ตอนที่ 24 : BAD ADDICT 23 140%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 289
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    1 มิ.ย. 61

ตอนที่ 23

รถคันหรูของคารอลเลี้ยวเข้ารั้วบ้านผมโดยมีพี่บีกับพี่เบิ้ลยืนอยู่หน้ารถของตน ทั้งสองมองมาทางแสงไฟของรถคารอลที่เลี้ยวเข้ามา

“ไปไหนมา” พี่เบิ้ลถามเสียงเข้มทันทีที่ผมเดินลงมาจากรถ ผมทำได้แค่มองพี่เบิ้ลหงอยๆ แล้วเสมองไปทางพี่บี

“เหมือนว่าบิลจะเป็นไข้น่ะครับ ผมเลยพาไปโรงพยาบาล เพราะผมต้องไปหาเพื่อนที่นั่นพอดี” ไอ้แครอทแก้ตัวไหลตามน้ำสไลเดอร์สุดๆ ก็ดีแล้ว เพราะผมไม่มีปัญญาพูดอะไรน่าเชื่อถือแบบมันหรอก เอาเข้าจริงๆพี่บีก็คงไม่เชื่อมันหรอก ส่วนพี่เบิ้ลที่เชื่อก็เพราะว่าไม่ได้ใส่ใจผมต่างหาก ข้อแก้ตัวโง่ๆจากคนอื่นยังไงก็เชื่อ

“อ่า รีบเข้าไปข้างในได้แล้ว คืนแรกควรจะอยู่ด้วยกันสิ” พี่เบิ้ลพูด ทำเหมือนผมเป็นเจ้าสาวแรกแย้มไปได้ ทั้งๆที่ไม่ได้แต่งงานฟรุ้งฟริ้งด้วยความรักใคร่หวานชื่นแบบนั้นเสียหน่อย จะอยู่ที่ไหนทำอะไรด้วยกันไหมก็ช่างมันเถอะ

“บิล เป็นอะไรไหม” พี่บีเดินเข้ามาช่วยประคองผมเวลาจะเดิน มือหนายกขึ้นอิงหน้าผากผมเบาๆ

“ผม...โอเค” เสียงแหบๆของผมทำให้พี่บีหน้าเครียดไปอีก

“เห้อ ตอนบ่ายๆยังดีๆอยู่เลย ไปตกน้ำลุยไฟที่ไหนมาเนี่ย ตอนเย็นไปร้องคาราโอเกะมาหรือไง หืม?” พี่บีพูดอย่างเป็นห่วง ผมล่ะสบายใจหน่อยๆ ดีจังที่บ้านผมยังมีพี่บีอยู่

“พอๆเลยบี ปล่อยให้คู่รักกันเขาดูแลกัน” พี่เบิ้ลพูดห้ามปรามพี่บีที่เข้ามาดูแลยุ่มย่ามกับผมมากเกินไป ซึ่งความจริงแล้วไม่ได้มากไปกว่าความเป็นพี่เป็นน้องเลยสักนิด! พี่จะดูแลน้องแบบนี้ก็ไม่แปลก พี่เบิ้ลนั่นแหล่ะที่แปลก! ทำเหมือนผมไม่ใช่น้อง ไม่ใช่คนในครอบครัว!

“นั่นสิครับพี่บี บิลน่ะผมดูแลเอง” ไอ้แครอทรีบเดินมาแยะผมกับพี่บีออกแล้วประคองผมอย่างตอแหล ผมแอบเห็นพี่บีส่งสายตาไม่พอใจอ่อนๆมาให้เห็น แต่จะให้พี่บีแสดงออกมากก็ไม่ได้

“อืม...น้องรักของเรา ขอให้ดูแลให้ดีด้วย” พี่บีพูดเสียงนิ่ง ก่อนจะยอมถอยห่างอย่างจำยอม

“แน่นอนครับ ป่ะ ขึ้นห้องกันเถอะที่รัก” ที่รักพ่อง! ขยะแขยง อยากจะถีบมันออกไปไกลๆส้นเล็บ แต่ทำไม่ได้ ทั้งแรงกายและมารยาทค้ำคอ =_=

เมื่อเข้าตัวบ้านมา จากประคองอย่างอ่อนโยนรักใคร่ กลายเป็นกระชากแค่ต้นแขนขึ้น นี่กะลากกูเลยใช่ไหม ถ้าไม่ได้อยู่ในบ้านกูสงสัยมันคงลากเท้าผมแล้วล่ะ

“สัส ไปเอากับแม่งมาแล้วเสือกเป็นภาระกู” มันก่นด่าผมอย่างรำคาญ พอถึงหน้าบันไดมันก็ปล่อยผมแล้วเดินลิ่วขึ้นชั้น2ไปเลย เห้อ!

ก็ดี ไปไกลๆหูสักที รำคาญมึงบ่นเหมือนกันอ่ะ

“ว้าย! คุณหนูคะทำไมสภาพเป็นแบบนั้นล่ะคะ” ป้าแอนที่โผล่ออกมาจากห้องครัวเดินมาหาผมอย่างตกใจ ถ้าสังเกตสักนิดจะเห็นว่าเสื้อผ้าผมมันเวิ่นๆ แถมยังสกปรกเล็กน้อย แต่ผมใส่เสื้อคลุมของ...พี่โจ๊กเกอร์ไว้...

“ผม..ไม่สบายน่ะครับ ฝ่าฟันอะไรมาเยอะกว่าจะ...ถึงบ้าน..” ผมบอกป้าแอนเสียงแห้ง ป้าแอนมองผมอย่างสงสารและเข้ามาลูบหัวผม แค่นี้ผมก็รู้สึกอบอุ่นเกินทนแล้วล่ะครับ

“มาค่ะ จะขึ้นชั้น2ใช่ไหมคะ เดี๋ยวป้าพาขึ้นนะคะคุณหนู” ผมพยักหน้ารับ ป้าแอนช่วยพยุงผมขึ้นทีละขั้นๆ กว่าจะถึงชั้น2นั้นช่างยากลำบากเหลือเกิน เนื่องจากผมคาดว่าช่องทางหลังผมต้องฉีกขาดและอักเสบเป็นแน่ เพราะกิจกรรมที่เพิ่งผ่านมานั้น มันรุนแรงเกินไป...แต่ถึงอย่างนั้น...ผม..

“ฮึก...ฮึกกกก”

“คุณหนูร้องไห้ทำไมคะ ป้าพาเดินขึ้นเร็วไปหรือ” ป้าแอนดูตกอกตกใจเมื่อจู่ๆผมก็ร้องไห้

“เปล่าครับ ฮึกกก ผม..ผมแค่ ฮึกก”

“โถ่ คุณหนูของป้า ไม่เป็นไรนะคะ” ป้าแอนลูบหัวผมอย่างอ่อนโยน ผมจึงซบหน้าลงกับไหล่ป้าแอน

“ผม ฮืออออ ผมคิดถึง...คิดถึงเขา ฮืออออ”

“ไม่เป็นไรนะคะ ไม่เป็นไร...”

“ผมคิดถึงคนคนนั้น ฮือออ” จู่ๆขาผมก็อ่อนแรง ป้าแอนคงจะรับน้ำหนักของผมเกือบไหว แต่ก็ไม่ไหว จึงค่อยๆพยุงผมก็นั่งลง เมื่อก้นแตะพื้น ผมก็โยนตัวซบกับป้าแอนเต็มที่พร้อมพรั่งพรูน้ำตาให้ไหลออกมาย้อมใจ

“ฮึกกก ฮือออออออ ฮึกก กกก ฮือออ!!!” เสียงโฮของผมคงจะกึกก้องไปทั่วบริเวณ2เมตรรอบตัว ถ้าก้องไปทั่วบ้านคงเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ ไม่ใช่ใครที่ไหนจะเดือดร้อนหรอก ตัวผมเองนี่แหล่ะ

เมื่อผมร้องไห้จนเหนื่อย ป้าแอนซึ่งอยู่ให้ผมซบจนผมหยุดร้องไห้ ก็พยุงผมขึ้นแล้วพาไปยังห้อง...ห้องของผมกับไอ้แครอทเน่า ห้องเดี่ยวของผมโดนย้ายเป็นห้องเก็บของไปแล้ว ตอนนี้ผมปวดหัว ปวดตา ปวดตัว ปวดจนนอนตรงตีนบันไดก็หลับอ่ะครับ

“นึกว่าจะร้องไห้ตกตึกตายซะแล้ว” เมื่อผมก้าวเข้าห้อง คำแรกที่ไอ้แครอทเน่าเปื่อยทักทายก็จี้ตีนผมได้ดี แต่ช่างปะไร ผมไม่มีแรงจะสู้มันหรอก

“อือ” ผมตอบในลำคอพลางเสมองไปทางอื่น ผมมองไปที่เตียงเดี่ยวขนาดโคตรคิงไซส์ นุ่มน่านอน แต่เมื่อเห็นไอ้เวรนั่นนอนอยู่บนเตียงแล้วผมก็อยากสละสิทธิ์ให้ใครก็ได้มานอนแทนที ผมนอนโซฟาก็ได้ เพราะโซฟานี่กว้างเท่าเตียงเดี่ยวธรรมดาๆเลยมั้งเนี่ย

“ป้าส่งแค่นี้นะคะคุณหนู” ป้าแอนบอกผมเสียงอ่อน ก่อนจะกอดผมอีกทีนึง ผมกอดรัดป้าแอนไว้แน่น ก่อนจะต้องลาจากกัน

“งี่เง่า” ไอ้ปากเน่านั่นเริ่มแขวะอีกแล้ว ผมตวัดสายตาไปมองมันทันที

“มึงนั่นแหล่ะ อีห่า น่ารำคาญ” เสียงแหบๆผมด่าได้เพียงเท่านี้จริงๆ ในเมื่อผมเสียทุกอย่างไปแล้ว

ตั้งแต่นี้ไปผมคงไม่ต้องกลัวอะไรอีกสินะ

4 เดือนผ่านไป ไวเหมือนโกหก

“คุณหนูครับ คุณหนูมีเรียนตอนบ่ายโมงนะครับ นี่เที่ยงกว่าแล้ว รบกวนช่วยเตรียมตัวเร็วๆหน่อยครับ”

“ครับพี่เลิศ อย่าเร่งนักได้ไหมครับ”

“คุณเบิ้ลรอคุยธุระก่อนออกจากบ้านนี่ครับ ผมจำเป็นต้องเร่งคุณหนู”

“น่ารำคาญจังเลยนะครับ ทั้งพี่เลิศและพี่เบิ้ล”

นี่คือบทสนทนาที่มักเกิดขึ้นก่อนผมไปเรียนทุกเช้า พี่เลิศคือบอดี้การ์ดคนใหม่ เป็นทั้งคนดูแลส่วนตัวผม และสายสืบให้พี่เบิ้ลพี่บีพ่อแม่ พี่เลิศจะต้องไปส่งผมไปเรียนทุกวัน ไปรับทุกวัน ชีวิตผมคุณหนูเพิ่มขึ้น2017เท่า และน่ารำคาญขึ้นเยอะ หลังจากที่ผมได้พลิกด้านมืดของตัวเองในวันนั้น ผมก็กลายเป็นคนเปิดเผยขึ้นเยอะ และผมก็ได้รู้ว่า วันนั้น พี่โจ๊กเกอร์ได้บินไปอังกฤษไฟลท์กลางคืนพอดี ส่วนไปทำไม ข้อมูลที่ผมพอจะสืบได้นั้นไม่รู้เลย รู้เพียงแค่ไปอังกฤษคนเดียว และยังไม่มีกำหนดจะกลับ พี่โจ๊กเกอร์แน่นอนว่าขาดการติดต่อไปเลยโดยสิ้นเชิง แม้จะผ่านมา4เดือนแล้ว แต่ไอ้แครอทเน่านัยมันก็ขยันเอาเรื่องพี่โจ๊กเกอร์มาพูดเสียดแทงใจผมได้แทบทุกวัน

ถามว่าผมยังรักพี่เขาไหมน่ะหรอ

ถามโง่ๆ...

รักสิครับ....ผมยังไม่รู้เลยว่ารักใครได้เท่านี้อีกไหม ยังไม่รู้เลยจริงๆ การที่ผมไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับพี่เขา เป็นแรงผลักดันในการใช้ชีวิตของผมอยู่ตอนนี้ หวังว่าพี่เขาจะกลับมาแล้วเจอผมคนใหม่ คนที่ดีกว่าเดิม หวังว่าพี่เขาจะ...รักผม

เมื่อผ่านความเศร้ามาหลายวันผมถึงคิดได้ คนอย่างพี่โจ๊กเกอร์คงทำทุกอย่างโดยมีเหตุผลและผลลัพธ์ที่ดีแน่ๆ ผมเชื่อว่ายังไงผมก็ต้องได้เจอพี่เขาอีก ผมรู้จักพี่เขาดี....ถึงแม้ว่าเขาจะไม่มาช่วยผม แต่เขาก็จะกลับมาแน่นอน...

กลับมาชำระแค้นกับคนในครอบครัวผม...ไอ้แครอท..และผม

“พูดแบบนั้นลับหลังพี่หรือไงบิล” เสียงเข้มดังมาจากทางประตูห้องของผม ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าพี่เบิ้ลคงขึ้นมาตาม จะคุยอะไรนักหนาก่อนไปเรียนเกือบทุกวัน เป็นเลขาผมแทนที่จะเป็นหมอแล้วหรือไง

“ต่อหน้าผมก็กล้าพูดนะครับ”

“หึ นิสัยต่ำๆแบบนี้ เราไปติดมาจากไอ้หน้าด้านนั่นที่หนีไปต่างประเทศใช่ไหม” พี่เบิ้ลพูดออกมาอย่างเย้ยหยันและดูถูกเหยียดหยาม สายตาที่เขามองมาเหมือนมองคนชั้นต่ำ!

“คำพูดคำจาของพี่นั่นแหล่ะครับที่ทำให้พี่ต่ำ! และพี่โจ๊กเกอร์ไม่ได้หนี”

“มันหายสาบสูญไปขนาดนี้แล้ว ยังจะปกป้องมันอีกหรอ”

“พี่ไม่รู้อะไรอย่าพูดเลยครับ ผมเบื่อจะฟัง ไม่มีอะไรจะพูดแล้วใช่ไหมครับ ผมจะไปเรียน อาจารย์คนนี้เข้าสายไม่ได้เสียด้วย” ผมพูดโดยไม่มองหน้าพี่เบิ้ล ก้มเก็บของนู่นนี่นั่นใส่กระเป๋าแล้วเดินออกจากห้องไปเลย ส่วนไอ้แครอทเน่ามันก็ออกไปนอนตายข้างนอกหลายวันแล้วครับ มันชอบหายไปแบบนี้แหล่ะ จะโผล่มาก็ตอนที่มีปาร์ตี้ที่บ้าน หรือจะสานสัมพันธ์อะไรก็ตาม เพราะโดยปกติบ้านผมไม่ได้กินข้าวเย็นด้วยกันทุกวัน หรือเจอหน้ากันทุกวัน ไอ้เน่านั่นไม่อยู่ก็ไม่มีใครรู้อยู่แล้ว

“ไอ้เจ้าเด็กคนนี้! ทำไมถึงได้ก้าวร้าวขึ้นขนาดนี้! เลิศ ฝากดูมันด้วย” ผมได้ยินเสียงพี่เบิ้ลสั่ง เหอะ ผมแค่ผ่านจุดต่ำสุดของจิตใจมาแล้วต่างหาก! ผมรู้แล้วว่าเราไม่ควรก้มหัวงกๆๆอีกต่อไป

“ครับท่าน” เหอะ เป็นขี้ข้าหรอ รับคำสั่งอยู่ได้ ลาออกไปเถอะ ผมนี่ก็พาลหมดอ่ะครับ

“เร็วๆสิครับพี่เลิศ ตอนแรกเร่งจัง ตอนนี้ชักช้าเชียวนะครับ” ผมพูดพลางเดินลงบันไดไม่รอพี่เลิศเลย แอบได้ยินเสียงถอนหายใจหนักๆของพี่แกตามมา

“มาครับ ขึ้นรถครับคุณหนู” พี่เลิศเปิดประตูให้ผม ผมก็ขึ้นไปนั่งด้านหน้า ที่ผมไม่ชอบนั่งด้านหลังเพราะผมเมารถครับไม่ใช่อะไร แถมด้านหลังร้อนอีก นั่งยังไงตรงไหนก็ไม่เย็น

“วันนี้ตอนเย็นจะนอนหอนะครับ” หอพักที่ผมเคยอยู่กับพวกไอ้ริท ผมก็ทำเรื่องเป็นกรณีพิเศษถึงได้เข้าๆออกๆได้ ไม่ต้องนอนค้างเป็นประจำ พวกพี่ๆจัดการน่ะครับ ผมไม่รู้เรื่องด้วย

“ทำไมล่ะครับ”

“แล้วทำไมผมต้องกลับมานอนบ้านด้วยอ่ะครับ จะอยู่ทำงานกับเพื่อน”

“เกรงว่าคุณเบิ้ลจะไม่อนุญาตนะครับ”

“จิ๊!” ผมเดาะลิ้นไม่พอใจอย่างมาก! โคตรเหวี่ยงอะตอนนี้ เอาตรงๆผมก็อยากจะขอโทษพี่เลิศเหมือนกันนะครับ พี่แกมาดูแลผมตั้งแต่สองสามวันแรกที่ผมกำลังจิตตกบอบช้ำใจอย่างหนัก เขาก็คอยดูแลผมอย่างดี แต่ด้วยความที่เจ้านายจริงๆคือพี่เบิ้ล จึงขัดคำสั่งไม่ได้ แต่พี่เลิศก็เข้าใจสถานการณ์ของผมดี

“คุณหนูก็ให้เพื่อนมาทำที่บ้านสิครับ”

“เออ อย่างนั้นก็ได้! พี่เลิศพูดธรรมดาเหอะ เราสนิทกันออกนิครับ”

“ฮ่ะๆ พี่เห็นน้องบิลดูอารมณ์เสียแต่เช้า เลยอยากเป็นทางการหน่อยน่ะครับ อีกอย่างเมื่อกี้ก็อยู่ต่อหน้าคุณเบิ้ล”

“ลาออกเหอะ ผมจ้างเองดีกว่า”

“ผมมิกล้าลาออกหรอกครับ ฮ่ะๆ”

“แล้วเรื่องที่ให้สืบว่าไงมั่งครับ ได้เรื่องปะครับ”

“เรื่องคุณโจ๊กเกอร์ไปทำอะไรที่อังกฤษใช่ไหมครับ ผมสืบแล้วครับ” ใช่แล้ว ที่จริงผมกับพี่เลิศก็สนิทกันพอตัวนะ สนิทกันพอที่พี่เขาจะสืบเรื่องพี่โจ๊กเกอร์ให้ผมได้โดยไม่เอาไปบอกพวกพ่อแม่พี่เบิ้ล แค่นี้ผมก็พอใจแล้วล่ะครับ แล้วผมก็สัมผัสได้จริงๆว่าพี่เขาอยากจะช่วยผมจริงๆ

“ครับ ได้เรื่องไหม”

“ก็ไม่แน่ใจสิครับ ตามรายชื่อที่น้องบิลให้พี่มา ไม่มีคนชื่อนี้นะ แต่ถ้าคล้ายๆล่ะก็มี เขาชื่อเจย์” ชื่อนั้นมัน....ผมเคยได้ยินเพื่อนพี่โจ๊กเกอร์เรียกนี่!!

“นั่นแหล่ะ!!!! งี้เองสินะ ใช้ชื่อนั้นเองสินะ มิน่าถึงหาไม่เจอ”

“ถ้าเป็นนายคนนี้ล่ะก็ เขาเรียนอยู่มหาลัยAครับ อันดับหนึ่งของประเทศเลยนะ น่าเสียดายที่รู้แค่นี้ ไม่รู้ว่าทำไมถึงเข้าถึงฐานข้อมูลได้แค่นี้”

“แล้วพี่ไม่มีเพื่อนเป็นอาจารย์อยู่ที่นั่นบ้างหรอครับ”

“อืม..ไม่มีนะ..มั้ง เอาเป็นว่าพี่จะพยายามแล้วกัน”

“ได้ยินแบบนี้ผมก็โล่งครับ ขอบคุณนะครับพี่เลิศ ไม่รู้จะตอบแทนยังไงเลย” ผมพูดจากใจ ผมไม่รู้จะตอบแทนพี่เขายังไงจริงๆ ลำพังแค่ผม แค่จะรู้ว่าพี่โจ๊กเกอร์ไปอังกฤษยังไม่มีทางรู้เลยมั้ง

“รีบร่าเริงไวๆสิครับ น้องบิลเป็นเหมือนเมื่อก่อนดีแล้ว ตอนนี้น้องเปลี่ยนไปมากรู้ตัวไหมครับ” พี่เลิศพูดเศร้าๆ ผมเองก็ไม่ได้พูดตอบอะไร เพียงแค่มองออกไปนอกหน้าต่างเท่านั้น...ผ่านโรงพยาบาล...ทำให้หวนนึกถึงวันเวลาอันแสนเจ็บปวด หัวใจผมเหมือนโดนมีดอีโต้แทงด้วยสันมีด บดขยี้ด้วยส้นตีนของยักษ์อย่างนั้นแหล่ะ มันแหลกเหลือเกิน

“น้องบิลครับ สรุปตอนเย็นก็พาเพื่อนไปที่บ้านนะครับ” พี่เลิศบอกผมด้วยสีหน้าลำบากใจ เอาเถอะ ผมไม่อยากให้พี่เลิศลำบากด้วยสิ

“ครับ เอาแบบนั้นแล้วกัน” ผมบอกพี่เลิศอย่างจำยอม พี่เลิศยิ้มให้ผมก่อนจะขับรถออกไป ผมยืนมองตามหลังรถคันนั้นจนมันหายลับไปกับตา จะยืนมองทำไมไม่รู้เหมือนกันครับ...แค่คิดถึงรถของใครบางคน ที่เคยขึ้นบ่อยๆก็เท่านั้น ใครคนนั้นที่เขาจากผมไปไกลแสนไกล...ทำอะไร ที่ไหน เป็นอย่างไร ผมไม่สามารถรู้ได้เลย

“แฮร่!!”

“ไอเชี่ย!!!!”

ผมสะดุ้งโหยง เมื่อจู่ๆก็มีมือผีมาจี้เอวผม หันไปคาดโทษปรากฏว่าเป็นไอ้ริท! โธ่ อิเวร กูตกใจหมด

“ยังบ้าจี้เหมือนเดิม”

“ก็กูคนเดิม ไม่ได้เพิ่มเติมอะไรนี่หว่า” ผมตอบมันก่อนจะเดิมนำไปก่อน มันก็ยักไหล่ไม่ใส่ใจแล้วเดินตามผมเข้าไปในตึก

“พวกไอ้เฟย์ไอ้เวทอ่ะ” ผมถาม ช่วงเทอมสองนี้พวกผมเรียนแยกเซคกันครับ อาจารย์คงขี้เกียจสอนเด็กเยอะละมั้ง ผมเลยไม่ค่อยเจอพวกมันเลย เจอแต่ไอ้ริทเนี่ย โชคดีที่มันเป็นคู่บัดดี้ผมพอดี ได้อยู่ด้วยกันทุกวิชา

“ไม่รู้ว่ะ มันเรียนเช้า แล้วเรื่องรายงานอิ้ง ทำไหน?”

“ทำบ้านกูแล้วกัน กูไม่อยากสร้างปัญหาให้พี่เลิศว่ะ มึงเข้าไปบอกในไลน์กลุ่มดิ๊ กูขี้เกียจหยิบ”

“เออๆ บ้านมึงแม่งหรูแต่น่ากลัว กูนี่ขนลุกทุกที” ไอ้ริทบ่นไปก็หยิบโทรศัพท์กดเข้าไลน์ไป มันขี้บ่นเหมือนเดิมแหล่ะครับ มันกดๆจิ้มๆไอจีต่ออีกหน่อย สักพักเราก็เดินเข้าห้องกัน อาจารย์มาโคตรเร็ว มารอนศ.ก่อนครึ่งชั่วโมง โคตรฟิต สอนก็ไม่รู้เรื่องครับ นอนไปเถอะ มาเช็คชื่ออย่างเดียว บางทีเข้าครึ่งชั่วโมงก่อนเลิกยังได้ แต่พี่เลิศคงไม่ยอมมาส่งผมสายหรอก =_=

“วันนี้ก็พอแค่นี้ครับ งานคู่ก็ส่งอาทิตย์หน้านะครับ ไปได้” อาจารย์ก็พูดมึนๆ ทวงงานก่อนเลิกคาบแล้วปล่อยกลับ ทุกคนเตรียมเก็บของตั้งแต่อาจารย์ยังไม่ปล่อย ผมนี่แขนชาไปถึงคอ

“เลิกสักที หน้ากูช้ำหมดแล้ว” ไอ้ริทบ่น คือมันนอนฟุบไปกับกระเป๋าไงครับ ตื่นมาก็รอยแดงเต็มเลย

“หน้ามึงตลก5555”

“มึงแม่ง ขำกู”

“หน่าๆ พวกไอ้เฟย์อยู่ไหน บอกมันมารอใต้ตึก เดี๋ยวพี่เลิศต้องมารับกูตรงเวลาแน่ๆ ดีนะจารย์ปล่อยก่อน10นาที”

“เออๆ กูโทรหามันแปป” รอสายไม่นานมันก็รับ พวกนั้นมันมารออยู่ใต้ตึกแล้ว พอบอกพี่เลิศจะมารับพวกแม่งก็มาก่อนเวลาเสียอีก พี่เลิศนี่ดูน่าเกรงขามครับ เวลาคนอื่นเจอจะกลัวๆกัน เพราะเป็นคนของพี่เบิ้ลด้วยมั้ง ไอ้พวกนี้มันกลัวๆพี่เบิ้ลกัน อย่าว่าแต่พวกมันเลย ผมก็เคยกลัว

“ไงมึง เหมือนไม่เจอกันนาน คิดถึงว่ะ” ผมทักพวกมัน

“อีห่า ตอแหล วิชาอิ้งก็เจอกันทุกอาทิตย์ เหม็นหน้ามึงจะแย่” ไอ้เวทออกปาก ท่าจะอยากแดกตีน

“เออ ไอ้นี่แม่งตอแหล” ไอ้เฟย์ช่วยด่า แล้วพวกแม่งก็หันไปทะเลาะกันต่อ พวกมันก็บัดดี้กันครับ ได้คู่กันตลอดเลยสนิทกันสุด ชอบกัดกันตลอด บางเรื่องเห็นดีเห็นงามกันก็อวยกันอยู่สองคน

“4โมงละ มึงนับ3ปะ รถเลี้ยวมาจอดใต้ตึกพอดีเป๊ะ” ไอ้เวทพูดขึ้น

“1”

“2”

“3”

“เอี๊ยด!”

“ยิ่งกว่านาฬิกาก็พี่เลิศของมึงเนี่ยแหล่ะไอ้บิล!” ไอ้ริทพูดอย่างทึ่งๆ ไม่รู้แม่งกลัวหรือแม่งนับถือ

พี่เลิศลงจากรถแล้วเดินอ้อมมาหาพวกผม พวกไอ้ริทยืนกันตัวแข็งเหมือนทำอะไรไม่ถูก

“คุณหนูครับ เชิญขึ้นรถครับ เพื่อนๆด้วยครับ” พี่เลิศพูดพลางก้มหัวให้ ไอ้พวกนี้ก็เกร็งกันใหญ่เลยครับ

“ครับๆ พวกมึงอ่ะรีบๆขึ้น เดี๋ยวรถข้างหลังบีบแตรไล่ไม่ก็ชนท้าย” ผมตอบรับพี่เลิศแล้วหันไปเร่งไอ้เหล่าเพื่อน พวกมันก็ลุกลี้ลุกลนขึ้นรถกัน นั่งกันนิ่งมาก สงสัยกลัวไปทำอะไรในรถผมพัง เวลาแม่งขึ้นรถเพื่อนกันนะครับ ซนมาก เบาะนี่แทบพัง ยิ่งกว่าหมาแทะ

ใช้เวลาสักพัก เล่นโทรศัพท์แบตหมดไป10กว่าเปอร์เซ็นต์ก็ถึงบ้านผม พี่เลิศไล่เปิดประตูรถให้ทุกคน ทำเอาพวกมันแทบก้มกราบเท้าเป็นการขอบคุณ ส่วนผมหน่ะชินแล้ว ปลงมากกว่าที่จะให้พี่เลิศเลิกทำอะไรแบบนี้

“ขึ้นไปรอบนห้องก่อน กูขอหยิบขนมขึ้นไปกิน” ผมบอก

“แล้วข้างบนคุณผัวมึงไม่อยู่หรอวะ” ไอ้เวทพูดแซวๆ แต่ก็โดนไอ้ริทตบหัวแทบหลุด

“ไอ้เน่านั่นมันเตลิดไปทั่วชายแดนแล้วมั้ง มึงนี่โง่จริงๆ” ไอ้ริทด่า ผมพยักหน้าเห็นด้วย แต่ถึงมันกลับมาก็ช่างมัน ไปนั่งห้องสมุดก็ได้ บ้านผมไม่ได้มีแค่ห้องเดียว มีเยอะจนอยู่ไม่หมดมากกว่า

“เออๆ รีบตามมาแล้วกัน” ผมพยักหน้ารับ แล้วเดินเข้าห้องครัวไป พวกสาวใช้ทั้งหลายก็บอกว่าจะยกไปให้ แต่ผมรู้สึกว่าอย่างน้อยเรื่องแค่นี้ควรจะทำเองบ้าง เพื่อให้เหลือความเป็นคนธรรมดาในตัวผมบ้าง

ผมยกขนม น้ำอัดลม ขึ้นไปบนห้อง พอเข้าไปในห้องพวกไอ้ริทนี่กำลังปูที่นอนที่พื้นเยี่ยงเป็นบ้านตนเอง หาที่นอนหมอนผ้าห่มกันสนุกใหญ่

“ขอให้รู้ไว้ว่ามาทำงานไม่ได้มานอนเล่นนะ อิเวร”

“ทำงานไง เลยต้องได้สถานที่ดีๆ เบาะนิ่มๆ ขนมอร่อยๆ” ไอ้เฟย์พูดแย้ง

“ตามนั้น” ทุกคนเห็นด้วย ผมก็คงทำได้แค่ถอนหายใจ แล้วไปนั่งด้วยนั่นแหล่ะ

ระหว่างทำงาน แน่นอนว่าก็ต้องมีเล่นบ้างอะไรบ้าง แต่ไอ้พวกนี้ส่วนใหญ่จะเล่นครับ งานมันไม่ได้เยอะแยะหรือยากอะไร แต่เพราะมัวแต่เล่น มันเลยเสร็จช้าและดูเหมือนยาก ถ้าปกติละก็ผมจะถามพี่โจ๊กเกอร์....แต่เขาไม่อยู่ให้ถามแล้วเนี่ยสิ.....บางทีพวกไอ้ริทก็บ่นว่าคิดถึงพี่เขา ซึ่งไม่ต่างจากผม แต่ผมไม่อยากพูดออกมา เดี๋ยวยาวลากไปดราม่า ร้องไห้เปล่าๆ

พวกไอ้ริทก็พยายามช่วยผมในหลายๆทางนะครับ แต่ขนาดพี่เลิศยังได้แค่นี้ พวกมันก็ช่วยอะไรมากไม่ได้หรอกครับ อย่างมากก็ปลอบใจผม ไม่พาผมไปเหลวไหล แค่นี้ก็ช่วยได้มากแล้วครับ

“เออไอ้บิล เรื่องมหาลัยพี่โจ๊กเกอร์ที่มึงบอกอะ” ไอ้เวทพูดขึ้น

“เออ ทำไมวะ มหาลัยAไง”

“กูอ่ะถามลูกพี่ลูกน้องกู เขาเรียนที่อังกฤษเหมือนกัน อยู่มหาลัยAว่ะ” ผมถึงกับชะงักมือที่กำลังพิมพ์งาน แล้วหันมาตั้งใจฟังไอ้เวทอย่างเดียว อีกสองตัวมันขี้เสือกอยู่แล้ว แน่นอนว่าตั้งใจฟังเหมือนกัน

“เห็นว่าที่มหาลัยมีบุคคลปริศนาว่ะ”

“ยังไงวะ” ไม่ใช่ผมนะครับ ไอ้ริทครับ อยากรู้กว่าผมอีกครับ

“ก็แบบมีนักเรียนคนนึง เข้ามากลางคัน แถมยังเป็นสิทธิ์โปรดของศาสตราจารย์Xที่ว่ากันว่าโหดด้วยนะ”

“พี่โจ๊กเกอร์หรอวะ”

“กูก็ถามว่าชื่อโจ๊กเกอร์หรือเปล่า คนไทยหรือเปล่า แต่ลูกพี่ลูกน้องกูบอกว่ามันเป็นแค่ข่าวลือ ชื่อยังไม่รู้เลย ศาสตราจารย์ที่ว่าก็ไม่ได้สอนคณะมัน มันเลยไม่รู้จัก” มันเล่าพลางยักไหล่ไม่รู้ ผมก็พยักหน้าช้าๆ ทำไมพี่ถึงเป็นปริศนาอย่างนี่ล่ะ นี่กะจะไม่ให้ผมตามตัวได้เลยหรอ

“กูว่านะ ถ้าเป็นเฮียจริงๆ เฮียแม่งโคตรเทพ” ไอ้ริทว่า

“พี่โจ๊กเกอร์ไปเป็นเฮียมึงแล้วหรอวะ”

“กูนับถือเขาแล้วว่ะ”

“ใจง่ายสัสๆ” ผมด่ามัน แต่เหมือนแก๊งผมจะแปรพรรคแล้วแฮะ

“กูทีมริท เขาก็เฮียกู” ไอ้เฟย์บอก

“เฮียกูเหมือนกัน กูเลยอยากช่วยไง” สุดยอด ไอ้เวทก็อีกคน แล้วเขาควรเป็นเฮียผมไหมครับ =_=

“พวกกูจะช่วยมึงเองเว้ยเพื่อน” ไอ้ริทพูดพลางเดินมากอดผมจากด้านหลัง ไอ้เวทก็ขยี้หัวผมเล่น ส่วนไอ้เฟย์ก็นั่งแดกขนมต่อ ไม่รู้สิครับ ผมรู้สึกว่านี่คือบรรยากาศที่อบอุ่นที่สุดของผมในช่วงเวลานี้แล้ว มีแค่พวกมันเนี่ยแหล่ะที่ทำให้ผมเป็นตัวเองที่สุด

“บินไปอังกฤษแม่งเลยดีไหม ไอ้บิล!” ความคิดถูกเสนอโดยไอ้เฟย์ ตอนมันพูดนี่ขนมกระเด็นออกมาด้วย โสโครกสุดๆ

“เจ๋งว่ะ! เงินในบัญชีมึงตอนนี้ซื้อตั๋วให้พวกกูได้เลยนะ” ไอ้เวทเสริมอีก ที่จริงมึงแค่อยากไปเที่ยวและได้ตั๋วฟรีหรอก กูรู้! แต่ก็ใช่ว่าผมจะไม่เห็นด้วยหรอกนะ ถ้าจะทำจริงๆก็ทำได้ แต่ต้องใช้เวลาวางแผนหลายๆอย่าง ไม่ใช่ปุบปับซื้อตั๋วไปเลย มุ่งหน้าส่มหาลัยA

“ก็น่าสนใจ แต่ก่อนจะสนประเทศอังกฤษ มึงสนใจรายงานอังกฤษก่อนได้ไหมวะ” ผมพูดเสียงนิ่ง

“แหะๆ จริงว่ะ ทำงานๆๆ”

JOKKER PART

@ENGLAND แดนโจ๊กเกอร์

“มิสเตอร์เจย์ ยูนี่หัวไวจริงๆ ถ้าไม่ใช่ยูคงตามบทเรียนตลอด1เทอมไม่ทันแน่ๆ” ศาสตราจารย์X หรือก็คือที่ปรึกษาผมเอ่ยปากชม สิ้นสุดเทอม2จบลง ผมสามารถตามเนื้อหาทั้งหมดที่เรียนในเทอม1ได้ และเรียนเทอม2คู่ไปด้วย

“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ เป็นเกียรติมากๆเลยครับที่ได้เป็นศิษย์รักของศาสตราจารย์”

“ฮ่าๆ ลูกศิษย์ดีๆแบบยู ไอจะไม่รับไว้ได้ยังไง ไอล่ะถูกชะตาจริงๆเลย ไอมีคนรู้จักอยู่ไทยเหมือนกัน ทางบ้านเขากิจการใหญ่โต ไว้ซัมเมอร์นี้เรากลับไทยด้วยกันไหมล่ะ เจย์” ประโยคที่ผมรอคอยได้หลุดออกมาจากปากของศาสตราจารย์ที่ผมอุตส่าห์ทุ่มเทตีซี้ตั้งนาน ผมยิ้มกว้างอย่างนักเรียนดีเด่นให้

“แน่นอนครับศาสตราจารย์ ผมยินดี อย่าง ยิ่ง

END JOKKER PART

+

+

บอกแล๊วไรท์ม่าไม่เป๊น ใช่ไหมล่าาาาา เหมือนจะเศร้า แต่ก็ไม่เศร้าเนอะ


รักทุกคนเด้ออออออออออออออออออออออออออ จุ้บแจง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

236 ความคิดเห็น