลางหลุดยิ้มออกมาเมื่อนึกถึงสมัยที่ยังอยู่ด้วยกันตอนมหา’ลัย มีเรื่องให้บ่นด่ากันทุกวัน แต่กลับเป็นช่วงที่มีความสุขที่สุด “เขาเป็นคนนิ่งๆ ไม่ค่อยตามใจ แต่เอาเข้าจริงเป็นพวกแข็งนอกอ่อนใน เป็นคนที่อ่อนโยน คุณอาสอนเขามาดีมากๆ ครับ”

“ปราณไม่เคยมีท่าทีว่าเบี่ยงเบนมาก่อน”

“ผมเองก็เหมือนกันครับ ไม่คิดว่าจะรู้สึกกับปราณมากขนาดนี้ แต่ทุกครั้งที่อยู่ด้วยกันก็สบายใจ เสียอย่างเดียวปราณไม่ค่อยดูแลตัวเอง ทุกครั้งที่ทำงานก็โหมทำเสียจนไม่หลับไม่นอน ถ้าไม่บังคับให้กินข้าวก็ไม่ยอมกิน ไม่ตื๊อให้นอน ก็ไม่ยอมนอน เพราะแบบนั้นผมเลยอยากดูแลมันให้มากที่สุด”

ก้มหน้าลงเล็กน้อยเมื่อนึกถึงว่าอีกฝ่ายคงไม่อยากให้ผมดูแลเท่าไหร่นัก “แต่กลายเป็นมันที่คอยดูแลผมมาตลอด ที่โตหรือคิดได้ก็เพราะมัน”

“ได้ข่าวว่าหนีออกจากบ้านไม่ใช่เหรอ” 

ผมหัวเราะ เรื่องที่เราคุยกันแตกต่างจากที่คิดไว้มากโข แต่บรรยากาศกลับผ่อนคลายลงเล็กน้อย ผมไม่ได้มองตาคู่สนทนาโดยตรง แต่รับรู้ได้ว่าเขาชอบใจที่ได้ยินผมพูดถึงลูกชายตัวเองในแง่มุมที่ดีราวกับภาคภูมิใจเสียหนักหนา 

“ครับ ผมเป็นคนเลือดร้อน ใจร้อน ทำอะไรมุทะลุเอาแต่ใจเหมือนพ่อ” ว่าพลางเม้มริมฝีปากเข้าหากัน “ครั้งนั้นที่ยอมแพ้กลับมาที่บ้าน ก็ได้มันเตือนสติว่าต่อให้ดื้อไปก็ไม่ได้ทำให้ใครเห็นว่าความรักของผมกับมันเป็นเรื่องที่ดี ยิ่งตอกย้ำเข้าไปใหญ่ว่ารักกันโดยไม่ลืมหูลืมตา สุดท้ายโกรธแทบแย่ที่มันไม่หนีออกมากับผม กว่าจะรู้สึกถึงความห่วงใยของมันก็ตอนที่ไม่มีโอกาสได้ขอบคุณอีกแล้ว”

“นิสัยเหมือนพ่อไม่มีผิด” ชายวัยกลางคนหัวเราะในลำคอ เขาทอดสายตาลงมองปลายนิ้วของตัวเอง “ไอ้หนุ่ยก็ดื้อดึง ไม่ฟังใคร มีเมียก็ไม่เคยขัดกัน โอนอ่อนตามกันไปเสียทุกอย่าง”

“นั่นเขาล่ะครับ โชคดีที่ผมมีปราณ” 

แต่โชคร้ายที่คำว่ามีในประโยคนั้นเป็นเพียงอดีตไปแล้ว เจ้าของบริษัทละสายตาจากปลายนิ้วขึ้นมามองหน้าผม

“ฉันอยากจะฆ่านายจริงๆ ที่ทำให้เจ้าปราณเป็นแบบนั้น ยังเคยพูดกับแม่เขาว่าทำไมลูกชายเราไม่ยอมมีแฟน”

“จริงสินะครับ ผมก็ลืมนึกเหมือนกันว่าตลอดมาปราณไม่เคยมีแฟนเลย”

“หึ ยังจะเห็นด้วยอีก ไม่กลัวตายเลยหรือไง”  เขาถอนหายใจ พลางหลับตาลง “พ่อรู้เรื่องหรือเปล่าที่มาที่นี่”

“พ่อผมเป็นตาแก่หัวดื้อครับคงบอกให้รู้ไม่ได้” หัวเราะเฝื่อน ก่อนกระแอมไอเพื่อตัดเข้าเรื่องงานอีกครั้ง “มีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากปรึกษา คือผมมาดูงานช่วยท่านได้เกือบครึ่งปีแล้ว ผ่านงานประมูลมาไม่กี่งาน แต่พอจะเห็นว่าบางเงื่อนไขบริษัทของเราทั้งสองคนก็ไม่ผ่าน อย่างพวกที่ต้องมีการรวมกันเข้าประมูลเป็นจอยท์เวนเจอร์ บางครั้งก็จับมือกับบริษัทรับเหมาที่ไม่ได้เรื่องพากันงานไม่เสร็จ ผมไม่ได้พูดในฐานะนักธุรกิจนะครับ อาจมีคำพูดไม่สวยหรูมากแต่ว่า...ผมเชื่อว่าลึกๆ แล้วคุณอาก็น่าจะรู้ว่าเราเสียอะไรไปบ้าง”

เขานิ่งเงียบ ท่าทางแบบนี้ชวนให้ผมนึกถึงปราณใจแทบขาด เวลาเอ่ยขออะไรที่ขัดใจ มันไม่ทำตามใจผมในทันทีแต่จะนิ่งเงียบเพื่อใช้ความคิดชั่วครู่ก่อนตัดสินใจ

ถ้าหากบอกว่าลูกมักมีพฤติกรรมเลียนแบบบางสิ่งบางอย่างมาจากพ่อ ผมก็ไม่แปลกใจเลยสักนิดที่ปราณจะเป็นพวกดื้อเงียบได้ขนาดนี้

“ถ้าผมพูดหรือคิดอะไรผิดไป รบกวนให้คุณอาแนะนำด้วยนะครับ อีกไม่นานผมต้องมาบริหารงานแทนพ่อ ต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากผู้รู้อีกมาก”

ปลายนิ้วเหี่ยวย่นเคาะลงบนโต๊ะกระจก เขามองผมอย่างพิจารณา ถ้าเทียบกันแล้วพ่อไอ้ปราณใจเย็นกว่าพ่อผมหลายเท่าตัวนัก
เช่นกัน เขาดูเปิดใจได้มากขึ้น เมื่อผมเข้าหาด้วยกิริยาที่อ่อนน้อมผิดนิสัยเดิม

“จากพฤติกรรมที่ผ่านมา ไม่คิดว่าจะเป็นคนมีสัมมาคารวะมาก่อน”

ถ้าคนที่บ้านมาเห็นคงหัวเราะฟันร่วง

เหมือนกับตอนที่...ไม่มีใครคิดว่าผมจะอ้อนคนอย่างปราณได้ยังไง


“ผมขอโทษที่เมื่อก่อนเคยล่วงเกินคุณอาครับ”

คู่สนทนาไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เขายังคงนิ่งเงียบและน่าเกรงขาม แต่ภายใต้ใบหน้านิ่งเฉย กลับรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่ากำลังมีอะไรเปลี่ยนแปลง 

“เอาเป็นว่า ฉันจะกลับไปคิดอีกที”

“คุณอาจะบวกราคาเพิ่มอีกก็ได้ครับ”

“เรอะ” เขาหัวเราะเสียงขึ้นจมูก จุดรอยยิ้มเย้ยหยัน “ได้ข่าวว่าประมูลงานนั้นมางบก็น้อยเต็มทน ตัดราคาจนเกือบเข้าเนื้อตัวเอง”
“คงเป็นเหมือนช่วงพิษเศรษฐกิจที่เอสอาร์จำต้องรับงานที่แทบจะไม่ได้กำไรเลยเพื่อมาพยุงเศรษฐกิจน่ะครับ” ผมยิ้ม หลังจากไล่อ่านข้อมูลของบริษัทเอสอาร์และผลประกอบการที่ผ่านมาเมื่อไม่กี่วันก่อน “ถ้าตอนนั้นพ่อไม่คิดเรื่องจะเอางานที่มีกำไรเยอะๆ ก็คงได้งานมาบ้าง”

“หึ พีแอนด์พีโง่น่าสงสารที่ดำเนินกิจการด้วยแม่ทัพที่โง่เขลา”

“พอเครียดคนเราก็มืดไปหมดทุกด้านครับ พ่อผมก็คงเป็นแบบนั้น”

“แล้วก็พาล” เสียงหัวเราะดังหยัน ชัดเจนว่าเมื่อพูดถึงบิดาอาการแข็งกร้าวของเจ้าของบริษัทคู่แข่งก็แข็งกระด้างขึ้นมาใหม่ “ส่งคนมาป่วนหลายปีกว่าจะหยุด มัวแต่จมกับความแค้นจนไม่ได้พัฒนาตัวเองไปไหน ถ้าไม่วิ่งไปมุดกระโปรงผู้หญิงคราวนั้นคงล้มละลายกันทั้งบ้าน”

ผมเม้มริมฝีปากเข้าหากัน ความชิงชังนั้นยังแสดงออกมาด้วยน้ำเสียง “สุดท้ายเลยขายลูกชายชดใช้บุญคุณ”

“ผมขอโทษเรื่องที่ผ่านมาด้วยครับ”

เอ่ยยอมรับคล้ายคนสิ้นซึ่งศักดิ์ศรี เมื่อเห็นว่าผมไม่ต่อล้อต่อเถียง ท่าทีที่อีกฝ่ายแสดงออกมาก็อ่อนลงราวกับระลึกได้ว่าสิ่งที่พูดมาทั้งหมดผมเป็นเพียงผลพวงจากอดีตเท่านั้น คุณอาปกรณ์มองผม ไม่ใช่ด้วยสายตารักใคร่ แต่ประเมินอยู่ในที “โตเป็นผู้ใหญ่กว่าครั้งสุดท้ายที่เจอขึ้นเยอะ”

“อย่างที่บอกครับ ผมโชคดีที่ได้รักปราณ”

“หึ...ถึงปากจะบอกว่ารัก แต่สุดท้ายก็จะแต่งงาน”

“ครับ” ผมเม้มริมฝีปากเข้าหากัน ความรู้สึกบางอย่างเอ่อท่วมท้น เราตกอยู่ในความเงียบพักใหญ่ ภายใต้บทสนทนาที่เกี่ยวข้องกับเนื้องานน้อยเต็มทีผมมั่นใจว่าเรากำลังนึกถึงคนคนเดียวกัน “ถ้าผมจะขอถามเรื่องปราณสักเรื่องจะได้ไหมครับ”

“ถ้าตอบได้จะสงเคราะห์ให้แล้วกัน”

“ตอนนี้เขาสบายดีนะครับ”

“อืม ก็ไปเริ่มชีวิตใหม่ อะไรๆ ก็เปลี่ยน ความรู้สึกชื่นชมเจ้าปราณนั่นฉันก็ขอบคุณ แต่เรื่องที่มันผิดธรรมนองคลองธรรมก็คิดซะว่าเป็นเพราะวัยคะนอง เริ่มต้นใหม่เสียเถอะ ส่วนเรื่องงานแต่งก็ยินดีด้วย”

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ความนอบน้อมเมื่อครู่ก็แปรเปลี่ยนเป็นเจ็บปวด บางสิ่งบางอย่างในใจของพ่อปราณยังคงอยู่ ไม่สลายไป คือความคิดที่ว่าเรื่องระหว่างผมกับลูกชายตัวเองเป็นแค่ชั่วครู่ชั่วยาม ไม่ใช่เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง

”ถ้าจะมีสักคนที่ยินดี คงเป็นผู้ใหญ่ที่ปรารถนาให้มันเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่ตัวเองตั้งล่ะมั้งครับ”

ผมยิ้มให้ด้วยความรวดร้าวและกดดันซึ่งซุกซ่อนอยู่ภายใน ก่อนสบตากับเจ้าถิ่นด้วยความจริงทั้งหมดที่ปกปิดไว้เนิ่นนาน
ความทรมานที่ถูกพรากหัวใจให้จากไปทั้งๆ ที่ยังหายใจ

“เรื่องงานแต่ง ผมไม่ได้รู้สึกยินดีกับเรื่องที่เกิดขึ้นเลย แต่ถ้ามันเป็นความพึงพอใจของทุกฝ่ายก็คงเลี่ยงไม่ได้ ลูกเกิดมาเพื่อชดใช้หนี้สินจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่เท่านั้นไม่ใช่หรือครับ”

หลุบสายตาลงเมื่อรู้สึกร้อนขึ้นมาที่กระบอกตา

“เพราะสุดท้าย ผมกับปราณ ก็ต้องยอมรับชะตากรรมที่ตัวไม่ได้กำหนดเหมือนๆ กัน...ผมขออนุญาตก่อนนะครับ รบกวนคุณอามากแล้ว”

รีบยกมือไหว้และก้าวถอยมาก่อนน้ำตาจะร่วงหล่น เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้ว่าตัวเองช่างอ่อนแอเหมือนเด็กสาววัยแรกรุ่น เพียงระลึกถึงคนหนึ่งคนทั้งหัวใจก็บีบตัวเข้าหากันเหมือนจะขาดรอน

ผมสบตากับเจ้าของบริษัทเอสอาร์คอร์ป เขามองกลับมาด้วยแววตาบางอย่าง
ลึกล้ำ ดำดิ่ง ไม่อาจตีความหมายใดๆ ได้ด้วยตาเปล่าของตนเอง...




TBC

เค้ากลับมาแล้ว ตะเองงง 
เรื่องนี้เหลือไม่กี่ตอนก็จบแล้วว น่าจะจบช่วงหลังปีใหม่สักพักค่ะ เรื่องปมของพ่อภัทรที่เกลียดบ้านปราณก็เฉลยออกมาแล้ววว ถ้าถามว่าทำไมพ่อภัทรถึงโกรธอีกฝั่งขนาดนั้น นึกถึงอิภัทรตอนมันโมโหไวยกรณ์สิคะ เลือดเดียวกัน โมโหไม่ฟังเหตุผลไม่ต่างกันเลย
จากนี้ไปเรื่องจะเริ่มคลี่คลายลงแล้ว ตอนนี้เป็นตอนที่ยาวที่สุดเท่าที่เริื่มเขียนเรื่องนี้เลยเพราะเริ่มมีทางออกให้ณภัทรด้วย 
ส่วนฝั่งปราณจะเป็นยังไงต่อ รอชมอาทิตย์หน้า
ขอบคุณทุกเสียงคอมเมนต์นะคะ 
รักนะ จุ๊บๆ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 108 ครั้ง

30 ความคิดเห็น

  1. #936 D-Sooo (@D-Sooo) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 / 18:30
    ร้องไห้แบบเยอะมากจริงๆนะ โอ้ยปวดใจแทน ใครก็ได้เอายาดมให้ฉันที
    #936
    0
  2. #907 ploy-p-ploy (@iamprettyployly) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 23:01
    ภัทร แงงงงงง
    #907
    0
  3. #829 blastocyst (@blastocyst) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 29 เมษายน 2562 / 00:40
    โอ๋ๆ นะภัทร
    #829
    0
  4. #803 ภรมน (@mmmiuic) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 26 เมษายน 2562 / 01:11
    ร้องไห้ตาม กอดนะภัทร
    #803
    0
  5. #773 Pantawan Khaokaew (@pantawan-8900) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2561 / 05:34
    ภัทรเอ้ยยยย..สงสารใจจะขาด
    #773
    0
  6. #767 vanish_ (@_natomm) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 / 11:30
    รู้สึกมีความหวังงง
    #767
    0
  7. #686 mkatui (@maylovexis) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 / 03:54
    ฮือ พ่อตากไลังเปิดใจรึไม่
    #686
    0
  8. #631 แคนต้าลูปปปป ^^ (@Canta_TT) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2560 / 14:38
    มันกำลังจะดีขึ้น...ใช่มั้ย
    #631
    0
  9. #591 Quiqoang (@thancha233) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2560 / 15:25
    ภัทรโตขึ้นแล้วจริงๆ แหละ ไม่เลือดร้อน นอบน้อมสุด ใช้วาจาพูดกับผู้ใหญ่ได้ดี ฉุกให้พ่อปราณคิดด้วย
    #591
    0
  10. #551 G-DRAGON is my boyfriand (@panglovefive) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2560 / 23:47
    จะร้อง ตอนแรกก็ง้องแง้ง มุ้งมิ้งดีอ่ะ ตอนหลังจะร้องให้ได้อ่ะ
    #551
    0
  11. #446 ไซเรน (@sohon) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 17:24
    คิดว่าดีแล้วที่ภัทรได้คุยกับพ่อปราณ หวังว่าว่าทางนั้นจะเห็นใจนะ ภัทรคนใหม่โตขึ้นเยอะเลยพอไม่มีปราณแล้วภัทรก็พัฒนาตัวเองเนอะถึงอย่างนั้นก็คิดถึงภัทรที่ร่าเริงอยู่ดี อ่านตอนนี้แล้วรู้สึกว่าสุดท้ายพ่อแม่ก็รักลูกตัวเองมากอยู่ดีถึงวิธีแสดงออกจะเป็นการบังคับก็เถอะ เฮ้ออ แต่อยากให้ลูกชายทั้งสองบ้านคู่กันอยู่ดี
    #446
    0
  12. #407 bo1360 (@bo1360) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2559 / 21:30
    ฮืออ สู้ๆนะทั้งภัทรและปราณเลย
    #407
    0
  13. #372 P'oil (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2559 / 16:30
    อ่านมาจนถึงตอนนี้เราก็ยังน้ำตาซึม สงสารภัทร

    สู้ๆนะคะ
    #372
    0
  14. #354 justattempt (@thisisallfull) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2559 / 03:55
    แง อ่านไม่ได้ T^T
    #354
    1
    • #354-1 -west- (@-west-) (จากตอนที่ 30)
      11 ธันวาคม 2559 / 17:53
      ช่วงนี้ปิดหนีแอพดูดนิยายอยู่ค่า ระหว่างนี้สามารถเข้าไปอ่านได้ที่ http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=53818.0 นะคะ มีสารบัญให้อยู่ค่ะ ^^
      #354-1
  15. #353 0624749478 (@0624749478) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2559 / 09:50
    อ่านไม่ได้อ่ะ
    #353
    1
    • #353-1 -west- (@-west-) (จากตอนที่ 30)
      11 ธันวาคม 2559 / 17:52
      ช่วงนี้ปิดหนีแอพดูดนิยายอยู่ค่า ระหว่างนี้สามารถเข้าไปอ่านได้ที่ http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=53818.0 นะคะ มีสารบัญให้อยู่ค่ะ ^^
      #353-1
  16. #351 Praw boylove (@0865057589) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2559 / 16:37
    รอๆๆๆๆๆๆ
    #351
    0
  17. #350 สีน้ำ (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2559 / 15:56
    ภัทร น่าสงสารจังแต่ก็โตขึ้นนะใจเย็นขึ้น อยากให้ทั้งสองครอบครัวเปิดใจคุยกัน บางทีเรื่องราวทั้งหมดอาจเป็นการเข้าใจกันคนละเรื่องก็ได้ แอบเคืองคู่หมั้นนิดนึงไม่น่าจะรุกเขาขนาดนี้ สงวนท่าทีหน่อยนะเธอ ปราณอยู่เมืองนอกจะคิดถึงภัทร มั้ยน้าาาอยากรู้จัง
    #350
    0
  18. #349 BREAKDOWN (@breakdown) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2559 / 12:23
    ภัทรเก่งมาก โตขึ้นเยอะเลย
    แต่อ่านตอนนี้ก็ยิ่ง็เศร้า นี่น้ำตาปริ่มอ่ะบอกเลย ต้องเข้มแข็งนะภัทร สู้ๆ
    #349
    0
  19. #347 NNYuki (@nooniiz501) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2559 / 10:27
    ในที่สุดภัทรก็โตขึ้นแล้ว แต่โตจากความเจ็บปวดและต้องเก็บซ่อนความรู้สึกไว้ลึกๆ ฮือ ตอนนี้เราร้องไห้ตลอดเลย สงสาร รู้ว่าภัทรฝืนมากแค่ไหน สงสารอ่ะ แต่สิ่งหนึ่งที่เราชื่นชมเลย คือ ภัทรเลือกจะให้ปราณเป็นแรงใจในการเดินต่อ เกลียดชะนีพอพานจัง รู้สึกนางจะแรดนะ เข้าหาภัทรตลอด ลำไยยยย เลิกๆไปเลย หอมแก้มบ้าบอรัย จูบอีก บ้าหรอ นั่นมันสิทธิ์ของปราณนะ!!! ขนาดภัทรยังแย่ขนาดนี้ แล้วปราณล้ะ ปราณไม่รู้เลยว่าภัทรจะยังรู้สึกเหมือนเดิมไหม มันยากกว่าสองเท่าเลยนะ เห้อ เจ็บปวดกันทุกคน ผู้ใหญ่ที่ปากบอกว่ารัก ห่วง หวังดี คิดกันไปเอง สุดท้ายนั่นแหละที่ทำร้ายลูกในไส้เองกับมือ เหอะ แย่ๆ รออ่านนะคะ รอซื้อด้วยยย เราคิดถึงตอนภัทรอ้อนปราณที่สุดเลยยยย
    #347
    0
  20. #346 ALL THE TIMES (@miracle) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2559 / 10:20
    โอโหตอนนี้ภัทรหล่อมากค่ะ ในที่สุดก็ทำตัวสมกับเป็นพระเอกซักที (ฮาา) ชอบพัฒนาการของตัวละครภัทรมากเลยค่ะ ตอนนี้โตขึ้นมาก เข้าใจอะไรมากขึ้นทีเดียว โตจนเรารู้สึกว่าภัทรจัดการปัญหาได้ดีกว่าพ่อแม่ตัวเองเสียอีก ส่วนพ่อปราณก็ดูจะมีเหตุผลมากกว่าพ่อภัทรอยู่มากทีเดียว ลองคิดกลับกันว่าถ้าเป็นปราณไปขอพบพ่อภัทรผลคงไม่ออกมาเป็นอย่างนี้แน่ๆ ได้ฟังเรื่องราวในอดีตจากทั้งสองฝ่ายแล้วก็พอจะเข้าใจและจับทางได้แล้วหล่ะค่ะว่าภัทรจะแก้ปัญหายังไงต่อไป ชอบซีนที่ภัทรพูดถึงปราณแล้วพ่อปราณชอบใจจัง น่ารักดีค่ะ ส่วนซีนที่ภัทรร้องไห้พูดกับแม่ขนาดนั้น ปวดใจมากเลย เหมือนภัทรทิ้งชีวิตตัวเองเพื่อทำให้พ่อแม่มีความสุข แต่กลับไม่มีใครสนใจความสุขของภัทรเลย คิดเอาเองว่ามันเป็นสิ่งดี แต่ลืมคิดไปว่าที่ดีมันดีกับตัวเองไม่ใช่ลูก สรุปก็คือชอบตอนนี้มากเลยค่ะ ถึงจะไม่ได้เน้นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างปราณกับภัทรตรงๆ แต่เป็นตอนที่ทำให้เราเห็นบริบทรอบข้างที่ทำให้ภัทรโตขึ้น ได้รู้เรื่องปมในอดีต แล้วตอนนี้ก็แอบชอบพ่อปราณแฮะ หลังจากที่ไม่ชอบครอบครัวทั้งสองฝ่ายมาตลอดเรื่อง 55555555 รอติดตามตอนต่อไปนะคะ ^^
    #346
    1
    • #346-1 ไซเรน (@sohon) (จากตอนที่ 30)
      6 มกราคม 2560 / 17:30
      ชอบตอนนี้เหมือนกันเลย คิดเหมือนกันว่าให้ปราณไปคุยกับพ่อภัทรผลลัพธ์คงไม่เป็นแบบนี้อ่ะ แต่ภัทรดูยึดติดกับปราณมากเนอะอะไรๆก็ปราณ ชอบที่ลูกเขยกับพ่อตาคุยกัน ภัทรน่าเอ็นดูแรง
      #346-1
  21. #345 0624749478 (@0624749478) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2559 / 08:56
    รอๆๆๆๆๆๆๆๆๆฟนะ
    #345
    0
  22. #344 ตัวเล็ก (@ppwpae) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2559 / 08:21
    สู้ๆนะภัทร
    #344
    0
  23. #343 luhanbaekhyunkai (@luhanbaekhyunkai) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2559 / 07:05
    เมิ่อไหร้จิสมหวังง
    #343
    0
  24. #342 PiPi (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2559 / 07:01
    งื่อออออ สงสารภัทร สงสารปราณ

    แต่ปราณก็ได้แต่กอดเจ้าหอมสินะ

    ภัทรได้แค่มองหลังคาบ้าน



    หวังว่า พ่อปราณจะใจอ่อนเข้าใจความรักของลูก

    หวังว่า เรื่องของสองครอบครัวในอดีต จะเป็นแค่เรื่องที่มือที่สามทำให้เข้าใจผิดกันเนอะ
    #342
    0
  25. #341 J AND A (@atomkrub) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2559 / 06:51
    อ่านแล้วอารมณ์ดิ่งจริงๆ สงสารภัทร เมื่อไหร่พ่อภัทรจะเลิกมีอคติสักที;----;
    #341
    0