ชีวิตของคุณ...มีค่าแค่ไหน

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 292 Views

  • 1 Comments

  • 4 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    2

    Overall
    292

แนะนำเรื่องแบบย่อๆ

อดีต...เป็นทั้งเรื่องที่เจ็บปวด เป็นทั้งบทเรียน สำหรับเธอมันเป็นทุกอย่างที่กล่าวมา เพราะมีมัน ถึงมีเธอ และเพราะเธอเรียนรู้จากมัน เธอถึงมีวันนี้ เธอจึงเลือกที่จะถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดนี้...ที่นี่<br />


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้


สวัสดีค่ะ ^^ ชื่อฝันนะคะ ยินดีที่ได้รุ้จัก
ไม่รู้มีนักอ่านจากนิยายเรื่องหลักมามั่งป่าวเนอะ 555+
นี่เป็นครั้งแรกที่แต่งแนวนี้คะ แต่งส่งประกวด ชอบไม่ชอบบอกได้นะคะ


ชีวิตเราแต่ละคนพบเจอเรื่องมาไม่เหมือนกันค่ะ
เพราะแบบนั้นถึงมีสิ่งที่เรียกว่าประสบการณ์
ฝันเองก็อาจจะประสบการณ์ไม่มากนัก
แต่หวังว่าเรื่องของฝันจะช่วยใครได้บ้าง

ไปลองอ่านเองเลยดีกว่าเนอะ ขอให้สนุก(?)ค่า ^^

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 4 ก.ค. 57 / 23:27

บันทึกเป็น Favorite




ชีวิตของคุณ...มีค่าแค่ไหน

 

อดีต...บางคนมองว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เราเจ็บปวด บางคนมองว่าเป็นความทรงจำ แต่บางคนก็มองว่าเป็นสิ่งที่คนเรานำมาใช้เป็นบทเรียนในปัจจุบันและอนาคต

สำหรับเธอมันเป็นทุกอย่างที่กล่าวมา เพราะมีมัน ถึงมีเธอ และเพราะเธอเรียนรู้จากมัน เธอถึงมีวันนี้ ดังนั้น เธอจะใช้บทเรียนที่ได้รับมาให้ดีที่สุด

เพราะเหตุนั้นเธอจึงเลือกที่จะถ่ายทอดเรื่องราวบางอย่าง เพื่อคนบางคนที่อาจจะยังคิดไม่ออก บางคนที่ยังมองไม่เห็น ไม่รับรู้ เพื่อให้เขาเหล่านั้นมีชีวิตที่ดีขึ้น แม้สักเล็กน้อยก็ยังดี

"ขอเชิญคนต่อไปครับ" เสียงพิธีกรกระทบหูของหญิงสาวคนหนึ่ง เธอสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติที่เหมือนจะกระเจิงหายไปชั่วขณะ

เธอเดินขึ้นไปบนเวที ท่ามกลางสายตาของผู้คนเกือบหกสิบคน ภายในห้องประชุมเพดานสูง แสงไฟสีส้มให้แสงสว่าง ประตูทางเข้าเป็นประตูคู่ดูหรูหรา เป็นไปไม่ได้เลยที่เธอจะไม่รู้สึกประหม่า เธอไม่ได้เก่งกล้าหรือมีประสบการณ์มากมายเหมือนคนที่พูดก่อนหน้า เธอไม่ได้มีความมั่นใจเหมือนคนอื่นๆ เธอเป็นเพียงหญิงสาวคนหนึ่งที่อยากเล่าเรื่องราวของเธอให้ผู้คนฟัง บนเวทีแห่งนี้...

"สวัสดีค่ะ วันนี้ดิฉันจะมาเล่าเรื่องที่ดิฉันพบเจอมาในชีวิตจริง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ฉันค้นพบคำตอบให้กับชีวิต คำตอบของคำถามที่ฉันเฝ้าหามาตลอดหลายปี โดยดิฉันหวังว่าทุกท่านจะได้รับบางสิ่งบางอย่างจากเรื่องนี้ค่ะ...

คุณเคยโดนใครบอกว่าคุณมันไร้ค่าบ้างไหม เคยมีใครพูดไหมว่าตัวคุณไม่มีค่าอะไรให้ใครสนใจ แล้วคุณเคยย้อนถามตัวเองไหม ว่าตัวคุณนั้นเกิดมาเพื่ออะไร แล้วตัวคุณนั้น...มีค่าแค่ไหน เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นที่เช้าวันหนึ่ง..."

 

มันเป็นเช้าที่แสนสวยงาม อากาศไม่ร้อนมาก ฉันเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ คนหนึ่ง เป็นแค่นักเรียนธรรมดาที่ใช้ชีวิตในแต่ละวันเหมือนคนทั่วๆ ไป ตื่นนอน ทำกิจวัตรประจำวัน ไปโรงเรียน พบปะเพื่อนๆ เรียนหนังสือ ทำการบ้าน อ่านนิยายไปในแต่ละวัน ด้วยความที่ยังอยู่เพียงม. ฉันจึงยังไม่ได้คิดว่าจะเรียนอะไรต่อ และในตอนนั้นก็ไร้ซึ่งความฝัน

ขณะที่ฉันกำลังอ่านนิยายเรื่องหนึ่ง เพื่อนร่วมห้องก็เรียกฉันออกไปคุย นิสัยของเธอเป็นคนเอาแต่ใจ และถึงแม้จะรักเพื่อน เธอก็ร้ายกับคนอื่นได้โดยไม่สนใจใคร ในความคิดของฉัน เธอเป็นคนที่ฉันไม่ชอบ พอๆ กับที่ไม่อยากยุ่งด้วย ฉันรู้สึกว่ามันน่าเบื่อนะ กับการที่เราต้องทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่พอใจเขาแค่ไหนก็ต้องปล่อยผ่านไป แต่ในวันนั้น สิ่งหนึ่งที่ฉันไม่คาดคิดก็คือ ฉันจะได้รับรู้ว่าตัวเองนั้น...นิสัยไม่ดีในสายตาคนอื่นแค่ไหน

เธอคนนั้นเรียกฉันออกไปคุย เพราะฉันไปนินทาเธอและพวกของเธอลับหลัง ฉันขอโทษเธอ แต่เธอกลับถามคำถามที่ทำให้ฉันแปลกใจ

"แกชอบทันหรอ" คำถามนั้นเป็นสิ่งที่ฉันไม่คาดคิดมาก่อน หลายครั้งแล้วที่พวกเขาตัดสินว่าฉันชอบเพื่อนผู้ชายที่เคยอยู่ห้องเดียวกัน ส่วนเหตุผลที่พวกเขาถาม เป็นเพราะเพื่อนในกลุ่มของเขาคนหนึ่งชอบผู้ชายคนนั้น และกลุ่มของเธอก็ทำเหมือนพวกหวงก้างทั้งๆ ที่ฉันไม่ได้ชอบทันแม้แต่น้อย

ในเวลานั้นฉันไม่เข้าใจสักนิด พวกเขาตัดสินว่าฉันชอบทันเพราะอะไร ฉันก็ไม่อาจรู้ได้ สิ่งที่ฉันพอจะเข้าใจคือ เพราะอะไรพวกเขาถึงมาหวงก้างกับฉัน

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นในงานวันคริสมาสตร์ตอนม. ที่อาจารย์ผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษของฉันคนหนึ่งให้เขียนการ์ดให้เพื่อน งานวันคริสมาสตร์นี้ เป็นสิ่งที่ห้องของฉันและเพื่อนอีกห้องหนึ่งที่เป็นห้องเด็กความสามารถพิเศษจะจัดกันทุกๆ ปี ฉันเขียนการ์ดให้เพื่อนที่สนิทกันคนหนึ่ง เธอเป็นผู้หญิง เป็นเพื่อนคนแรกและอยู่กลุ่มเดียวกัน แต่เรื่องน่าประหลาดใจคือ ทัน...เขียนให้ฉัน

ณ เวลานั้นที่ฉันรู้เรื่อง มันมีทั้งความแปลกใจ ประหลาดใจ และส่วนหนึ่งคือดีใจ แน่นอนไม่ใช่เพราะทันเขียนการ์ดให้ฉัน แต่เป็นเพราะมีคนเขียนการ์ดถึงฉัน แม้แต่เพื่อนที่ฉันเขียนการ์ดให้ ยังไม่เขียนถึงฉันเลย ก่อนจะรู้เรื่อง ฉันคิดไว้แล้วว่าคงไม่มีใครเขียนให้แต่รู้อะไรไหม มีคนเขียนให้ฉันถึง คน!! มันน่าประหลาดใจมากจริงๆ และทั้ง คนก็เป็นผู้ชาย ฉันไปลองถามเหตุผลของพวกเขามาแล้ว ทั้งสามบอกฉันมาในแนวเดียวกันว่า เป็นเพราะ ฉันคอยให้คำปรึกษาแก่พวกเขา

มันน่าดีใจนะที่ได้รับรู้ว่ามีคนที่มองฉันในแง่ดี และมองฉันเป็นเพื่อน ช่วงเวลาตอนม.เป็นสิ่งที่น่าจดจำ ฉันไม่มีปัญหากับใครเลย แต่ในงานวันนั้น กลุ่มของเธอคนนั้นก็เข้ามาถามทันว่าทำไมถึงเขียนการ์ดให้ฉัน ทำเหมือนตนเป็นนักข่าว กลุ่มของพวกเธออยู่ห้อง ส่วนตอนนั้นฉันอยู่ห้อง ตอนนั้นฉันไม่ได้รับรู้หรอกว่ามันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่อย่างไม่น่าเชื่อในอนาคต

หลังจากนั้นพอขึ้นม.ฉันย้ายไปอยู่ห้อง เพราะเกรดดี ทันและกลุ่มเพื่อนของฉันก็เช่นกัน ในช่วงแรกๆ ฉันก็มีความสุขดี จนเกิดเรื่องขึ้น...

เหมือนโลกที่ฉันอยู่ถล่มลงมา ฉันไม่เข้าใจสักนิดว่าพวกเขาคิดได้อย่างไร ว่าที่ฉันนินทาและไม่ชอบพวกเขา เป็นเพราะฉันชอบทัน เรื่องที่พิลึกของคนที่ฉลาดแต่ในการเรียนเรื่องหนึ่งคือ พวกเขามักจะฉลาดเฉพาะเรื่องเรียน แต่การวิเคราะห์และเรื่องเกี่ยวกับชีวิต พวกเขากลับไร้เหตุผลยิ่งกว่าเด็กตัวเล็กๆ เสียอีก

ฉันยังจำประโยคที่ฉันตอบเธอคนนั้นได้อยู่เลย เมื่อเธอถามว่า 'แกชอบทันหรอ'

มันไม่ใช่ประโยคที่ร้ายแรงและมันถือเป็นคำตอบจากใจจริงของฉันเสียด้วยซ้ำ บทสนทนาในวันนั้น แม้แต่ตอนนี้ก็ยังคงก้องอยู่ในหัวของฉัน

"เราขอโทษที่นินทาพวกแก แต่ขอบอกเลยว่าเราไม่ได้ชอบทัน"

ฉันไม่อาจทนได้อีกแล้ว ฉันเดินหนีเข้าห้อง แต่ไม่อยากเชื่อ เธอยังไม่ยอมจบ!!

เธอคนนั้นเดินตามเข้ามา และเอ่ยคำพูดที่แสดงให้เห็นว่าเธอจะไม่เลิกหากไม่ได้ในสิ่งที่เธอต้องการ

"เรายังไม่จบได้ป่ะล่ะ!!"

จำได้ว่าตอนนั้นน้ำตาก็เริ่มคลออยู่ในดวงตาของฉันแล้ว ความคิดของฉันมีเพียงว่า คนคนนี้ต้องการอะไรจากฉันกันแน่ ทำไมเธอถึงไม่ยอมจบเสียที!!??

เมื่ออีกฝ่ายเห็นว่าฉันเหมือนกำลังจะร้องไห้ ประโยคที่เจ็บปวดที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้ยินมาก็ออกมาจากปากเธอคนนั้น

"อยากร้องไห้ก็ร้องไป แต่จำไว้ว่าน้ำตาจากคนอย่างแกไม่มีใครเขาสงสารหรอก!!" แล้วเธอก็เดินจากไป

ท่ามกลางสายตาของคนในห้องที่มองมายังจุดที่เราสองคนเคยยืนอยู่ คงไม่มีใครนึกภาพออกว่าภายในหัวของฉันกำลังคิดอะไร แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนคงรับรู้ได้คือ หัวใจของฉัน...มันต้องกำลังเจ็บปวดแน่นอน

สิ่งที่ฉันทำได้ ณ ตอนนั้น มีเพียงแค่กลั้นน้ำตาแล้วกลับไปนั่งที่ตัวเอง นิยายเป็นเพียงสิ่งเดียวที่สามารถทำให้ฉันลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้น ตัดขาดจากโลกภายนอก และจมลงสู่โลกที่ไม่มีทางเป็นจริง...
ลองคิดดูแล้วกัน หากคุณเป็นฉันในตอนนั้นคุณจะทำอย่างไร เด็กม.อายุ 13 ธรรมดาๆ คนหนึ่งที่ไม่เคยโดนเพื่อนด่า ไม่เคยถูกพูดแบบนั้น หากคุณเป็นฉัน คุณจะเจ็บปวดไหม

หลังจากเหตุการณ์นั้น นอกจากพ่อแม่แล้ว ก็มีเพียงเพื่อนสนิทและคนที่เข้าใจฉันที่เป็นที่ยึดเหนี่ยว คำพูดเหล่านั้น แม้แต่ทุกวันนี้ก็ยังคงตามมาหลอกหลอนให้เจ็บปวดเล่น แม้จะลดน้อยลง แต่ก็ไม่อาจลืมได้ว่า ช่วงเวลานั้นลำบากเพียงใด

เมื่อได้รับรู้เหตุผลที่พวกเขาไม่ชอบฉัน แน่นอนฉันต้องเปลี่ยนตัวเอง แต่คำถามหนึ่งที่ไม่เคยหายไปเลย คือ 'ฉันมันไร้ค่าขนาดที่ไม่มีใครสงสารเชียวหรือ'

แม้จะมีคนบอกว่าอย่าไปฟังมาก อย่าไปเก็บมาคิด แค่สุดท้ายฉันก็เลิกคิดไม่ได้ จนเวลาผ่านไป เมื่อฉันไม่ได้คำตอบ คำถามเหล่านั้นก็ค่อยๆ...เลือนหายไป

 

ชีวิตมัธยมปลายได้เริ่มต้นขึ้น ฉันหวังว่ามันจะดีและมีความสุข แต่ฉันน่าจะรู้นะ ไม่มีอะไรเป็นดั่งที่หวังไว้ ฉันเคยคิด ว่าหากขึ้นม. ปลายแล้ว ฉันอาจได้เริ่มชีวิตใหม่ ชีวิตของฉันน่าจะดีขึ้น แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้น

'ฉันโดนเพื่อนทั้งห้องเกลียด'

นั่นคือสิ่งที่ฉันรับรู้ คุณลองคิดดูสิ เปิดเทอมเพียงไม่ถึงครึ่งเทอม คุณโดนเพื่อนทั้งห้องเกลียด ฉันบอกพ่อกับแม่ว่าฉันอยากย้ายโรงเรียน ให้ทนอยู่แบบนี้ฉันไม่ไหวจริงๆ โดนเกลียดอย่างไม่มีเหตุผล ฉันไม่อาจทนรับมันได้ แต่พ่อกับแม่ก็บอกฉัน ว่าฉันจำเป็นต้องผ่านไปให้ได้ มันจะเป็นประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่และแสนสำคัญ...

แล้วคุณคิดว่าฉันจะทำอย่างไร ฉันก็ต้องทนเรียนต่อไป พยายามหาเพื่อนที่ไว้ใจได้ จนในที่สุด...ก็มีคนคนหนึ่งที่ฉันสามารถพูดได้เต็มปากว่าเธอคือเพื่อนสนิท เธอเรียนคนละสายกับฉัน แน่นอน ไม่ใช่ว่าเธอไม่ได้ฟังเรื่องราวไม่ดีที่เจ้าตัวไม่รู้เรื่องของฉัน เธอรับรู้มันทั้งหมด แต่เธอกลับทำให้ฉันประหลาดใจที่สุด และมันส่งผลให้ฉันสัญญากับตัวเองว่า ไม่ว่าเธอคนนั้นจะไม่ดีในสายตาคนอื่นอย่างไร ฉันก็จะยังคงเชื่อเธอ ตราบใดที่เธอไม่ทำแบบนั้นกับฉัน

เหตุผลที่ทำให้ฉันกล้าสัญญากับตัวเองแบบนั้น เป็นเพราะคืนหนึ่งที่ฉันคุยโทรศัพท์กับเพื่อนสนิทของฉัน...'เปียโน'

ฉันถามเปียโน ว่าทำไมตอนนั้นทุกคนถึงไม่ชอบฉัน รู้ไหม คำตอบของเปียโนแทบทำให้ฉันบ้าตาย

"เค้าไม่แน่ใจว่าทำไม แต่จำได้ว่าพวกมันเล่าว่า แกอ่ะเห็นแก่ตัว ไม่ค่อยช่วยเพื่อน แล้วก็หยิ่ง"

ฉันไม่อยากจะเชื่อหูว่าพวกเขามองฉันแบบนั้น ฉันไม่เถียงเรื่องเห็นแก่ตัว ฉันมองว่าฉันยังเป็นมนุษย์ ยังมีกิเลส และยังเห็นแก่ตัวเป็น ซึ่งแน่นอน ฉันยอมรับว่ามันไม่ดีที่เห็นแก่ตัว แต่คุณลองคิดดูสิ พวกเขาเห็นแก่ตัวกับฉันโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น แต่พอฉันทำ กลับกลายเป็นว่าฉันผิดอย่างร้ายแรง แต่ทั้งๆ ที่เป็นแบบนั้น เมื่อพวกเขาต้องการความช่วยเหลือ ฉันก็มักจะหยิบยื่นให้ เว้นแต่จะช่วยไม่ได้จริงๆ ส่วนเรื่องหยิ่ง...มันเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันอยากหัวเราะเสียมากกว่า ฉันบอกเลยว่าฉันไม่ใช่คนสัมพันธไมตรีดีนัก หากไม่จำเป็นฉันจะไม่เป็นฝ่ายทักคนอื่นก่อน แต่หากมีคนทัก ฉันก็ยินดีคุยกับพวกเขา และฉันไม่ใช่คนยิ้มเก่ง ออกจะใบหน้าบึ้งตึงเสียด้วยซ้ำ ฉันไม่ใช่คนอารมณ์ดีตลอดเวลา เพราะฉันมักจะคิดอะไรเรื่อยเปื่อย และไม่ชอบคนกลุ่มใหญ่เกินไป ความวุ่นวายก็เป็นสิ่งที่ฉันหลีกเลี่ยง

เมื่อได้ยินว่าพวกเขาไม่ชอบฉันเพราะหยิ่ง ฉันจึงถามเปียโนว่า "แกคิดว่าเค้าหยิ่งป่ะล่ะ"

คำตอบของเปียโนทำให้ฉันใจชื้นขึ้น "ก็ไม่นะ แกแค่ไม่ค่อยยิ้ม แล้วก็ชอบอยู่คนเดียวมากกว่า พวกนั้นก็แค่ไม่สนิทกับแกก็เลยไม่รู้แค่นั้นเอง"

ใช่!! วันนั้นฉันจึงได้คำตอบว่า เพราะไม่สนิทพวกเขาจึงไม่รู้ และฉันปฏิบัติต่อคนที่สนิทค่อนข้างแตกต่างจากคนที่สนิทด้วย

คำตอบของเปียโนทำให้ฉันยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ด้วยความอยากรู้ฉันจึงถามเปียโนอีกว่า "แล้วแกไม่เชื่อพวกนั้นหรอ"

อยากบอกเลยว่าคำตอบของเปียโนทำให้ฉันขำมาก รู้ไหมเธอตอบฉันว่าอะไร

"เค้าก็คิดนะ ว่าแกมันนิสัยไม่ดีขนาดนั้นเลยหรอว่ะ! แล้วพอมารู้จักจริงๆ แกก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นนะ เค้าคิดว่าไม่ว่าใครจะมองแกยังไง แค่แกไม่ทำตัวแย่กับเค้า เค้าก็รับได้อ่ะ"

โอ้สวรรค์ ช่างเป็นคนที่ประหลาดดีแท้ ฮ่าๆๆ คำแรกที่ลอยเข้ามาในหัวคือ...เพื่อนสนิท ไม่ต้องไปหาที่ไหนอีกแล้ว มีเพิ่มมาอีกคนแล้ว นอกจากเพื่อนตอนม.ต้นที่สนิทกัน ก็มีเปียโนที่เป็นเพื่อนที่สนิทแบบสนิทจริงๆ ฉันไม่ใช่คนที่จะยอมรับว่าสนิทกับใครง่ายๆ เพราะหลังจากเหตุการณ์ตอนม.ต้น น้อยมากที่ฉันจะไว้ใจใครในทันที

นั่นแหละคือเหตุผล จะมีอะไรมากกว่านั้น ในเมื่อเขายังรับเราได้แล้วทำไมเราถึงจะรับเขาไม่ได้กัน มันจะต่างกันตรงไหน ฉันเชื่อว่าหากต้องการใจ ต้องแลกด้วยใจ ในเมื่อเขาให้ความเชื่อใจกับเราแล้ว ทำไมเราจะให้เขาไม่ได้ล่ะ

ชีวิตหลังจากนั้นมันดีขึ้นมาก มากอย่างไม่น่าเชื่อ จากที่เคยรู้สึกว่า 'ไม่ไหวแล้วกลับกลายเป็น 'เราผ่านไปได้แน่มันทำให้ฉันรับรู้ได้เลย ว่านี่สินะ...คือชีวิต มันเป็นแบบนี้ เพราะชีวิตคนเราก็เหมือนผืนผ้า เหตุการณ์ต่างๆ คือสีที่เข้ามาแต่งแต้มให้มันงดงาม แต่ก็ไม่ใช่ผ้าของทุกคนที่จะสวย บางคนพบเจอและเรียนรู้ ก็จะงดงาม แต่หากบางคนพบเจอแล้วมัวแต่จมปลัก ผืนผ้าก็จะหมองหม่น ไม่น่าดู

ฉันยังเป็นแค่เด็ก นั่นฉันรู้ดี แต่เหตุการณ์มากมายที่ฉันประสบมาหลายปี ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองมีความคิดเป็นผู้ใหญ่กว่าคนรุ่นเดียวกัน เพราะมันยาก ที่จะหาใครที่เคยพบเจอความเจ็บปวดแบบฉัน...นั่นคือสิ่งที่ฉันเคยคิด

 

'พี่นนท์' คนคนหนึ่งที่รู้จักกันในโลกของเกมออนไลน์ ฉันพูดได้เต็มปากเต็มคำเลยว่าฉันรู้จักพี่เขาเพราะเกม มันคงฟังดูเป็นไปไม่ได้ หากฉันบอกว่า ฉันไว้ใจ และเชื่อใจพี่เขา จะมองว่าฉันบ้าก็ได้ แต่ฉันค่อนข้างเชื่อในสัญชาตญาณของตนเอง มันแปลกดีนะ ทั้งๆ ที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน ฉันกลับเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้เขาฟังมากมาย และเพราะเหตุนั้นทำให้ฉันรู้ว่า ฉันยังเป็นเพียงเด็กน้อย ถึงจะห่างกันเพียงปีเดียว แต่ความต่างทางด้านความคิดกลับมากอย่างไม่น่าเชื่อ พี่เขามีความคิดที่เป็นผู้ใหญ่กว่าฉันมาก ในตอนแรกพี่นนท์ก็ไม่เชื่อใจฉันหรอก แต่หลังจากที่รู้จักกันไปสักพัก คุยกัน แบ่งปันเรื่องราวที่พบเจอให้กัน วันหนึ่งพี่เขาก็บอกกับฉัน ว่าเขายอมรับในตัวฉัน และสุดท้าย ฉันก็ได้พี่ชายเพิ่มมาคนหนึ่ง เป็นพี่ชายที่ฉันไว้ใจมากที่สุด และเป็นที่ปรึกษาที่ดีที่สุด

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ อาจมีคนถามว่า 'แล้วมั่นใจได้อย่างไรว่าเขาเชื่อใจได้' ฉันเองก็ไม่รู้หรอกว่ามั่นใจได้ไหม แต่จากเหตุการณ์หลายๆ อย่าง ก็ทำให้ฉันไม่อาจปฏิเสธได้ว่าพี่เขาเป็นคนที่น่านับถือ และเชื่อใจได้ เช่น จะมีคนสักกี่คนที่นั่งรถ ชั่วโมงมาหาคุณถึงที่บ้าง พี่นนท์อยู่ปทุมธานี ส่วนฉันอยู่ราชบุรี แล้วจะมีใครบ้าพอจะนั่งรถมาสถานที่ที่ไม่รู้จักเพื่อมาเที่ยวและเจอน้องสาวคนเดียว!!?? ตั้งแต่เกิดมา 17 ปี ฉันยังไม่เคยเจอใครใจกล้าบ้าบิ่นขนาดนั้นมาก่อน นั่งรถจากบ้านมาถึงราชบุรี ชั่วโมงโดยไม่รู้ทิศทางเลย เน้นนะว่าไม่รู้เลย!!

หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น ความเชื่อนั้นก็กลายเป็นความทึ่งและความเคารพมากกว่าเดิมแทน ให้ตายเถอะ จะมีใครที่ไหนบ้ายิ่งกว่าพี่ฉันอีกไหมนะ

พี่นนท์สอนอะไรฉันมากมาย สอนให้มองในมุมอื่น สอนให้รู้จักปล่อยวางบางสิ่งที่ไม่จำเป็น มันทำให้ชีวิตของฉันดีขึ้น ฉันเริ่มปล่อยเรื่องบางเรื่องที่ไม่จำเป็นต่อชีวิตไป อภัยให้คนอื่นในบางเรื่องที่เขาทำผิดแต่ยอมรับได้ ฉันรู้สึกดีที่ตัวฉันเริ่มมีความสุขมากขึ้น และฉันเชื่อว่าไม่ว่าจะใคร หากทำได้ชีวิตก็จะดีขึ้น

ในขณะเดียวกัน เมื่อมองย้อนกลับไป ฉันพบว่าในวัยเด็ก มีหลายสิ่งที่ฉันทำ ทั้งรู้สึกบ้า รู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงเด็กเล็กๆ และเมื่อย้อนไปคิด ความคิดบางอย่างที่หายไปนานก็กลับมา คือความคิดที่ว่า...ฉันเกิดมาเพื่ออะไร และตัวฉันมีค่ามากแค่ไหน

ฉันลองถามพี่นนท์ว่า คนเราเกิดมาเพื่ออะไร และเราจะมีคุณค่าตอนนั้น อย่างไร คำตอบของพี่เขาก็คือ...

"งั้นเอางี้ลองถามตัวเองดูสิว่าตัวเธอเองเกิดมาเพื่ออะไร ถ้าบอกว่าชดใช้กรรม แล้วไม่คิดหรอว่าชีวิตของเราเนี่ยมันเศร้าเกินไปไหม เกิดมาก็ทรมานไม่หมดเวรหมดกรรมสักที ถ้ามองแบบนั้นมันก็จะมีแต่ความทุกข์ใช่ไหมล่ะ แต่ถ้าเราลองคิดอีกแบบ เกิดมาเป็นคนเนี่ยมันโชคดีสุดๆ เลยนะ ได้ทำบุญตักบาตร เพราะเราได้เกิดมาเป็นคนเราถึงได้ต่างจากสัตว์อื่นๆ ที่เขาไม่สามารถที่จะทำแบบเราได้ แม้แต่ มด ผึ้ง วัว เขาก็ไม่สามารถที่จะมาทำแบบเราได้ ถ้ามองแบบนั้นก็จะมีความสุขขึ้นเยอะเลย ลองสมมติว่าเราได้ไปช่วยเหลือคนคนหนึ่งที่ลำบากกำลังจะล้มละลายดู ถ้ามองแค่ผิวเผินเราก็ได้ช่วยคนไปแค่คนเดียว แต่ลองมองไปข้างหลังเขาสิ สามีหรือภรรยา ลูก พ่อ แม่ ญาติพี่น้องของเขา ดีไม่ดีเราอาจช่วยครอบครัวๆ หนึ่งเลยก็ได้นะ เห็นไหม หัวใจของคำถามที่ว่า 'เกิดมาทำไม' ก็ง่ายๆ ได้ทำบุญ ได้ทำในสิ่งที่ต้องการ คิดดูสิเราโชคดีแค่ไหนที่ได้เกิดมาทำในสิ่งที่อยากทำ

ส่วนคำถามที่สอง 'คนจะเรามีคุณค่าได้อย่างไรและตอนไหน' วันนี้คนเราอาจจะมองไม่เห็นคุณค่าของตัวเองก็ได้ แต่ลองมองดีๆ สิ ยังมีพ่อกับแม่ที่เห็นคุณค่าเราเสมอใช่ไหมล่ะ คนเรามักจะลืมไปว่าตนมีค่าเมื่อทำบางสิ่งบางอย่างล้มเหลว มองว่าตนไร้ค่า แต่บางทีเขาอาจจะลืมอะไรไปก็ได้ ลองคิดดูเล่นๆ นะ ฝันช่วยแม่ทำกับข้าว ฝันอาจจะมองว่ามันไม่ยิ่งใหญ่ ไม่มีค่าเท่าการทำธุรกิจใหญ่ๆ ได้อย่างหนึ่ง แต่แน่ใจแล้วหรอว่าการที่เราทำธุรกิจได้จะทำให้ฝันมีค่า สมมติว่าธุรกิจที่ฝันทำคือ ธุรกิจภาพสีน้ำมันรวยเป็นพันล้าน แต่ไม่มีใครเข้ามาชมผลงาน...ฝันจะยังบอกว่าตัวเองประสบความสำเร็จหรือมีค่าอยู่อีกไหม

แล้วลองสมมติต่อไปว่าฝันกำลังขับรถราคาเหยียบล้านอยู่คนเดียว ไม่มีใครนั่งอยู่ด้วย แต่พอมองไปข้างถนน เห็นเด็กๆ ขี่จักรยานหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ฝันคิดว่าแบบไหนจะมีความสุขกว่ากันล่ะ

คุณค่าของคนเราน่ะ มีมาตั้งแต่เกิดแล้ว อยู่ที่ว่าเราจะมองเห็นมันไหม แล้วเราพอใจกับสิ่งที่ตนมีอยู่หรือเปล่า ถ้าไม่พอใจ เราก็จะมองว่าชีวิตไม่มีคุณค่า ไม่ดีอย่างคนอื่น แต่ถ้าเราพอใจ มีความสุขไปกับมัน เราก็จะเห็นคุณค่าของชีวิตเอง"

...แม่เจ้า!! ช่างเป็นคำตอบที่ยาวเสียนี่กระไร แต่มันก็ทำให้ฉันเข้าใจหลายสิ่งหลายอย่างได้มากขึ้น

และแม้ว่าจะได้รับคำตอบจากพี่นนท์ แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็มีคำตอบให้ตัวเองอยู่แล้ว คนเราเกิดมาเพื่อมีชีวิตอยู่ เพื่อดำรงชีวิตต่อไปจนถึงจุดจบ ก็เหมือนกับที่พระพุทธศาสนาสอนเอาไว้ ว่าคนเราเกิดมาเพื่อชดใช้กรรมและดำเนินไปจนถึงจุดจบ แต่ไม่ใช่ว่าเกิดมา ใช้ชีวิตให้ผ่านไปวันๆ แต่ต้องมีความสุขและทำมันให้ดีที่สุดด้วย

ฉันเริ่มมองเห็นคำตอบที่ฉันสงสัยมานาน ฉันพบมันในที่สุด ฉันไม่รู้ว่าค้นพบมันเมื่อไร แต่พอรู้ตัวอีกที มันก็ปรากฏขึ้นมาในหัวทุกครั้งที่นึกถึง...

คนเราทุกคนมีคุณค่า แต่มันต้องเริ่มต้นที่ตัวเราก่อน มองให้เห็นถึงคุณค่าของตัวเอง เมื่อเรามองเห็น เราก็จะทำสิ่งที่ทำให้ตัวเรามีคุณค่าแม้จะไม่รู้ตัวก็ตาม แต่หากเรามองไม่เห็น ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีคุณค่า ลองมองรอบๆ ตัวคุณให้ดี ยังมีคนสองคนที่ไม่ว่าเมื่อไรก็มองเห็นคุณค่าในตัวคุณ คนที่ให้กำเนิดและรักคุณเสมอ ไม่ว่าจะผิดแค่ไหนก็ยังคงรักคุณ คาดว่าทุกคนคงคิดออกแล้วว่าคนสองคนนั้นคือใคร

หากยังมีคนเห็นค่าของคุณ ก็จงมองเห็นค่าตัวเอง มั่นใจในตัวเองเข้าไว้ จำไว้เสมอว่าคุณมีค่า เพราะอย่างนั้นจงทำตัวให้ตนมีค่า อย่าทำให้คุณค่าของตนลดลง เพราะถ้าคุณไม่เห็นคุณค่าของตนเอง ตัวคุณเองก็คงไม่สามารถเห็นคุณค่าของใคร แล้วใครจะมาเห็นคุณค่าของคุณ

เมื่อฉันได้คำตอบ ให้ตายเถอะ ตอนที่โดนด่ามันช่างเล็กน้อยเหลือเกิน ฉันทั้งขำและสมเพชตัวเองในเวลานั้น ทำไมฉันต้องเก็บมันมาใส่ใจ ทำไมต้องเชื่อสิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นพูด มันเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำที่ฉันจะไม่มีค่า พ่อแม่ พี่ เพื่อน ทุกคนยังเห็นค่าของฉัน มันช่างน่าสมเพชเหลือเกิน เมื่อได้คำตอบ ฉันถึงเริ่มมองใหม่ ฉันจะทำให้ชีวิตมีค่ามากขึ้น ฉันเข้าร่วมกิจกรรม เปลี่ยนแปลงตัวเอง มีเพื่อนมากขึ้นจนชีวิตในตอนนี้มันไม่มีอะไรที่ไม่ดีถึงที่สุด มีเพียงปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่นานมันก็จะแก้ได้และหายไป

หากจะมีอะไรที่ควรเคร่งเครียด คงเป็นเรื่องสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย แต่ฉันจะต้องผ่านไปให้ได้ เพื่ออนาคตที่ฉันเฝ้ารอ...

 

"...หากจะมีสิ่งที่ทำให้ฉันเสียใจที่สุด คงเป็นการที่ฉันไม่ได้เกิดมา...เป็นตัวฉันในวันนี้

...แต่หากจะมีสิ่งที่ทำให้ฉันเสียใจยิ่งกว่านั้น คือ...การที่ฉันไม่ได้พบเหตุการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมา เพราะมันได้หล่อหลอมให้ตัวฉัน...กลายเป็นฉัน..." ความเงียบโรยตัวลงในห้องประชุม

หญิงสาวมองไปรอบๆ ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึก เพื่อเอ่ยคำพูดให้ทุกคนตราตรึง

"คุณค่าของคนเรา อยู่ที่ตัวเรา ทำดีเพื่อให้ยิ่งมีค่า หรือทำเลวเพื่อให้คุณค่าน้อยลง ตัวฉันไม่อาจบอกได้ว่าใครมีค่าหรือไม่ บอกได้เพียงว่าใคร...ที่มองไม่เห็นคุณค่าของตนเอง"

ดวงตาของหญิงสาวมองไปทั่วห้องประชุมอีกครั้ง เสียงของเธอยังสะท้อนไปทั่วห้อง

"ฉันเคยคิด...ว่าในเมื่อไม่เห็นคุณค่าของตน ทำตัวแย่ ไม่สนใจใคร แล้วจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร ในเมื่อคนเรามีชีวิตอยู่เพื่อดำเนินชีวิตต่อไป เพื่อทำชีวิตที่ได้รับมาให้ดีที่สุด หากจะตายไปก็คงไม่กลัว แต่คนเหล่านั้นทั้งหมด...กลับกลัวความตาย แต่ทำไมถึงยังทำตัวไร้ค่า"

"ตัวฉันอาจยังหาคำตอบนั้นไม่เจอ และฉันคิดว่าอาจจะหามันไม่เจอก็เป็นได้ แต่ฉันก็ไม่รู้สึกแย่หากหาคำตอบไม่เจอ เพราะมันเป็นเรื่องที่พวกเขาต้องหาด้วยตัวเอง พวกคุณ...ต้องหาด้วยตัวเอง ตัวฉัน...เพียงแค่ทำตัวให้มีคุณค่า ฉันก็รู้สึกว่าชีวิตของฉันนั้น...เกิดมาคุ้มแล้ว แล้วพวกคุณล่ะ เกิดมาคุ้มหรือยัง??" ความเงียบยังคงโรยตัวอยู่ ไม่มีผู้ฟังคนไหนเอ่ยอะไร ก่อนเสียงปรบมือจะดังขึ้นเมื่อหญิงสาวพูดประโยคสุดท้ายจบ

"ดิฉัน นางสาวชลดา ช้างพลายงาม ขอขอบคุณทุกท่านที่สละเวลานั่งฟัง เรื่องที่อาจจะไร้สาระสำหรับบางคน ให้ข้อคิดแก่คนบางคน แต่ดังที่ดิฉันกล่าวไปในตอนแรก ดิฉันเพียงต้องการให้คนฟัง ได้รับบางสิ่งบางอย่างจากเรื่องที่ดิฉันนำมาถ่ายทอดเพียงเท่านั้น...ขอบคุณค่ะ"

 
--------------------------------------------------------
               เรื่องสั้นนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับนิยายเรื่องหลักแต่อย่างใดค่ะ ฝันแต่งเรื่องนี้เพื่อส่งประกวด และฝันอยากให้นักอ่านทุกท่านได้ลองอ่าน
               นี่เป็นเรื่องแรกของฝันค่ะที่เป็นแนวนี้ ไม่รู้ว่าดีหรือเปล่า หากมีคำแนะนำก็สามารถคอมเม้นต์ได้ตามสบายค่ะ ฝันยินดีรับฟัง และหากผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยจริงๆ
                ปล. เรื่องสั้นเรื่องนี้เล่ามาจากเรื่องจริง ไม่มีเจตนาจะพาดพิงหรือว่าร้ายผู้อื่น หากผู้ใดไม่พอใจ ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ FUN4dream จากทั้งหมด 2 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. #1 J_girls (@kavisara097) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2558 / 21:20
    เริ่ดค่ะ
    #1
    1
    • #1-1 funny_jra (@55funny55) (จากตอนที่ 1)
      26 มกราคม 2559 / 23:09
      ขอบคุณค่า 5555
      #1-1