ว่าด้วยเรื่องของ ‘จักรพรรดินี’

ตอนที่ 2 : บทที่หนึ่ง วัยแรกแย้ม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,252
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 296 ครั้ง
    23 ก.ย. 62

“ถวายพระพรเสด็จแม่เพคะ”

หาใช่ครั้งแรกที่ข้าเอ่ยประโยคนี้พร้อมคุกเข่าลงเบื้องหน้าสตรีสูงศักดิ์ ผู้ซึ่งกอบกุมอำนาจเหนือผู้ใดในวังหลัง มันเกิดขึ้นหลายครั้งหลังจากข้าแต่งเข้าจวนของอวี้ชินอ๋อง 

และใช่ สตรีตรงหน้านางเป็นแม่สามีของข้า

“ลุกขึ้นเถอะ หวั่นเอ๋อร์”น้ำเสียงของนางยังคงนุ่มนวลเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน ดวงตาเรียวดั่งหงส์ปลายมองข้าเล็กน้อย 

“ขอบพระทัยเสด็จแม่เพคะ”ข้าย่อตัวลงอีกครั้ง ก่อนเหยียดตัวขึ้น แล้วเงยหน้ามองฝ่ายตรงข้าม ดวงหน้ารูปไข่ ริมฝีปากอวบอิ่มแต่งแต้มสีชาด เรือนผมที่เกล้าสูงประดับปิ่นทองและปิ่นระย้ามากมายคือภาพลักษณ์อันคุ้นตาที่ข้าเห็นอยู่ตลอดหลายปี

เคยเป็นเยี่ยงไรก็ยังเป็นเยี่ยงนั้น แม่สามีของข้า — หวังฮองเฮานั้นสง่างามเหนือกาลเวลา 

“ทั้งเจ้าและอวี้ชินอ๋องหายหน้าไปนาน เปิ่นกง[1]รู้สึกเดียวดายยิ่งนัก งานเฉลิมฉลองคราก่อนพวกเจ้าก็ไม่มา”หวังฮองเฮาตรัสพ้อเสียงแผ่ว นัยน์ตาค่อย ๆ หม่นแสงลง “เอาเถอะ อย่างไรวันนี้เจ้าก็เข้าวังมาหาเปิ่นกงแล้ว”

ข้าแย้มยิ้ม ยามเห็นว่านางกำลังฉีกยิ้มกว้างให้ ก่อนกล่าว “กราบทูลเสด็จแม่ เป็นเพราะท่านอ๋องมีภาระงานมากมาย ทั้งหม่อมฉันยังล้มป่วยในหลายเดือนที่ผ่านมา ขอเสด็จแม่โปรดอภัยด้วยเพคะ”

หวังฮองเฮาไม่ได้ตอบรับในคำพูดของข้า นางนิ่งคิดไปชั่วขณะ ก่อนกวักมือเรียกให้ข้าเข้าไปใกล้นางอีก

ตามมารยาทที่ถูกสั่งสอนมา ข้าไม่อาจเดินเหนืออีกฝ่ายเข้าไปใกล้ได้ ดังนั้นข้าจึงย่อตัวลงอีกครั้งแล้วค่อย ๆ คลานเข่าไปหานางช้า ๆ โดยไม่ทันคาดคิด ปลอกเล็บสีทองเย็นเฉียบนั่นครูดลงบนดวงหน้า พลันหยุดไม่ได้เลยที่ในใจจะรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาเล็กน้อย

แม้นว่าแม่สามีของเอ็นดูข้าเสมอมา ทว่าลึก ๆ ข้ารู้ดีว่ามันอาจเป็นเพียงละครแสร้งทำฉากหนึ่ง น่าเสียดายที่ข้าโง่เขลาเกินกว่าจะล่วงรู้ว่าภายใต้สายตาอ่อนโยนนั้นซุกซ่อนอะไรเอาไว้กันแน่ ?

“เปิ่นกงเป็นมารดาของท่านอ๋อง เปิ่นกงย่อมเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้เขา เจ้ารู้ใช่หรือไม่”

เจ้าเป็นสะใภ้ของเสด็จแม่ก็จริง แต่เจ้าเป็นภรรยาของเปิ่นหวาง—เป็นสมบัติของข้า 

คำพูดของอาเยี่ยย้อนเข้ามาในหัว เขาบอกข้าที่จวนก่อนข้าจะเข้าวังมา 

“เพคะ”

ผลจากการอยู่ข้างกายอาเยี่ยมาหลายปี ข้าถึงแน่ใจว่าภายใต้ความสัมพันธ์อันราบรื่นของฮองเฮาและอาเยี่ยนั้นมีอะไรบางอย่างซุกซ่อนอยู่

ครั้งหนึ่งข้าเคยคิดจะถามเขา ทว่ากลับฉุกคิดถึงคำเตือนของบิดามารดาสมัยวัยเยาว์ขึ้นมาได้ ‘ความลับในวังหลวง ไม่รู้เลยนับว่าดีที่สุด’

“บอกเปิ่นกงได้หรือไม่ว่าช่วงนี้อาเยี่ยเป็นอย่างไรบ้าง”

“ท่านอ๋องสบายดีเพคะ เพียงแต่มีภาระงานมากมาย”ข้าตอบ แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นแววตาที่แฝงไว้ซึ่งอะไรบางอย่างของหวังฮองเฮา 

ชั่วขณะคล้ายว่าฝ่ายตรงข้ามผิดหวังในตัวข้า นางหลุบตาต่ำลง ก่อนถามข้าอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ต่างออกไป

“อาเยี่ยของเปิ่นกงเป็นอย่างไรบ้าง”

และเพราะข้าเป็นสมบัติของเขา 

“ท่านอ๋องสบายดีเพคะ”

ไม่ว่านางจะถามอีกกี่ครั้ง คำตอบของข้าก็ยังเหมือนเดิม

 

“ปีก่อนท่านอ๋องกับฮองเฮาก็พึ่งจะดีกันอยู่แท้ ๆ ไฉนตอนนี้กลับเป็นเช่นนี้เหล่าเพคะ”นางกำนัลข้างกายถามขึ้นด้วยความสงสัย หลังพวกเราก้าวขาออกจากตำหนักคุนหนิง แล้วกำลังมุ่งตรงไปยังทางออกทิศตะวันตก 

“ท่านอ๋องเพียงแค่ทำงานหนัก”ข้าตอบ ก่อนเหลือบมองนางกำนัลข้างกายด้วยสายตาว่างเปล่า 

อาเยี่ยเคยบอกว่า แม้แต่คนข้างกายก็ใช่จะไว้ใจได้ 

“หม่อมฉันว่า—”

“อีกอย่างมันไม่ใช่เรื่องที่บ่าวไพร่อย่างเจ้าจะต้องสอดรู้สอดเห็น”ข้าหยุดปลายเท้าลง หันกลับไปเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย 

“พระชายา—”นางกำนัลของข้าหยุดชะงักลงทันใด พร้อมหลุบตาต่ำลงเปล่งเสียงครางราวลูกแมวซึ่งกำลังตื่นกลัว 

นั่นทำให้ข้านิ่งคิดไป พลางก้มมองปุยหิมะที่ตกลงบนเสื้อคลุมตัวนอก บางทีข้าควรถามอาเยี่ยว่าจะจัดการนางอย่างไร ?

แต่นี่เป็นเรื่องของนางกำนัลข้า เพียงเรื่องแค่นี้ยังตัดสินใจไม่ถูก ข้าควรจะนับตนเองเป็นพระชายาอยู่อีกหรือ ?

“นี่เย็นมากแล้ว กลับจวนกันเถอะ”

 

ยามกลับถึงจวนข้ารีบถอดเสื้อคลุมให้ไห่กงกงจัดการ ก่อนถามหาอาเยี่ยเป็นลำดับแรก แล้วพบว่าเขากำลังฝึกคัดหลายมืออยู่ในห้องหนังสือ แน่นอนว่าข้ารีบเคลื่อนกายไปหาเขา 

ทันทีที่ประตูเปิดออก แผ่นหลังอันคุ้นตาของเขาก็ปรากสู่สายตา ข้ากางแขนออก ก่อนแย้มยิ้มกว้าง โอบกอดเขาเอาไว้แน่น พลันดวงตาที่เคยเรียบเฉยของข้ากลับเต็มไปด้วยความสดใส 

“อาเยี่ย !”กระทั่งน้ำเสียงข้ายังเหมือนสตรีวัยแรกแย้ม ทั้ง ๆ ที่อายุข้าย่างยี่สิบสามแล้ว 

อาเยี่ยเงยหน้าขึ้น จากนั้นเบิกตากว้าง เห็นได้ชัดว่าจะกี่หนเขาก็ยังไม่ชาชินกับทีท่าของข้าแต่อย่างใด 

“หวั่นหวั่น”เขาเรียกข้าด้วยเสียงตื่นตระหนก แล้วขยับตัวออกมารับอ้อมกอดจากข้าแต่โดยดี ส่งผลให้ข้าตกอยู่ในวงแขนของเขาอย่างที่ปรารถนาเอาไว้ 

“อาเยี่ย”ข้าครางชื่อเขาเสียงแผ่ว ซุกดวงหน้าลงกับแผ่นอกอุ่นร้อนแล้วถูไปถูมาราวลูกแมว “อาเยี่ย”

อาเยี่ยถอนหายใจ จากนั้นลูบหัวข้าเช่นเคย

“ข้าไปพบเสด็จแม่มาแล้ว”ข้าเอ่ยเปิดประเด็น ทว่าอาเยี่ยกลับไม่แยแสมันหนัก เขาปัดเศษหิมะบนหัวข้าออก แล้วทอดสายตามองออกไปนอกบานหน้าต่าง 

ข้ากอดเขาและเขาก็กอดตอบข้า 

“เมื่อวานข้าสัญญาว่าหากหิมะแรกตกลงมาเมื่อไหร่ข้าจะเป็นเพื่อนเล่นปาหิมะคนแรกกับเจ้า”

ข้าชะงักไปเล็กน้อย 

เจ้าจำไม่ได้ ?”

“ไม่ ๆ”ข้ารีบส่ายหน้า “ข้าคิดว่าท่านไม่ได้ยิน”

อาเยี่ยเลิกคิ้วสูง ดังนั้นข้าเลยขยายความ “ข้าพูดตอนท่านใกล้จะหลับ เลยคิดว่า...” 

สามีของข้าหัวเราะ ก่อนอุ้มข้าพาดบ่า โดยไม่ไยดีเสียงกรีดร้องของข้า โดยไม่ทันตั้งตัว ทันทีที่เขาปล่อยข้าลงบนพื้นเย็นยะเยือก สงครามปาหิมะก็เริ่มขึ้น 

ข้าเบิกตากว้างรีบเบี่ยงตัวหลบก้อนหิมะของเขา เตรียมจะสวนกลับ แต่แล้วหนึ่งเรื่องที่ควรทำก็ผุดขึ้นมาในหัว 

“วันนี้เสด็จแม่—”

อาเยี่ยขยับยิ้ม “ข้ารู้แล้ว”

ในเสี้ยวนาทีที่ข้ากำลังงุนงง ก้อนหิมะจากอาเยี่ยก็ถูกปามาอย่างรวดเร็ว 

“แต่มองตาเจ้าข้าก็รู้แล้วน่า”

สิ้นประโยคนั้นโลกของข้ากลายเป็นสีขาวโพลนเพราะสิ่งที่เขาปามา

อาเยี่ยหัวเราะลั่น—

เยี่ยมไปเลย สวรรค์ !



 

 สามวันต่อมาข้าตื่นแต่เช้าจัดเตรียมทุกอย่างให้เรียบร้อย เนื่องจากอาเยี่ยบอกว่าเขาต้องการจะเข้าวังไปพบหวังฮองเฮา—มารดาของเขา 

แม้ว่าข้าจะสงสัยและงุนงงกับทีท่าของเขา แต่ข้าก็ไม่ได้ถามอะไรออกไป เพียงทำหน้าที่ของข้าให้ดีที่สุด อันที่จริงมันก็เป็นเรื่องดีเพราะอย่างไรหวังฮองเฮาก็เป็นญาติคนหนึ่งในตระกูล นางเป็นพี่สาวของบิดาที่แต่งงานกับโอรสสวรรค์ 

“เมื่อหลายวันก่อนเจ้าทำได้ดี”

ข้ากะพริบตา ก่อนเงยหน้ามองอาเยี่ย “หมายถึงเรื่องที่ตำหนักคุนหนิงงั้นหรือ ?”

อาเยี่ยพยักหน้า “ทุกเรื่อง” 

ข้าไม่ค่อยเข้าใจนัก และอาเยี่ยเองก็ไม่คิดจะทำให้ข้ากระจ่างแจ้ง เขาดึงข้าเข้าไปกอด แล้วลูบหัวข้าอย่างอ่อนโยนเหมือนทุกที 

 

ข้าคุ้นชินกับตำหนักคุนหนิง พอ ๆ กับจวนตระกูลหวัง ตั้งแต่ยังเยาว์วัยมารดามักพาข้าเข้าวังเพื่อมาเป็นเพื่อนเล่นกับอาเยี่ย

ตอนนั้นข้าและเขาเป็นสหายที่ดีต่อกัน ต่อมาข้าก็กลายเป็นพระชายาของเขา 

ชั่วขณะข้าไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองกำลังเหม่อลอย จนกระทั่งรู้สึกถึงสายตาที่จดจ้องมาของอาเยี่ย 

“หวั่นหวั่น ?”

ข้ากะพริบตารีบฉีกยิ้มให้เขา “ข้าอยากรออยู่ด้านนอก นานแล้วที่ท่านกับฮองเฮาไม่ได้อยู่ด้วยกันตามลำพัง นี่เป็นโอกาสดีที่จะอธิบายให้ฮองเฮาเข้าใจว่าท่านไม่ได้ละเลยนาง”

อาเยี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดข้าเป็นครั้งแรก นั่นทำให้เพียงไม่นานแผ่นหลังของเขาก็หายเข้าไปในตำหนักคุนหนิง

เหตุนี้ข้าถึงได้ยืนอยู่ตามลำพัง ท่ามกลางหิมะขาวโพลนและเหล่าบ่าวไพร่ 

ปรกติแล้วในช่วงเวลาที่หิมะแรกตกลงมา ข้ามักครุ่นคิดว่าจะเล่นอะไรกับอาเยี่ย นอกจากปาหิมะ พวกเรามักไปดูดอกไม้ไฟ หรือไม่ก็เที่ยวเล่น แต่นั่นก็สมัยก่อน 

สองปีที่ผ่านมา ข้าและเขาเติบโตขึ้น อาเยี่ยอยู่กับงานของเขา ส่วนข้าก็อยู่ในกรอบของความเหมาะสมมากขึ้น เป็นพระชายาที่เพียบพร้อม

ข้าหลับตา ค่อย ๆ จมดิ่งลงในภวังค์แห่งความคิด

.

.

.

 

“ฮองเฮาเพคะ”

และแล้วก็ถูกปลุกขึ้นมา ลืมตาตื่นยังโลกแห่งความจริง 

“ฮองเฮา”

ข้าปรือตา แล้วกะพริบตาเพื่อให้ภาพที่เห็นชัดเจนขึ้น จึงได้รู้ว่าตนเองเผลอหลับไปอีกแล้ว เผลอหลับไปทั้งที่หนังสือยังอยู่ในมือ 

ฮองเฮาเรียกหาฝ่าบาทหรือเพคะ”นางกำนัลข้างกายถามขึ้น ค่อย ๆ หยิบหนังสือออกจากมือข้าอย่างระมัดระวัง

“ฝ่าบาทหรือ”

ฮองเฮาตรัสว่าอาเยี่ย...”

อาเยี่ย

นามนั้นทำข้าเบิกตากว้าง นานแค่ไหนแล้วที่ข้าไม่ได้เรียกเขาเช่นนั้น ครั้งสุดท้ายนั้นเมื่อไหร่กันนะ 

“เปิ่นกงแค่ฝันถึงเรื่องเก่า ๆ เจ้าของตำหนักคุนหนิงคนก่อน แล้วก็เรื่องในสมัยที่เปิ่นกงเป็นพระชายาอ๋อง”ข้าเอ่ย พลางขยับลุกขึ้นจัดอาภรณ์ให้เรียบร้อย 

“แล้วจะให้หม่อมฉันตามฝ่าบาทหรือไม่เพคะ”

ข้าหลุบตาต่ำลง แทบไม่เสียเวลาครุ่นคิดให้มากความ ”ฮุ่ยกุ้ยเฟยกำลังตั้งครรภ์ อีกทั้งเขายังมีสนมหรงเฟย ฝ่าบาทไม่มีเวลาใส่ใจเปิ่นกงหรอก”

นี่ไม่ใช่ประโยคตัดพ้อ มันคือความชาชินที่เกิดขึ้น แต่ไม่ใช่ความด้านชาเสียทีเดียว 

ข้าหยิบปลอกเล็บสีทองขึ้นสวม จากนั้นหันไปออกคำสั่งกับขันที “ให้คนเตรียมเกี้ยว เปิ่นกงจะไปตำหนักเย็น” 

“หิมะกำลังตกหนักนะเพคะ หม่อมฉันว่ารออีกสักสองชั่วยามค่อยเสด็จดีหรือไม่เพคะ”

ยามได้ยินคำว่าหิมะ ข้าถึงกับชะงักค้างไปเล็กน้อย เรื่องราวในความฝันเมื่อครู่ช่างเข้ากับสถานการณ์เสียจริง

“ว่าไปแล้วอดีตฮองเฮาเองก็ถูกปลดในวันที่หิมะตกหลังจากปีนั้น

เช่นเดียวกันกับข้าและเขา นั่นคือปีสุดท้ายที่พวกเราเล่นสนุกกัน 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 296 ครั้ง

61 ความคิดเห็น

  1. #19 tany28 (@tany28) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 กันยายน 2562 / 13:04
    ตอนท้ายนี่เข้าสู่ไทม์ไลน์ปัจจุบันหรืออดีต? เพราะตอนเริ่มเรื่องมาหวั่นหวั่นถูกปลดแล้วใช่มั้ย?
    #19
    0
  2. #18 อีดำตัวน้อย (@230023) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 กันยายน 2562 / 10:41
    อาเยี่ยๆๆกลิ่นมาเลยมาม่า5555 รอคร้า
    #18
    0
  3. #17 ลิลหรี่ (@maple_) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 กันยายน 2562 / 10:37
    อ่านแบ้วสงสารนางเอก ฝันถึงเรื่องเก่าๆ ว่าแต่ฮองเฮาคนเก่าถูกปลด แปลว่านางเอกเป็นเมียหลวงแต่ก่อนเป็นฮ่องเต้เอาคนอื่นมาเสียบเป็นฮองเฮาแทน แล้วค่อยปลดให้นางเอกเป็นฮองเฮา อืมมม น่าคิด
    ความจริงกับความฝันต่างกันอย่างสิ้นเชิง
    #17
    0
  4. #16 piepak_xxx (@piepak_xxx) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 กันยายน 2562 / 09:20
    เราแค่อ่านต้นเรื่องก็รู้สึกอยากด่าอาเยี่ยมากไม่รู้ทำไม รอนะคะ
    #16
    0
  5. #15 laan150 (@laan150) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 กันยายน 2562 / 20:47

    รอรอรอค่ะ
    #15
    0
  6. #13 Gift Metawadee (@gift-suchawadee) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 กันยายน 2562 / 20:34
    น่าสนใจจจจ
    #13
    0
  7. #12 HighGirl (@Ammy_PMP) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 กันยายน 2562 / 18:26
    รอน้าาา
    #12
    0
  8. #11 kalakhao (@kalakhao) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 กันยายน 2562 / 18:08
    ตามค้าาาา
    #11
    0