พลิกเกมล่าจารชน คนออนไลน์

ตอนที่ 157 : [ภาคดินแดนต้องสาป] ตอนที่ 11 ป้อมผาธงชัยอีกครั้ง (3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,306
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 184 ครั้ง
    5 มิ.ย. 61

11

    นาคาสมุทรมาถึงชายฝั่งป้อมผาธงชัยเมื่อเวลาเช้าของวันรุ่งขึ้น กาซิมติดต่อกับรันมะเพื่อแจ้งสถานที่จอดเรือ มันอยู่ห่างจากท่าเรือราวหกไมล์เลียบชายฝั่ง บริเวณนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของจิ้งจอกสามหางตัวใหญ่ หน้าตาเจ้าเล่ห์ของมันทำให้ลูกเรือนาคาสมุทรไม่ไว้ใจพวกมันนัก ถึงแม้มันจะไม่โจมตีผู้เล่นก่อนก็ตาม

            ทหารเอไอยี่สิบห้านายในชุดกะลาสีเรือยืนตั้งแถวรอรับอยู่ พอรันมะเดินลงจากเรือ ทหารเอไอเหล่านั้นก็คุกเข่าลงทำความเคารพเขาอย่างพร้อมเพรียง กาซิมยืนอยู่ถัดออกไปกับหญิงสาวในชุดเกราะเงินแวววาวและมนุษย์วานรร่างใหญ่อีกตนหนึ่ง

            “ทำไมเอไอพวกนี้ถึงต้องคุกเข่าให้คุณด้วย” พีซที่เดินตามมาติด ๆ สะกิดขาเขาพลางถาม

            รันมะยังไม่ทันได้ตอบ ทหารเอไอทั้งหมดก็ลุกขึ้นยืน ทหารนายหนึ่งก้าวออกมาหน้าแถว

            “ยินดีต้อนรับท่านเจ้าป้อม ข้าน้อยชื่อพายัพ เป็นหัวหน้ากลุ่มทหารเรือทั้งยี่สิบสี่คนนี้ น้อมรับคำสั่งจากท่านเจ้าป้อมครับ”

            พายัพเป็นทหารเอไอร่างสูงใหญ่ ใบหน้าคมเข้มแบบชาวเอเชีย แววตาท่าทางฉลาดเฉลียว ส่วนทหารที่มาด้วยนั้นแต่ละคนก็ดูเข้มแข็งกร้าวกร้าน

            รันมะพูดคุยกับเปล่าเอไออยู่ครู่ใหญ่ เพื่อทำความรู้จักกับบรรดาทหารเหล่านั้น ดูเหมือนกาซิมจะคัดมาแต่ทหารเรือระดับสูงกันทั้งนั้น แต่ละคนมีเลเวลไม่ต่ำกว่าเก้าสิบเลยแม้แต่คนเดียว แต่ก่อนที่ชายหนุ่มจะคุยจนยืดยาวนั้นเอง กาซิมก็พาหญิงสาวสวมเกราะเงินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เข้ามา รันมะหรี่ตามอง เขาจำใบหน้าสวย ๆ นั้นได้ แต่ครั้งนั้นที่เจอกัน หญิงสาวอยู่ในร่างสฟิงส์

            “เจ้านายของข้า

            มายาเอ่ยก่อนจะทรุดหมอบลงตรงหน้าด้วยอาการเคารพนบนอบสูงสุด พีซกำลังจับตามองอยู่ยังถึงกับอ้าปากค้าง รันมะย่อเข่าลงก่อนจะค่อย ๆ ประคองสฟิงส์ให้ลุกขึ้นยืน

            “กับผมไม่ต้องมากพิธีหรอก ยินดีที่ได้เจอกันอีกครั้งนะ มายา”

            มายาได้ยินถึงกับน้ำตาคลอเบ้า หญิงสาวค่อย ๆ กลับกลายร่างไปเป็นครึ่งสิงโตครึ่งคนตามเดิม ปีกทั้งคู่สีเปลือกไข่ไก่ของเธอเหยียดกางออกก่อนจะประสานมือก้มศีรษะให้

            สฟิงส์เทพอสูร มายา ระดับ 80 ยื่นข้อเสนอต้องการเป็นสัตว์เลี้ยงของคุณอย่างไม่มีเงื่อนไข

            รันมะยิ้มให้ ในใจกำลังคิดว่าหากเขาปฏิเสธเธอจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่พอเห็นดวงตาสีทองที่จ้องมองมาที่เขาแล้วความคิดที่จะปฏิเสธก็หายไปแทบจะในทันที

            “ยอมรับ”

            แสงสีเหลืองทองพุ่งออกจากร่างของทั้งสองคนบรรจบกันกลางอากาศก่อนจะกลายเป็นละอองแสง ใจกลางกลุ่มละอองที่ลอยระยิบนะยับอยู่นั้นกลายเป็นแหวนทองคำเกลี้ยงวงหนึ่ง

            ผู้เล่น รันมะ ได้ยอมรับ มายา เทพอสูรระดับ 80 เป็นสัตว์เลี้ยง

          ผู้เล่น รันมะ ได้รับ แหวนทองคำแห่งพันธะสัญญา

         

แหวนทองคำแห่งพันธะสัญญา ไม่มีระดับ

รายละเอียด : แหวนทองคำสำหรับผู้ที่คู่ควรแห่งการครอบครอง กำเนิดจากพันธะสัญญาที่ยิ่งใหญ่

คุณสมบัติ :

+ ใช้สำหรับผนึกสัตว์อสูรที่เป็นคู่พันธะสัญญา

+ สามารถเทเลพอร์ตสัตว์อสูรคู่พันธะสัญญามาหาผู้ที่สวมแหวนได้ตลอดเวลา

+ เป็นไอเทมที่ไม่สามารถขาย ทิ้ง หรือทำลายได้

 

 

            รันมะคว้าแหวนทองวงนั้นไว้แล้วสวมมันไว้ที่นิ้วก้อยซ้าย ท่ามกลางสายตาอิจฉาปนชื่นชมของบรรดาลูกเรือคนอื่น ๆ มายามีน้ำตาคลอ ทำท่าจะหมอบลงข้าง ๆ เจ้านายคนใหม่

            “อะแฮ่ม”

            เสียงห้าว ๆ ดังขึ้นจากชายครึ่งลิงครึ่งคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กาซิม รันมะเหลือบมองมันแวบหนึ่งก่อนจะมองผ่านเลยไปยังกาซิมซึ่งยืนนิ่งเฉยอยู่

            “ไอ้จ๋อนั่นใคร”

            อรชุนเพิ่งจะเดินลงมาจากเรือ เทพอารักษ์นั้นคุ้นหน้าสฟิงส์สาวอยู่แล้วจึงไม่แปลกใจอะไรมากมาย แต่เจียเห้งนั้น นอกจากจะไม่เคยเห็นหน้าแล้ว พอทั้งสองสบตากัน เจ้ามนุษย์วานรยังยักคิ้วให้เสียด้วยอย่างไม่เกรงใจศักดิ์ของเทพอสูรระดับตำนาน

            “ตาแก่นี่ใคร”

            รันมะเห็นท่าไม่ดีก็แตะไหล่อรชุนไว้ เทพอารักษ์ทิ้งหางตามองเจ้าเจียเห้งก่อนจะเลิกสนใจ

            “เอาเป็นว่า นาคาสมุทร ยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่ทุกคน ตอนนี้ พวกเราก็มาครบกันแล้ว และเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเรา ๆ คืนนี้ฉันอนุญาตให้จัดงานเลี้ยงเล็ก ๆ ได้

            กัปตันเรือประกาศด้วยเสียงอันดัง ลูกเรือทั้งเก่าและใหม่ฟังแล้วก็เฮฮากันถ้วนหน้า โดยเฉพาะลูกเรือที่เป็นผู้เล่นจริง ๆ ส่วนทหารเอไอทั้งยี่สิบห้าคนเพียงแต่ยิ้ม ๆ เท่านั้น เนื่องจากยังเกรงใจรันมะที่เป็นถึงเจ้าป้อมของพวกตน

            “ภูอินท์ การเวก กาซิม เปลี่ยนชุด เราจะเข้าเมืองกัน”

            สองคู่หูกำลังซุบซิบหารือกันเกี่ยวกับงานเลี้ยงคืนนี้ พอลูกพี่เรียกก็เดินเข้ามา รันมะสั่งความเบา ๆ สองสามคำก็เดินออกไปพร้อมกับเรียกเพชรใสกับพลอยแดงไปด้วย รันมะชวนผู้ติดตามทั้งหมดกลับเรือเพื่อเตรียมปลอมแปลงโฉมสำหรับเข้าเมือง เขาขอยืมหน้ากากของพีซมาก่อนซึ่งหญิงสาวก็ไม่ได้ว่าอะไร

            รันมะเพิ่งจะได้เห็นสิ่งที่เพชรใสกับพลอยแดงเชี่ยวชาญเป็นพิเศษก็คราวนี้นี่เอง หน้ากากสีดำของพีซติดแนบลงรอบดวงตาของเขา เพชรใสก็ใช้สีตกแต่งปาดไปทั่วทั้งหน้ากาก ทั้งยังเกลี่ยให้สีช่วยปกปิดร่องรอยของหน้ากากไว้อย่างแนบเนียน แผ่นหนังเล็ก ๆ หลายชิ้นถูกติดกาวแปะลงบนใบหน้าของรันมะตามด้วยวิธีเกลี่ยสีรองพื้น จากนั้นจึงใช้สีเนื้อที่คล้ายกับสีผิวที่สุดทาทับเป็นขั้นตอนสุดท้าย ผมและคิ้วสีดำสนิทของเขาก็ถูกย้อมด้วยสีฝุ่นจนออกสีทองเรื่อ ๆ ใบหน้าที่เคยเรียวก็กลับเป็นใบหน้าคางสี่เหลี่ยม เรียกว่าเปลี่ยนไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม

            รันมะยืนมองตัวเองในรูปหน้าใหม่อย่างไม่คุ้นตา

            “เดี๋ยวลูกพี่ยืมเกราะไอ้ทรอสมันมาใส่ แล้วก็สะพายอาวุธเล่มโต ๆ สักเล่มก็โอเคแล้ว” พลอยแดงถอยออกมายืนมองอย่างพึงพอใจ

            “ไม่ล่ะ ฉันต้องใช้ชุดที่ระดับสูง ๆ หน่อย พวกนั้นตรวจสอบไม่ได้จะได้คิดว่าฉันเป็นผู้เล่นระดับสูง”

            เรื่องชุดเกราะนั้นเขาไม่ต้องลำบากมากมาย นอร์สพอรู้ว่าเขาต้องการชุดระดับสูงก็ค้นหาชุดเก่า ๆ ของตัวเองออกมาให้ เป็นชุดนักบวชระดับ A สีดำตัวยาว รันมะซ่อนปลอกแขนสัตโลหะที่ติดอาวุธลับอย่าง Hidden Blade ไว้ใต้แขนเสื้อของชุดนั้น ส่วนเพชรใสกับพลอยแดงก็หันไปแต่งหน้าให้การเวกและภูอินท์ต่อ

            พอรันมะเดินออกมาจากห้อง สวนทางกับลูกเรือคนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เอไอก็แทบจะไม่มีใครแยกว่าทั้งสามคนเป็นใคร หากไม่ใช้แว่นตรวจสอบ รันมะทิ้งอสูรติดตามทั้งหมดของเขาไว้ที่เรือ เพราะไม่แน่ใจว่าสายสืบของพรรคสายฟ้าสีเงินอาจจะมีรูปของเขากับเหล่าผู้ติดตามของเขา โดยเฉพาะโมลิกับอรชุนที่เคยมาที่นี่แล้วเมื่อครั้งก่อน แต่มายาในร่างมนุษย์ก็ยังอุตส่าห์วิ่งตามมา

            “ข้ามีหน้าที่ต้องปกป้องทายาทแห่งป้อมผาธงชัย” สฟิงส์สาวให้เหตุผล รันมะเห็นว่ามายาเคยเดินเล่นอยู่ในเมืองกับกาซิมมาหลายวันแล้วคงไม่มีปัญหาอะไร

            ระหว่างทางเดินสวนกลับผู้เล่นหลายกลุ่มที่ออกมาเก็บระดับกันตามปกติ ถัดจากหุบเขาซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของจิ้งจอกสามหางนั้นก็เป็นป่าช้า สัตว์อสูรจำพวกผีดิบโผล่ขึ้นมาจากหลุมศพเป็นที่นิยมของกลุ่มผู้เล่นต่าง ๆ พอสมควร ผีดิบพวกนี้แม้จะมีความอดทนและพลังชีวิตค่อนข้างสูง แต่พวกมันเคลื่อนไหวได้ช้ามาก ๆ

            เจียเห้งที่เดินนำหน้าหวดพลองใส่ผีดิบสามสี่ตัวที่เดินอืด ๆ ขวางทางอยู่ล้มตายลง รันมะ กาซิม การเวก และภูอินท์ก็เดินคุยกันไปเบา ๆ มีมายาเดินปิดท้ายคอยระวังให้อีกชั้น

            “เมื่อก่อนพวกมันกวดขันคนที่ผ่านเข้าออกเมืองมาก แต่เหตุการณ์ก็ผ่านมานานแล้วนับตั้งแต่เราออกจากป้อมผาธงชัยครั้งสุดท้าย ตอนนี้เหลือแต่สายสืบของพวกมันที่กระจายอยู่ตามจุดสำคัญ ๆ ของเมืองอย่างเช่นตึกเจ้าเมืองที่ขุนนางลูกน้องของนายทำงานอยู่ เวลาฉันจะเข้าไปต้องแอบเข้าไปจากทางลับใต้ดินที่วิหาร”

            กาซิมอธิบายสถานการณ์คร่าว ๆ ให้ฟัง ระหว่างเดินไป

            “เพราะนายเพิ่งจะมาบอกว่าต้องการแร่อัคนีบริสุทธิ์จำนวนมาก ฉันจะกว้านซื้อตามตลาดก็ดูจะน่าสงสัย แต่ขุนนางที่รับตำแหน่งรักษาการณ์เจ้าป้อมจากนายแนะนำให้ฉันสั่งซื้อจากร้านค้าของระบบ จริง ๆ เราจะเอาหินแร่ที่เป็นของเมืองมาใช้ก็ได้ แต่แร่พวกนั้นถูกเก็บรักษาไว้ที่เหมือง หากเคลื่อนย้ายแร่ปริมาณมากผิดสังเกต พวกนั้นก็อาจจะสงสัย”

            “แล้วได้เยอะหรือยัง” รันมะเอ่ยถาม ตามมองดูเจียเห้งใช้พลองของมันหวดใส่ผีดิบอีกตังหนึ่งที่ยืนโก้งเก้งขวางทางอยู่

            “ประมาณครึ่งเดียวของที่ต้องการ”

            รันมะขมวดคิ้ว เขาเคยอ่านรายงานของป้อมผาธงชัยเมื่อครั้งก่อนที่ได้รับตำแหน่งเจ้าป้อมใหม่ ๆ ในรายงานมีบางส่วนกล่าวถึงการส่งเสบียงอาหารไปให้ตามป้อมเล็ก ๆ ที่รายล้อมคอยเฝ้าระวังภัยให้ป้อมผาธงชัยอยู่

            “ตอนนี้ใกล้จะเข้าฤดูหนาวแล้ว ฉันว่าพวกป้อมย่อย ๆ ที่อยู่รอบนอกอาจจะต้องการแร่อัคนีบริสุทธิ์เพิ่มเติม”

            รันมะพูดเบา ๆ กาซิมยิ้มออกมาทันที

            “นั่นสิ ทำไมฉันถึงคิดไม่ได้นะ”

            กัปตันเรือนาคาสมุทรหัวเราะ

            “งั้นเราแยกกัน นายกับเจียเห้งใช้ทางลับแอบเข้าไปจัดการเรื่องแร่นี่ให้เรียบร้อยก่อนตอนเย็นวันนี้ ฉัน การเวก ภูอินท์ จะเข้าไปหาซื้อเสบียงอาหารแห้ง เครื่องกระสุนปืนกับอย่างอื่นที่จำเป็น”

            กาซิมรับคำ พอเดินต่อมาได้อีกสิบนาทีก็ถึงทางแยกไปยังวิหารแห่งศรัทธา กาซิมกับเจียเห้งแยกทางไป ขณะที่รันมะ ภูอินท์ การเวก และมายายังคงเดินไปตามเส้นทางสายเดิม ซึ่งจะทอดยาวผ่านไปจนถึงท่าเรือหน้าป้อม พอเข้าสู่เขตชุมชน รันมะก็พบว่ากลุ่มของเขานั้นค่อนข้างจะดึงดูดสายตาของผู้เล่นอื่นพอสมควร ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้เล่นชาย ส่งสายตาแทะโลมไปยังสฟิงส์สาวที่เดินอยู่ทางด้านหลัง

            รันมะถอนใจก่อนจะชะลอฝีเท้าลงไปเดินข้าง ๆ มายา ชายหนุ่มคว้ามือของเธอมาจับไว้ ภูอินท์กับการเวกเดินนำไปเบื้องหน้า ทั้งคู่สอดส่ายสายตาไปทั่วทั้งบริเวณ

            สฟิงส์ในร่างหญิงสาวตัวสั่นเล็กน้อยที่ถูกเจ้านายจับมือถือแขน แต่พอรันมะกระซิบบอกเหตุผลเบา ๆ ก็กลับมาเป็นปกติ รันมะดึงฮู้ดขึ้นมาคลุมศีรษะไว้ ผัสสะบอกเขาว่าตนเองและพรรคพวกกำลังถูกสะกดรอยตามจากผู้เล่นสองสามคน บางคนใช้แว่นตรวจสอบดู ซึ่งสำหรับรันมะกับมายานั้นจะไม่แสดงผลในแว่น คงเหลือแต่สองหนุ่มภูอินท์กับการเวกนั้นก็ไม่ใช่เป้าหมายที่พวกมันต้องการ

            รันมะหยุดอยู่ที่ร้านแผงลอยขายอัญมณี เขาเลิกฮู้ดคลุมออกแล้วจงใจหันหน้าไปให้คนกลุ่มนั้นเห็นหน้าอย่างชัดเจน และหลังจากที่พวกเขาออกเดินต่อ ก็ไม่มีคนกลุ่มไหนสนใจพวกเขาอีกเลย

            “การเวก ปกตินายหาซื้อดินระเบิดได้ที่ไหน”

            “ซื้อจากร้านของระบบครับ แต่ถ้าต้องการได้แบบระเบิดชนิดพิเศษหน่อยก็ต้องซื้อจากผู้เล่น ตามท่าเรือนี่แหละ จะมีพวกเอาลงจากเรือมาขาย ผมจะซื้อดินระเบิดแบบที่ยังไม่ผ่านการสังเคราะห์ เอามาทำเองในแบบของผม จะได้ระเบิดที่แรงกว่าระเบิดทั่ว ๆ ไป”

            หนุ่มหน้าบากในคราบของผู้เล่นอาชีพนักฆ่าตอบเรื่อย ๆ สำหรับการสังเคราะห์ดินระเบิดนั้น จะสามารถทำได้เฉพาะผู้เล่นที่เรียนรู้ทักษะเฉพาะเท่านั้น สำหรับการเวกนั้นได้ทักษะมาพร้อม ๆ กับตำราลึกลับ(ที่เจ้าตัวไม่เคยปริปากบอกใครว่าได้มากที่ไหน)

            ท่าเรือป้อมผาธงชัยนั้นจัดว่าเป็นหนึ่งในเมืองท่าสำคัญของทวีปราวีเนียนเลยทีเดียว เนื่องจากเป็นเมืองที่มีเส้นทางสัญจรเข้าสู่เมืองหลวงของทวีปง่ายที่สุด ขณะที่เมืองอื่น ๆ นั้นเส้นทางต้องข้ามภูเขาสูงมากมาย เรือสินค้าระหว่างทวีปเข้าออกท่าเรืออยู่ไม่ขาดสาย ท่าเรือก็ยาวร่วมไมล์ ร้านรวงที่เปิดค้าขายของจากพรรคหรือสมาคมใหญ่ ๆ ตั้งเรียงรายตามถนนท่าเรือ

            การเวกเดินนำเข้าไปในร้านค้าของสมาคมหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนจะจำหน่ายแต่ดินระเบิดอย่างเดียว ถังไม้ขนาดกลางหลายร้อยใบเรียงซ้อนกันเป็นตั้งสูงอยู่ในร้าน ชวนให้รันมะสงสัยว่าหากเขาเกิดบ้าจี้จุดไฟโยนใส่มันจะเกิดอะไรขึ้น การเวกเข้าไปเจรจากับคนขายของซึ่งเป็นเอไอที่สมาคมนั้นจ้างมานั่งขายของอยู่ครู่ใหญ่ รันมะที่อยู่หน้าร้าน จู่ ๆ เอไอคนขายของก็แยกจากการเวกตรงมาหาเขาก่อนจะทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า

            “คารวะท่านเจ้าป้อม”

            รันมะรีบฉุดพ่อค้าเอไอให้ลุกขึ้นยืน หากมีใครเห็นเข้าคงไม่เป็นผลดีกับพวกเขานัก การเวกเดินยิ้มเข้ามา พ่อค้าเอไอหันไปตกลงเรื่องสินค้ากับการเวกสองสามคำแล้วเดินหายเข้าไปหลังร้าน

            “แหม มากับลูกพี่มันก็ดีแบบนี้นี่เอง ปกติของพวกนี้ พ่อค้าจะเก็บกำไรเข้ากระเป๋าตัวเองอยู่แล้วประมาณสิบห้าเปอร์เซ็นต์”

            หลังจากตกลงซื้อขายกันเรียบร้อย โดยการเวกเป็นคนจ่ายเงินไปก่อนแล้วค่อยนำใบเสร็จไปเบิกเงินส่วนกลางจากธิดาฟ้าที่ทำหน้าที่ควบคุมรายรับรายจ่ายของเรือนาคาสมุทร ดินระเบิดร้อยถังใหญ่ก็เตรียมพร้อมที่จะถูกขนย้ายออกจากเมืองโดยพ่อค้าเอไอนั้นอาสานำส่งให้ถึงเรือนาคาสมุทรเลยทีเดียว

            ทั้งสี่ออกจากร้านขายดินระเบิด ก็พากันเดินไปตามถนน รันมะต้องการสมุนไพรสำหรับปรุงยาหลายชนิดที่เขาศึกษาเพิ่มเติมจากตำรายา และร้านเครื่องเทศและยาสมุนไพรนั้นบังเอิญไปอยู่ตรงข้ามโรงแรมแห่งหนึ่งพอดี ระหว่างที่รันมะกำลังเลือกรายชื่อสมุนไพรที่ต้องการ ภูอินท์กับการเวกก็ขอตัวเข้าไปหาซื้อเหล้าและไวน์มาตุนไว้

            รันมะยังเลือกของไม่ทันเสร็จ ก็เกิดเสียงโครมครามดังขึ้นจากโรงแรมฝั่งตรงข้าม มายาขยับตัวทำท่าจะเดินออกไปนอกร้าน แต่รันมะที่ใช้ผัสสะอยู่ตลอดเวลารั้งตัวไว้

            “เฉยไว้ก่อน” ชายหนุ่มกระซิบเบา ๆ ผู้เล่นอาชีพพ่อค้าที่กำลังเจียดสมุนไพรให้เขาวางมือจากตู้ยา สายตามองออกไปนอกร้านอย่างระแวดระวัง

            ที่หน้าโรงแรม ผู้เล่นสามสี่คนกระเด็นออกมานอกร้าน เกิดเสียงโครมขึ้นอีก ตามด้วยผู้เล่นอีกสองคนกระเด็นตามเสียงออกมาพร้อมกับซากเก้าอี้หัก ๆ คนหนึ่งสวมเกราะของทหารรับจ้าง อีกคนสวมชุดผ้าแบบที่นักฆ่านิยมใส่กัน การเวกกับภูอินท์นั่นเอง

            ผู้เล่นห้าหกคนก้าวออกมาจากโรงแรม ทั้งหมดสวมชุดเหมือนกับผู้เล่นกลุ่มแรกที่กระเด็นออกมาจากโรงแรมก่อนหน้านี้ ที่แขนมีตราอาร์มรูปงูจงอางแผ่แม่เบี้ยเหนือมงกุฎ

            ภูอินท์ดีดตัวลุกขึ้นยืนพร้อม ๆ กับดาบบัสตาร์ด ซอว์ด คู่มือเล่มใหม่ ส่วนการเวกนั้นกลิ้งไปตามพื้น พอลุกขึ้นมาได้ ในมือก็กำแท่งระเบิดอยู่สี่ห้าแท่ง มีทั้งระเบิดทำลาย ระเบิดเพลิง และระเบิดควัน

            ผู้เล่นพรรคอสรพิษราชันที่ตามออกมาเริ่มทำการล้อมกรอบทั้งสองไว้ ภูอินท์รวบรวมสมาธิใช้งานทักษะผัสสะอย่างเต็มที่ พลังธาตุไฟขั้นสูงแผ่รังสีออกมา โดยเฉพาะดาบในมือนั้นเกิดเปลวไฟลุกท่วมอันเป็นทักษะชนิดหนึ่งซึ่งจะทำการเพิ่มพลังโจมตีให้กับดาบ

            ผู้เล่นพรรคอสรพิษราชันไม่ประมาท เพราะรู้ว่าผู้เล่นที่สามารถใช้พลังธาตุได้ถึงระดับสูงแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นยอดฝีมือทั้งนั้น

            นักเวทสองคนขยับมือจะร่ายเวท การเวกก็ปาระเบิดลูกแรกลงพื้นทันที เสียงระเบิดดังไม่มากนัก แต่ควันสีเขียวเข้มฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ เกิดแสงวูบวาบขึ้นเพราะทักษะโจมตีที่ผู้เล่นพรรคอสรพิษราชันใช้ใส่ทั้งคู่ แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลนัก ภูอินท์สามารถเคลื่อนที่ได้ดีในสถานการณ์ที่ต้องใช้ผัสสะแทนสายตาเช่นนี้ บัสตาร์ดซอว์ดในมือพุ่งเข้าจู่โจมสองนักเวทก่อนเป็นเป้าหมายแรก เสียงร้องจากผู้เล่นสายเวททั้งสองคนเพราะดาบที่อาบไปด้วยเปลวเพลิงฟันกวาดล่างทำร้ายช่วงหัวเข่าของทั้งคู่

            ท่ามกลางควันสีเขียว มองเห็นเพียงเงาสีดำกับประกายไฟพุ่งฉวัดเฉวียนไปมา การเวกอาศัยจังหวะชุลมุนขว้างระเบิดเพลิงสามลูกไปรอบ ๆ สกัดผู้เล่นอื่นที่กำลังจะเข้ามามุงดูให้แต่กระจายถอยออกไป ผู้เล่นฝั่งอสรพิษราชันได้แต่ใช้ทักษะพิเศษโจมตีใส่ภูอินท์ แต่ไม่มีทักษะใดสร้างความเสียหายให้กับต้นเรือนาคาสมุทรได้เลย ตรงข้ามกับที่ภูอินท์สามารถไล่จัดการฝั่งตรงข้ามลงได้ที่ละคนสองคน

            ระเบิดควันสีเขียวของการเวกนั้นไม่ใช่แค่ระเบิดควันธรรมดา แต่เป็นระเบิดควันพิษที่หากสูดดมเข้าไปจะเป็นพิษหลอนประสาท ทำให้เกิดอาการมึนงงในระดับหนึ่ง แต่ภูอินท์และการเวกนั้นได้ดื่มยาสกัดพิษไปก่อนหน้านั้นแล้ว

            ไม่ถึงสามนาที ผู้เล่นฝั่งอสรพิษราชันก็ลงไปนอนกองอยู่กับพื้น ภูอินท์นั้นยั้งมือไว้ ไม่สังหารผู้เล่นเหล่านั้นเพราะกลัวว่าตนเองจะติดสถานะอาชญากร แต่ยังไม่ทันจะได้ทำอย่างไรต่อไป เงาดำสายหนึ่งพุ่งลงมาจากหลังคาโรงแรม อดีตนายโจรตวัดดาบขึ้นรับการโจมตีนั้นอย่างไม่ตระหนก สะเก็ดไฟแตกพร่าจากการที่อาวุธทั้งสองชนิดปะทะกัน ถึงแม้ดาบของภูอินท์จะเป็นเพียงดาบระดับ B+ แต่ก็เป็นดาบที่ตีขึ้นจากโลหะบลูสตีลที่มีความแข็งแกร่งสูง จึงสามารถต้านรับการจู่โมจากอาวุธที่ระดับสูงกว่าได้

            ผู้เล่นหญิงสาวร่างเล็กสวมชุดสีเทาเข้มจนเกือบดำ ใบหน้าขาวซีด ผมดำยาวรวบไว้เป็นหางม้า ในมือถือมีดยาวสองเล่มพาดอยู่บนดาบบัสตาร์ดซอว์ดของภูอินท์ที่ทรุดตัวลงนั่งชันเข่า หญิงสาวนั้นลอยค้างอยู่กลางอากาศ

            “เก่งนี่ นายหัวแดง”

            เสียงดังไม่เกินกระซิบดังมาจากริมฝากซีด ๆ เช่นเดียวกับใบหน้า ภูอินท์เกร็งกำลังแขนตวัดดาบออกไป หญิงสาวก็พลิ้วตัวออก ต้นเรือนาคาสมุทรลอบร้องในใจ ดูเหมือนเขาจะเจอของแข็งเข้าเสียแล้ว ผู้เล่นหญิงสาวหน้าขาวราวกับผีดูดเลือดคนนี้ระดับคงไม่ต่ำกว่าเก้าสิบ

            ร่างในชุดนักเทาเข้มเลือนหายไปจากสายตา แต่ภูอินท์ใช้ผัสสะจึงสามารถรู้ตำแหน่งของหญิงสาวได้ เขาสะบัดดาบกลับหลังพร้อมกับก้าวเท้าเบี่ยงตัวอย่างแยบคายด้วยทักษะท่าเท้าที่รันมะถ่ายทอดให้กับลูกศิษย์ของเขาทุกคน

            การลอบโจมตีที่เคยได้ผลมากับผู้เล่นทั่ว ๆ ไปมาแล้ว กลับถูกภูอินท์สกัดเอาไว้อย่างง่ายดาย ซ้ำยังถูกคมดาบเล่มใหญ่ในมือของหนุ่มผมแดงคุกคามกลับจนหญิงสาวต้องถอยหลังหนีออกมาสองสามก้าว

            ภูอินท์สะบัดมือซ้ายที่ล้วงเข้าไปในอกเสื้อเกราะวูบเดียว มีดซัดปีกค้างคาวโลหิตก็วูบออกไปพร้อม ๆ กับพลังธาตุธาตุไฟ หญิงสาวหรี่ตามอง เธอไม่เสี่ยงที่จะรับมีดนั้น ถึงแม้จะมั่นใจว่าตนเองรับได้ ปล่อยให้มีดพุ่งเฉียดคอของตนไปเพียงครึ่งเซนติเมตร มีดสองมือขยับกรีดบนล่างเข้าใส่ภูอินท์

            อาวุธทั้งสองชนิดปะทะกันอีกครั้ง แต่คราวนี้ภูอินท์กลับไม่แข็งขืนไว้เหมือนครั้งแรก หนุ่มผมแดงย่อตัวสลายแรงปะทะแล้วหมุนข้อมือเพื่อคลายสภาวะจู่โจมของอีกฝ่าย พลิกกลับเป็นฝั่งจู่โจมสวนกลับใส่ทันที

            หญิงสาวแค่นเสียงพร้อม ๆ กับเคลื่อนร่างออกด้านซ้าย เห็นสีข้างขวาของภูอินท์เปิดโล่งอยู่ก็สะบัดเท้าเตะใส่ด้วยท่าทางแบบเทควันโดอันสวยงาม

            “หือ

            ภูอินท์กลับรั้งดาบที่ฟันออกไปแล้วดังดาบกลับมา ใช้ด้ามที่ยาวร่วมฟุตของดาบรับการเตะของหญิงสาวไว้ จากนั้นก็หมุนตัวเข้าประชิด ศอกซ้ายฟันกลับหลังวูบ แต่อีกฝ่ายก็ไวทายาด รีบใช้วิชาตัวเบาฉากหลบออกไป ปลายศอกของภูอินท์เฉี่ยวจมูกของเธอไปนิดเดียว

            หญิงสาวถอยห่างออกไปราวสิบก้าว ดวงตาสีดำเขม่นมองภูอินท์อย่างขัดใจ การเวกที่ยืนอยู่นั้นก็ไม่ได้ยืนว่าง ๆ แต่กำลังก้มหน้าก้มตารูดทรัพย์จากร่างไร้สติของผู้เล่นพรรคอสรพิษราชันที่นอนหมดสติอยู่ หนุ่มหน้าบากเงยหน้าขึ้นมองเล็กน้อย พอเห็นว่าไม่มีใครสนใจตนก็ก้มหน้าปล้นทรัพย์ต่อไปอย่างหน้าด้าน ๆ

            ผู้เล่นหญิงสาวในชุดสีเทาเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ หลังจากทดลองใช้ทักษะการต่อสู้พื้นฐานธรรมดาจัดการกับภูอินท์แล้วไม่สำเร็จ หนำซ้ำเขายังดูจะเหนือกว่าเธอเสียอีกด้วยซ้ำ

            ร่างสีเทาค่อย ๆ สลายหายไปอีกรอบ คราวนี้เธอไม่เข้าประชิด แต่เลือกจะใช้ทักษะจู่โจมพิเศษจากรอบนอก เขี้ยวมีดเล็ก ๆ จำนวนมากบินเข้าใส่ภูอินท์ที่ได้แต่สะบัดดาบซ้ายทีขวาทีรับไว้อย่างยากเย็น ทักษะพิเศษของเขาถูกเรียกใช้โจมตีสวนกลับไปเช่นกัน แต่เหมือนมันจะไม่ได้ผลกับหญิงสาวที่เอาแต่หลบไปรอบ ๆ และโจมตีกลับในระยะห่างออกไป

            การเวกลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นเพื่อนตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ระเบิดในมือเตรียมจะปาออกไป หญิงสาวในชุดสีเทาเข้มก็แยกร่างออกเป็นสามร่าง สองร่างพุ่งเข้าโจมตีภูอินท์ อีกร่างหนึ่งวูบใส่การเวก

            นักฝึกสัตว์ร้องว๊ากก่อนจะถลันหลบออกด้านข้าง ดาบประจำมือชักออกมาจากเอว ร่างเงานั้นลงมือสองสามท่าก็สลายกลายเป็นละอองแสง ภูอินท์ทรุดเข่าลงกับพื้น มีดยาวเล่มหนึ่งทะลุช่องว่างของเกราะเสียบคาท้อง พละกำลังสูญสิ้นไปจนกระทั่งแรงจะกำดาบยังไม่มี การเวกมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด แต่ก็สุดปัญญาจะช่วยเพื่อนได้ หญิงสาวตวัดมีดอีกเล่มในมือหมายจะตัดคอของหนุ่มผมแดง

            เสียงโลหะปะทะกันดังอยู่ทางด้านหลังของหญิงสาวในชุดเทาเข้ม มือที่ถือมีดยาวของเธอชะงักค้าง คมมีดห่างจากคอของภูอินท์เพียงสามนิ้ว กระบี่เล่มหนึ่งจี้ปลายแหลมเข้าใส่เธอในตำแหน่งหัวใจที่กลางแผ่นหลัง หากไม่ได้กระบี่อีกเล่มสอดเข้ามารับปลายกระบี่นั้นไว้

            รันมะขบกรามแน่น เมื่อครู่เขาใช้ทักษะหนึ่งกระบี่ไร้น้ำใจข้ามระยะกว่ายี่สิบเมตรจากร้านขายสมุนไพรออกมาเพื่อช่วยเหลือลูกน้องของตนในยามขับขันที่สุด ชายหนุ่มตั้งใจจะสังหารผู้เล่นหญิงคนนี้เสีย แต่กลับพบว่ามีกระบี่อีกเล่มมาขัดขวางเอาไว้ ทักษะที่เรียกใช้เลยพลอยหยุดชะงักไปด้วย

            หย่งอี้

            ผู้ที่เข้ามาขวางเขาไว้เป็นเด็กสาวสวมชุดขาว รันมะแทบไม่ต้องหันไปมองก็จำได้ทันที ขณะที่กำลังจะอ้าปากทัก กระบี่ในมือของเด็กสาวก็สะบัดพลิกวูบ ปลายแหลมของกระบี่ย้อนเข้าหาเข้าอย่างพิสดารที่สุด

            รันมะใช้การพริบตาทิ้งระยะห่างหนีออกมา หย่งอี้ตามติด เงาร่างสีขาวเหินเข้ามาจะเร็วก็ไม่เร็ว จะว่าช้าก็ไม่ช้า อยู่ในภาวะที่ชวนให้อึดอัดจนไม่สามารถเดาทางการโจมตีของเธอได้

           

            รันมะจำเป็นต้องเปิดใช้เกราะ 315 ทันที เพราะไม่งั้นเขาอาจจะถูกฆ่าตายได้ง่าย ๆ ชายหนุ่มจรดกระบี่ในมือเป็นท่ากระบี่พื้นฐานที่เขาเรียนรู้มาจากเด็กสาวตรงหน้าเองเมื่อครั้งแอบดูเธอต่อสู้กับมาร์คัส

            หย่งอี้เอียงศีรษะ มองดูการตั้งท่าถือกระบี่ของชายหนุ่มตรงหน้าที่มีท่าทางคล้ายเธอไม่ผิดเพี้ยนไปเลย พอรันมะแสยะยิ้ม เด็กสาวก็ปราดเข้ามา กระบี่สีขาวในมือกรีดออกเป็นช่อสีขาวลานตา พุ่งเข้าโจมตีจุดต่าง ๆ บนร่างกายของศัตรู แต่รันมะนั้นหลับตาลง มุ่งใช้แต่ทักษะผัสสะอย่างเดียว พอเด็กสาวพุ่งเข้ามาพร้อมกับออกกระบี่ เขาก็ใช้กระบี่ในมือสวนออกไปในท่าเดียวกัน

            กระบี่ทั้งสองเล่มปะทะกันจนมองเห็นเป็นเพียงเงาจาง ๆ เท่านั้น รันมะที่ครั้งแรกตั้งใจจะส่งสัญญาณให้หย่งอี้รู้ว่าที่เธอกำลังสู้อยู่นั้นคือเขา แต่สายตาเหลือบไปเห็นผู้เล่นกลุ่มหนึ่ง สวมเครื่องแบบพรรคสายฟ้าสีเงินปะปนอยู่ในกลุ่มผู้เล่นมุงด้วยก็ล้มเลิกความคิด พลังธาตุน้ำถูกเร่งเร้าออกมาใช้แทนพลังธาตุอัสนีสะบั้นฟ้า

            นับเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดในสายตาของผู้เล่นที่มุงดูอยู่นั้น เมื่อหนุ่มสาวทั้งสองที่กำลังสู้กัน กลับใช้กระบวนท่าเดียวกันจู่โจมใส่กัน หลังจากผ่านไปสิบเพลงกระบี่ หย่งอี้ก็ถอยออกห่าง ดวงตาหรี่มองรันมะอย่างสงสัยกึ่งแค้นเคือง

            “หัวขโมย...กระทั่งวิชากระบี่ประจำตระกูลเรายังกล้าเลียนแบบ”

            เด็กสาวกระซิบทั้ง ๆ ที่อยู่ห่างกันไกลลิบ แต่รันมะก็ได้ยิน

            “ฉันไม่ยักรู้ว่าจดลิขสิทธิ์ไว้ด้วย”

            รันมะดัดเสียงให้แหบต่ำสวนกลับไปเบา ๆ หัวหน้าพรรคอสรพิษราชันยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก

            “ก็รอดูกันต่อไป ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายเป็นใคร ทำไมถึงสามารถใช้กระบี่ตระกูลจ้าวได้ แต่ดูจากท่าทางของนายแล้ว ไม่ใช่มือกระบี่แน่ ๆ”

            หย่งอี้พุ่งข้ามระยะเข้ามาด้วยความเร็ว กระบี่ตรงดิ่งคล้ายจะแทงใส่กลางหน้าอกของรันมะ แต่พอใกล้จะถึงตัว ทางกระบี่กลับพลิกลงล่างและขึ้นบนอย่างรวดเร็วด้วยการขยับข้อมือเบา ๆ รันมะยืนนิ่ง รอจนกระทั่งเหลืออีกเพียงสองเมตร ปลายกระบี่นั้นจะแทงเข้าใส่ลำคอของเขา และไม่มีทางที่จะหลบเลี่ยงได้ หากไม่ใช้ก้าวพริบตา แต่เขาก็ไม่ได้เรียกใช้ก้าวพริบตา กระบี่ในมือเสยขึ้นแบบง่าย ๆ

            หย่งอี้ดึงกระบี่ที่แทงออกไปพร้อมกับเอียงตัวหลบคมกระบี่ที่ฟันสวนมาแบบเรียบง่าย กระบี่ที่ออกทีหลังแต่กลับถึงก่อน เท่าที่เธอรู้จัก มีเพียงสองคนที่ทำแบบนี้ได้ หนึ่งก็คือมาร์คัส และอีกคนก็คืออาจารย์ของมาร์คัส หรือก็คือปู่ของเธอเอง ขณะที่เด็กสาวมัวแต่ยืนอึ้งอยู่นั่นเอง รันมะก็ถอยหลังพร้อมกับตะโกนส่งสัญญาณให้ภูอินท์กับการเวกถอย

            สองหนุ่มปาระเบิดควันไปรอบ ๆ อีกครั้งก่อนจะแฝงตัวท่ามกลากลุ่มเกมเมอร์มุงที่กำลังสำลักควันระเบิด ส่วนรันมะนั้นอยู่ห่างออกมาทางหนึ่ง ออกวิ่งได้เพียงไม่กี่ก้าว หย่งอี้ก็พุ่งตามติดทันที

            กัปตันเรือนาคาสมุทรวิ่งเลาะเลี้ยวไปตามตรอกซอกซอยเล็ก ๆ แต่ก็ยังไม่สามารถสลัดการติดตามของหย่งอี้ได้ จนกระทั่งทั้งคู่มาไล่ทันกันอยู่ที่ลานกว้างริมท่าเรือ รันมะวิ่งต่อไปจนกระทั่งเข้าเขตป่าละเมาะก็หยุดยืนรอ

            “นอกจากเพลงกระบี่ตระกูลจ้าวแล้ว นายยังใช้วิชากระบี่เงาพยัคฆ์ได้อีกด้วย แต่นายไม่มีทางใช่พี่ฉินแน่”

            หย่งอี้ตามมาทัน กระบี่ในมือเด็กสาวทิ่มมาที่เขาอย่างดุดัน รันมะพลิกกระบี่ในมือ พอเห็นรอยร้าวที่ปรากฏอยู่บนตัวกระบี่ก็ถอนใจ

            “ก็ไม่ใช่”

            หย่งอี้มองรันมะที่โยนกระบี่ทิ้ง กระบี่พอกระทบพื้นก็หักออกเป็นสามส่วน

            “นายเป็นใคร”

            ชายหนุ่มยิ้มออกมาเป็นครั้งแรก

            “คนรู้จักไง คุณหนูกัญชยาวีร์”

 

 

           

 

           

           

           

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 184 ครั้ง

5,656 ความคิดเห็น

  1. #5495 สล๊อตโลรี่ (@paer2277) (จากตอนที่ 157)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2561 / 10:17
    อุตส่าห์ปลอมตัวก็ยังไม่วายมีเรื่อง
    #5495
    0
  2. #5481 DDGanesh (@DDGanesh) (จากตอนที่ 157)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2561 / 13:38

    Thank you

    #5481
    0
  3. #5459 gnome (@leolic) (จากตอนที่ 157)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2561 / 18:00
    ขอบคุณครับ
    #5459
    0
  4. #5394 kimurakung (@kimurakung) (จากตอนที่ 157)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 07:42
    ยังมีความหยอกเอินเบาๆ 55
    #5394
    0
  5. #3919 PandM (@pristine) (จากตอนที่ 157)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2558 / 00:39
    หนูมายูมิสนใจพี่รันเค้าอะสิ :D 
    #3919
    0
  6. #3918 CodeNamE (@codename-alpha) (จากตอนที่ 157)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2558 / 21:00
    อยากจะหนี แต่ยิ่งโดนตาม //รันม่าหนอ รันม่า
    #3918
    0
  7. #3917 Riordan (@mei-555) (จากตอนที่ 157)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2558 / 20:20
    และแล้วก็ค้างงงงงง
    #3917
    0
  8. #3916 PrasitPP (@prasitpp001) (จากตอนที่ 157)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2558 / 20:12
    มาคนแรก 5555

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 8 พฤษภาคม 2558 / 20:13
    #3916
    0