ปรารถนาแห่งรัก...wish love

ตอนที่ 10 : ฝังใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 77
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    1 พ.ย. 55


  

(การรีเสิร์ชข้อมูลมั่วนิดนึง สถานที่จำลอง....Berlin International Technology Fair 2012)

งานประชุมสัมมนาเทคโนโลยีนานาชาติ(Berlin International Technology Fair 2012)  ในงานมีนอกจากมีการประชุมสัมนา

ทางวิชาการเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆแล้ว ยังมีการออกบูทมหกรรมและเทคโนโลยีของกลุ่มองกรค์ต่างๆมากมาย จากทั่วทุก

มุมโลก สร้างการแลกเปลี่ยนและทรรศนคติใหม่ๆแก่ผู้ร่วมงานเป็นอย่างเดียว แน่นอนว่าบูทหนึ่งที่ได้รับการแห่เข้าชมงาน

ไม่น้อยไปกว่าบริษัทดังใดๆ เมฑา-กรุ๊ป แม้เป็นเพียงบูทเล็กๆแต่ได้รับความสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว อาจจะเป็นเพราะสินค้า

ที่มาในรูปแบบซอฟร์แวร์พัฒนาองค์กรหรือระบบนั้นมีเพียงไม่กี่บริษัทที่ริเริ่มและหนึ่งในนั้นก็คืออาณาจักรเมฑา-กรุ๊ป

ชอร์ฟแวร์ระบบที่ถูกพัฒนาขึ้นนั้นมาจากการผลักดันของหญิงสาวร่างเล็กที่เป็นเจ้าของคำพูดภาษาอังกฤษที่แตกฉานอยู่

ขณะนี้  เธอได้ใช้วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนตอนสมัยปริญญาตรีที่เธอได้ศึกษาเกียวกับศาสตร์แห่งวิชาคอมพิวเตอร์ ศาสตร์แห่ง

การหลงใหล ถ้าไม่ติดว่าหลังจากจบปริญญาตรีแล้วเธอต้องคว้าศาสตร์แห่งการบริหารองค์กรอีกใบให้ครอบครัว มิเช่นนั้น

ป่านนี้เธอคงเป็นด็อกเตอร์กัลญานิชญ์ผู้เชียวชาญศาสตร์แห่งการพัฒนาผังงานระบบไปแล้ว การอธิบายสินค้าของเธอเป็นที่

สนใจและถูกอกถูกใจแก่ผู้เข้าชมอย่างยิ่ง บ้างก็เลือกซื้อสินค้า บ้างก็เลือกที่จะต่อยอดสินค้าต่อไป การทำงานที่เต็มที่และเป็น

กันเองของเจ้านายสาวสร้างความประทับใจแก่ผู้ร่วมงานอย่างสุรัชฎาอย่างยิ่ง หล่อนแอบทึ่งในความเก่งและเข้มแข็งของคน

ตรงหน้า ทึ่งในหน้าที่ที่เป็นเจ้านายและทึ่งยิ่งกว่าในบทบาทความเป็นแม่ของเธอ ถ้าเป็นเธอเธอคงทำไม่ดีเท่าแน่ๆ คิดไปก็อด

นึกถึงใครสักคนที่ทำให้ชะตากรรมเจ้านายสาวเป็นเช่นนี้ ระหว่างคนเริ่มซาจากการเข้าชมสิ่งค้าในบูท การสนทนาทางไกล

สื่อออนไลน์ระหว่างเจ้านายสาวกับหนูน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มได้เริ่มขึ้น

คุณแม่ น้องกุนคิดถึงคุณแม่จังเลยฮ่ะสัญญาณออนไลน์ที่มาพร้อมภาพและเสียงของคนอีกซีกโลกสร้างพลังและกำลังใจแก่คนอีกคนอย่างยิ่ง

ค่ะ...แม่ก๊คิดถึงน้องกุญช์น่ะครับ เป็นเด็กดีของทุกๆคนหรึกเปล่าเนี้ยะ หรือว่าดื้อเกเรกับย่ามลอีกหญิงสาวถามผู้เป็นลูกชายร่วมถึงคนที่นั่งฟังเรื่องราวที่อยู่ข้างๆอีกคน

น้องกุญช์ไม่ดื้อ ไม่ซน ไม่เกเรเลยค่ะคุณน้ำ ....วิมลได้ร่วมการสนทนาทางไกลระหว่างสองแม่ลูกหลังร่วมรับฟังอยู่นานพอสมควร

เห็นมั้ยน้องกุนบอกคุณแม่แล้วว่ากุนไม่ดื้อไม่ซนไม่เกเร และที่สำคัญกุนเป็นเด็กดีและน่ารักมากด้วย จริงๆใช่มั้ยฮ่ะย่ามลเด็กชายพูดจบก็หันมาอ้อนคลอเคลียผู้เป็นเจ้าของใบหน้าที่เริ่มมีริ้วรอยเหี่ยวหย่อนไปตามกาลเวลา

ค่ะน้องกุญช์เป็นเด็กดีน่ารักที่สุด แค่นี้ย่ามลก็รักแทบแย่แล้วน่ะค่ะคำพูดเจ้าของมือที่โอบกอดเด็กชายร่างน้อยไว้

ขอบคุณป้ามลน่ะค่ะที่ดูแลน้องกุญช์ ถ้าไม่มีป้าน้ำคงแย่แน่ๆล่ะค่ะน้ำเสียงที่ใครได้ฟังก็รู้ว่าเธอตื้นตันใจแค่ไหน

ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณน้ำก็เป็นเหมือนลูกหลานป้าคนหนึ่งน่ะ ถ้าป้าไม่ทำแบบนี้กับคุณก็ไม่รู้ป้าจะทำกับใครแล้วล่ะค่ะหญิง

สูงวัยไม่อยากพูดอะไรที่กระทบกระเทือนจิตใจของคนที่เห็นว่าเป็นเหมือนลูกหลานไปมากกว่านี้ แค่นี้หล่อนก็รู้แล้วว่าหญิง

สาวอีกซีกโลกหนึ่งรู้สึกเช่นไร หล่อนเคยสงสัยว่าทำไมเธอไม่เคยปริปากพูดแก่คนอีกคนหนึ่ง แค่พูดเท่านั้นทุกอย่างไม่น่าจะ

เลวร้ายไปกว่าที่เป็นอยู่ แต่ตอนนี้หล่อนรู้แล้วล่ะว่าทำไมเธอถึงตัดสินใจไปแบบนั้น ทำไมเหล่อนจะไม่เอ๊ะใจทุกครั้งที่

คนทั้งคู่อยู่ด้วยกัน แวววตาทั้งคู่มันไม่ใช่แค่พี่น้อง หรือเจ้านายลูกน้องธรรมดามันมีอะไรที่แฝงนัยมากกว่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น

การที่คนทั้งคู่ล่ำลาเมื่อครั้งอดีตหล่อนก็ควรตัดสินใจที่จะรับรู้อะไรบางอย่างได้พอสมควร แต่ไม่คิดว่าเรื่องราวมันจะบาน

ปลายถึงเพียงนี้ แน่นอนว่าเรื่องนี้ชายที่เป็นต้นเหตุยังคงไม่รู้เรื่องแน่นอนเพราะถ้าเขารู้เขาคงไม่ปล่อยให้เวลาของทุกสิ่งทุก

อย่างล่วงเลยมาถึงวินาทีนี้หรอก แต่ถ้าจะให้หล่อนบอกก็เห็นที่จะไม่เหมาะสมเพราะมันเป็นเรื่องของหนุ่มสาว ผู้ใหญ่อย่าง

หล่อนไม่สมควรที่จะเข้าไปยุ่ง หล่อนได้แต่ภาวนาเหลือเกินว่างานประชุมสัมมนาครั้งนี้ที่เบอร์ลิน จะทำให้ทั้งคู่พบเจอกันและ

เคลียร์สิ่งต่างๆให้ลงตัวเร็วๆ จะได้กับมารบมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป

คุณตามาแล้วน้องกุนไปหาคุณตาก่อนน่ะครับ น้องกุนรักคุณแม่สวัสดีน่ะฮ่ะเด็กชายผู้สวมเสื้อยืดสีฟ้ากับกางเกงสีน้ำเงินบอกรักผู้เป็นแม่และยกมือไหว้ลาพร้อมกระโดดโลดเต้นไปหาผู้เป็นตา

“คุณตา คุณยาย สวัสดีครับ........”เสียงที่มาก่อนตัวตนทำให้ผู้เป็นตาและยายอ้าอ้อมแขนรับแทบไม่ทัน

งัยเจ้าลูกหมู ไม่เจอตั้งหลายวันตัวหนักขึ้นหลายกี่โลน่ะเราประมุขของบ้านทักทายเด็กชาย

กุนไม่ได้เป็นลูกหมูน่ะฮ่ะ กุนคือลูกกุญแจต่ะหากล่ะคำเถียงของคนปากเล็กเริ่มเจี้ยวจ้าวขึ้น

“กุญแจเหรอ....แต่ยายว่าลูกหมูซะมากกว่าล่ะมั้ง”ผู้เป็นยายสนับสนุนความคิดคุณตา

  

(สะพาน Oberbaumbrucke ยามราตรีเขาว่าสวยกันจัง )


กรุงเบอร์ลิน เป็นศูนย์กลางทางด้านการเมือง  วัฒนธรรม  การสื่อสาร และ วิทยาศาสตร์ในยุโรป  เป็นจุดศูนย์กลางของการ

บินและการรถไฟเบอร์ลิน  เป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยียนมาก เป็นอันดับที่ 3 ของยุโรป
และสถานที่หนึ่งที่ได้รับความ

สนใจจากนักท่องเที่ยวให้มาเที่ชมนั่นก็คือ การลงเรือยามราตรี บริเวณแม่น้ำ
Spree ชื่นชมงานสถาปัตยกรรมเก่าแก่หลัง

สงครามโลกครั้งที่2 ที่ชาวเมืองร่วมฟื้นฟูเมืองในระยะไม่กี่ปี เป็นสิ่งที่น่าทึ่งมากเพราะช่วงระยะการฟื้นฟูคนในเมืองที่มักจะ

เป็น ผู้หญิง เด็ก และคนชราซะส่วนใหญ่(ผู้ชายได้ล้มตายในสงครามเป็นจำนวนมาก) นอกจากจะมีความสวยงามที่เป็น

ระเบียบของสิ่งก่อสร้างข้างแม่น้ำแล้วในแม่น้ำก็มีสิ่งก่อสร้างที่วิจิตรน่าค้นหาไม่แพ้กันนั้นก็คือ
สะพาน Oberbaumbrücke

(โอเบอร์บาวม์) เป็นสะพานเก่าแก่ที่ใช้เชื่อมการสัญจรระหว่างคนริมสองฝั่ง

“คุณน้ำไม่สนุกหรือค่ะ พี่เห็นคุณน้ำนั่งเครียดมาตลอดเลย”สุรัชฎาถามเจ้านายสาวเมื่อเป็นอัปกิริยาบางอย่างของเธอ

“เปล่าค่ะพี่ดา...น้ำนั่งคิดอะไรเพลินไปหน่อยถ้ามีน้องกุญช์มาคงจะดีไม่น้อย ถ้าครอบครัวน้ำสมบูรณ์เหมือนครอบครัวใครๆ

เราคงมีความสุขกันไม่น้อย”หญิงสาวพูดในขณะที่สีหน้าและแววตาของเธอจับจ้องอยู่ที่ครอบครัวชาวตะวันตกชาติหนึ่งซึ่ง

ใครผ่านไปผ่านมาก็คงอิจฉาพวกเขาเป็นแน่ เมื่อเห็นเช่นนี้เธอก็อดสงสารเจ้านายสาวไม่ได้

“คุณน้ำค่ะทำไมคุณน้ำไม่ลองให้โอกาสใครสักคนดูล่ะค่ะเพื่ออะไรอาจจะดีขึ้นก็ได้ คุณน้ำจะไม่ต้องจมอยู่กับสิ่งต่างๆในอดีต

พี่รู้น่ะค่ะว่ามันยากมากแต่มันก็ไม่ใช่ว่ามันไม่มีโอกาสไม่ใช่เหรอค่ะ”เลขานุการสาวแน่ะนำผู้ที่มีอายุน้อยกว่าเธอ

“แต่น้ำรักเขา รักเขามากทั้งที่รู้ว่าไม่สมควรก็รัก น้ำรอเขาเสมอรอมาตลอดยี่สิบกว่าปี ถึงรู้ว่ามันไม่มีทางไหนที่เราจะอยู่ด้วย

กัน แต่น้ำก็ยังหวัง น้ำหวังให้เราอยู่พร้อมหน้ากันพ่อแม่ลูก น้ำอยากให้เขารักน้องกุญช์ อยากให้เขาเห็นน้องกุญช์แบบที่น้ำ

เห็น อยากทำอะไรดีๆร่วมกับเขา แต่น้ำไม่รู้ไม่รู้เลยว่าจะทำยังงัยให้เรามีวันนั้น น้ำลาเขาเพื่อมาเรียน พอน้ำกลับไปเขาก็จาก

น้ำไปทำตามฝันเขา แต่น้ำไม่เคยเสียใจเลยที่ทุกอย่างเป็นแบบนี้น้ำนึกอยากขอบคุณเขาด้วยซ้ำที่เขาให้สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต

ชีวิตหนึ่งที่เขาไม่เคยรับรู้เลย น้ำไม่กล้าบอกเขาน้ำกลัว......”น้ำเสียงความในใจของหญิงสาวสร้างความหดหู่ใจแก่คนฟัง

อย่างยิ่งหนัก แต่ก็อดประหลาดใจในความเข้มแข็งของคนร่างเล็กไม่ได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นผู้ชายคนนั้นคงมีอิทธิพลกับตัวเธอมาก

ที่เดียว จะไม่ให้เป็นเช่นนั้นได้งัย เวลายี่สิบกว่าปีมันคงนานมากพอที่จะทำให้คนบางคนมั่นใจในความรู้สึกตัวเองขนาดนั้น ถ้า

เป็นเช่นนั้นสาเหตุอะไรล่ะที่ทำให้คนทั้งคู่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่ถึงอยากรู้แค่ไหนเวลานี้ก็ไม่สมควรที่จะเอ่ยปากปริถาม เป็นครั้ง

แรกที่เธอเห็นดวงตากลมโตของเจ้านายมีน้ำตาคลอใสอยู่บริเวณเบ้าตา

“น้ำขอโทษน่ะค่ะที่น้ำอ่อนแอ และพูดเรื่องที่ไม่สมควรพูดแบบนี้กับพี่....น้ำ...”เมื่อหญิงสาวรู้ตัวว่าเธอไม่ควรอ่อนแอต่อหน้าผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างสุรัชฎา

“พี่ว่าวันนี้คงเที่ยวไม่สนุกแล้ว อ้าวงี้คืนพรุ่งนี้เราค่อยมาใหม่น่ะค่ะ...เดี๋ยวพรุ่งนี้เรามีสัมมนาแต่เช้าอีก” เมื่อเห็นกัลญานิชญ์รู้สึกไม่สบายใจ ลูกน้องสาวก็เลยคิดว่าวิธีเดียวที่น่าจะดีที่สุดสำหรับตอนนี้คือการกับที่พักไปพักผ่อน

สีสันจากแสงไฟสองข้างทางที่ส่องออกมาด้วยความสวยงาม งานสถาปัตยกรรมที่วิจิตรเลืองลือ หากผู้มาเยือนไม่มีความ

สุขใจในการชื่นชมสิ่งที่ได้มาเยือนก็ไม่ต่างอะไรกับอากาศชั่วขณะ

 

“แล้วนี่นายบอกศาสตราจารย์ยังเรื่องจะกลับเมืองไทยน่ะ แล้วศาสตราจารย์เขาว่ายังงัย”อนุวัฒน์ถามนภกานต์

“ก็บอกแล้วครับ ศาสตราจารย์เขาก็ไม่ว่าอะไรบอกว่าถึงแม้เราจะอยู่ที่ไหนเราก็สามารถสร้างสรรค์งานวิจัยออกมาได้”ผู้ช่วยศาสตราจารย์เดวิดเอ่ยขึ้นมา

“ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดีแล้วล่ะ แล้วก็อย่าลืมอุดมการณ์ที่เคยสัญญาไว้ล่ะ”อนุวัฒน์กล่าวเพื่อเน้นยำใครบางคนที่เขามีลางสังหรณ์อะไรบางอย่าง

“ผมไม่มีทางลืมคำพูดและความรู้สึกของตัวเองหรอกครับ”คนตอบก็ตอบย้ำในความต้องการเช่นกัน

“รวมเรื่องที่แกเคยทำระยำกับ เมฑา-กรุ๊ป และลูกสาวของคุณชิษณุเหรอ”ประโยคที่แฝงไปด้วยความร้ายกาจสร้างความไม่พอใจแกคนฟังอย่างยิ่ง

“พี่พูดเรื่องอะไร...”ใช่เขาทำเรื่องระยำไว้แต่เป็นไปได้ยังงัยที่คนตรงหน้าจะล่วงรู้เพราะเรื่องแรกมีคนรู้แค่คนเดีนยวคือพี่ชายของเพื่อนสนิทคนนั้น ส่วนอีกเรื่องหนึ่งมันก็เป็นไปไม่ได้อีกเช่นกันที่จะล่วงรู้มาจากปากของเธอ

“เรื่องอะไรเหรอ...ฉันว่าคนที่รู้ดีที่สุดนั้นน่าจะเป็นตัวแกเองน่ะกั้ง สี่ปีก่อนแกทำอะไรมาบ้างย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ หรือว่าแกลืมมันไปแล้ว” น้ำเสียงที่คุ้นหูของใครบางคนได้ดังออกมาปรากฎให้คนตรงหน้าเห็นอย่างไม่น่าเชื่อ

“พี่ต้น...นี่อะไรกันมันหมายความว่ายังงัย” นภกานต์เอ่ยถามเมื่อเห็นใครบางคน และคนคนนั้นเป็นใครไปไม่ได้นอกจากดนัยภัทร ผู้ซึ่งเขาไม่อยากจะพบเจอที่สุดในชีวิต

“ฉันว่าคนอย่างแกคงไม่น่าจะเข้าใจอะไรอยากมากมายน่ะ” ถ้าเป็นเหมือนดั่งที่เขาคิด เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่

ผ่านมา อนุวัฒน์กับนิภัทร์คือการจัดฉากเล่นละครอย่างแนบเนียนจนเขาหลงเชื่อสนิทใจโดยไม่คิดที่จะเอะใจเลย เขาไม่รู้

หรอกว่าทำไมอดีตชายผู้เคยมีบุญคุณแก่เขาถึงต้องทำเช่นนี้ จะรักจะหลงจะใคร่จะครวญก็ไม่น่าจะใช่ เพราะเขาคิดว่าเขา

เคลียร์ตนเองและชัดเจนไปแล้ว ไม่น่าจะมีเหตุผลอันใด...มั้งเขาได้แค่คิด

“ก่อนอื่นฉันต้องขอบใจนายมากนิภัทร์ ทีทำให้ฉันรู้ในสิ่งที่อยากรู้มากขึ้น” บุคคลที่สามที่ถูกเอ่ยถึงน้อมรับในคำพูด และเดินออกไปโดยไม่คิดที่จะใส่ใจกับคนอีกคน

“ฉันต้องขอโทษนายด้วยว่ะกั้ง เผอิญโลกใบนี้อำนาจ การดิ้นรนเท่านั้น ที่จะทำให้คนเราอยู่รอดได้ แต่ฉันก็ต้องขอขอบใจนายมากน่ะ ที่ทำให้การดิ้นรนของฉันไม่ต้องพยายามมากไป” คำพูดที่ฟังเหมือนไร้ความคิดสร้างความเจ็บใจแก่คนฟังอย่างยิ่ง

“ผมเพิ่งรู้สึกก็วินาทีนี่ล่ะ.....ว่าคนอย่างคุณน่ะน่ารังเกียจกว่าที่เพื่อนผมได้เตือนผมไว้ซะอีก” คำพูดของเพื่อนรักอย่าง

ดนัยทรรศน์แต่เขาไม่คิดว่าพอถึงเวลาคนตรงหน้าจะร้ายกาจจริงๆ กว่าที่เขาคาดคิดไว้นัก ทั้งที่ผ่านมาหลายปีแต่ดูท่าคนคน

นี้ไม่มีวี่แววลดทิฐิลงเลย แต่จะโทษใครไม่ได้ทั้งหมดที่เป็นเช่นนี้ก็เป็นเพราะเขา ถ้าเขาไม่เข้าไปข้องเกี่ยวแต่แรกเหตุการณ์

คงจะไม่วุ่นวายเช่นนี้ 
  

   

  
เป็นงัยยบ้างค่ะ...บ่นได้ติได้น่ะ ขอบคุณค่ะ




8 ความคิดเห็น