พลิกเกมล่าจารชน คนออนไลน์

ตอนที่ 127 : [ภาคนาคาสมุทร] ตอนที่ 62 ผู้ว่าจ้าง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8849
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 230 ครั้ง
    14 เม.ย. 61

62

รันมะใช้มือขวาประคองกล้องส่องทางไกลที่ห้อยติดอยู่ริมหน้าต่างของหอบังคับการส่องกวาดดูบริเวณริมฝั่งทะเลซึ่งเป็นทิศที่เหล่าลูกเรือของเขาเอาเรือเล็กขึ้นฝั่งไว้ เงาคนนับสิบกำลังเดินจับกลุ่มกันอย่างธรรมดา ไม่มีท่าทีของเหตุการณ์อันผิดปกติวิสัย

          “มีอะไร” อรชุนเอ่ยถาม เพราะเทพอารักษ์นั้นเห็นเพียงผู้เล่นเดินกันเป็นกลุ่มใหญ่เท่านั้น

            “พวกเรามีสิบสองคน แต่สดับเสียงคลื่นผมมันบอกว่าที่กำลังเดินมานี่มีสิบสี่”

            ชายหนุ่มตอบพลางปรับโฟกัสของกล้องซูมเข้าไปใกล้ เขาส่องนิ่งอยู่อึดใจหนึ่งก็ถอนหายใจเฮือก

            “สองคนที่แอบดูเราตอนนั้นเอง อรชุน”

            เทพอารักษ์ขมวดคิ้ว พยายามจะหรี่ตามอง แต่ถึงจะสายตาดีแค่ไหน ระยะเกือบพันหลา อรชุนก็มองเห็นแต่เงาตะคุ่ม ๆ

            “แต่แปลก พวกนั้นเดินคุยกันมาแบบปกติดีที่สุดเลย ไม่มีท่าทีของการควบคุมตัว”

            เร็วเท่าความคิด รันมะส่งกล้องต่อไปให้อรชุน ส่วนตนเองเลิกปลอกแขนขึ้นแล้วกดส่งข้อความสั้น ๆ ไปหาภูอินท์

            ใคร

          ครู่เดียว ต้นกลเรือนาคาสมุทรก็ตอบกลับมา

            ผู้เล่นสองคนครับ ไว้ใจได้ เขามีเรื่องอยากจะให้เราช่วย

          พอเห็นลูกน้องมือดีตอบกลับมาแบบนั้น ความกังวลก็ค่อย ๆ คลายไป รันมะปล่อยให้อรชุนใช้กล้องส่องทางไกลส่องดูเหล่าลูกเรือต่อไปก่อนจะเดินลงจากหอบังคับการ เขาเห็นเจ้าแอ๊คซ์นอนตากลมอยู่บนดาดฟ้าส่วนหัวเรือ นาคาสมุทรเวลานี้อยู่ในสภาพเรือขนส่งสินค้าทั่วไป เขี้ยวเล็บต่าง ๆ ถูกเก็บลงใต้ระวางเรือจนหมดสิ้น

            รันมะใช้เวลาเดินตามหาสองสาวโมลิกับจูเลียอยู่พักใหญ่เพราะทักษะสดับเสียงคลื่นของเขานั้นมีข้อจำกัดในสภาวะแวดล้อมที่ซับซ้อนพอสมควร ก่อนจะพบว่าทั้งคู่กำลังขลุกอยู่ในห้องครัวใต้ท้องเรือ กลิ่นอาหารโชยออกมา

              รันมะพยายามจะกลั้นอาการคัดจมูกเพราะกลิ่นเครื่องเทศ แต่สุดท้ายก็กลั้นไม่อยู่

            “ฮะฮะฮัด..เช้ยยย”

            โมลิกับจูเลียหันขวับมาทางต้นเสียงเห็นรันมะยืนเอามือปิดปากปิดจมูกน้ำตาคลออยู่

            “พี่รันมาพอดีเลย หนูกำลังทำปลาทะเลราดพริกอยู่”

            วิญญาณเด็กสาวหันมายิ้มจนตาหยี

            มาลองชิมหน่อยสิคะ”

            ชายหนุ่มกระพริบตาสองสามครั้งพลางนึกก่นด่าตัวเองในใจที่เข้ามาผิดจังหวะ ครั้นจะปฏิเสธก็กลัวว่าคนทำจะน้อยใจ สุดท้ายเลยจำต้องเดินปลง ๆ เข้าไปในห้องครัว ตาเหลือบมองดูพริกผัดกับเครื่องเทศในกระทะ ส่วนปลาทอดที่วางพักไว้บนตะแกรงนั้นบางส่วนไหม้เกรียมเล็กน้อย รันมะลองเอานิ้วจิ้ม ๆ ดูก็รู้ว่าคนทอดนั้นทอดไม่เป็น เพราะใช้ไฟแรงเกินไป ทำให้ภายนอกไหม้ ขณะที่เนื้อในยังสุกไม่เต็มที่

            “หนูทำตามที่หนังสือเล่มนี้เขียนไว้อ่ะ”

            รันมะใช้ช้อนยาวตักพริกผัดเครื่องเทศในกระทะขึ้นมาชิมดู ดวงตาสีน้ำเงินเข้มกลอกไปมา

            “เกือบอร่อยแล้ว เธอต้องใส่เกลือลงไปอีกนิด รสจะได้เข้มข้นหน่อย นี่มันหวานโด่เกินไป”

            เพราะรู้ว่าจะอย่างไรเสีย ตนเองก็คงหนีไม่พ้นต้องเป็นคนทานอาหารเหล่านี้ รันมะเลยถือโอกาสทำเองเสียเลย ชายหนุ่มโรยเกลือเล็กน้อย ตามด้วยน้ำปรุงอีกสองสามประเภทที่เขาหาซื้อมาตั้งแต่อยู่ป้อมผาธงชัย

            “ใช้ได้แล้ว เดี๋ยวตั้งไฟอ่อน ๆ เคี่ยวไว้ก่อนนะ ให้น้ำพริกมันงวดลงกว่านี้ นี่น้ำเยอะเกินไป ไม่อร่อย”

            รันมะผละจากกระทะผัดพริก เขาสะกิดจูเลียที่ยืนดูเฉยอยู่ให้ตามไปที่อ่างปลาขนาดใหญ่ซึ่งภายในมีปลาเป็น ๆ หลากหลายชนิดว่ายวนอยู่

            “นี่เขาเรียกว่าปลาทรายแดง” ชายหนุ่มใช้สวิงช้อนปลาขนาดเท่าแขนตัวหนึ่งขึ้นมา มันดิ้นขลุกขลัก

            “ไม่รู้สิคะ ตั้งแต่เกิดมา จูเลียไม่เคยทำอาหารเองเลย”

            อดีตหัวหน้าเผ่าคนแคระเอ่ยเบา ๆ ผู้เป็นนายเป่าลมพรูออกจากปาก

            “ไอ้ที่เธอเอาไปทอดเมื่อกี้ เขาไม่กินกันหรอก เนื้อมันหยาบ แล้วก็ก้างเยอะ”

            ว่าพลางก็อัดพลังธาตุอัสนีสะบั้นฟ้าลงไปที่ตัวปลาก่อนจะเริ่มใช้มีดทำครัวตัดครีบและผ่าท้องมันเพื่อแยกส่วนเครื่องในที่ไม่กินออก สุดท้ายก็ใช้มีดบั้งเป็นริ้ว ๆ ห่างกันราวหนึ่งนิ้ว

            “เวลาทอดน่ะ ทอดไฟปานกลาง ไม่ต้องแรงมาก เพราะจะทำให้ข้างนอกไหม้ แต่เนื้อในยังสุกไม่เต็มที่”

            รันมะจัดการตั้งกระทะทอดบนเตาซึ่งใช้แร่อัคนีบริสุทธิ์เป็นตัวให้ความร้อน เขาเขี่ยก้อนแร่ให้เป็นวง ๆ ก่อนจะจุดไฟ เนื่องจากไม่มีน้ำมันใช้สำหรับทอด จึงต้องใช้เนยแข็งแทน กลิ่นเนยเมื่อโดนความร้อนหอมฟุ้งตลบทั่วห้องปรุงอาหาร

            “ตอนทอดปลา ไม่ต้องไปพลิกบ่อย ปล่อยให้มันสุกเป็นข้าง ๆ ไป ไม่งั้นหนังปลาจะลอก เนื้อเละหมด ไม่สวย”

            ชายหนุ่มตีมือคนแคระสาวที่ทำท่าจะใช้ตะหลิวในมือพลิกกลับปลาทอด ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะใส่ปลาลงไป เจ้าหล่อนทำปากขมุบขมิบบ่นอะไรพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ขณะที่โมลินั้นแอบหัวเราะคิกคัก

            รันมะหันมองไปรอบ ๆ ห้องเพื่อดูว่าสองสาวนั้นได้ทำอะไรไปอีกแล้วบ้างนอกจากปลาทอดไหม้ ๆ ข้าวสารที่มีเฉพาะทวีปราวิเนียนอยู่ในถังไม้ ดูเหมือนว่าทั้งสองจะหุงข้าวไม่เป็น ซึ่งเขาก็ไม่ได้แปลกใจอะไร ชายหนุ่มตักข้าวจำนวนมาใส่ลงในหม้อหุงข้าวขนาดใหญ่ ตามด้วยน้ำจืดเพื่อใช้ซาวข้าวทิ้งไปก่อนสองสามครั้ง ส่วนเตาหุงข้าวนั้น ใช้วิธีนึ่งแบบเป็นถ้วย ๆ ไป

            “มาช่วยพี่ตักข้าวพวกนี้ใส่ลงในถ้วยนี่หน่อย ไม่ต้องใส่เยอะนะ แค่หนึ่งส่วนสี่”

            ถ้วยเหล็กสำหรับนึ่งข้าวขนาดหนึ่งจานพอดี เมื่อแบ่งข้าวลงในถ้วยเหล่านั้นเรียบร้อย รันมะก็รินน้ำใส่ตามลงไป จากนั้นนำไปวางเรียง ๆ ในเตานึ่งไอน้ำขนาดใหญ่ เขาคำนวณไว้แล้วว่ามันน่าเพียงพอสำหรับคนสิบเจ็ดคนแน่นอน

 

            ประตูฝั่งตะวันตกเมืองอิกกันซาซาร์ ชายหนุ่มในชุดเสื้อแขนกุดสีทะมอ กางเกงครึ่งแข้งสีน้ำเงินเข้ม ทั้งตัวไม่มีอาวุธใด ๆ กำลังตะลุมบอนกับผู้เล่นอีกนับสิบคนท่ามกลางเอฟเฟคของทักษะพิเศษจนลานตาไปหมด แต่ทั้งหมดนั้นอยู่ในโดมบาเรียสีเขียวใส

            “สิบสามฝ่ามือสังหารมังกร”

            ชายหนุ่มชุดขาวกู่ร้องออกมา ฝ่ามือทั้งสองหงายออกจนเรียบ พลังธาตุลมถูกอัดลงที่ฝ่ามือทั้งสองด้านก่อนจะกระแทกออกไปโดยรอบ ผู้เล่นเกือบสิบคนหลบไม่ทันก็ถูกแรงอัดลอยคว้างออกไป สองสามคนที่หลบได้ทันแต่ก็ทำได้เพียงแค่นั้น เงาร่างสีดำวูบเข้าใส่ มือที่ขยุ้มจนเหมือนกรงเล็บสัตว์ตวัดเข้าที่ลำคอก่อนจะอาศัยกำลังกดลงไปอย่างแรง

            “อ๊อก” เสียงอึกอักดังมาจากผู้เล่นสามคนสุดท้ายที่บัดนี้ลงไปนอนกองกับพื้น ศีรษะบิดหมุนไปอยู่ด้านหลัง ตายสนิท

            “รอบนี้แค่สิบสองเองเหรอ” ชายหนุ่มกวาดตามองรอบ ๆ อีกครั้ง เมื่อเห็นว่าศัตรูตายหมดสิ้นก็สลายบาเรียแล้วหันหลังเดินออกไปตามถนน ผู้คนจำนวนมากพากันหลีกทางให้ เขาเดินตรงไปเรื่อย ๆ ตาก็เหลือบมองทางโน้นทางนี้ทีอย่างพออกพอใจ เมื่อเห็นผู้เล่นพากันหลีกทางให้ตนเองจนมาหยุดอยู่หน้าแผงลอยขายขนมปัง

            “ขนมปังหน้าฝอยทอง น่ากินดี”

            คำพูดลอย ๆ ของเขาทำเอาผู้เล่นหญิงซึ่งเป็นผู้เล่นสายแม่ครัวที่ทำขนมขายถึงกับตัวสั่นน้อย ๆ

            “ขอฉันสักสองสามชิ้นได้ไหม แม่ค้า”

            แม่ค้าขายขนมปังอ้าปากเล็กน้อยเหมือนจะพูดอะไร แต่แล้วก็ไม่พูด ได้แต่พยักหน้าเร็ว ๆ อย่างถี่รัว เจ้าหล่อนหยิบขนมปังหน้าฝอยทองออกมาทั้งถาดด้วยมือที่เก็บอาการสั่นไว้ไม่ได้

            “ฉันเอาแค่สองสามชิ้นนะ ไม่ได้เอาทั้งถาด” ชายหนุ่มเอ่ยพลางหัวเราะเบา ๆ

            “อะเอ่อ” หญิงสาวชะงัก ดวงตาหลุบต่ำลงเพราะทำอะไรไม่ถูก

            “ฮะฉันล้อเล่นน่ะ ไม่เข้าใจทำไมต้องกลัวฉันขนาดนี้ด้วย ฉันไม่ฆ่าแม่ค้าให้เสียเวลาหรอก เอ้านี่ ค่าขนม ไม่ต้องทอนนะ” ชายหนุ่มหยิบขนมปังหน้าฝอยทองสองก้อนมาถือไว้ ก่อนจะวางเงินเหรียญจำนวนหนึ่งลงบนแผงลอยแล้วเดินออกไปอย่างอารมณ์ดี

            ระหว่างที่กำลังเดินเคี้ยวขนมปังไปพลางฮัมเพลงไปพลางอย่างสบายใจนั้นเอง ผู้เล่นกลุ่มหนึ่งที่กำลังสู้กันบังเอิญวิ่งผ่านมาพอดี ชายหนุ่มหยุดชะงักให้ผู้เล่นกลุ่มนั้นวิ่งผ่านไปก่อน

            “หัวหน้าครับ”

            เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลังพร้อมกับการปรากฏตัวเงียบ ๆ ของชายหนุ่มอีกคนซึ่งสวมชุดเกราะหนังสีดำสนิท มือขวากุมพลองสีทองยาวท่วมหัว

            “ว่าไง แทน” คนตอบรับทั้ง ๆ ปากยังเคี้ยวขนมปังอยู่

            “สายเราที่อยู่ทั่วเมือง ไม่พบเจ้ารันมะนั่นเลยครับ เราสงสัยว่ามันอาจจะหนีออกจากเกาะไปแล้ว ส่วนเตชิตนั้นผมเห็นมันป้วนเปี้ยนอยู่แถว ๆ สตรีทไฟท์คลับ”

            ชายหนุ่มพยักหน้ารับช้า ๆ ดวงตาสีเขียวมรกตทอประกายอย่างครุ่นคิด

            “แล้วเจ้านักฆ่าฝีมือฉกาจที่แกว่า ยังเห็นมันอยู่หรือเปล่า”

            “ไม่เจอเหมือนกันครับ แต่สายเราจากทั่วทวีปก็รายงานมาตรงกัน พอจะสรุปได้ว่าหมอนั่นคืออินทรีมรณะอย่างแน่นอน อ้อ แล้วดูเหมือนจะมีหนึ่งในสี่จตุรเทพแฝงตัวมาเงียบ ๆ อีกด้วยครับ ที่จริงผมก็ยังไม่แน่ใจ แต่เมื่อคืนผมเห็นมันอยู่ที่สตรีทไฟท์คลับ แล้วก็ภาพบันทึกตอนที่มันต่อสู้ชัดเจนมาก”

            ชายหนุ่มพยักหน้ารับอีกครั้ง

            “พวกมันพากันแห่มาที่อิกกันซาซาร์อย่างที่คิดจริง ๆ ไม่เลวเลยสำหรับลูกไม้ตื้น ๆ”

            “ครับแล้วหัวหน้าจะให้ทำอย่างไรต่อ อีกไม่กี่วันกิจกรรมก็จะสิ้นสุดลง ผมว่าพอถึงเวลานั้นมีนองเลือดแหง ๆ”

            “จะกลัวไปทำไม เวลานั้นพอฉันมีมังกรทองผงาดฟ้าอยู่ในมือ ต่อให้จตุรเทพก็ไม่ใช่คู่มือฉัน”

            แทนยืนนิ่งเงียบไป ดวงตาไหววูบ ในใจกำลังนึกถึงผู้เล่นคนหนึ่ง ซึ่งเล่นงานเขาจนกระอักเลือดมาแล้ว

            “แล้วนายรันมะถ้าเกิดมันหวนกลับมา”

            “ก็ดี ฉันจะได้แก้แค้นมัน ฮึฮึ มันทำฉันขายหน้ามากที่เกาะมิดแลนด์ ให้มันรวมกันเข้ามาทั้งหมดเลย จะได้คิดบัญชีเลยทีเดียว บางที ยิงปืนนัดเดียวอาจจะได้นกทั้งฝูงก็ได้ว่ะ”

            “ไม่ก็ถูกฝูงนกรุมจิกตาย” แทนเอ่ยต่อเบา ๆ

            “ก็ต้องลองเสี่ยงดูล่ะวะ เรามากันไกลขนาดนี้แล้ว จะถอยกลับไปเริ่มใหม่ทำไม”

            ว่าพลางเจ้าตัวก็หัวเราะเบา ๆ ในคอแล้วเดินก้าวยาว ๆ จากไป ทิ้งให้ลูกน้องคนสนิทยืนทอดถอนใจอยู่คนเดียว ผู้เล่นสามสี่คนที่อยู่ในบริเวณนั้นพากันซุบซิบนินทา

            “นั่นมันเฉินเฟิงนี่หว่า

            “เออดิ ไอ้หมอนี่แหละ มันฆ่าฉันมาสามครั้งแล้ว”

            “เซงเลยว่ะมันเล่นโกงแบบนี้ ใครจะไปชนะ”

            แทนซึ่งยืนคิดอะไรอยู่เพลิน ๆ พอได้ยินถึงกลับหัวคิ้วกระตุก ชายหนุ่มปล่อยจิตสังหารพรึบออกมา พลองสีทองในมือตวัดกระแทกพื้นตูมสนั่น

            “พูดจาอะไรระวังปากหน่อย เดี๋ยวศพจะไม่สวย”

 

            รันมะที่กำลังง่วนกับการเลือกปลาในอ่างสำหรับนำมาเตรียมให้จูเลียทอดต่อหันไปมองทางประตู แบร์รี่ยืนทำจมูกฟุดฟิดอยู่

            “มีอะไร แบร์”

            เด็กหนุ่มหน้าตี๋กลืนน้ำลายลงคอเพราะได้กลิ่นอาหาร

            “อ่อคือพี่อินท์ให้ผมมาตามลูกพี่ครับ เราเจอผู้เล่นสองบนฝั่ง เขาอยากคุยกับกัปตันเรือ”

            รันมะขมวดคิ้ว

            “ที่ไหน

            “หาดครับ พี่อินกับพวกเราส่วนหนึ่งรออยู่ที่นั่น”

            “โอเค เดี๋ยวฉันไป แล้วพอจะรู้ไหม เขาจะคุยเรื่องอะไร” ชายหนุ่มเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน

            “เห็นคุยกันคร่าว ๆ บอกว่าอยากจะว่าจ้างเรือเราออกไปค้นหาสมุนไพรครับ”

            รันมะพยักหน้ารับ เขาหันไปสั่งจูเลียกับโมลิให้ทำอาหารเตรียมไว้เยอะ ๆ สำหรับลูกเรือทุกคนด้วยก่อนจะเดินตามแบร์รี่ขึ้นไปยังดาดฟ้าเรือ รันมะกระโดดลงเรือเล็กที่มีทรอสกับสมิทถือพายรออยู่ แบร์รี่โดดตามลงมาอย่างรวดเร็ว

            “สองคนเป็นคู่ชายหญิงใช่หรือเปล่า” รันมะเอ่ยถาม

            “ครับพี่รัน น่าจะเป็นแฟนกันด้วย”  สมิทตอบ

            กัปตันเรือนาคาสมุทรเม้มปาก เขาพอจะเดาได้ไม่ยากว่าผู้เล่นสองคนนั้นคงจะไม่ใช่ใครอื่น นอกเสียจากผู้เล่นสองคนที่เขาแอบลงมาดูเมื่อตอนบ่าย ๆ นี้เอง

            เรือเล็กค่อย ๆ ลอยเข้าฝั่ง รันมะหรี่ตามองกลุ่มลูกเรือที่เหลือของเขาที่นั่งจับกลุ่มกันอยู่ริมหาด กองไฟถูกก่อขึ้นราวกับว่าพวกนั้นเตรียมจะจัดปาร์ตี้รอบกองไฟกัน

            “นั่นมันอะไรทำไมต้องก่อไฟ” รันมะหันมาถามแบร์รี่ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เด็กหนุ่มยิ้มจนตาหยีพลางตอบ

            “อ๋อเราว่าจะย่างหมูกินกันน่ะครับ พอดีขากลับเราได้หมูป่ารุ่น ๆ มาตัวนึง”เด็กหนุ่มตอบอย่างอารมณ์ดี

            “จะจัดรอบกองไฟเหมือนตอนเรียนลูกเสือหรือไงงั้นเดี๋ยวพวกนายย้อนกลับไปที่เรืออีกรอบ ฉันนึ่งข้าวเผื่อไว้แล้ว”

            เสียงคุยกันเอะอะดังมาจากกลุ่มลูกเรือของเขา ที่เวลานี้มีผู้เล่นชายหญิงอีกสองคนนั่งร่วมวงอยู่ด้วย นับว่าภูอินท์ยังเป็นงานอยู่พอสมควร ที่ไม่พาทั้งสองคนขึ้นไปบนเรือเลย ทรอสกับสมิทเร่งจ้ำพายเร็วขึ้น เพียงครู่เดียวเรือเล็กก็ลอยเข้ากระทบตลิ่ง เพชรใสตรงเข้ามาใช้เชือกคล้องหัวเรือไว้ขณะที่รันมะกระโดดลงจากเรือ สายตาสองคู่มองมาที่เขา

            “นี่กัปตันรันมะครับ ลูกพี่เราเอง” ภูอินท์ที่นั่งอยู่บนตอมะพร้าวหันมาทางชายหนุ่มที่กำลังเดินตรงเข้าไป

            ชายหญิงทั้งคู่ยิ้มกว้าง ตามองดูชายหนุ่มร่างสูงในชุดนักเดินทางสีดำรัดกุม เกราะหนังสีดำ ผมสีดำตัดสั้น ฝ่ายหญิงสาวนั้นเอียงศีรษะน้อย ๆ เหมือนประหลาดใจ เพราะชุดที่รันมะสวมนั้นมันดูธรรมดาเอามาก ๆ หากเทียบกับภูอินท์ซึ่งสวมเกราะโลหะอ่อนสีดำประกาย

            “สวัสดีครับ” กัปตันเรือหนุ่มเริ่มต้นทักทายแบบง่าย ๆ รอยยิ้มบาง ๆ ที่ไม่คอยมีให้เห็นง่ายนักปรากฏขึ้นที่ริมฝีปาก เพราะเขากำลังนึกถึงตอนที่แอบฟังคนทั้งคู่นี้คุยกันเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา

            “สวัสดีครับ กัปตันผม แมทธิว และนี่โฟร์”

            แมทธิวเป็นชายหนุ่มร่างสันทัด ใบหน้าคมสัน ใบหน้าดูคล้ายเด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดสิบแปด แต่รันมะเดาว่าเขาน่าจะอายุราว ๆ ยี่สิบต้น ๆ ส่วนโฟร์นั้นร่างเล็กนิดเดียว ผิวขาวจัด ใบหน้าจิ้มลิ้มน่าเอ็นดู

            “มีเรื่องอะไรหรือครับ” รันมะไม่อ้อมค้อมให้เสียเวลา เขาทรุดตัวลงนั่งบนต้นมะพร้าวที่ล้มนอนอยู่ สายตาจับจ้องสังเกตบุคคลทั้งสองอย่างพินิจ แมทธิวอึ้งไปเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่ารันมะจะถาม

            “อือคือพวกเราอยากจะว่าจ้างคุณและเรือของคุณออกทะเลนอกน่ะค่ะ เราต้องการไปค้นหาสมุนไพร”

            หญิงสาวตอบยิ้ม ๆ ดวงตาสีฟ้าเหลือบมองชายหนุ่มเล็กน้อย เขาต้องยอมรับว่าใบหน้าของเธอนั้นดูงดงามมีเสน่ห์มาก

            “ออกทะเลนอกหรือ” รันมะทวนคำถาม

            “ทำไมถึงจะจ้างเรือผมล่ะผมว่าไปหาเรือของสมาคมนักสำรวจน่าจะดีกว่านะ”

            คราวนี้ทั้งคู่หันมองหน้ากันเอง

            “ตอนแรกเราก็คิดแบบนั้นแหละครับ แต่ติดขัดที่เรื่องค่าจ้าง เรือของสมาคมนักสำรวจคิดราคาสูงมาก อีกอย่าง เรือที่มีสังกัดพรรคอื่น ๆ พอบอกว่าออกทะเลนอกก็ส่ายหัวกันหมด”

            แมทธิวเอ่ยตอบพลางใช้นิ้วลูบจมูกเบา ๆ รันมะพยายามจับพิรุธอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่พบอาการใด ๆ

            “แล้วทำไมคิดว่าผมจะตกลงล่ะ”

            คำถามเรียบ ๆ ของกัปตันเรือนาคาสมุทรทำเอาทั้งสองนิ่งอึ้งไป ภูอินท์กับการเวกหันมองลูกพี่ของตัวเอง

            “อืมก็ไม่รู้เหมือนกันนะ แต่ครั้งแรกที่เราเห็นเรือคุณ มันดูไม่เหมือนเรือลำอื่น ๆ อีกอย่าง เรือคุณไม่ติดธงบอกสังกัดพรรค ซึ่งก็มีอยู่สองความหมายนั่นก็คือ ถ้าไม่ใช่เรือโจรสลัดก็ต้องเป็นเรือของผู้เล่นอิสระที่มีฝีมือพอสมควร เพราะไม่ใช่ว่าใคร ๆ จะมีเรือเป็นของตัวเองแล้วดำรงอยู่ได้โดยไม่มีสังกัดพรรคหนุนหลัง”

            โฟร์ตอบช้า ๆ พลางใช้นิ้วขยี้ปลายผมตรงสลวยที่ยาวลงมาเคลียไหล่ของตัวเอง รันมะเอียงคอเล็กน้อย เขาสลับสายตาไปมาระหว่างแมทธิวกับโฟร์

            “ตอบได้ดี เอาเป็นว่า ผมขอถามอีกครั้ง สมมติว่าถ้าผมตกลง ผมพาคุณออกเดินทางหาสมุนไพรนั่นเราจะทำสำเร็จหรือ” กัปตันเรือนาคาสมุทรถามเสียงแผ่วลึก ดวงตาสีน้ำเงินทอดจับอยู่ที่บุคคลทั้งสองอย่างเปิดเผย

            “ทะเลนอกอาจจะร้ายกาจ และถึงแม้เราจะไม่เคยไป แต่ผมเชื่อว่าเราจะทำสำเร็จ อีกอย่าง ผมมีเพื่อนคนหนึ่ง มีฝีมือพอสมควร การเดินทางครั้งนี้เขาสัญญาแล้วว่าจะไปด้วย”

            รันมะได้ฟังก็นิ่งเงียบไป ภูอินท์กับการเวกที่นั่งฟังอยู่ด้วยเหลือบมองเขาราวกับรอการตัดสินใจ

            “ครั้งนี้ผมคงต้องใช้เวลาตัดสินใจสักพัก จะว่าอะไรไหม หากผมจะขอเวลาสองสามวันในการให้คำตอบ”

            ชายหนุ่มตอบอย่างระมัดระวัง พลางลอบสังเกตกริยาของทั้งคู่ไปด้วย

            “ตามสบายเลยครับ เราก็ไม่รีบ เพราะอย่างไรก็ต้องรอจนจบเทศกาลเดือนสิบสองของที่นี่อยู่แล้ว เพื่อนเราที่จะไปด้วยมันติดลงแข่งอยู่”

            แมทธิวที่ดูเหมือนจะเริ่มกล้าพูดมากขึ้นตอบยิ้ม ๆ

            “ครับ ตามนั้น แต่ตอนนี้ผมหิวแล้ว เอาเป็นว่า เรายกเรื่องเครียด ๆ ไว้คุยกันทีหลังดีกว่า”

            รันมะลุกขึ้นยืน บรรดาลูกเรือที่นั่งทำทีเป็นไม่สนใจอยู่รอบ  ๆ แต่ความจริงแล้วล้วนแอบฟังการสนทนาอยู่หันมามองกัปตันเป็นตาเดียว

            “ย่างหมูกินกันดีกว่า คืนนี้เปลี่ยนบรรยากาศ นอนบนฝั่งกันสักคืนส่วนพวกคุณสองคน ถ้าไม่ติดอะไร ผมขอเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารเย็นมื้อนี้” กัปตันเรือนาคาสมุทรหันมาเอ่ยประโยคสุท้ายกับแมทธิวและโฟร์ที่กำลังจะลุกขึ้นยืนเช่นกัน

            “ด้วยความยินดีครับ/ค่ะ”

           

            เวลาเกือบหนึ่งทุ่ม ชายหาดสว่างไสวไปด้วยแสงจากกองไฟขนาดใหญ่สองกอง ลูกเรือนาคาสมุทรประกอบไปด้วย ภูอินท์ การเวก แบร์รี่ ทรอส เพชรใส พลอยแดง แบล็ก สมิท หมอกเงา แคทจัง ธิดาฟ้า และกาซิม รวมทั้งรันมะ อรชุนและโมลิ กับผู้มาใหม่อีกสองคนกำลังนั่งล้อมวงพูดคุยและรับประทานอาหารกันอย่างรื่นเริง เหล้าผลไม้หมักหนึ่งถังถูกยกมาจากเรือพร้อมกับข้าวสวยและปลาราดพริก

            “พวกคุณมีกันแค่นี้เองหรือ” โฟร์ซึ่งดื่มเหล้าผลไม้เข้าไปพอสมควรจนแฟนหนุ่มที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ต้องยกแก้วของเธอออกไปหันมาถามรันมะซึ่งนั่งอยู่อีกข้างหนึ่ง

            “มีอีกสองคนครับ อยู่บนเรือ เรามีกันแค่สิบเจ็ดชีวิต” ชายหนุ่มตอบเรื่อย ๆ พลางใช้มีดสั้นเฉือนเนื้อหมูเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำมันวางบนจานของโมลิ

            “น่าอิจฉาจังนะคะ ชีวิตบนเรือที่แสนจะอิสระ”

            “ครับ อยากจะไปที่ไหน ทำอะไรก็ได้ ความจริงผมก็มีฝันนะครับ ฝันที่จะล่องเรือออกไปในที่ ๆ ไม่มีใครรู้จักหรือค้นพบ แสวงหาสิ่งที่แปลกใหม่ ยิ่งถ้าเราเป็นคนแรกที่พบเจอมันแล้ว มันคงจะเป็นความรู้สึกดีที่สุดในชีวิตการเล่นเกมของผมเลย”

            ทั้งหมดนั่งสนทนากันต่อไปเรื่อย ๆ รันมะเริ่มใช้ความสามารถในวิชาจารกรรมที่เคยเรียนมา เหล้าผลไม้ถังที่สองถูกนำมาตั้งแทนถาดหมูหันที่บัดนี้เหลือแต่โครงกระดูก แมทธิวกับโฟร์นั้นความจริงเป็นคนฉลาดและระมัดระวังตัวอย่างมาก แต่กับรันมะผู้ผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชนนั้น ทั้งคู่ก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยที่เพิ่งหัดเดิน ยิ่งมีเหล้าผลไม้หมักรสชาตินุ่มคอคอยเติมให้เต็มแก้วอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วด้วย บรรยากาศที่ผ่อนคลายทำให้ทั้งสองคนคลายความระมัดระวังลง

            รันมะชวนคุยไปเรื่องสัพเพเหระไปเรื่อย ๆ เหมือนกับไม่มีอะไร แต่ความจริงทุกประโยคและคำพูดนั้นล้วนมีจุดประสงค์ในทางลับทั้งสิ้น ไม่นานเขาก็ได้ข้อสรุปเป็นที่เรียบร้อย

            “เอ่อผมว่านี่ก็ดึกแล้ว โฟร์ท่าจะแย่ละ คุณมีเต็นท์มาด้วยหรือเปล่า คืนนี้เรานอนกันที่นี่แหละ”

            รันมะเอ่ยพลางยิ้มเมื่อเห็นหญิงสาวนั่งตาปรือซบไหล่แฟนหนุ่มอยู่

            “อ๋อมีครับ เรามีเต็นท์ ว่าแต่ว่า” แมทธิวหันมองไปรอบ ๆ บรรดาลูกเรือนาคาสมุทรที่แยกเป็นสองวง วงหนึ่งคือบรรดาขี้เมาที่กำลังร้องเพลงประกอบดนตรีเข้าจังหวะอยู่ไม่ห่าง อีกวงกำลังเคร่งเครียดกับการเล่นไพ่

            “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวผมก็จะไล่พวกนี้ไปนอนแล้ว เราจะแบ่งเวรยามกันเอง คุณหลับให้สบายเถอะ คืนนี้ผมรับรองความปลอดภัยให้เอง”

            แมทธิวพยักหน้ารับ ใบหน้ามีรอยยิ้มจริงใจอย่างเปิดเผย การเวกที่นั่งอยู่ร่วมด้วยลุกขึ้นไปช่วยกางเต็นท์ขณะที่โฟร์นั่งสะลึมสะลือ โมลิซึ่งคืนนี้ถูกเขาห้ามไม่ให้ดื่มเหล้านั่งอมยิ้มอยู่ข้าง ๆ

            ว่ายังไง รันมะ สองคนนี้ดูไม่มีพิษภัยอะไรนะ ฟังจากที่เจ้าพูดคุยแล้ว ระหว่างนั้นเอง เสียงอรชุนก็ดังขึ้นในกระแสจิต เทพอารักษ์ออกไปนั่งรับลมอยู่ที่โขดหินไม่ไกลนัก

            ครับ ผมว่าไว้ใจได้ทั้งคู่ เหลือแต่เพื่อนของเขาอีกคน แต่ไม่ต้องห่วง พรุ่งนี้ผมจะให้จูเลียแอบติดตามสองคนนี้ไป

            รันมะตอบกลับด้วยกระแสจิตเช่นกัน

            นี่เป็นเหตุผลที่เจ้าให้จูเลียอยู่บนเรือสินะ

            ใช่ครับ จากที่ผมสรุปคร่าว ๆ สองคนนี้เป็นนักเดินทางอิสระ ไม่มีสังกัด มีฝีมือพอตัว แมทธิวมีอาชีพเป็นแพทย์แผนโบราณระดับแปดสิบเก้า ส่วนโฟร์อาชีพพรานระดับแปดสิบเก้าเหมือนกัน รันมะยกแก้วไม้ขึ้นดื่มเหล้าเสียอึกใหญ่

            แล้วยังไง เจ้าจะตอบตกลงรึ

            ก็ไม่เสียหายตรงไหนนี่ครับ อย่างไรเสีย เราก็มีแผนจะออกทะเลนอกกันอยู่แล้ว ได้ลูกเรือฝีมือดีเพิ่มอีกสองสามคนก็เป็นเรืองที่ดี แต่ถ้าพวกนี้คิดไม่ซื่อ อยู่บนเรือกลางทะเลก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

          คำตอบของรันมะทำให้อรชุนเงียบไป ก็พอดีกับที่แมทธิวแลการเวกกางเต็นท์เสร็จ

            “นอนหลับให้สบายครับ ไม่ต้องห่วง พวกที่อยู่นี่ฝีมือไว้ใจได้ทั้งนั้น ถึงระดับจะดูต่ำไปหน่อยก็ตาม”

            อดีตนายโจรหน้าบากเอ่ยยิ้ม ๆ รันมะหัวเราะเบาเบา

            “พูดดีไปการเวก บอกพวกเราให้เตรียมนอนได้แล้ว พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า เดี๋ยวฉันกับอรชุนจะอยู่เป็นยามผลัดแรกให้เอง”

            พอเอ่ยจบ รันมะก็หันมาทางกาซิมที่ครึ่งนั่นครึ่งนอนพิงต้มมะพร้าวล้มอยู่

            “นายก็เหมือนกัน ดูเหนื่อย ๆ นะ”

            “ฮืมปกติฉันไม่ค่อยได้ออกแรงมากนักหรอก” ช่างตีเหล็กผู้บัดนี้กลายมาเป็นต้นกลเรือเอ่ยเบา ๆ

            “ว่าแต่นายเถอะ มีแผนอะไรในใจแล้วใช่ไหม” กาซิมย้อนถาม

            “ใช่ ฉันมีเวลาสิบกว่าวันในการเพิ่มระดับตัวเอง และทำภารกิจเลื่อนระดับให้ขึ้นไปอยู่ที่เก้าสิบ และถ้าเป็นไปได้ฉันต้องการชุดเกราะกับเสื้อผ้าดี ๆ สักชุด ไอ้เกราะหนังซังกะบ๋วยนี่ใส่แล้วดูน่าเวทนาจริง ๆ”

            “เรื่องชุดฉันไม่ค่อยมีความรู้มากนักหรอก แต่ฉันทำเกราะให้นายได้ เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยมาดูกันฉันว่าฉันจะนอนละ ง่วงชิบ”

            รันมะไม่ตอบ แต่หัวเราะเบาๆ  เมื่อเห็นกาซิมเปิดล็อกเกตเก็บของ หยิบชุดเครื่องนอนปิกนิกออกมา

            “ไงเรา จะนอนหรือยัง” ชายหนุ่มหันมาทางโมลิ ที่คืนนี้ดูเหมือนจะสงบเรียบร้อยเป็นพิเศษ

            “หนูไม่อยากนอนในเต็นท์อ่ะ เหมือนนอนอยู่คนเดียว พี่จูเลียก็อยู่บนเรือ” เด็กสาวตอบ

            “งั้นก็นอนตรงนี้แหละ เดี๋ยวพี่นั่งเป็นเพื่อน” รันมะว่าพลางลุกขึ้นยืนสะบัดที่นอนสนามออกปูลงอีกฝั่งหนึ่งของต้นมะพร้าวข้าง ๆ กาซิมที่เหลือบมองอยู่

            “ขอบคุณค่ะ” ชายหนุ่มวางหมอนลงพลางขยับจัดที่ทางโดยรอบ แนวหินสูงประมาณสองฟุตช่วยกันลมได้เป็นอย่างดี โมลิซุกกายเข้าไปนอนในที่นอน ตากลมโตเหลือบมองเขา รันมะยิ้มกว้างให้

            “หลับฝันดีนะ” ชายหนุ่มโน้มตัวลงจุมพิตหน้าผากของเด็กสาวอย่างแผ่วเบา

            ซิสค่อน” เสียงกาซิมที่นอนหลับตาอยู่ทางซ้ายห่างออกไปราวหนึ่งเมตรดังไม่เกินกระซิบ

 

            เวลาผ่านไปเกือบตีสอง รันมะที่นั่งพิงขอนมะพร้าวหลับนกอยู่ตื่นขึ้นเพราะเสียงโมลิพลิกตัว ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองไปรอบ ๆ ที่พัก บรรดาลูกเรือของเขาเวลานี้หลับกันหมดแล้ว บางคนกางเต็นท์นอน บางคนก็ปูที่นอนปิกนิกนอนอยู่รายรอบ กองไฟสองกองบัดนี้มอดลงเหลือแต่ถ่านไฟคุแดง ๆ อยู่เพราะแรงลม

            ผัสสะทำงานโดยอัตโนมัติ รันมะขมวดคิ้ว เขานับจำนวนคนได้ทั้งหมดในที่พักสิบหกคน

           

            ชายหนุ่มขยับตัวลุกขึ้นอย่างแผ่วเบา ประสาทสัมผัสของเขาไม่สามารถสัมผัสได้ถึงพลังอันคุ้นเคยของเทพอารักษ์ เขามองกวาดไปรอบ ๆ บริเวณกระทั่งเงี่ยหูฟังเสียงต่าง ๆ 

            อรชุนหายไปไหนเสียแล้ว

 

 

           ***ตอนนี้ผมอยู่ที่เชียงใหม่แล้วนะครับ ตามกำหนดการคืออยู่วัดก่อนบวชเจ็ดวัน กำลังเรียนรู้เรื่องนั่งวิปัสนาครับ นิยายก็ตามคาด หลังจากบวชแล้วคงไม่ได้ลงครับ ต่อเนื่องยาวไปสิบกว่าวัน 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 230 ครั้ง

5,656 ความคิดเห็น

  1. #5140 kimurakung (@kimurakung) (จากตอนที่ 127)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 / 14:16
    <p>จริงๆ ถ้ากลัวรสมือของโมลิ ก็จับติวเข้าคอร์สสอนกันไปเลยยยย</p>
    #5140
    0
  2. #5001 gnome (@leolic) (จากตอนที่ 127)
    วันที่ 16 เมษายน 2561 / 10:13
    ขอบคุณครับ
    #5001
    0
  3. #4988 Ya_DadaYa_Dada (@Ya_DadaYa_Dada) (จากตอนที่ 127)
    วันที่ 15 เมษายน 2561 / 09:21
    อนุโมทนาบุญด้วยค่ะ สาธุ &#128522;&#128522;
    #4988
    0
  4. #4987 JPsn (@JPsn) (จากตอนที่ 127)
    วันที่ 15 เมษายน 2561 / 09:08
    รอได้ค่ะไรท์ ตั้งใจเก็บเกี่ยวประสบการณ์ครั้งนี้นะคะ อนุโมทนาบุญอีกครั้งค่ะ
    #4987
    0
  5. #4986 Freedom Pen (@nataphnog) (จากตอนที่ 127)
    วันที่ 15 เมษายน 2561 / 01:29
    จะรอครับ อนุโมทนา สาธุ ครับ
    #4986
    0
  6. #4985 preesia (@nuii_21) (จากตอนที่ 127)
    วันที่ 15 เมษายน 2561 / 00:04
    <p>ตั้งสมาธิกับเรื่องบวชก่อนเลยค่ะ รอได้^^</p>
    #4985
    0
  7. #4984 sing223 (@naj223) (จากตอนที่ 127)
    วันที่ 14 เมษายน 2561 / 22:38
    ขอบคุณครับ
    #4984
    0
  8. #4983 C-YaNidE (@C-YaNidE) (จากตอนที่ 127)
    วันที่ 14 เมษายน 2561 / 21:44
    อนุโมทนาสาธุ ด้วยนะครับไรท์
    #4983
    0
  9. #4982 22710 (@22710) (จากตอนที่ 127)
    วันที่ 14 เมษายน 2561 / 20:37
    ขอบคุณมากครับ
    #4982
    0
  10. #4980 joelamtan (@joelamtan) (จากตอนที่ 127)
    วันที่ 14 เมษายน 2561 / 18:54
    ขอบคุณครับ สาธุ สาธุ สาธุ ครับ
    #4980
    0
  11. #4978 SoLoMon (@cybertower) (จากตอนที่ 127)
    วันที่ 14 เมษายน 2561 / 18:15
    สาธุครับ
    #4978
    0
  12. #4977 Nitipat Rittiron (@nitiron) (จากตอนที่ 127)
    วันที่ 14 เมษายน 2561 / 18:11
    สาธุครับ
    #4977
    0
  13. #2628 phongphatr (@phongphatr) (จากตอนที่ 127)
    วันที่ 29 กันยายน 2556 / 11:00
    เย้ กลับมาแล้ว  ว่าแล้วว่านักบุญพิฆาต นี่ฟังคุ้นๆ ที่แท้มาจากหนังนี่เอง  รออ่านตอนต่อไปจ้า
    #2628
    0
  14. #2627 masterRPG (@master-rpg) (จากตอนที่ 127)
    วันที่ 29 กันยายน 2556 / 10:36
    เกือบได้แจ้งความตามหาตัวไรท์เตอร์
    #2627
    0
  15. #2626 Asuki (@pitchanan123) (จากตอนที่ 127)
    วันที่ 29 กันยายน 2556 / 10:08
    เย้ๆไรเตอร์กลับมาแล้ว มาอัพบ่อยๆนะคะ >.< เป็นกําลังใจให้ค่า ^^
    #2626
    0
  16. #2625 Tamil shadow (@namewasan) (จากตอนที่ 127)
    วันที่ 29 กันยายน 2556 / 09:55
       Flghtlngl   Flghtlngl   Flghtlngl   Flghtlngl




       Flghtlngl   Flghtlngl   Flghtlngl   Flghtlngl




       Flghtlngl   Flghtlngl   Flghtlngl   Flghtlngl





      

    #2625
    0
  17. #2624 Dexsar (@dexsar) (จากตอนที่ 127)
    วันที่ 29 กันยายน 2556 / 09:41
    ขอบคุณครับ
    #2624
    0
  18. #2623 Doko-Neko (@nekogami) (จากตอนที่ 127)
    วันที่ 29 กันยายน 2556 / 08:44
    ยินดีต้อนรับกลับมาค่าาาา ดีใจมาก รู้สึกว่าการที่ไม่ยอมลบติดตามออกไม่เสียเปล่าจริง ๆ ค่ะ ! ><
    #2623
    0
  19. #2622 กระรอกตัวน้อย (@anglemon02) (จากตอนที่ 127)
    วันที่ 29 กันยายน 2556 / 08:19
    ยินดีต้อนรับกลับอีกครั่งนะครับ
    นึกว่าหายไปแล้ว
    #2622
    0
  20. #2620 nut o_O (@nut3939) (จากตอนที่ 127)
    วันที่ 29 กันยายน 2556 / 07:44
    ยินดีต้อนรับกลับครับรอมานานมากเลยครับ
    #2620
    0
  21. #2619 nut o_O (@nut3939) (จากตอนที่ 127)
    วันที่ 29 กันยายน 2556 / 07:44
    ยินดีต้อนรับกลับครับรอมานานมากเลยครับ
    #2619
    0
  22. #2618 ลุงดิน (@prakrit) (จากตอนที่ 127)
    วันที่ 29 กันยายน 2556 / 04:20
    ยินดีต้อนรับกลับมานะครับ
    ขอบคุณนะครับ
    คิดถึง
    #2618
    0
  23. #2617 loliz (@neospobkap) (จากตอนที่ 127)
    วันที่ 29 กันยายน 2556 / 04:17
    ขอบคุณครับ ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับ 555
    #2617
    0
  24. #2616 Moonlight[Lady] (จากตอนที่ 127)
    วันที่ 29 กันยายน 2556 / 03:39
    writer come back !!

    #2616
    0