ยามพลบค่ำ

ตอนที่ 2 : 1.0 ; อัปลักษณ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    11 ต.ค. 61


1.0 ; อัปลักษณ์



ในปี 21xx วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าถึงขีดสุดและในปีเดียวกันนั้นเอง โลกก็ได้ถูกครอบงำอย่างสมบูรณ์โดยปีศาจร้ายซึ่งเราทุกคนคุ้นเคยกันดี

ปีศาจร้ายที่ชื่อว่า ‘เงิน’


ผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดคือผู้ที่ถือครองเงินมากที่สุด มีอำนาจในการชี้เป็นชี้ตายทุกผู้ทุกคน ด้วยเหตุนี้ระบอบกษัตริย์ในบางประเทศที่ยังเหลืออยู่จึงถูกล้มล้างไป กล่าวได้ว่าในยุคนี้เงินตรามีอำนาจเหนือทุกสิ่ง ไม่เว้นแม้แต่กฎหมาย  คนจนเป็นเพียงทาสรับใช้ของคนรวย นอกจากเงินที่เป็นเครื่องชี้วัดอำนาจ วิทยาการก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งรองลงมา นักวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์กลายเป็นอาชีพที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดอาชีพหนึ่ง


“คุณหมอครับ คุณเรดมอนด์เรียกพบครับ”


ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าคุณหมอพยักหน้ารับก่อนจะเงยหน้าขึ้นจากจอโฮโลแกรมที่มีภาพและข้อมูลของผู้ป่วยแต่ละเตียงในความรับผิดชอบขึ้นมามองอีกฝ่าย


รอยยิ้มสุภาพถูกวาดขึ้นบนริมฝีปากสีซีด “ตอนนี้เลยเหรอครับ?”


“ครับ ท่านบอกว่ามีเรื่องด่วนที่ต้องการคุยกับคุณหมอ”


เรื่องด่วน?


เขาพยักหน้ารับก่อนจะปัดหน้าจอโฮโลแกรมตรงหน้าทิ้ง แล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินออกจากห้อง เดินมาได้สักพักเมื่อเห็นว่าคนของฝ่ายนั้นยังเดินตามมาอยู่ ก็สะบัดมือไล่หนึ่งทีขณะที่เท้าก็ยังก้าวไปข้างหน้าไม่หยุด  อีกฝ่ายค้อมหัวให้เล็กน้อยแล้วเดินแยกไปอีกทางในทันที


ทันที่เข้ามาในลิฟต์เขาก็กดไปที่ชั้น111ซึ่งเป็นชั้นบนสุดและไม่ลืมที่จะกดระบุตึก จาก ‘โรงพยาบาลกลาง’ ไปเป็น ‘เรดมอนด์ ทาวเวอร์’ ตึกที่สูงที่สุดในอาณาเขต A


ในยุคนี้เมืองในอาณาเขตถูกเปลี่ยนจากการเรียกชื่อแบบเดิมมาเป็นการใช้codeบอกรหัสเขต เพื่อความสะดวกมากยิ่งขึ้น


ปกติชั้นที่111ตึกเรดมอนด์ ทาวเวอร์จะถูกล็อคไว้ไม่สามารถกดได้ แต่เขาถือเป็นกรณีพิเศษ


ชายหนุ่มพิงตัวกับกระจกลิฟต์แก้วใสพลางล้วงมือลงในกระเป๋าเสื้อกาวน์ ลิฟต์ค่อยๆเคลื่อนตัวขึ้น  เมื่อแสงจากภายนอกตกกระทบ กระจกลิฟต์ก็สะท้อนภาพของเขาออกมาลางๆ ใบหน้าหล่อเหลาอ่อนเยาว์ในวัย 25 สีหน้าเรียบเฉยไม่ปรากฏอารมณ์ใดๆ รอยยิ้มสุภาพที่มีมาตลอดทางได้เลือนหายไป ใบหูเต็มไปด้วยต่างหูสีดำมากมายหลากหลายรูปแบบ ตาคมสองสีภายใต้กรอบแว่นทรงกลมสีทอง ข้างซ้ายสีเขียวมรกต ข้างขวาสีฟ้าน้ำทะเล มีภาพตึกรามบ้านช่องสีขาวสุดแสนจะทันสมัยสะท้อนอยู่ในนั้น การจราจรบนท้องฟ้าในความสูงไม่เกินตึก 40 ชั้น ยังคงคับคั่งไปด้วยพาหนะลอยฟ้าหลากหลายรูปแบบ


ใช้เวลาไม่นานประตูลิฟต์ก็เปิดออก ชายหนุ่มก้าวเท้าสบายๆออกมาจากลิฟต์พลางหันไปมองรอบๆ เพราะดูเหมือนว่ามันจะต่างจากครั้งสุดท้ายที่เขามาเยือนนิดหน่อย พื้นที่เกือบทั้งชั้นถูกกระจกนิรภัยกั้นไว้ และมีประตูเพียงบานเดียว โต๊ะยาวหน้าห้องที่ปกติจะมีเลขานุการนั่งหน้าห้องอยู่ 4-5คน ตอนนี้ลดเหลือเพียงคนเดียว


เธอกำลังรัวนิ้วมือลงบนแป้นพิมพ์อย่างรวดเร็วไม่แม้แต่จะละสายตาเหลือบดูผู้มาเยือน ดูจากใบหน้าน่าจะอายุไม่เกิน 28  ผมสีดำสนิทตัดสั้นระกรอบหน้า ใบหน้าขาวซีดจืดชืดไร้การแต่งแต้ม มีเพียงริมฝีปากที่ถูกเคลือบด้วยลิปสติกสีแดงสดจนดูโดดออกมาจากทุกองค์ประกอบบนใบหน้า ดวงตากลมโตสีดำสนิทถูกซุกซ่อนไว้หลังกรอบแว่นตาอันใหญ่หนาเตอะ


ชายหนุ่มวาดรอยยิ้มสุภาพขึ้นบนใบหน้าอีกครั้ง ก่อนจะก้าวฉับๆตรงไปยังประตูกระจกซึ่งมีอยู่เพียงบานเดียว แต่ขณะที่กำลังจะผลักประตูเข้าไป เลขานุการสาวหน้าห้องก็เงยหน้าขึ้นมาสบตาเขาเสียก่อน


“ขอโทษนะคะ ได้นัดเอาไว้หรือเปล่าคะ?” เธอถาม ริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีแดงสดคลี่ออกเป็นรอยยิ้มส่งมาให้


เป็นรอยยิ้มไร้ความหมายเสียจนน่าสะอิดสะเอียนและใจหาย


ไม่ยินดียินร้าย


ไร้จุดประสงค์


ไม่ได้สวยงาม แต่ก็ไม่ได้น่าเกลียด


‘เป็นรอยยิ้มที่ไม่สมกับเป็นรอยยิ้มของมนุษย์’


นั่นคือสิ่งที่เขานิยามให้กับรอยยิ้มของหญิงสาวตรงหน้า


เขาลอบยิ้มในใจ ‘เรดมอนด์ ทาทาโอ’ ราชาแห่งอาณาเขต A ผู้รวยล้นฟ้า ไม่ใช่คนที่จะอนุญาตให้ใครหน้าไหนก็ได้กดลิฟต์มายังห้องทำงานของตัวเอง ยิ่งคนที่ไม่มีนัดกับเขายิ่งไม่ต้องพูดถึง คนธรรมดายิ่งไม่มีสิทธิ์ได้เข้าพบ แล้วคำถามอย่าง ‘นัดไว้หรือเปล่า’ ยังจำเป็นอีกหรือ?


เขาไม่ตอบในทันที แต่กลับมองสบเข้าไปในดวงตาภายใต้กรอบแว่นของอีกฝ่ายที่ให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูกแทน รูปทรงของดวงตาหรือแม้แต่ใบหน้าที่กำลังแหงนมองเขาอยู่ไม่ได้มีส่วนไหนที่เหมือนกับคนในความทรงจำเลยแม้แต่น้อย แต่กลับให้ความรู้สึกคุ้นเคย


แต่ว่า…เป็นไปไม่ได้หรอก


เธอไม่น่าจะมา ‘จุติใหม่’ เร็วขนาดนี้


เขาปัดความคิดในหัวทิ้งก่อนที่ ‘สิ่งนั้น’ จะกลับมากัดกิน และหยิบยกหน้ากากคุณหมอผู้ใจดีกลับมาสวมอีกครั้ง ชายหนุ่มส่งรอยยิ้มสุภาพให้หญิงสาวตรงหน้า


“นัดพิเศษกับคุณเรดมอนด์ครับ”


เธอก้มลงมองนัดหมายก่อนจะผายมือไปทางประตู“เชิญค่ะ”


เรดมอนด์ยืนรอเขาอยู่แล้ว ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ยืนพิงขอบโต๊ะหันหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างทำให้เห็นเพียงเสี้ยวหน้าที่ถูกแสงสีส้มของพระอาทิตย์ซึ่งกำลังจะลาลับขอบฟ้าอาบย้อม เรือนผมสั้นเหยียดตรงสีแดงเข้มปาดไปข้างหลัง เขาอยู่ในชุดสูทสีดำ มือข้างหนึ่งกำลังโยนเหรียญทองขนาดเท่าหัวแม่มือเล่น แสงสีส้มด้านนอกตกกระทบกับขอบมนๆของเหรียญจนเกิดประกายแสงแวววาว


‘เรดมอนด์ ทาทาโอ’ ผู้รวยล้นฟ้า เงินตรามากมายที่มีในมือทำให้เขาเปรียบเสมือนพระเจ้าของโลกใบนี้ อยู่เหนือทุกกฎเกณฑ์และทุกผู้ทุกคน


ชายหนุ่มล้วงมือลงไปในกระเป๋าเสื้อกาวน์อย่างที่ชอบ จ้องมองตรงไปยังเรดมอนด์ด้วยสายตาเรียบนิ่งโดยไม่ได้พูดอะไรออกมา ริมฝีปากที่ก่อนหน้านี้โค้งเป็นรอยยิ้มสุภาพกลับมาราบเรียบดังเดิม


เหรียญทองในมือถูกโยนขึ้นลงอีกสองสามครั้ง ก่อนที่ผู้เปรียบดั่งพระเจ้าของโลกใบนี้จะวางมันลงแล้วผินใบหน้ากลับมาเต็มๆ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนกวาดมองผู้มาเยือนปราดหนึ่ง บนใบหน้ามีรอยยิ้มการค้าประดับอยู่


“สวัสดียามเย็นครับ พี่ซิลเวอร์


“สวัสดี”


ซิลเวอร์ ทาทาโอ มองรอยยิ้มการค้าของผู้เป็นน้องชายด้วยความหงุดหงิดใจเล็กน้อย แต่ก็ยังมีใจทักทายตอบกลับไป แม้ในใจจะอยากฉีกริมฝีปากน่าโมโหนั่นเป็นชิ้นๆแค่ไหนก็ตาม


“แสงสีส้มยามเย็นนี่มันช่างสวยงามจริงๆ พี่ว่ามั้ย?”


ซิลเวอร์เงียบไม่ได้ตอบรับ ดวงตาสองสียังจ้องมองเรดมอนด์ คล้านจะเร่งให้อีกฝ่ายรีบพูดเรื่องด่วนที่ว่าออกมาเสียที


เรดมอนด์มองสบดวงตาคู่นั้น พลางโคลงหัวไปมา “ช่างเป็นคุณหมอและลูกน้องที่ตั้งใจทำงานจนน่าซาบซึ้งใจจริงๆ”

      ซิลเวอร์ยังคงนิ่งเงียบ แม้จะรู้ว่าผู้เป็นน้องชายกำลังแดกดันเขาอยู่ก็ตาม ร่างสูงใหญ่ค่อยๆสาวเท้าเข้ามาใกล้ ก่อนจะหยุดลงเมื่อระยะห่างระหว่างกันลดเหลือเพียงแค่ก้าวเดียว


“ทำไม พี่จะรีบไปทำไมเล่า ผมไม่หักเงินเดือนพี่หรอกน่า “


“พี่ก็น่าจะรู้นี่ ว่าต่อให้ทำงานหนักจนแทบไม่มีเวลาไปคิดเรื่องอื่น มันก็ไม่ช่วย” ริมฝีปากเหยียดเป็นรอยยิ้มกว้างขึ้น ดวงตาหยีโค้งราวกับกำลังนึกขบขัน “เราไม่เหมือนมนุษย์ เผื่อว่าพี่จะลืม”


เรดมอนด์ก้าวถออยหลังกลับไปหนึ่งก้าวก่อนจะเบี่ยงตัวออกมายืนด้านข้าง ทำให้ดวงตาสองสีสะท้อนภาพท้องฟ้าสีม่วงแทนที่จะเป็นดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของคู่สนทนา ตึกต่างๆเริ่มทยอยเปิดไฟ หัวใจของซิลเวอร์เริ่มเต้นเร็วขึ้นเรื่อยๆ ลมหายใจหอบถี่และกระชั้น เหงื่อเย็นเฉียบค่อยๆกลิ้งไหลไปตามแนวกระดูกสันหลัง มือทั้งสองข้างสั่นเทาจนควบคุมไม่ได้ มันถูกยกขึ้นมากอบกุมใบหน้าเอาไว้ ซ่อนท้องฟ้าสีม่วงแสนงดงามตรงหน้าจากดวงตาของตนเอง


และเขารู้ในทันทีว่า 'มัน' กำลังค่อยๆคืบคลานเข้ามากัดกินเขาอีกครั้ง


เรดมอนด์จ้องมองภาพนั้นพลางยิ้มกว้าง วางมือข้างหนึ่งวางลงบนไหล่พี่ชายแผ่วเบา มืออีกข้างปัดมือครั้งหนึ่งม่านรอบห้องก็ค่อยๆเคลื่อนตัวลง “อ้อ! โทษที พี่ไม่มีทางลืมนี่นะ”


“หุบปาก!” ซิลเวอร์คำรามลั่น ละมือซ้ายจากใบหน้าลงไปในกระเป๋าเสื้อกาวน์แล้วคว้าเอาเข็มฉีดยาขนาดเล็กขึ้นมา ซึ่งภายในมีของเหลวสีใสบรรจุไว้เต็มหลอด


แต่ไม่ทันจะได้ฉีดเข็มในมือก็ถูกคนด้านข้างแย่งไป เรดมอนด์ดึงฝาครอบออกโยนมันทิ้งไปด้านหลังอย่างไม่ใยดี ก่อนจะแทงเข็มลงไปบนลำคอของซิลเวอร์อย่างแผ่วเบา ค่อยๆฉีดเข้าไปในร่างกายอีกฝ่ายจนหมดหลอด ลมหายใจที่หอบถี่เมื่อครู่เริ่มกลับมาเป็นปกติ


“พี่ชายนี่น่าสมเพชจริงๆ ผู้หญิงคนนั้นมีอิทธิพลจนผมนับถือเลย”


ซิลเวอร์ปัดมือเรดมอนด์ออกแล้วกระชากเข็มออกอย่างแรงจนเลือดหยดลงบนพื้นพรมสีเลือดหมู เรดมอนด์ขมวดคิ้วเล็กน้อยกับรอยเปื้อนที่เพิ่งเกิดขึ้นบนพื้นพรมแสนแพงของตนเอง ก่อนจะคลายออก


ทั้งห้องมืดแต่ไม่สนิท มีเพียงแสงสลัวจากโคมไฟบนโต๊ะรับรองอีกด้านหนึ่งพอให้เห็นอะไรในห้องได้ลางๆ ดวงตาสองสีกลับกลายเป็นสีแดงเข้มดั่งผลแอปเปิลทั้งสองข้าง มันสว่างวาบวูบหนึ่งท่ามกลางความมืด เห็นแบบนั้นเรดมอนด์ก็รีบร้องห้ามขึ้นก่อนที่อีกฝ่ายจะได้ทำอย่างที่ใจคิด


“โอ๊ะๆ อย่าเชียว เอาเป็นว่าผมขอโทษแล้วกัน”


รอจนคู่สนทนาสงบลงมากขึ้น สีตากลับไปเป็นสีเดิม เรดมอนด์ก็เริ่มเข้าเรื่องที่ตนต้องการจะคุยจริงๆ หลังจากใช้เวลาก่อนหน้านี้กวนประสาทพี่ชายร่วมสายเลือดอยู่นาน เขาปัดมือทีหนึ่งหน้าจอโฮโลแกรมขนาดยักษ์ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าพวกเขา บนนั้นแสดงภาพของเด็กหนุ่มดวงตาไร้แววคนหนึ่ง


“ผมพึ่งได้วิทยาการชิ้นนี้มาเมื่อวาน แต่ผมอยากให้ตัวตนของเขาเป็นความลับมากที่สุดว่าเขาได้อยู่ในมือของผมแล้ว”


ซิลเวอร์เลิกคิ้วข้างหนึ่งรากับจะถามว่า ‘แล้ว?’


“แต่วิทยาการชิ้นนี้เป็นมนุษย์ ผมเลยอยากจะให้พี่เป็นหมอส่วนตัวของเขา”


ซิลเวอร์เงียบไปอึดใจหนึ่ง ดวงตาสองสีกวาดมองอ่านประวัติของเด็กหนุ่มคร่าวๆ แต่กลับมีสิ่งหนึ่งขาดหายไปจนเขาต้องเอ่ยถามขึ้น


“อายุเท่าไหร่”


“ไม่มีใครรู้อายุที่แท้จริง ข้อมูลขาดหายไป แต่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือ 16”


เขาพยักหน้ารับเป็นอันตกลง แล้วหมุนตัวเดินออกจากห้องไปไม่คิดจะอยู่ให้น้องชายยั่วโมโหอีก เขาดึงประตูเปิดออกแต่ยังไม่ทันที่จะได้แทรกตัวออกไปนอกห้องก็โดนเรียกเอาไว้เสียก่อน


“เลขาคนใหม่ของผม พี่คิดว่าเป็นยังไงบ้างล่ะ สวยไหม”


ซิลเวอร์หันไปมองแววตาซึ่งฉายแววสนุกสนานของน้องชาย เมื่อนึกถึงรอยยิ้มไร้ความหมายก็ตอบได้โดยไม่ต้องคิดซ้ำ


“อัปลัษณ์”


ได้ฟังเรดมอนด์ก็ระเบิดหัวเราะออกมาเสียงดังโดยทันที


อัปลักษณ์เหรอ? ก็ถูกต้องนั่นแหละ


ก็ดวงวิญญาณอัปลักษณ์ บิดเบี้ยวจนดำมืดซะขนาดนั้น


ตอนที่ซิลเวอร์เดินออกมาก็สวนกับเลขานุการของอีกฝ่ายเข้าพอดี เขารู้ว่าเธอต้องได้ยินอย่างแน่นอน  แต่ก็คร้านจะใส่ใจทำตัวเป็นคุณหมอผู้ใจดีตอนนี้ เพียงเหลือบมองแผ่นหลังของเธอที่กำลังจะหายไปเข้าไปในห้องทำงานของน้องชาย โดยมีพื้นหลังเป็นท้องฟ้ายามพลบค่ำสีม่วง


ดวงตาของเขาเบิกกว้างกับภาพนั้น อยู่ๆความเจ็บปวดแล่นจี๊ดที่หัวใจจนต้องเอามือกุมหน้าอกไว้ ลมหายใจหอบถี่กระชั้นอีกครั้ง ความรู้สึกเจ็บปวดจนแทบทนไม่ไหวกระหน่ำซ้ำเข้ามาเรื่อยๆ หัวใจคล้ายกำลังถูกสับเป็นชิ้นๆ เขาฝืนกลืนน้ำลายลงคอไปอึกใหญ่ เข็มฉีดยาว่างเปล่าในมือถูกบีบจนแหลกละเอียด โทรศัพท์เครื่องบางเฉียบราวกับกระดาษถูกหยิบออกมาด้วยมืออันสั่นเทาเพื่อโทรออกถึงใครบางคน


…ทำไมกัน…


ในเมื่อ…ไม่มีส่วนไหนเหมือนกันเลยสักนิดเดียว

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

T A L K

3multiply9: เอาแล้ววว ยังไงๆ แม้จะมีคำว่าจุติ แต่ว่าเรื่องนี้ก็ไม่ใช่นิยายแนวกลับชาติมาเกิดแต่อย่างใดนะคะ




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

0 ความคิดเห็น