(Yaoi) #ราชสิงคาลขององค์ไท่จื่อ

ตอนที่ 15 : เส้นทางของรัชทายาท 7

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 110
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    2 เม.ย. 62






♤♤♤


เส้นทางของรัชทายาท 7



     วันนี้เป็นวันที่ข้าเพลี่ยงพล้ำ…


     ไม่เคยอัปยศเฉกเช่นวันนี้…


     เป็นครั้งแรกที่ข้าตายใจจนไม่มีความสงสัยเคลือบแคลงว่าเจ้าคนที่อยู่ข้างกายนี่จะสามารถหลอกล่อข้าได้แนบเนียนเช่นนี้!


     ข้ามองสองพ่อลูกที่ยิ้มรับให้กันและกันด้วยสายตาว่างเปล่า ก่อนคนพ่อจะหันมายิ้มให้กับข้าหนึ่งที องค์ฮ่องเต้ทรงทราบหรือไม่ว่าท่านน่าหมั่นไส้ยิ่งนัก!


     ข้าพยายามลุกออกจากตักของรัชทายาทแต่ก็ไม่สามารถหลุดพ้นได้เพราะซ่งหมิงใช้มือของตนเองกอดหมับเข้าให้ที่เอวของข้า ให้ตายเถอะซ่งหมิงนี่มือคนหรือมือปลาหมึกกันแน่ ข้าขอกล่าวไว้นะตรงนี้เลยนะว่าหนวดของปลาหมึกยังไม่เหนียวเท่ามือของท่าน

     ปลงตก..


     ข้าหยุดดิ้นและเปลี่ยนเป็นนั่งทับตักของซ่งหมิงในท่าที่ข้าคิดว่าข้าสบายที่สุดโดยพยายามไม่คำนึงถึงคนที่ข้าทับอยู่ จนข้ารู้สึกถึงอะไรบางอย่างนั่นแหละข้าจึงได้พ่นลมหายใจออกมาช้าๆแล้วแปลงเป็นจิ้งจอกสีดำแทน


     ซ่งหมิงมองข้าพร้อมกับยิ้มให้จากนั้นก็อุ้มข้าขึ้นมากอด


     ข้าขอบอกเลยนะว่าข้าไม่ได้สงสารท่าน!

     “ลูกสะไภ้นี่ช่างน่าชังเสียจริง สมแล้วที่เจ้ารักนักรักหนา” ข้าหันขวับไปมองเมื่อจู่ๆฮ่องเต้ก็พูดออกมา อันที่จริงข้ายังไม่ได้สะสางบัญชีที่ซ่งหมิงกับฮ่องเต้คนนี้ทำกับข้าเลยนะ


     “เงียบไปพระเจ้าค่ะ ข้ายังไม่ได้คิดหนี้ในครั้งนี้เลย” แล้วำคำว่า‘ลูกสะไภ้’นี่คืออะไรกัน..


     “เอาน่าลูกสะไภ้ เรียกข้าว่าท่านพ่อก็ได้นะข้าไม่ถือ” ฮ่องเต้ผู้มีอารมณ์ขันกล่าวกับข้าที่อยู่ในร่างจิ้งจอกอย่างอารมณ์ดีราวกับว่าก่อนหน้านี่คือฉากหน้าฉากหนึ่งในการแสดง ก็คงจะใช่ที่ว่านั่นคือการแสดง..


     ข้าเงยหน้าหาคนต้นเรื่องที่หลอกพาข้ามายังที่แห่งนี้ ข้าเห็นแววตายินดีพร้อมกับรอยยิ้มที่ส่งมอบมาให้ ซ่งหมิงยกน้ำชาขึ้นดื่มอย่างอารมณ์ดีโดยทำทีเหมือนมองไม่เห็นสายตาของข้าที่มองเขาอยู่


     ไหนเล่าอาการหนักใจ ไหนเล่าคนเศร้าที่ข้ากอดปลอบเมื่อคืนนี้!


     ข้านอนในอ้อมกอดของเขาสักพักแล้วลุกขึ้น คราวนี้ซ่งหมิงไม่ได้จับข้าไว้แต่อย่างใดข้าเลยลุกออกจากอ้อมแขนนั่นง่ายหน่อย พอลุกได้ข้าก็จัดการแปลงเป็นร่างของข้าจริงๆอย่างที่ข้าเคยเป็นทันที จากนั้นก็เตรียมเดินออกนอกตำหนักขององค์ฮ่องเต้


     “วิหคตัวนั้นมาที่วังของข้าในครั้งนี้ เจ้ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่” สุรเสียงของฮ่องเต้ฉุดรั้งข้าเอาไว้ ข้าชะงักกึกนิดนึงก่อนจะหันไปมองเขา ฮ่องเต้ไม่ได้มองข้าเพราะกำลังเติมชาของเขาอยู่แต่คนที่มองคือซ่งหมิง รัชทายาทคนนั้นก็จ้องมาที่ข้าด้วยแววตาอยากรู้เช่นกัน


     “ถ้าข้าตอบว่าใช่ท่านจะทำอย่างไร ถ้าข้าตอบว่าไม่ใช่ท่านจะทำอย่างไร คำพูดของข้ามีผลอย่างไรกับท่าน” เรื่องนี้ข้าอยากรู้จริงๆ ทั้งเรื่องที่เวิงวีมอบดวงตาวิหคให้กับเขาด้วย ข้าอยากรู้ว่าทำไมเวิงวีต้องมอบดวงตาที่ทรงพลังนั้นให้มนุษย์ที่เขาดูถูกนักหนา


     “ถ้าข้าตอบเจ้าว่าข้าแค่เพียง‘อยากรู้’ล่ะ” ฮ่องเต้นี่ช่าง..


     “ท่านลองถามเจ้านายข้าดูสิว่าอยากให้ท่านรู้หรือไม่” เมื่อเล่นด้วยไม่ได้ข้าก็โยนเผือกร้อนนั้นใส่มือของคนต้นเรื่องที่พาข้ามา

ซ่งหมิงมองมาที่ข้าอีกครั้งก่อนจะเหลือบสายตาไปมองพ่อของเขา ยกยิ้มมุมปากหนึ่งทีก่อนจะ…

     “ถึงอย่างไรข้าก็อยากรู้ จะรู้เพียงคนเดียวหรือรู้พร้อมกันก็ไม่ได้ต่างกัน” 


     นี่ท่านอยู่ฝั่งนั้นใช่หรือไม่?! 


     ข้าคิดพร้อมกับมองเขาอย่างเข่นเคี้ยว ใบหน้าดุจน้ำแข็งเพียงยิ้มให้ข้าอีกทีก่อนจะหันไปเติมชาให้กับตนเองเหมือนรอข้าตอบอยู่กลายๆ


     “ใช่” ข้าตอบแล้วมองปฏิกิริยาของทั้งสอง ฮ่องเต้สี่หยวนพยักหน้ารับรู้ส่วนซ่งหมิงแค่ตอบว่า อืม เบาๆ ข้าไม่ค่อยพอใจกับท่าทางเหล่านั้นสักเท่าไหร่จึงไปหมอนรองนั่งที่อยู่มุมห้องมารองนั่งให้กับตนเอง

     “งั้นเขามาทำไมกัน” ผ่านไปสักระยะฮ่องเต้ก็กล่าวขึ้นลอยๆ แต่ข้าเชื่อว่าในความลอยๆนั้นเขากำลังไตร่ถามข้าอยู่


     “ไม่รู้สักเรื่องท่านคงจะดับสิ้นกระมัง” ข้าตอบพร้อมกับเปลี่ยนกลับมาเป็นคนเพื่อทำอะไรได้ง่ายขึ้น ข้าหยิบจอกชามาก่อนซ่งหมิงจะเติมชาให้ข้า ข้าวางมันเอาไว้ที่โต๊ะน้ำชาแล้วเหลือบไปกระตุกยิ้มเบาๆให้กับองค์ฮ่องเต้แคว้นเหลียนที่มองข้ามาด้วยสายตาไม่เป็นมิตร


     เหอะ ถ้ายังยิ้มได้ข้าก็นับถือแล้วล่ะ..


     “ลูกสะไภ้ช่างใจร้ายนัก วันนี้ข้าอยากอยู่คนเดียวแล้วล่ะออกไปได้แล้วไป” นี่ท่านอยากเจอก็เรียกเมื่อเบื่อก็ไล่อย่างนี้เลยหรือ? แต่ก็ดีเหมือนกันเพราะข้าจะได้ออกจากที่แห่งนี้ด้วย


     ซ่งหมิงจูงมือข้าออกมาเหมือนตอนก่อนเข้าไป ข้ามองพวกนางในและขันทีที่อยู่ข้างนอก รู้สึกแปลกใจเหมือนกันว่าทำไมฮ่องเต้คนนี้ไม่มีคนรับใช้ประจำตัว แต่เมื่อคิดไปคิดมาข้าก็พึงระลึกได้ว่าไม่ใช่ว่าไม่มี แต่มีแล้วเขาไม่ใช่ขันทีต่างหาก เขาเหมือนซ่งหมิงมากแม้กระทั่งการเลือกคนสนิท


     ใช่ คนสนิทของเขาคือหนึ่งในสี่แม่ทัพใหญ่

แม่ทัพลี่เฟิ่งเฉียน ถึงตำแหน่งจะเท่ากับซู่เป่ยซีแต่เพราะเป็นคนสนิทของฮ่องเต้เลยทำให้มีอำนาจเหนือกว่าแม่ทัพคนอื่นๆเล็กน้อย

     อุปนิสัยของแม่ทัพลี่เฟิ่งเฉียนไม่ต่างจากที่ข้าคิดเท่าใดนัก ใครจะมีความสามารถทำให้ฮ่องเต้ที่มีนิสัยแบบนี้ต้องพระทัยให้มาเป็นคนคู่กายได้นอกเสียจากจะมีอุปนิสัยที่คล้ายกัน


     สำหรับข้าข้าคิดว่านิสัยไม่น่าจะใช่แค่เพียงคล้ายหรอก ข้าว่าเหมือนกันเลยเสียมากกว่า

หมาป่าหุ้มหนังแกะสองตัวที่อยู่ด้วยกันได้
ข้าขอมอบคำนิยามนี้ให้!

     “ซ่งหมิง..” เมื่อมาถึงก็เริ่มพูดในสิ่งที่ข้าคิดตั้งแต่อยู่ในตำหนักของฮ่องเต้แล้ว


     “...” เขาไม่ตอบอะไรข้าอย่างที่ข้าอยากให้เป็น ซึ่งนั่นคือเรื่องที่ดีมาก


     “เจ้าคงไม่โกรธใช่หรือไม่ที่ข้าไม่ได้บอกเจ้าเรื่องที่ข้าเป็นอะไร” ข้าหันหลังให้เขาเลยไม่รู้ว่าตอนนี้เขาทำสีหน้าแบบใดอยู่ ข้าพูดไปเรื่อยๆถึงเรื่องที่ข้าไม่อยากบอกตอนนี้


     “อันตรายเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อหากเจ้ารู้เรื่องของข้า” ข้าพูดก่อนจะเงียบเสียงลงแล้วสูดลมหายใจลึกเตรียมพูดคำพูดต่อไป


     “ข้าแค่อยากจะบอกว่าข้าเป็น—”


     “พอแล้วล่ะ ข้ารับรู้แล้ว” ซ่งหมิงรวบข้าเข้าไปกอดพูดปลอบข้างกกหูเบาๆ


     “ข้าต้องขอโทษเจ้าที่หลอกเจ้ามามากกว่า” จะว่าไปก็ใช่..


     “งั้นเราก็หายกันข้าหลอกเจ้าเจ้าหลอกข้า เท่าเทียม!” ข้าพูดพร้อมกับพยายามดิ้นให้หลุดจากการจับกุมของซ่งหมิง แต่คนด้านหลังของข้าใช่ว่าจะยอมเขาซุกใบหน้าตรงซอกคอของข้าพอให้ข้าหายใจไม่ค่อยสะดวก


     “อื้อ.. ปล่อย ข้าหายใจไม่ออก” ข้าหันไปดันแผ่นอกกว้างของอีกคนออกแต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่สะทกสะท้านกับแรงของข้าแท้เพียงนิด เขาแค่ยกยิ้มก่อนจะใช้โอกาสที่ข้าหันมาหาเขากดหัวของข้าเข้าหาตัวของเขา


     …ข้าว่าข้าคงได้สบถเจ้าคำนี้ไปอีกนาน

เจ้าคนเจ้าเล่ห์!

     พอข้าเริ่มหายใจไม่ออกจริงๆตามที่ปากว่าเขาก็ผละออกจากตัวข้าแล้วไปนั่งข้างๆแทน ข้าคิดไปเองหรือเปล่าว่าเตียงนี้มันเล็กเกินไป แต่คิดไปคิดมาก็เป็นข้ากับคนข้างๆไม่ใช่หรือที่นอนอยู่ทุกวัน


     สุดท้ายข้าก็ตัดปัญหาด้วยการปล่อยมันไปโดยไม่คิดอันใดอีกเช่นเคย


     นั่งได้ไม่นานคนข้างๆของข้าก็ลุกขึ้นไปหาตำราการศึกมาอ่าน ข้ามองเขาพลางขบคิดว่าก็เหมาะสมกับตำแหน่งองค์รัชทายาทดี แต่ข้าก็อดรู้สึกใจวูบหน่อยๆไม่ได้ว่าเพราะตำแหน่งรัชทายาทจะต้องเปลี่ยนเป็นฮ่องเต้ในอีกไม่ช้านาน และด้วยไม่ว่าเหตุผลใดเขาจะต้องมีฮองเฮาเคียงคู่กายเขา เมื่อเวลานั้นมาถึงข้าจะปล่อยมือของเขาและกลับมายังที่เก่าของข้า

แต่ว่า.. ข้าจะทำได้หรือ

     ข้าจะสามารถปล่อยมือเขาได้จริงๆหรือ..


     ข้าลุกออกจากเตียงกลางดึกเป็นวันที่สามแล้ว วันที่สามที่ข้าจะได้พบกับสายข่าวส่วนตัวของข้าอีกครั้ง ค่ำคืนนี้ไม่มีเวิงวีตามที่ข้าคาด จะเหลือก็แต่เซี่ยหยู ปิศาจปลาหนุ่มที่กำลังนอนลอยคอเหนือน้ำอย่างสบายอารมณ์กลางสระบัวสระใหญ่


     ประหนึ่งว่าปิศาจเช่นเขาไม่มีใครมองเห็นนั่นล่ะ ข้ามองเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเบ้ปากใส่เขาพร้อมกับร่ายเวทย์ใส่อย่างเบาแรง


     ตู้มม


     “แค่ก!” เมื่อเวทย์ที่ข้าร่ายส่งไปยังตัวของเขาก็เกิดแรงปะทะผลักดันให้เกิดการกระแทกอย่างแรงจนปลาตัวใหญ่ที่เมื่อครู่นอนอยู่อย่างสบายนั้นพลันกลายเป็นชายหนุ่มที่เสื้อผ้าเปียกปอนไปด้วยน้ำ


     “นี่! เป็นท่าน.. ท่านจะมาดีๆไม่ได้หรือไรกัน จำต้องระรานข้าด้วยหรือ” ครึ่งปลาครึ่งบุรุษมองข้าด้วยแววตาอาฆาตก่อนจะใช้มือลูบใบหน้าที่เปียกปอนไปด้วยน้ำ ดูเหมือนการลูบน้ำออกจากใบหน้าจะไม่ค่อยมีผลอะไรกับการเอาน้ำออกมากนักเพราะนอกจากลูบแล้วไม่ช่วยให้หายเปียกแล้วยังขับความงดงามบนใบหน้านั้นให้ทวีคูณขึ้นอีก


     “ข้าระรานผู้ใดกัน ข้าเพียงแค่คิดว่าเจ้าอยากเล่นน้ำ เห็นนอนเล่นอยู่นานสองนานก็นึกว่าไม่กล้าข้าเลยเพียงแค่สงเคราะห์” ข้าพูดทีเล่นทีจริงด้วยสีหน้านึกสนุกอย่างเต็มที่ ฝ่ายคนโดนแกล้งเห็นทีจะไม่สนุกด้วยใบหน้าพลันเป็นสีแดงระเรื่อก่อนจะเดินขึ้นบกมาหา แล้วใช้เวทย์ทำให้เสื้อผ้าที่ตนสวมอยู่พร้อมกับร่างนั่นแห้งสนิทก่อนจะหันมาหาข้าที่นั่งอยู่อย่างไม่ทุกข์ร้อน


     ประสานมือเข้าหากันก่อนจะกล่าว “นายท่าน”


     “เวิงวีไม่ติดต่อมาหาข้า มีข่าวอะไรเพิ่มหรือไม่”


     “ออใช่ๆ ข้าจำได้แล้วนายท่าน เหมือนว่าเวิงวีไปหานายน้อยอี้เฟินน่ะสิขอรับ เห็นว่ามีเรื่องนิดหน่อยเกี่ยวกับนายน้อยทางฝั่งนั้น แล้วก็เวิงวีฝากข้ามาบอกท่านว่าให้ระวังตัวเอาไว้ด้วย ทั้งท่านและ.. รัชทายาท แล้วเขาก็ฝากอันนี้มาให้ท่านด้วยนะ” ว่าจบคนตรงหน้าก็ยัดกระดาษมาให้ข้าอ่าน พอข้าเปิดดูก็ต้องขมวดคิ้วกับสิ่งที่เห็น


     ‘ทิวากาลหวนมาดาราพราก

จำต้องจากห่างไปไกลเหลือแสน
อีกเจ็ดวันมีทัพมาจากต่างแดน
ให้สิงคาลเป็นผู้แทนไปรบไกล’


     “เป็นจดหมายจาก—”

     “อีเจิ้นฉีชุ่น หมาป่าตะวันตกนั่นชอบเล่นโคลงกลอนเสียจริง” ข้าพูดดักทางปิศาจปลาข้างตัวที่เสนอหน้าเข้ามาอ่านด้วย ไม่ต้องลงชื่อบนจดหมายเป็นอักขระข้าก็ทราบได้ตั้งแต่แรกเห็น หมาป่าตัวนี้เป็นโหราศาสตร์ ทำนายชะตาได้แม่นยำราวกับจับวาง


     ข้อความในจดหมายนี่เป็นจริงอย่างไม่ต้องสงสัยแต่ปัญหาต่อจากนี้คือการที่ว่าข้าจะเตือนพวกเขาอย่างไร


     ..อีกเจ็ดวัน เหรอ?


     ข้าพิจารณาข้อความในจดหมายอย่างถี่ถ้วนอีกครั้งก่อนจะถอนหายใจ เจ้าหมาป่านี่จะทำนายก็ทำนายไม่หมด เจ้าจะเว้นชื่อเมืองที่จะยกทัพมาทำไมกัน ข้ากัดฟันกรอดพลางขยำจดหมายในมือแล้วเขวี้ยงมันลงสระน้ำข้างตัวแล้วหมุนตัวเดินกลับตำหนักรัชทายาทไป พลางได้ยินเสียงไล่ตะโกนตามมาอย่างดังราวกับไม่กลัวว่าจะมีคนได้ยิน


     “นายท่านขอรับ ข้าลืมบอกอีกอย่างหนึ่ง รุ่งเช้าท่านต้องเตรียมตัวดีๆนะขอรับ” ข้าหันไปพยักหน้าส่งให้ก่อนจะหมุนตัวจากมาโดยที่ในใจก็พลันคิดว่าควรเตรียมตัวสำหรับอะไร


.


.


.


.


.


.


.




♤♤♤





Talk.




     อ่ะต่ออีกพาร์ท เดี๋ยวทุกท่านจะลืมเราซะก่อน 

     พาร์ทนี้เป็นพาร์ทที่อิ่มหนำสำราญกับนิสัยสุดน่ารัก(+กวนตีน)ของฮ่องเต้ค่ะ เราชอบคนนิสัยแบบนี้เราเลยใส่เข้าไปในเรื่อง เดี๋ยวเขาจะมีมุมน่ารักๆมากกว่านี้อีกค่ะรับรองเลย แต่เดี๋ยวรอเราแต่งก่อนเนอะ


ชอบฮ่องเต้แบบนี้มั้ยก็ฝากบอกด้วยนะคะ


     //ที่จริงจะสารภาพบาปค่ะว่าเราไปเปิดนิยายอีกเรื่อง .ยิ้มแห้ง





♤♤♤




《Not have side-story》









ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

34 ความคิดเห็น

  1. #29 Gidjidh (@Luffy_Jinnn) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 3 เมษายน 2562 / 00:09
    ขี้แกล้งจริงๆเล้ยยยย
    #29
    0
  2. #28 Namfon_phuttaro (@Namfon_phuttaro) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 2 เมษายน 2562 / 22:08

    สนุกมากเลยคะ

    #28
    0
  3. #27 shino13 (@shino13) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 2 เมษายน 2562 / 19:02

    ชอบมากๆเลย
    #27
    0