เกิดใหม่ทั้งที เป็นชะนีไม่ได้หรือขอรับ

ตอนที่ 2 : บทที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 71
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    9 ก.ค. 62

บทที่ 1


เช้าวันนี้หลี่หลิ่งเหวินถูกปลุกขึ้นมาตั้งแต่ยามเหม่า (05:00-06:59) เขาลุกขึ้นมานั่งบนเตียงอย่างงัวเงียพร้อมกับยกมือขึ้นมาขยี้ตาไปพลางๆ พอสายตาจับโฟกัสได้ชัดเจนขึ้นก็เห็นเสี่ยวซานเดินเข้ามาในห้อง ในมือของเด็กชายถือถังน้ำเข้ามาวางไว้ที่โต๊ะข้างเตียง เขายกมือขึ้นป้องปากหาวหวอดออกมา มองอีกฝ่ายเดินดุ๊กดิ๊กไปมาในห้องด้วยสายตาอยากจะหลับต่ออีกสักสองตื่น

“ยังง่วงอยู่หรือขอรับ”

“อืม ก็นิดหน่อย”

“เอาเถิดขอรับคุณชาย การตื่นสายไม่ใช่เรื่องดีนะขอรับ” เสี่ยวซานเอาผ้าชุบน้ำยื่นมาให้ พร้อมกล่าว “เสร็จจากนี้บ่าวจะนำสำรับอาหารพร้อมกับยามาให้ คุณชายอยากทานอะไรเป็นพิเศษไหมขอรับ”

หลี่หลิ่งเหวินคิดเล็กน้อย แต่เดิมเขาก็ไม่ใช่คนเรื่องมากอะไรอยู่แล้ว มีข้าวให้ถ้วยกับไข่ต้มอีกฟองเขาก็สามารถอยู่รอดได้ในมื้อนั้นอย่างสบายๆ แต่หากตอบไปว่าอะไรก็ได้ก็คงดูไม่ดีนัก นึกไปนึกมาเขาก็ยังเลือกไม่ได้อีกอยู่ดี

หลี่หลิ่งเหวินเอื้อมมือไปรับผ้ามาเช็ดหน้าเช็ดตา กล่าวว่า “เอาโจ๊กเหมือนเดิมก็แล้วกัน”

หลังจากที่เขาล้างหน้าและบ้วนปากเสร็จ เสี่ยวซาก็เข้ามาเช็ดตัวให้ผู้เป็นนายเหมือนคราที่แล้วๆมา

หลี่หลิ่งเหวินยอมให้อีกฝ่ายเช็ดตัวให้อย่างไม่อิดออด ใจจริงเขาอยากจะอาบน้ำด้วยซ้ำไป หากไม่ติดว่าพอลงน้ำไปกลัวไข้จะตีกลับก็คงอาบไปแล้ว

หลังจากเช็ดตัวเสร็จแล้วเสี่ยวซาก็ออกไปเตรียมสำรับให้เขาตามที่ตนได้บอกไว้ เขานั่งๆนอนๆรอไปสักพักก็เริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมานอกจากนั่งกับนอน เขาก็แทบไม่ได้ทำอะไรเลย เห็นทีสิ่งที่เขาทำมากรองลงมาจากสองอย่างนี้เห็นทีคงจะเป็นบ่นนี่แหละมั้ง

เขากลิ้งตัวไปมาบนเตียง พอทำแล้วก็ไม่ได้หายรู้สึกเช่นนี้ก็ลุกขึ้นมานั่งเท้าคาง เขาถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง จะให้มาออกกำลังกายตอนนี้ก็กลัวจะเป็นลมตั้งแต่วอร์มร่างกาย แต่จะให้อยู่เฉยๆก็คาดว่าเขาคงได้ขาดใจตายไปอีกรอบก่อนพอดี

เด็กชายตัวผอมแห้งเดินรื้อค้นของในห้องใหม่อีกรอบแก้เบื่อ เปิดหีบนั้นหีบนี้ดูไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเดินไปเห็นหีบใบหนึ่งที่ซ่อนอยู่ตรงมุมอับของห้อง พอเปิดออกมาก็เห็นหนังสือกลางเก่ากลางใหม่รวมอัดแน่นอยู่ภายในนั้น

เขาไล่นิ้วไปตามสันหนังสือก่อนจะสุ่มหยิบขึ้นมาอ่านเล่มหนึ่ง พอเปิดหน้ากระดาษออกก็พบตัวอักษรงดงามเขียนเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ

นัยน์ตาสีนิลไล่อ่านมันไปช้าๆอย่างสนใจ เขาเดินไปที่เตียงและล้มตัวลงนอนโดยไม่ละสายตาไปจากหน้ากระดาษนั้นแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว

เวลาผ่านไปจนเกือบหนึ่งเค่อเสี่ยวซานก็กลับเข้ามาพร้อมกับถ้วยโจ๊กหอมฉุยในมือ เจ้าตัวนำมันไปวางไว้ที่โต๊ะก่อนจะหันไปมองที่เจ้านายของตน พร้อมกับกล่าวขึ้นมา “ลุกขึ้นมากินก่อนเถิดขอรับคุณชาย ตอนนี้มันกำลังอุ่นได้ที่หากปล่อยวางไว้จะเย็นชืดจนเสียรสชาติเอานะขอรับ”

หลี่หลิ่งเหวินวางหนังสือในมือลงอย่างเสียดาย ตวัดหันไปมองถ้วยที่มีควันลอยขึ้นมาอย่างอารมณ์ดี เขาเดินไปที่โต๊ะและนั่งลง จัดการกับอาหารตรงหน้าไปอย่างเงียบๆ โดยทั้งหมดนั้นอยู่ในสายตาของเสี่ยวซานตลอดเวลา

ใช้เวลาเพียงไม่นานนักโจ๊กในถ้วยก็หมดลง เสี่ยวซานที่ยืนรอรับใช้อย่างเรียบร้อยสงบเสงี่ยมก็ปรี่เข้ามาใกล้เขาพลางยื่นผ้าเช็ดปากให้อย่างรู้งาน

หลี่หลิ่งเหวินรับผ้าจากอีกฝ่ายมาซับปากเบาๆ พอสะอาดแล้วก็ส่งกลับคืนไปให้เสี่ยวซาน และรับถ้วยที่บรรจุยาสีน้ำตาลแดงเข้มมาไว้ในมือ แววตาแสดงออกถึงความรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง

เสี่ยวซานย่อมรู้ดีว่าคุณชายของตนนั้นคิดเช่นไรอยู่ จึงกล่าวปลอบ “คราวนี้บ่าวเตรียมน้ำผึ้งไว้ให้ท่านเตรียมล้างปากแล้วขอรับ หากไม่รีบดื่มเสียตอนที่มันยังอุ่นๆจะเป็นการลดสรรพคุณของตัวยาลงนะขอรับ”

หลี่หลิ่งเหวินพอได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจออกมา เขายกมันขึ้นมา ชั่งใจเล็กน้อยก่อนจะยกขึ้นดื่มรวดเดียวหมด รสชาติของยาขมไหล่ลงคอสัมผัสอุ่นๆของมันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีเลยสักนิด ความขมเกินสุดคำบรรยายยังคงติดอยู่ที่ปลายลิ้น เขาสัมผัสได้เลยว่าที่หางตามีมวลน้ำคลอกระจุกอยู่เป็นเม็ดเล็กๆ

เป็นยาที่ทรมานคนป่วยจริงๆ ให้ตายสิ

สาบานให้เขาตายก็จะขอไม่ยอมป่วยจนต้องมากินยารสชาติอุบาทว์แบบนี้อีกเป็นครั้งที่สอง เสี่ยวซานนับว่ายังคงเป็นบ่าวที่ทั้งรู้หน้าที่และรู้ใจเป็นอย่างดี พอเขาดื่มเสร็จแล้วอีกฝ่ายก็รีบยื่นถ้วยน้ำผึ้งตามหลังมาทันที โดยไม่ต้องรอให้ใครมาบอกเขาก็รีบจับมันเทกรอกเข้าปากทันที

รสชาติความหวานกระจายเข้ามาในปาก เขาเลือกที่จะอมมันคาเอาไว้ในปากจนกว่ารสชาติของยาจะเจือจางหายไปจนหมด พอเริ่มรู้สึกว่าความขมของมันถูกแทนที่ด้วยความหวานจากน้ำผึ้งแล้วเขาจึงค่อยกลืนมันลงไป

หลี่หลิ่งเหวินยื่นถ้วยน้ำผึ้งไปให้เสี่ยวซานเอาไปเก็บ และยกน้ำเปล่าขึ้นมาจิบแก้เลี่ยน เขารู้ดีว่าคนจีนนั้นส่วนใหญ่ชอบดื่มชาเป็นชีวิตจิตใจ แต่ตอนนี้เขากำลังป่วย ซ้ำยังต้องดื่มยา เกรงว่าหากยากับชาผสมรวมกันแล้วดันเกิดเป็นของแสลงขึ้นมาเขาคงได้นอนจมบนเตียงไปอีกเป็นเดือน เพราะฉะนั้นกันไว้ดีกว่าแก้ เลือกดื่มน้ำเปล่าแทนชาดีกว่า

เสี่ยวซานพอเห็นหน้าซีดๆของผู้เป็นนายก็รู้สึกเป็นกังวล จึงเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง “ไหวหรือไม่ขอรับคุณชาย หน้าท่านดูซีดๆประเดี๋ยวบ่าวไปเรียกท่านหมอมาดูอาการให้นะขอรับ”

หลี่หลิ่งเหวินโบกมือปฏิเสธเป็นคำตอบ “ไม่จำเป็น ข้าแค่ยังไม่คุ้นเคยกับรสชาติของยาเลยเป็นเช่นนี้ อย่าได้ตื่นตูมนัก หากอนาคตข้าแค่ป่วยหนักจนหลับไปสี่ห้าวันเจ้าไม่วิ่งโร่ไปทั่วจวนป่าวประกาศว่าข้าตายเลยรึ”

เสี่ยวซานพอโดนดุก็ทำหน้าหงอยขึ้นมา เขารู้ว่าอีกฝ่ายเป็นห่วงเขาจึงได้ถามออกมาเช่นนี้ แต่หากไม่เอ่ยดุขึ้นมาเสียบ้างอนาคตเด็กคนนี้คงได้จบลงไม่ต่างจากกระต่ายตัวน้อยที่ลากผู้อื่นในป่าเดือดร้อนเพราะความตื่นตะหนกของตนหรอกหรือ เพื่อเป็นการดัดนิสัยของอีกฝ่ายเขาย่อมต้องยอมใจร้ายกันบ้าง “อย่าได้ทำหน้าเช่นนั้นเชียว ข้ากล่าวเพราะเป็นห่วงหาได้ดุจริงจังหรือไม่”

“บ่าวทราบดีขอรับ” เสี่ยวซานกล่าวพร้อมรอยยิ้มแต่ทว่าก็ยังดูเหมือนลูกสุนัขโดนดุอีกอยู่ดี “ไม่ว่าจะเป็นตอนนี้หรือว่าเมื่อก่อนคุณชายก็มักจะเอ่ยดุบ่าวเรื่องนี้เสมอ แต่เป็นบ่าวเองที่ไม่หัดจำจึงโดนคุณชายดุเช่นนี้ แต่บ่าวรู้นะขอรับว่าคุณชายประสงค์ดี หาได้ต่อว่าบ่าวลอยๆรึไม่”

หลี่หลิ่งเหวินพอได้ยินดังนั้นก็ชะงักกึก มองอีกฝ่ายด้วยสายตาซับซ้อนก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว

ชิบหาย นี่เขาเผลอปล่อยไก่ออกไปเหรอเนี่ย!

หากจะบอกว่าเขาไม่ทันคิดก็ว่าได้ นิสัยของเขากับเจ้าของร่างตัวจริงยังไงก็ต้องแตกต่างกันอยู่แล้ว กว่าจะมานั่งนึกนั่งคิดได้ก็พบว่าตัวเองนั้นปล่อยไก่ออกไปเกือบทั้งฝูง หยังเขียดแน่ๆโดยไม่ต้องสืบ

เขาวางจอกน้ำชาในมือลง เอ่ยถามออกมาอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด “ตัวข้าตอนนี้กับตัวข้าตอนก่อนที่จะความจำเสื่อม…” นิ้วเรียวลูบปากขอบจอกน้ำชาในมือเล่นไปพลางๆ เม้มริมฝีปากแน่นอย่างใช้ความคิด ท้ายที่สุดก็เอ่ยต่อจนจบประโยค “แตกต่างกันมากหรือไม่”

เสี่ยวซานมองใบหน้าที่เป็นกังวลของผู้เป็นนายก็นึกว่าที่คุณชายของตนมีสีหน้าเป็นเช่นนี้เป็นเพราะอีกฝ่ายยังจำอะไรในอดีตไม่ได้ พลันเจ้าตัวก็ยิ้มบางออกมา “หากจะให้บ่าวกล่าวเหมือนก็คงว่าเหมือน แต่ทว่าหากจะกล่าวว่าต่างก็คงว่าต่างกันขอรับ”

หลี่หลิ่งเหวินมึนงงกับสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าว นัยน์ตาสีนิลมีประกายแววความไม่เข้าใจวาบผ่าน เสี่ยวซานพอเห็นดังนั้นก็ยิ้มแย้มออกมาจนใบหน้าซื่อๆนั้นดูน่าเอ็นดูขึ้นมาไม่น้อย “เมื่อก่อนคุณชายเป็นคนพูดน้อยซ้ำแต่ละคำที่กล่าวออกมานั้นบาดลึกยิ่งเสียกว่าใบมีด พอโดนคุณชายรองรังแกก็กลับปิดปากเงียบไม่ยอมกล่าวอันใดจนท่านแม่ทัพจนใจจึงย้ายให้ท่านย้ายมาอยู่ที่เรือนไผ่แทนเรือนหลัก เพื่อตัดปัญหาเรื่องคุณชายรองมารังแกท่าน อีกอย่างท่านชอบทำตัวมืดมนสร้างกำแพงปิดกั้นผู้คนโดยรอบไว้ แม้แต่ท่านแม่ทัพก็ยังโดนท่านตั้งกำแพงใส่เลยขอรับ”

เสี่ยวซานเหลือบมองผู้เป็นนาย พอเห็นว่าอีกฝ่ายดูตั้งใจฟังซ้ำยังไม่ได้มีท่าทีขุ่นเคืองกับเรื่องที่เขากล่าวออกมาก็โล่งใจ กล่าวต่อ “แต่ทว่ามาตอนนี้ คุณชายอาจจะไม่รู้ตัวนะขอรับ แม้เล็กน้อยแต่ท่านก็ดูสดใสขึ้นซ้ำยังยิ้มแย้มผิดกลับเมื่อก่อนลิบลับ ทั้งยังทานอาหารที่บ่าวทำมาให้จนหมดทุกครั้ง บ่าวรู้สึกตื้นตันยิ่งขอรับ”

หลี่หลิ่งเหวินยกมือขึ้นมาขยี้ตา เมื่อครู่คล้ายเห็นเหมือนบนร่างเสี่ยวซานมีภาพซ้อนทับของคุณแม่ที่มีลูกอยู่ในวัยต่อต้านแล้วได้รับรู้ว่าลูกยอมลดอาการต่อต้านลงอย่างไรอย่างนั้น

เสี่ยวซานยกมือขึ้นซับน้ำตานิดๆ “ฮึก…คุณชายอย่าต่อว่าบ่าวเลยนะขอรับ บ่าวรู้สึกตื้นตันจนไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้จริงๆขอรับ”

ให้ตายสิ ทำไมพอยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกเหมือนเขาเป็นลูกชายวัยต่อต้านที่ยอมกลับตัวกลับใจ ส่วนอีกฝ่ายเป็นคุณแม่ที่หนักใจกับอาการต่อต้านของลูกแบบนี้เล่า

เขายกมือขึ้นมาซับเหงื่อที่ไม่มีอยู่จริง ปัดความคิดแปลกๆในหัวทิ้ง พลางนึกถึงประโยคก่อนหน้านั้นที่เจ้าตัวยังไม่ได้กล่าว เขาสั่งให้ความอยากรู้มาแทนที่ความรู้สึกแปลกๆในทันที “หยุดร้องแล้วเล่าให้ข้าฟังให้หมดก่อน ที่เจ้าบอกว่าเหมือนหมายความว่าเช่นไร”

พอได้ยินดังนั้นเสี่ยวซานก็ทำท่าฮึดกลั้นน้ำตาเอาไว้ เอามือตบแก้มตนเองดังแปะ ใช้เวลาเพียงห้าลมหายใจอีกฝ่ายก็เปิดปากเล่าต่อ “คุณชาย ท่านคงกำลังกังวลอยู่สินะขอรับ ถึงแม้ความทรงจำของท่านจะขาดหายไป แต่บ่าวรับใช้ข้างกายท่านตลอดหลายปีมานี้ย่อมรู้นิสัยใจคอท่านเป็นอย่างดี บ่าวขอยืนยันว่านอกจากที่ท่านดูสดใสขึ้นท่านก็ไม่ได้มีสิ่งใดแตกต่างไปจากเดิมเลยแม้แต่น้อยขอรับ”

หลี่หลิ่งเหวินพอได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกโล่งใจไปเปราะหนึ่ง ความรู้สึกเหมือนตอนซ่อนใบเกรดจากแม่แล้วอีกฝ่ายจับไม่ได้อย่างไรอย่างนั้น

อย่างน้อยๆตอนนี้ความก็ยังไม่แตก นับว่าเป็นความโชคดีที่เขาอาจจะนิสัยคล้ายเจ้าของร่างคนเก่าเลยไม่ต้องกลั้นใจเสแสร้งทำตัวเป็นคนอื่นอย่างที่ตนเคยนึกเอาไว้

เขาโบกมือไล่อีกฝ่าย “ถ้าเจ้าว่าเช่นนั้นข้าก็ค่อยเบาใจลงมาหน่อย เจ้ามีเรื่องอะไรต้องจัดการก็รีบไปทำเถิด ข้าไม่รบกวนเจ้าแล้ว”

เสี่ยวซานโค้งคำนับก่อนจะออกไป หลังจากนั้นเขาก็เดินกลับไปนอนที่เตียง ทั้งยังไม่ลืมที่จะหยิบหนังสือที่อ่านค้างเอาไว้มาอ่านต่ออย่างสบายใจเฉิบ


หลังจากวันนั้นมาจนถึงวันนี้ก็ผ่านมาได้เกือบสองอาทิตย์แล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาเริ่มออกกำลังกายเบาๆอย่างโยคะวันละหนึ่งชั่วยาม อาหารก็เพิ่มจำพวกโปรตีนและเนื้อสัตว์เพิ่มมากขึ้น อย่างน้อยๆตอนนี้ร่างกายเขาก็เริ่มมีน้ำมีนวลขึ้นมาแล้วบ้าง ต่างจากตอนแรกที่เป็นซากมัมมี่แห้งๆจนแทบปลิวไปตามลม ใบหน้าก็ไม่ได้ซีดและซูบตอบ ตอนนี้เริ่มมีสีสันแบบคนปกติเขาควรจะมีและหน้าก็ไม่เห็นโครงโหนกแก้มชัดเหมือนแต่ก่อนแล้ว เผยให้เห็นเค้าลางความหล่อเหลาและงดงามในอนาคต

บัดซบ ทำไมเขาถึงไม่ไปเข้าร่างคนอื่นแล้วอุ้มเจ้าหมอนี่หนีไปที่อื่นกันนะ

เขาถอนหายใจอย่างปลงตก จะว่าเสียดายมันก็เสียดายแต่ทำยังไงได้นอกจากทำใจ อย่างน้อยๆตอนส่องกระจกก็มีกำลังใจในการสู้ชีวิตต่ออีกหนึ่งวันก็แล้วกัน

ตลอดหลายวันมานี้เขาแทบไม่ได้ก้าวออกจากห้อง หากจะพูดให้ถูกเลยก็คือสิงอยู่แต่ในห้องเลยก็ว่าได้ จนบางครั้งเขาก็มีแปลกใจอยู่บ้างทั้งๆที่เขาไม่ออกจากเรือนเหตุใดดูคนในจวนถึงได้ดูไม่เดือดเนื้อร้อนใจนัก พอถามเสี่ยวซานก็ได้คำตอบที่ทำให้เขารู้สึกคิ้วกระตุกขึ้นมาอยู่บ้าง

“ปกติพวกเขาก็เป็นเช่นนี้กันอยู่แล้วขอรับ ยิ่งพอเป็นฮูหยินใหญ่พอรู้ว่าท่านไม่เคยนำความอันใดไปฟ้องท่านแม่ทัพนางก็กำเหิมหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ นอกจากไม่ใส่ใจแล้วยังกลั่นแกล้งท่านทั้งต่อหน้าและลับหลัง ครั้งนี้เรื่องตอนที่บ่าวเจอท่านสลบที่ห้องเก็บฟืนซ้ำท่านยังป่วยหนักไม่ยอมตื่นนำไปบอกนาง ทุกวันนี้แม้แต่ยาสักห่อก็ยังไม่มีส่งมาให้เลยขอรับ หากไม่ใช่เพราะบ่าวนำเงินที่คุณชายซุกซ่อนเอาไว้ไปซื้อมาท่านคงได้นอนซมไปอีกนานแน่ๆ” เสี่ยวซานเอ่ยขึ้นมาอย่างเจ็บแค้นใจ “ต่อให้ท่านป่วยหนักจนเกือบตายอยู่ในเรือนนางก็ย่อมไม่ใยดีขอรับ”

บัดซบ นี่เขาทะลุมาอยู่ในละครหลังข่าวเหรอไงเนี่ย!

“เอาเถิดนั่นก็นับว่าเป็นผลดี หากนางใส่ใจแล้วข้าอาการแย่ลงคงไม่ส่งผลดีต่อเราเป็นแน่”

เด็กชายลุกขึ้นจากพื้นและยื่นมือออกไปรับผ้ามาซับเหงื่อ เสี่ยวซานพอเห็นเจ้านายของตนทำสิ่งที่เรียกว่าโยคะเสร็จแล้วก็รีบเทน้ำเปลาใส่ในจอก ยื่นให้อย่างนอบน้อม “น้ำขอรับคุณชาย”

“ขอบใจ” หลี่หลิ่งเหวินเอื้อมมือออกไปรับจอกน้ำจากอีกฝ่ายแล้วยกขึ้นดื่ม นัยน์ตาคมกริบเหลือบมองไปที่หีบตรงมุมห้องพอดีก็นึกเรื่องสำคัญออก “หนังสือในหีบนั่นใครเป็นคนแต่ง ข้าอ่านจนหมดแล้วนับว่าเป็นกวีที่ดียิ่งนัก”

เสี่ยวซานได้ยินดังนั้นก็หันไปมองที่เดียวกันกับเขา เจ้าตัวมีสีหน้าครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะทำหน้าเหมือนบรรลุอะไรบางอย่าง ตอบกลับมาเสียงใส “เป็นคุณชายที่แต่งขึ้นมาขอรับ แต่หากจำไม่ผิดท่านกล่าวว่ามันเป็นผลงานที่ผิดพลาด จึงสั่งให้บ่าวเอาไปใส่ไว้ในนั้นรอวันที่จะเอาไปทำลายทิ้งขอรับ”

เผาบ้านแกสิเจ้าเด็กหลิ่งเหวิน งานเขียนดีๆแบบนี้แกบอกว่าผิดพลาดเนี่ยนะ!

เขาเค้นเขี้ยวในใจ คนมีพรสวรรค์มักคิดว่าผลงานที่แย่ที่สุดของตนนั้นเป็นขยะ ในขณะที่คนที่ไร้ความสามารถกลับคิดว่ามันเป็นสิ่งที่เลอค่ามหาศาล เขาส่ายหน้าให้กับความคิดของอดีตเจ้าของร่าง “งั้นหรือ ข้าเปลี่ยนใจแล้ว เอาเป็นว่าหลังจากนี้เก็บมันไว้ให้ดี อย่าให้เสียหายเด็ดขาด”

“ขอรับคุณชาย” เสี่ยวซานเอ่ยรับอย่างขยันขันแข็ง

หลังจากนั้นเสี่ยวซานก็เดินปัดกวาดเช็ดถูไปรอบๆห้อง เขานอนตะแคงเอามือเท้าหัวมองอีกฝ่ายอย่างเพลินตา เสี่ยวซานนับว่าเป็นเด็กชายที่ย่างเข้าใกล้วัยหนุ่มคนหนึ่ง ซ้ำหน้าตาก็ไม่ได้เลวร้ายกลับดูเจ้าสำอางนิดๆด้วยซ้ำ ผิวก็เรียบเนียนดูไม่เหมือนคนใช้ ใบหน้าก็ประดับรอยยิ้มซื่อๆเอาไว้ตลอดเวลา หากไม่รู้จักกันเขาคงนึกว่าอีกฝ่ายคงเป็นคุณชายน้อยสักตระกูลแน่ๆ

“นี่เสี่ยวซาน เจ้าเล่าให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่ ว่าเจ้าเข้ามารับใช้ข้าได้อย่างไร”

เด็กชายชะงักมือที่กำลังเช็ดแจกันสีครามในมือ ดวงตากลมโตเหมือนลูกกวางหันมามองเขา ปรากฎรอยยิ้มหม่นเศร้าในดวงตาเล็กน้อย “อ่า…จริงสิ เรื่องนั้นท่านก็ลืมเหมือนกันสินะขอรับ”

“ถ้าเจ้าไม่เต็มใจจะเล่าข้าก็จะไม่บังคับ” เขาลุกขึ้นมานั่งดีๆ มองอีกฝ่ายด้วยสายตานิ่งๆไม่ได้บีบคั้นอะไร แต่ไหนแต่ไรเขาก็ไม่ใช่คนที่ชอบบังคับคนอื่นอยู่แล้ว ถ้าอีกฝ่ายไม่สบายใจเขาจะยอมปล่อยความข้องใจไปก็ได้ ไม่เสียหายอะไร

“ข้าเต็มใจขอรับ” เสี่ยวซานรีบเอ่ยออกมาอย่างร้อนรนด้วยกลัวเจ้านายของตนนั้นจะเข้าใจผิด “แท้จริงบิดามารดาของบ่าวนั้นเคยเป็นพ่อค้าใหญ่อยู่ที่เมืองชางฝู่ แต่ภายหลังกลับถูกหลอกจึงทำให้ล้มละลายลง ครอบครัวต่างแตกกันไปคนละทิศคนละทาง บิดาของบ่าวก็หายตัวไป ส่วนมารดาของบ่าวจิตใจอ่อนแอลงจนป่วยหนักจากนั้นไม่นานก็สิ้นใจไปขอรับ เหลือเพียงแค่ตัวของบ่าว พี่ชาย และน้องสาวคนเล็ก”

หลี่หลิ่งเหวินมองใบหน้าอ่อนเยาว์ที่ดูอดกลั้นอะไรบางอย่าง ผ้าในมืออีกฝ่ายถูกกำแน่นจนยับยู่ยี่ เขาทนดูฝ่ามือน้อยๆกำจนขาวไร้สีเลือดนั้นไม่ไหวจึงเดินไปจูงอีกฝ่ายมาก่อนจะผลักให้นั่งลงบนเตียงและกระโดดลงไปนั่งข้างๆตาม

เสี่ยวซามึนงงเล็กน้อย พอได้สติก็ทำท่าจะลุกขึ้นไปแต่ก็ต้องหยุดชะงักลงเมื่อผู้เป็นนายจับแขนของตนยึดเอาไว้กันไม่ให้ได้ลุกออกไปไหน พลันรู้สึกอยากจะร่ำไห้ออกมาอีกรอบ “คุณชายปล่อยบ่าวเถิดขอรับ การนั่งเสมอเจ้านายมัน…”

“ข้าไม่ถือ” หลี่หลิ่งเหวินตอบออกมาหน้าตาย และก็ทำอย่างที่ปากว่าจริงๆว่าเขาไปถือเช่นไร เขากอดไหล่อีกฝ่ายไว้ก่อนจะโยกตัวไปมาเหมือนตอนรับน้องตอนมหาลัย “เจ้าเป็นเหมือนน้องข้า เป็นเพื่อนข้า เป็นครอบครัวของข้า เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่าตนเองต่ำต้อยกว่าข้าเพราะเป็นบ่าวอีก เข้าใจหรือไม่”

“แต่ว่า…” เสี่ยวซานมีสีหน้าลังเลแต่ก่อนที่เขาจะได้ตอบปฏิเสธอะไรก็โดนสายตาคาดคั้นแกมบังคับจากผู้เป็นนาย “บ่าวเข้าใจแล้วขอรับ”

หลี่หลิ่งเหวินยิ้มกว้างออกมาจนตาปิด เขาตบบ่าอีกฝ่ายไม่แรงนักสองสามทีก่อนจะกล่าว “ดีมากเสี่ยวซานเด็กดี เอาล่ะ เมื่อครู่เจ้าเล่าถึงไหนแล้ว เล่าต่อสิข้ารอฟังอยู่”

เสี่ยวซานที่บ่นงึมงำอยู่สะดุ้งเล็กน้อย ชะงักปากที่พูดพร่ำว่า ‘ข้าน้อยอายุมากกว่าท่านอีกนะขอรับ’ เอาไว้ ก่อนจะเล่าต่อ “จากนั้นพวกบ่าวก็เดินทางระหกระเหินมาจนถึงที่นี่เพื่อมาขอความช่วยเหลือจากญาติๆ แต่นึกไม่ถึงว่านอกจากจะไม่ต้อนรับแล้วยังถูกจับไล่ไสส่งออกมาอีก ซ้ำร้ายพี่ชายของบ่าวก็ล้มป่วยลง บ่าวไม่มีท่านเลือกอื่นนอกจากต้องขโมยถุงเงินจากผู้อื่นเพื่อประทังชีพ จนกระทั่งบ่าวสิ้นหวังในการจะมีชีวิตอยู่ต่ออีกแล้วก็ได้มาเจอคุณชาย ชีวิตของพวกบ่าวก็เหมือนได้ถูกฉุดขึ้นมาจากห้องมืดๆ คุณชายช่วยตามหมอมารักษาพี่ชายของบ่าวจนหายดี ซ้ำยังให้เงินมาก้อนหนึ่งและเปิดร้านน้ำชาและร้านขายข้าวสารให้ในชื่อพี่ชายของบ่าวอีก ถึงแม้ความจริงแล้วคุณชายทำไปเพื่อหากำไรเข้ากระเป๋าตนเองอีกทอดหนึ่งแต่พวกบ่าวก็ซาบซึ้งใจยิ่งนักขอรับ”

หลี่หลิงเหวินยกมือขึ้นแคะหู คล้ายเมื่อกี้จะได้ยินอะไรแปลกๆเข้า สงสัยเขาคงหูไม่ดีเลยได้ยินว่าเด็กคนหนึ่งคิดการใหญ่เอาไว้อยู่มาก “ตอนนั้นที่ข้าเจอเจ้าข้าอายุเท่าไหร่”

เสี่ยวซานยกมือขึ้นมานับนิ้ว หัวคิ้วน้อยๆขมวดกันให้ยุ่งก่อนจะคลายออก กล่าวออกมาเสียงใส “ตอนนั้นคุณชายเพิ่งแปดปีเองขอรับ”

หลี่หลิ่งเหวินพลันรู้เดี๋ยวหน้าดำเดี๋ยวหน้าซีดคล้ายจะเป็นลม รอยยิ้มแข็งค้างเหมือนโดนสาปให้ถูกแช่งแข็งเอาไว้

อ่าเสี่ยวเหวิน ฉันมาสิงร่างนายนี่มีเรื่องให้ประหลาดใจอยู่เรื่อยเลยนะ

ตอนแรกก็ดูเหมือนเด็กน้อยอ่อนต่อโลกที่ถูกแม่เลี้ยงและพี่ชายกลั่นแกล้งจนจิตใจบอบบางไม่คิดสู้คน แต่มาตอนนี้กลับดูเหมือนจิ้กจอกตัวน้อยที่ห่มหนังแกะ อายุแค่นั้นกลับเปิดร้านของตัวเองในชื่อคนอื่นแล้วเก็บเงินเข้ากระเป๋าตัวเองต่ออีกทอด ผู้ใหญ่แบบเขายังไม่ทันคิดเลย ให้ตายสิ สรุปแล้วเด็กคนนี้อะไรยังไงกันแน่เนี่ย

หลี่หลิ่งเหวินหลุดหัวเราะเสียงดังลั่นจนเสี่ยวซานที่นั่งอยู่ข้างๆพลันสะดุ้งไปด้วย เขาเช็ดน้ำตาที่เล็ดออกมา “อ่า โทษทีๆ ข้าคงทำเจ้าตกใจสินะ”

เสี่ยวซานเหลือบมองใบหน้าของผู้เป็นนายด้วยความสงสัย เอาถามออกไปอย่างใจกล้า “คุณชาย ท่านอารมณ์ดีเรื่องอันใดหรือขอรับถึงได้หัวเราะออกมาเช่นนี้”

“ไม่มีอะไรหรอก เอาเถิดตอนนี้ข้าเริ่มหิวแล้วสิ เสี่ยวซานคนดีเจ้าไปหาของว่างมาที”

เสี่ยวซานแม้จะรู้สึกแปลกๆที่อีกฝ่ายเอ่ยเรียกตนเองเช่นนั้นแต่ก็ไม่คิดติดใจอันใด เอ่ยขานรับอย่างนอบน้อมก่อนจะเดินออกจากห้องไป

หลิ่งเหวินลุกขึ้นยืนบิดตัวไปมาอย่างเกียจคร้าน เดินไปนั่งที่โต๊ะและหยิบพู่กันขึ้นมาวาดรูปเล่น ชาติก่อนเนื่องจากงานที่ทำไม่ตรงกับความสามารถที่มีทำให้เขารู้สึกช้ำใจอยู่ไม่น้อย แต่ทำอย่างไร ได้เงินมันได้เยอะซ้ำยังมั่นคงกว่า หากเขาเลือกเดินทำตามความฝันแล้วชีวิตเจอทางตันคงได้ไปผูกคอตายใต้ต้นผักชีประชดชีวิตกันก่อนพอดี

เขาจรดปลายพู่กับบนแผ่นกระดาษ ลากขึ้นลงอย่างตั้งใจ ลายเส้นกดลงไปเดี๋ยวหนักเดี๋ยวบางเกิดเป็นภาพของนกน้อยตัวหนึ่ง เขามองหาอะไรที่พอจะมาเพิ่มความสมบูรณ์ให้กับภาพก่อนจะหยุดสายตาไว้ที่บานหน้าต่าง เขาคลี่ยิ้มออกมาอย่างสมใจก่อนจะลงมือวาดภาพนั้นเพิ่มลงไป

ลมพัดเขามาจากบานหน้าต่างที่เปิดออกค้างเอาไว้ เนื่องจากวันนี้เขาไม่ได้ให้เสี่ยวซานมัดผมให้จึงทำให้เส้นผมนั้นพัดปลิวไปกับสายลมน้อยๆ ใบหน้าที่เริ่มมีน้ำมีนวลขึ้นสีระเรื่อเป็นธรรมชาติ จะว่าดูหล่อเหลาก็ว่าได้แต่หากดูให้ดีๆจะพบว่ากลับมีความงดงามอยู่ในตัว แพขนตายาวขยับขึ้นลง มือขาวนวลยกขึ้นทัดผมไว้กับหลังใบหู

พลันได้ยินเสียงบางอย่างที่บานประตู ปากจึงเอ่ยเรียกออกไปด้วยความเคยชิน “เสี่ยวซานเจ้ามาแล้วทำไมถึงยังไม่เข้ามาอีก” อีกฝ่ายยังคงเงียบอยู่จนเป็นเขาที่ทนไม่ไหวจึงหันไปดู “เสี่ยวซานนี่เจ้า…!!”

ภาพของชายหนุ่มร่างสูงโปร่งผู้หนึ่งยืนค้างอยู่ที่ประตู อีกฝ่ายสวมชุดสีดำขลับส่งเสริมให้ดูองอาจมากขึ้น ประดับรอยยิ้มที่ดูโง่ๆซื่อๆ ทำอะไรไม่ถูกถูกส่งมาให้เขา ใบหน้าหล่อเหลาอ่อนโยนดูแปลกใจแต่ทว่าก็เปลี่ยนกลับไปเป็นปกติ “เจ้า…น้องสามหรือ?”

ใครวะ???

ในหัวเขามีแต่เครื่องหมายคำถามขึ้นมาเหมือนคอมแจ้งเตือนตอนโดนไวรัสกิน อยากจะตอบไปว่า ‘ไม่’ แต่ก็กลัวจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง แต่จะให้นั่งโง่ๆตีมึนไม่ตอบก็คงจะไม่ดีนัก

หลี่หลิ่งเหวินยังคงนั่งใบ้บื้อไม่ตอบอะไรกลับไป ภายใต้ใบหน้านิ่งเรียบสยบทุกสรรพสิ่งกรีดร้องสติแตกอย่างคนทำอะไรไม่ถูก เป็นจังหวะพอดีกับตอบที่เสี่ยวซานกลับมาพอดี เจ้าตัวดูตกใจอยู่บ้างแต่ก็คุมสติไว้ได้อย่างดี “คุณชายใหญ่ท่านมีอะไรหรือขอรับ ถึงได้มาที่นี่”

คุณชายใหญ่ที่ว่าหันกลับไปมองที่เสี่ยวซานก่อนจะปรับรอยยิ้มให้ดูเป็นปกติ “ข้าได้ยินมาว่าน้องสามป่วยหนักเป็นตายร้ายดีเช่นไรไม่ทราบ ข้าเป็นห่วงจึงมาดูด้วยตาตนเอง แต่คาดไม่ถึงว่า…”

ดวงตาคมที่เหมือนมาจากแม่พิมพ์เดียวกับเขาเหลือบมองมาอย่างแปลกใจ “น้องสามดูห่างไกลจากคำว่าป่วยหนักใกล้ตาย ซ้ำยังดูแข็งแรงขึ้นมามากเลยทีเดียว”

ไม่ต้องย้ำตรงมากก็ได้มั้งครับพี่!!

ในสมองน้อยๆ ของเขาจิตสำนึกเขาวิ่งราวกับหนูติดจั่น เหลือบมองไปที่เสี่ยวซานเพื่อของความช่วยเหลือ พอเจ้าตัวเห็นก็เหมือนจะเข้าใจความหมายที่เขาแอบแฝง หันไปคุยกับคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงนอบน้อม

“เรียนคุณชายใหญ่ ตอนนี้คุณชายของบ่าวยังไม่สะดวกรับแขกขอรับ ก็อย่างที่ท่านเห็นว่าข้าเพิ่งยกสำรับมาให้คุณชาย รบกวนหากท่านจะมาอีกทีเป็นยามอู่(11:00-12:59 น.)ได้รึไม่ขอรับ”

ชายหนุ่มแปลกหน้าพนักหน้าเข้าใจ หันมามองที่เขาด้วยสายตาแปลกประหลาดที่เขาก็คาดเดาไม่ออกวูบหนึ่งก่อนจะเลือนหายไป เจ้าตัวคลี่ยิ้มอ่อนโยนออกมาให้ “ไว้ข้าจะมาหาเจ้าอีกรอบนะ”

หลี่หลิ่งเหวินได้แต่จำใจพนักหน้ารับอย่างเลี่ยงไม่ได้ “ขอรับ”

หลังจากที่ออกมาจากเรือนไผ่ท้ายจวนแล้ว หลี่หย่งหมิงเดินไปที่จวนหลักพลันริมฝีปากก็คลี่ยิ้มที่อ่านไม่ออกขึ้นมา นัยน์ตาสีดำขลับส่องประกายแววตื่นเต้นและสนุกสนานกับอะไรบางอย่างที่น้อยครั้งจะมีสักหนหนึ่งออกมา

ถึงเขาจะแปลกใจกับการเปลี่ยนแปลงของอีกฝ่ายแต่ก็ไม่มีความคิดที่จะนำเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เมื่อไตร่ตรองดูให้ดีแล้วการที่อีกฝ่ายเก็บตัวเงียบไม่ยอมออกจากเรือนเหตุผลอาจมาจากเพราะเรื่องนี้ก็เป็นไปได้

“ท่านพี่ เหตุใดท่านดูอารมณ์ดียิ่งนัก หรืออาการน้องชายของท่านไม่ได้แย่อย่างที่ได้ยินมา”

เสียงของหลี่หยิ่งเจี้ยนดังขึ้นมาไล่หลัง ชายหนุ่มหันกลับไปเผชิญหน้ากับน้องชายร่วมสายเลือด พลางลดรอยยิ้มลงและส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่เลย แย่กว่าที่ข้าคิดเอาไว้เสียอีก”

ในเมื่อดูอีกฝ่ายไม่อยากให้เขารู้นัก เขาจะแสร้งตีมึนว่าเด็กคนนั้นยังคง ‘เหมือนเดิม’ ทุกอย่างก็แล้วกัน

หลี่หย่งเจี้ยนทำเสียงขึ้นจมูก เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดูเยาะเย้ยเต็มทน “หึ มารดาของมันก็ทำท่านแม่เจ็บช้ำมามากพอแล้วยังจะมีมันเหลือทิ้งไว้ให้เป็นหนามทิ่มแทงเราอีก ตายไปได้เสียก็ดี”

หัวคิ้วขมวดกันแน่น หลี่หย่งหมิงส่งสายตาไม่พอใจส่งไปให้อีกฝ่าย “ระวังปากของเจ้าเอาไว้ด้วย จะไม่ชอบหน้าอย่างไรข้าไม่เคยต่อว่าก็จริง แต่ถึงอย่างไรหลิ่งเหวินก็ยังเป็นน้องของเจ้า หากเจ้าทำกับเขาเช่นนี้อีกเป็นครั้งที่สองต่อให้คราวหน้าเจ้าถูกลงโทษหนักขนาดไหนข้าก็จะไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยอีก”

“เฮอะ ครั้งก่อนก็ท่านพ่อ คราวนี้ก็เป็นท่านอีก” หลี่หย่งเจี้ยนยกแขนกอดอก กล่าวออกมาอย่างไม่พอใจปนน้อยใจนิดๆ “ข้าอยากจะรู้นักว่าคราวหน้าใครจะออกมากางปีกให้มันเพิ่มอีกคน เกิดมาช่างเป็นที่รักเสียจริง”

“หากเจ้าลดทิฐิลงบ้างเจ้าจะมองเห็นว่าเขาก็ไม่ได้นิสัยแย่อันใด มีแต่เจ้าที่ไปหาเรื่องจนนิสัยเสียสียเอง”

“นี่ท่าน!”

“เอาเป็นว่าข้าขอตัวก่อนละกัน” หลี่หย่งหมิงเอ่ยอย่างเหนื่อยอ่อนใจ “ช่วงนี้ก็ทำตัวให้มันดีๆหน่อย ยามที่ท่านพ่อกลับมาจะได้เมตตาต่อเจ้า อย่างน้อยโทษหนักจะได้กลายเป็นเบา”

หลังกล่าวจบหลี่หย่งหมิงก็เดินจากไปจากตรงบริเวณนั้น ทิ้งไว้เพียงหลี่หย่งเจี้ยนที่ยืนสีหน้าดำคล้ำเอาไว้อยู่เบื้องหลัง

สองมือของเด็กชายกำแน่นด้วยความคับแค้นใจ ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ ริมฝีปากเม้มจนไร้สีเลือด

เป็นเพราะเจ้าแท้ๆ…แม้แต่พี่ชายข้าเจ้ายังแย่งเขาไป

เด็กชายยกแขนขึ้นเพื่อซับน้ำตา ก่อนจะเดินจากไปเหลือทิ้งไว้เสียงลมร้องหวีดหวิวลอยตามหลังมาอย่างเงียบงัน


ในเรือนไผ่ท้ายจวน หลี่หลิ่งเหวินนั่งเอามือเท้าคางอยู่กับโต๊ะ ใบหน้าของเด็กชายดูเคร่งเครียดอยู่ไม่น้อย จนแม้แต่เสี่ยวซานที่เริ่มคุ้นชินกับเสียงเจื้อยแจ้วของอีกฝ่ายก็พลันรู้สึกหงอยๆขึ้นมาอย่างไรก็ไม่รู้เมื่อเจอกับความเงียบเชียบแฝงความกดดันเช่นนี้

“คนผู้นั้นเป็นใคร เจ้าเรียกเขาว่าคุณชายใหญ่หมายความว่าคนผู้นั้นเป็นพี่ชายของข้าใช่หรือไม่”

เสียงของหลี่หลิ่งเหวินดังขึ้นมาในความเงียบ หัวคิ้วยังคงขมวดกันยุ่งไม่เสื่อมคลาย เสี่ยวซานเงยหน้าขึ้นมา ใบหน้าอ่อนเยาว์ดูเหลอหลาเล็กน้อยทำให้เขาหายเครียดตึงลงมาบ้าง

“ใช่แล้วขอรับ คุณชายใหญ่หลี่หย่งหมิงมีมารดาคือฮูหยินใหญ่ พี่น้องร่วมมารดาของคุณชายหลี่หย่งเจี้ยนขอรับ”

“หืม” เขาเลิกคิ้วแปลกใจ “คนที่ดูสุภาพอ่อนโยนผู้นั้นนะหรือคือพี่น้องร่วมมารดาของหลี่หย่งเจี้ยน เสี่ยวซาน เจ้าล้อข้าเล่นแล้ว”

“จริงๆนะขอรับ” เสี่ยวซานละล่ำละลักตอบ “เพียงแต่ตอนเด็กคุณชายใหญ่ไม่ได้ถูกเลี้ยงโดยฮูหยินใหญ่แต่เป็นมารดาของท่าน แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆก็ตามที”

“อ่อ” หลี่หลิ่งเหวินพลันรู้สึกเข้าใจอะไรบางอย่างมากขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็ยังไม่อาจไว้วางใจได้ลงอยู่ดี “ก่อนหน้านั้นเขาปฎิบัติต่อข้าอย่างไร ดีหรือไม่”

เสี่ยวซานมีสีหน้านึกคิด “ก็คงไม่ร้ายแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจกระมังขอรับ อีกอย่างส่วนใหญ่คุณชายไม่ค่อยมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีอยู่แล้ว เป็นไปได้ว่าแค่คุณชายใหญ่เดินเข้ามาใกล้ท่านก็คงหลบไปอีกทางแล้วขอรับ”

บัดซบ แล้วเขาจะตีเนียนยังไงล่ะเนี่ย!

“แม่งเอ้ย ลาสบอสทำไมโผล่ออกมาเร็วขนาดนี้วะเนี่ย แม่งๆๆ” หลี่หลิ่งเหวินขยี้ผมอย่างสติแตก ปากก็ขมุบขมิบบ่นกับตัวเองเสียงเบา

เสี่ยวซานที่เห็นท่าทางนั้นของเจ้านายก็ตกใจ นึกว่าอีกฝ่ายคลุ้มคลั่งไปเสียแล้ว กล่าวออกมาเสียงดังระคนอยากร่ำไห้ “คุณชายอย่าทำร้ายตนเองเลยนะขอรับ คุณชายใหญ่หาใช่คนไม่ดี คุณชายหยุดเถิดขอรับ”

หลี่หลิ่งเหวินเมื่อได้ยินน้ำเสียงคล้ายเหมือนอยากจะร้องไห้ของเสี่ยวซานก็หยุดมือลง เด็กชายตัวผอมถอนหายใจอย่างหนักใจ “ข้าควรจะวางตัวอย่างไรไม่ให้เขาจับได้ดีว่าข้าความจำเสื่อม”

เสี่ยวซานมีสีหน้าฉงนใจ เอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย “บ่าวไม่เข้าใจขอรับ เหตุใดคุณชายถึงไม่บอกไปตามตรงล่ะขอรับว่าท่านความจำเสื่อม หากบอกไปตามตรงคุณชายใหญ่ย่อมเข้าใจแน่ขอรับ”

“เด็กโง่” เขายกมือขึ้นเคาะหัวอีกฝ่ายเบาๆ เจ้าตัวยกมือขึ้นมาถูตรงบริเวณที่ถูกทำร้าย ใบหน้ามุ่ยลงอย่างน่าเอ็นดู “เรื่องบางเรื่องหากบอกไปย่อมไม่ใช่เรื่องดี อีกอย่างเรายังไม่แน่ใจนักว่าอีกฝ่ายจะมาดีหรือมาร้าย แค่ข้าร่างกายดีขึ้นกว่าแต่ก่อนแค่นี้ก็น่าตกใจแย่แล้ว หากความจริงที่ข้าความจำเสื่อมหลุดออกไปแล้วท่านแม่ใหญ่หยิบยกเรื่องนี้หาข้ออ้างเข้ามารังแกข้าอีกจะทำเช่นไรเล่า”

“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง” เสี่ยวซานมีสีหน้าคลายจากความสงสัย นัยน์ตาลูกกวางเป็นประกายวาบด้วยความเทิดทูนและเลื่อมใส “คุณชายท่านช่างฉลาดหลักแหลมยิ่งนักขอรับ แม้แต่บ่าวยังนึกไม่ถึงเลย”

หลี่หลิ่งเหวินมีสีหน้าอ่อนใจ เผยรอยยิ้มเอ็นดูออกมา “ไม่ใช่ว่านึกไม่ถึง แต่เจ้าซื่อบื้อไม่ทันคนจึงไม่คิดเลยต่างหากล่ะ หากขาดข้าหรืออยู่ในยามคับขันขึ้นมาเจ้าจะเอาตัวรอดได้อย่างไร”

เขาจ้องมองไปที่ดวงหน้าอ่อนเยาว์ที่หงอยลงทันตา หากมีหูกับหางก็คงลู่ตกไปพร้อมๆกัน เขาโบกมือไล่อย่างไม่ใส่ใจ “เอาเถิดตอนนี้เจ้ามีอะไรที่ต้องจัดการก็ไปทำก่อนเถิด ไว้พอถึงยามอู่(11:00-12:59 น.)ก็ค่อยเข้ามาอยู่เป็นเพื่อนข้ารอพี่ใหญ่มา อย่าลืมเอาของว่างมาด้วยล่ะ”

พลันเสี่ยวซานก็มีสีหน้าสดใสร่าเริงเช่นเดิม เขารู้ว่าภายใต้คำดุเล็กน้อยนั้นแอบแฝงความเป็นห่วงมาด้วย เขาย่อมรู้สึกดีมากกว่าเศร้าเสียใจ แต่หากก็อดรู้สึกว่าตนเองนั้นไม่ได้ความอย่างเสียไม่ได้ เพราะฉะนั้นเขาจะต้องปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นเพื่อเป็นแขน ขา และเกราะกำบังให้คุณชายของเขาให้จงได้ “ขอรับคุณชาย”

หลี่หลิ่งเหวินมองท่าทางมาดมั่นของเด็กชาย นัยน์ตากลมโตลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความมุ่งมั่นบางอย่างจนเขาอดรู้สึกขนลุกชันขึ้นมาแปลกๆเสียไม่ได้

เขาได้แต่ภาวนาให้เรื่องที่อีกฝ่ายคิดคงไม่ใช่เรื่องแปลกๆ ไม่อย่างนั้นเขาคงได้ปวดหัวอีกเพราะเรื่องที่จะเกิดขึ้นตามมาภายหลังเป็นแน่

หลังจากที่เสี่ยวซานออกไป เขาก็นั่งครุ่นคิดอยู่กับตนเอง ปลายนิ้วจรดเคาะกับแผ่นโต๊ะจนเกิดเสียงดังขึ้นมาเป็นจังหวะ เมื่อนึกไปถึงใบหน้าอ่อนโยนที่ประดับรอยยิ้มน้อยๆนั้นเขาก็รู้สึกสะท้านขึ้นมา

แม่งให้ตายสิ ภายใต้หน้ากากแสนอ่อนโยนนั่นมันคนเหลี่ยมจัดชัดๆ เขาทำงานเจอหน้าผู้คนมาก็เยอะผ่านร้อนผ่านหนาวมาก็ไม่ใช่น้อยทำไมถึงจะมองทะลุไม่ออกล่ะว่าในแววตาที่มองมานั้นของอีกฝ่ายมันสั่นระริกด้วยความตื่นเต้นเหมือนเด็กน้อยที่เจอเรื่องที่น่าสนุกเพียงใด

บัดซบ บิดาเจ้าเถิด ส่งใครมาไม่ส่ง ดันมาส่งคนเหลี่ยมจัดมาให้ นี่คงกลัวว่าเขาอยู่แบบคนว่างงานจนเกินไปสินะ ถึงได้ส่งคนมาทดสอบระดับสมองของเขาเช่นนี้

เขาหลับตาลงอย่างเหนื่อยหน่าย ถอนหายใจออกมาอย่างปลงตก “เอาวะ เป็นไงเป็นกัน”






ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #2 Bamdy_NK (@Bamdy) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2562 / 21:31
    เปิดมาก็สนุกแล้วววว
    #2
    0