ทำไงดี ลูกผมเป็นเกย์ [สนพ.DiamondY]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 13,235 Views

  • 388 Comments

  • 888 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    22

    Overall
    13,235

ตอนที่ 4 : บทที่ 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1827
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 78 ครั้ง
    24 ส.ค. 60




บทที่ 3




เสียงหวดไม้กอล์ฟดังตัดอากาศไปอย่างไพเราะ ลูกกลมๆ สีขาวที่ลอยหวือขึ้นกลางอากาศเรียกเสียงอุทานอย่างตื่นตะลึงให้กับพ่อลูกโยชิดะได้เป็นอย่างดี แม้แต่ผมเองที่เห็นเทคนิคในการเล่นกอล์ฟของไอ้ปันมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งยังอดมองตามอย่างชื่นชมไม่ได้


แสงแดดส่องกระทบใบหน้าคมคายที่มีเหงื่อเกาะพราวทั่วใบหน้า ปัญญาผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ ขณะมองตำแหน่งที่ลูกกอล์ฟของตัวเองลอยหวือไป หากนัยน์ตาสีดำขลับคู่สวยที่เหมือนแม่ของเจ้าตัวไม่มีผิดไม่มีร่องรอยของความรื่นรมย์หรือพึงพอใจกับผลงานของตัวเองเลย และนั่นเป็นข้อยืนยันอย่างดีสำหรับสิ่งที่ผมสงสัยมาตั้งแต่ที่เราเริ่มเล่นไปได้เกือบครึ่งชั่วโมง


ไอ้ปัญญากำลังไม่พอใจอะไรบางอย่าง อาจจะถึงขั้นหงุดหงิดหรือโมโหเลยด้วยซ้ำ และบางทีผมอาจจะพอเดาได้ก็ได้ว่าเพราะอะไร


"สุดยอดเลยค่ะ พี่ปัน" เอริ เด็กสาวลูกครึ่งญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาทั้งชีวิตพูดขึ้นอย่างชื่นชม สำเนียงภาษาไทยของหล่อนรื่นหู ในขณะที่เจ้าตัวก็เป็นฝ่ายออกปากเองอีกว่าพูดภาษาญี่ปุ่นแทบจะไม่ได้เลยเพราะไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน "วงโค้งเมื่อกี้สวยมาก พี่ปันทำได้ไงเนี่ย สอนกันบ้างสิ"


"ก็แค่ตีธรรมดาเองครับ" ปันตอบกลับอย่างสุภาพ รอยยิ้มจางฉาบอยู่บนหน้า แต่ผมรู้ดีว่าหมอนี่กำลังใช้ความอดทนอย่างหนักในการไม่แสดงความในใจออกมา


เอริถือเป็นเด็กสาวที่จัดได้ว่าหน้าตาสะสวย ร่าเริงสดใส แถมยังสุภาพและถ่อมตัว เห็นได้ชัดจากการที่เจ้าตัวเรียกปัญญาว่าพี่ทั้งที่เด็กทั้งสองก็อยู่ชั้นม. 5 เหมือนกัน แค่ไอ้ปันเกิดก่อนเจ้าหล่อนไปนิดเดียวเท่านั้นเอง ที่สำคัญ บ้านหล่อนจัดได้ว่าฐานะดี (แหงล่ะ บ้านประธานผมนี่) การเรียนก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร ไม่เห็นเข้าใจเลยว่าทำไมไอ้ปันไม่นึกสนบ้าง


และในที่สุด หลังจากที่จบเกมช่วงเช้า นั่งรถกอล์ฟกลับมาถึงบริเวณสโมสรที่มีอาหารและเครื่องดื่มให้บริการ ปันก็พูดขอตัวจากเอริและเดินเข้ามาหาผม ก้มหน้าลงมากระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์เลยทีเดียว


"พ่อคิดจะทำอะไร" เด็กหนุ่มพูดเสียงลอดไรฟัน "จับคู่ดูตัวเหรอ? คิดว่าเราอยู่ยุคไหนกันแล้ว ไดโนเสาร์เต่าล้านปีรึยังไง"


"ยุคไดโนเสาร์ไม่มีคนอยู่สักหน่อย" ผมเถียงข้างๆ คูๆ "จะไปจับคู่ดูตัวได้ไง"


"แปลว่าพ่อคิดจะจับผมคู่กับเอริจริงๆ"


"เปล่าสักหน่อย ฉันจะทำแบบนั้นไปทำไม"


ปัญญามองผมตาเขียวปั้ดอย่างคาดคั้น และทั้งๆ ที่ผมเป็นพ่อมัน มันเป็นลูกผม แต่ผมก็ยังอดรู้สึกหวั่นๆ ในอกกับสายตาแบบนั้นไม่ได้ ผมรีบอธิบายทันที


"ฟังนะ นี่ไม่ใช่ความคิดฉัน แค่เจ้านายฉันอยากให้แกมาเล่นกอล์ฟกับเขาแล้วก็ลูกสาวเขาด้วย มันก็เท่านั้น"


“แต่พ่อก็พอรู้ว่าหัวหน้าพ่อตั้งใจทำอะไร”


ผมอ้าปากเตรียมจะค้าน แต่แล้วก็เปลี่ยนใจยักไหล่พร้อมกับพูดตรงๆ "ก็พอจะรู้"


"พ่อทำแบบนี้ทำไม" น้ำเสียงของปัญญาเต็มไปด้วยความสับสนและไม่พอใจ "พ่อก็รู้แล้วว่าผมเป็นยังไง ทำไมถึงยังทำแบบนี้อีก"


"กับอีแค่เล่นกอล์ฟ แกจะอะไรนักหนา"


"ก็พ่อเพิ่งจะบอกอยู่หยกๆ ว่าจุดประสงค์ไม่ใช่แค่เล่นกอล์ฟ" พูดด้วยน้ำเสียงเหมือนจะเต้นด้วยความขัดใจ ผมทั้งขันทั้งหงุดหงิดกับท่าทางนั้นถึงผมจะแอบหวังไว้หน่อยๆ ว่าไอ้ปันอาจจะเปลี่ยนใจมาสนใจลูกสาวเจ้านายบ้าง แต่ผมก็ไม่ได้คิดจะบังคับจับคู่มันกับใครจริงๆ เสียหน่อย


"ก็แค่อยากให้ลองรู้จักเพื่อนใหม่เท่านั้นล่ะน่า ไม่ต้องตีโพยตีพายขนาดนั้นก็ได้"


"พ่อทำแบบนี้ ผมโกรธจริงๆ แล้วนะ"


"แล้วไง" ยิ่งพูด อารมณ์หงุดหงิดยิ่งพุ่ง "ต้องให้ฉันขอโทษด้วยไหม" นี่ฉันเป็นพ่อแกนะโว้ย


"พ่อแม่ง" พูดด้วยน้ำเสียงใส่อารมณ์เต็มที่ ก่อนจะสะบัดตูดเดินพรวดๆ ไปที่ห้องน้ำ เห็นลูกแสดงท่าทีแบบนี้ใส่นี่ผมแทบอยากจะคว้าไม้กอล์ฟฟาดหัวมันด้วยความรักสักรอบ ไอ้หมอนี่... ยิ่งโตยิ่งก้าวร้าว ทั้งท่าทางกระฟัดกระเฟียดและคำพูดหยาบคายนั่น…


ไหนใครบอกว่าการเล่นกีฬาจะทำให้สมองปลอดโปร่ง หืม?





ความอึมครึมระหว่างเราสองคนดูจะดำเนินไปยังทิศทางที่แย่ลงเรื่อยๆ ในช่วงสัปดาห์นี้ ก่อนหน้าที่ผมจะรู้ว่าไอ้ปันเป็นเกย์ ความสัมพันธ์พ่อลูกของเรามันก็ไม่ได้ดีอะไรมากมายอยู่แล้ว เหมือนอยู่กันไปเรื่อยๆ โดยไม่มีเรื่องหวือหวาอะไร แต่ตอนนี้ที่เราสองคนมึนตึงกันนี่สิ อย่างกับอยู่ในสงครามเย็นที่มีกับระเบิดวางอยู่ทุกตารางนิ้วของตัวบ้าน


อึดอัดเป็นบ้า!


วันนี้เป็นวันเสาร์อันเป็นวันหยุดที่แสนมีค่าซึ่งผมจะต้องคว้าอาวุธเป็นไม้กวาดและไม้ถูพื้นขึ้นมาทำความสะอาดบ้าน เสียงเครื่องซักผ้าดังครืดคราดปนเปไปกับเสียงทีวีที่ไอ้ปันเปิดทิ้งเอาไว้ แต่สายตาเจ้าตัวน่ะจ้องอยู่กับหน้าจอโทรศัพท์ ขาเหยียดยาวไปวางบนที่รองขาซึ่งมาคู่กันตอนซื้อโซฟา ผมรู้สึกเหมือนคิ้วขวากระตุกเมื่อเห็นลูกชายตัวแสบเอาแต่นอนเอกเขนก แถมยังหลุดหัวเราะออกมานิดหนึ่งอย่างอารมณ์ดีเพราะอะไรบางอย่างบนมือถือ จังหวะเดียวกันนั้นเองที่เครื่องซักผ้าส่งเสียงร้องว่าทำความสะอาดผ้าเสร็จแล้วพอดี


"ไอ้ปัน เอาผ้าไปตาก"


ทันทีที่ผมเปล่งเสียงออกจากลำคอ รอยยิ้มบนใบหน้าลูกชายก็ผลุบหายไปทันที แต่มือก็ยังกดหน้าจอมือถือไม่เลิก


"ครับ พ่อ"


"ตอบรับแล้วก็ลุกไปทำสิ" ยังจะนั่งเล่นอยู่อีก เดี๋ยวปั๊ดยึดมือถือซะเลย


"แป๊บหนึ่งสิ" ตอบกลับมาเสียงห้วน ยิ่งทำให้ผมหงุดหงิดขึ้นไปใหญ่


"แล้วแป๊บของแกจะนานเท่าไร ถึงพรุ่งนี้เลยไหม"


เท่านั้นเองปัญญาก็คว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลงบนโซฟาอย่างแรงด้วยความหงุดหงิด เท้าเขี่ยที่วางขาออกจากทางแล้วผุดลุกขึ้น เดินไปบริเวณครัวหลังบ้านที่เครื่องซักผ้าตั้งอยู่อย่างกระฟัดกระเฟียด ท่าทีแบบนี้ ถ้านั่นเป็นผม และผมเป็นพ่อผมล่ะก็... ป่านนี้ผมคงโดนฟาดก้นลายหรือไม่ก็โดนสั่งอดมื้อเย็นไปทั้งอาทิตย์แล้ว


แต่เพราะว่านั่นคือไอ้ปัน และนี่ก็คือผม ผมจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากถอนหายใจยาวอย่างอัดอั้นแล้วลงมือทำความสะอาดต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น


จัดการชั้นล่างเสร็จเรียบร้อยแล้วผมก็ไปกวาดถูชั้นบนต่อ ขณะที่กำลังทำความสะอาดห้องมัน ผมก็สังเกตเห็นเศษกระดาษแผ่นหนึ่งหล่นอยู่บนพื้นที่ข้างโต๊ะ ผมจึงหยิบขึ้นมาดูว่ามันคือกระดาษอะไรและสมควรจะทิ้งหรือไม่ ปรากฎว่ามันคือใบเสร็จจากห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในละแวกที่เราอยู่


ผมกำลังจะโยนมันทิ้งอยู่แล้วถ้าไม่เอะใจถึงจำนวนเงินที่ระบุอยู่ในนั้นซะก่อน


2999 บาท!


นี่ไอ้ปันมันซื้ออะไรของมันแพงขนาดนี้วะเนี่ย แล้วเงินค่าขนมมันก็ไม่ได้เยอะแยะอะไรขนาดนั้น


"ปัญญา!"


ผมตะโกนเสียงดังแบบที่ให้มั่นใจว่าไปถึงชั้นล่าง ระหว่างที่รอไอ้ตัวแสบเดินขึ้นบันไดมาผมก็พยายามดูว่าในใบเสร็จนี้มันเขียนรายการไว้ว่าอะไร และในที่สุดผมก็นึกออกว่ามันคือยี่ห้อรองเท้าชื่อดังที่ราคาสูงลิบขนาดที่ตัวผมเองยังไม่คิดแตะ เสียงเปิดประตูดังขึ้นตามมาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด


"ว่าไง พ่อ มีอะไรอีก"


"แกซื้อรองเท้าใหม่มาเหรอ" พูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามข่มอารมณ์เต็มที่พร้อมกับยื่นใบเสร็จไปตรงหน้า แต่ในขณะเดียวกันก็งุนงงด้วย ก็ผมไม่เห็นไอ้ปันมันจะใส่รองเท้าคู่ใหม่ตอนไหน


ปัญญานิ่งไปนิดหนึ่งอย่างลังเล ก่อนเจ้าตัวจะตอบอ้อมแอ้มด้วยน้ำเสียงกระด้าง "ใช่ครับ"


"แล้วมันอยู่ไหน"


"อะไรอยู่ไหน"


"รองเท้าคู่ละ 3 พันของแกไง"


"2999 เหอะ"


"มันอยู่ที่ไหน" ยังจะกวนตีนอีก ฟาดปากลูกตัวเองนี่โดนตำรวจจับไหมเนี่ย


ไอ้ตัวแสบมีสีหน้าลังเลอึดอัดขึ้นมาเป็นครั้งแรกตั้งแต่เราทำสงครามเย็นใส่กัน ผมรีบคาดคั้นเจ้าตัวทันที


"บอกพ่อมา ปัน"


"ผม... ผมให้คนอื่นไปแล้ว"


ผมรู้สึกเหมือนลมจะจับ หัวนี้ปวดจี๊ดขึ้นมาราวกับมีอะไรหนักๆ ทุบลงตรงกลาง หลังจากความงุนงงผ่านไป ความโกรธที่บรรยายเป็นคำพูดไม่ได้ก็เข้ามาแทนที่


"แกซื้อรองเท้าคู่ละ 3พันให้เพื่อนเหรอ?"


"มันเป็นวันเกิดน้องเขา" ไอ้ปันที่ตอนนี้หน้าซีดเป็นไก่ถูกต้มไปแล้วพูดเสียงอ่อย ผมเบิกตากว้างกับประโยคบอกเล่านั้นทันที


"น้องที่ว่านี่... โดนัทใช่ไหม"


ไอ้ตัวแสบพยักหน้าหงึก ผมนี่อยากจะถลาเข้าไปผ่าสมองของมันออกมาดูนักว่าคิดบ้าอะไรอยู่กันแน่ถึงได้ทำอะไรไร้ความคิดขนาดนี้


"แกใช้เงินเกินครึ่งที่ได้จากฉัน... ไปซื้อรองเท้าให้รุ่นน้อง?" ผมพูดอย่างคนที่น็อตกำลังจะหลุด ความอดทนที่มีอยู่ลดลงไปเรื่อยๆ ราวกับอุณหภูมิที่ขั้วโลก


ผมให้เงินไอ้ปันใช้เดือนละ 5 พันบาททุกเดือนเพื่อให้มันเอาไปซื้อข้าวซื้อขนม จ่ายค่ารถโดยสารหรืออะไรก็ตามที่จำเป็นในการใช้ชีวิตประจำวัน ถ้าเป็นพวกอุปกรณ์การเรียนหรือของอื่นๆ ที่เห็นว่าจำเป็นผมก็ออกต่างหากให้ แต่นี่... มันเอาเงินเกินครึ่งของมันไปซื้อรองเท้าให้คนอื่นเนี่ยนะ!?


"ผมพอมีเงินเก็บ" ปัญญาพยายามอธิบายอย่างไม่ยอมแพ้ แม้สีหน้าแววตาจะฉายแววรู้สึกผิดชัดเจนก็ตาม "ผมใช้เงินตัวเอง"


"แกลืมพูดไปนะว่าเป็นเงินที่ได้มาจากฉัน"


"แต่มันก็เป็นเงินของผมแล้วไม่ใช่เหรอ"


ผมจ้องหน้ามันอย่างกดดันในขณะที่ปัญญาเบือนหน้าหนีไปอีกทาง เหตุการณ์นี้ทำให้ผมนึกถึงตอนที่ตัวเองตีมันแรงที่สุดตั้งแต่เลี้ยงมันมา และเหมือนปันเองก็คิดแบบเดียวกัน สีหน้าของเจ้าตัวถึงได้ซีดเซียวยิ่งกว่าตอนที่ผมโกรธมันเรื่องอื่นๆ เจ้าตัวพูดเสียงอ่อยแต่ก็ยังไม่ยอมรับผิด


“ผมไม่เห็นเข้าใจเลยว่าพ่อจะโกรธอะไร”


“อ้อ ไม่หรอก แกเข้าใจอยู่แล้วว่าฉันโกรธอะไร”


“มันก็แค่นานๆ ที” ในที่สุดปัญญาก็เงยหน้าขึ้นมาสบตาผม พูดด้วยความดื้อดึงแบบที่ผมนึกอยากจับมันไปตีก้นแบบตอนเด็กๆ “ใช่ว่าผมซื้อของแพงแบบนั้นทุกวันสักหน่อย ทำไมต้องโกรธกันด้วย”


“ถ้าแกซื้อให้ตัวเองฉันคงไม่ว่าอะไรหรอก แต่นี่…”


“แล้วมันจะต่างกันตรงไหน มันเป็นความพอใจของผม”


“แกคิดว่าเงินทองมันหาง่ายนักรึไงวะถึงได้เอาไปบันดาลความสุขให้คนอื่นแบบนั้น”


“โดนัทไม่ใช่คนอื่น!”


คำพูดนั้นเหมือนสาดน้ำมันเข้ากองไฟ ถ้าผมเด็กกว่านี้สักยี่สิบปีคงกระทืบเท้าเร่าๆ ด้วยความขัดใจไปแล้ว ไอ้ลูกบ้านี่นอกจากจะเอาเงินที่ผมหามาด้วยน้ำพักน้ำแรงไปซื้อของให้ชาวบ้าน มันยังตอกย้ำรสนิยมทางเพศของมันให้ผมรับรู้อย่างเจ็บแสบที่สุด


“ฉันไม่สนหรอกว่าเขาจะเป็นใคร! ยังไงแกก็ไม่ควรซื้อของให้เขาแพงขนาดนั้น!”


“ก็ผมพอใจ แล้วนั่นมันก็เงินผม!”


“เงินที่ฉันให้แกต่างหากล่ะโว้ย!”


เหมือนเราทั้งคู่จะมาถึงจุดสิ้นสุดความอดทนของตัวเอง ปัญญาดันตัวผมที่ยืนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าของมันไปอีกทางในขณะที่ผมได้ยืนมองอย่างงุนงง


“จะทำอะไรน่ะ” ผมเอ่ยถามเมื่อหาเสียงของตัวเองเจอในขณะที่ไอ้ปันคว้าเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าเป้แบบลวกๆ


“หนีออกจากบ้าน”


เออเฮ้ย เพิ่งรู้ว่าการหนีออกจากบ้านสมัยนี้มีการบอกกันล่วงหน้าแบบนี้ด้วย แถมทำให้ดูเห็นกันจะจะต่อหน้า


“แกประสาทกลับไปแล้วเหรอ”


ปัญญาหันขวับกลับมาหาผมอย่างไม่ลดละ “พ่อต่างหากที่เพี้ยนไปแล้ว ตั้งแต่พยายามจะจับผมคู่กับลูกสาวนายล่ะ ก็รู้อยู่ว่าผมเป็นเกย์ ก็รู้อยู่ว่าผมมีคนที่ชอบอยู่แล้วยังจะทำอะไรไม่เข้าท่า ผมรู้ว่าพ่อไม่ยอมรับที่ผมเป็น แต่ไอ้การจับคู่เนี่ย…”


“แกอย่ามาเฉไฉเปลี่ยนเรื่องหน่อยเลยไอ้ปัน ถ้าการเป็นเกย์ของแกจะต้องทำให้เสียเงินมากมาย--” พูดไปผมถึงได้รู้ว่าพลาด ปัญญาหันหน้ากลับมามองผมตาขวาง หากแววตามีร่องรอยของการตัดพ้อน้อยใจอยู่


ไอ้ตัวแสบผลักไหล่ผมให้พ้นไปจากทางจากนั้นก็พุ่งพรวดลงบันไดไปอย่างรวดเร็ว


“ผมเกลียดพ่อ! ได้ยินไหม ผมเกลียดพ่อที่สุดเลย!”


คำพูดที่ฟังดูเหมือนคำที่เด็กอนุบาลใช้ตอนที่ไม่ได้ดั่งใจนั่นกลับทำให้ผมตัวชาไปอย่างรวดเร็ว รู้สึกเหมือนใจหวิวไปครู่หนึ่งก่อนที่ความโมโหจะเข้ามาครอบงำอีกรอบ


“เออ! แกจะไปไหนก็ไปเลย! ไอ้ลูก--”


โครม!


เสียงปิดประตูบ้านดังตามมาราวกับตอบรับคำท้าของผม ผมทรุดตัวนั่งลงบนเตียงไอ้ปัน ยกมือขึ้นปิดหน้าก่อนจะครางออกมาอย่างอ่อนล้า แค่ลูกคนเดียวก็ยังทะเลาะกันจนทำให้มันต้องออกจากบ้านไปต่อหน้าต่อตา


ผมแม่งต้องเป็นพ่อที่โคตรแย่จริงๆ






“ไอ้ห่า ปัน แกทะเลาะกับพ่อเพราะเรื่องที่แกซื้อรองเท้าให้น้องโดนัท 4/7 เนี่ยนะ?” เสียงโวยวายมาจากไอ้เบนซ์ผู้เป็นเจ้าของห้องนอนที่เขามาขอนอนพักด้วยชั่วคราวเพราะระเห็จตัวเองออกจากบ้าน ที่น่าโมโหก็คือตอนที่เขาบอกจะออกมา พ่อไม่ได้พยายามรั้งอะไรเขาไว้เลย


“เออ ยุ่งไม่เข้าเรื่องชิบหาย กูจะซื้อของให้ใครก็เรื่องของกูเปล่าวะ” ปัญญาเถียงกลับอย่างมันในอารมณ์ เขาอยู่บนเตียงของเพื่อนสนิทอย่างคนที่เข้าออกบ้านหลังนี้เป็นบ้านหลังที่สอง เด็กสาวอีกคนที่อยู่ในห้องเงยหน้าขึ้นมาจากโน้ตบุ๊คที่กำลังทำงาน รายนี้ชื่อจูน เจ้าหล่อนทำงานกลุ่มเดียวกับปัญญาและเบนซ์พอดี พอรู้ว่าปันมาอยู่บ้านเบนซ์แล้วเจ้าตัวเลยถือโอกาสมาแจมด้วยเพื่อทำรายงานด้วยกันเสียเลย


“แต่แกพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกซะทีเดียวนะ ไอ้ปัน” จูนให้เหตุผล “ถึงยังไงเงินของแกก็เป็นเงินที่ได้มาจากพ่อแก เขาจะไม่ชอบใจที่แกซื้อของแพงขนาดนั้นให้คนอื่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก”


“แต่เขาให้กูแล้วปะวะ” ยังเถียงไม่ยอมลดละตามเคย


“เขาให้มึงเอาไปใช้เวลาที่จำเป็นรึเปล่า หรือไว้ใช้ซื้อของที่มึงอยากได้เอง”


“กูอยากได้รองเท้าเอาไปให้น้องโดนัทเอง”


จูนหันมายักไหล่ให้เพื่อนร่วมกลุ่มอีกคน “กูจนปัญญาจะพูดล่ะ”


“แต่นี่มึงทะเลาะกับพ่อบ้านเปิงเพราะเรื่องรองเท้านี่เหรอวะ ไม่เกินเหตุไปหน่อยเหรอ”


“อืม… กูว่ามีอีกเรื่องที่น่าจะแบบ เป็นปัญหามาก่อน แล้วพอมาเจอเรื่องนี้มันเลยระเบิดโผละ! แตก”


“ปัญหาเรื่องที่ว่าคือ?” จูนเลิกคิ้วข้างหนึ่ง


“เขารับไม่ได้ที่กูเป็นเกย์”


“อ้าว” คราวนี้เสียงไอ้เบนซ์ “แล้วเขารู้ได้ไงวะว่ามึงเป็นเกย์ ทำไมจับได้เร็วจัง”


“เปล่า กูบอกเขาเอง”


“เฮ้ย” ชายหนุ่มคนเดิมสะดุ้ง มองเพื่อนรักราวกับสิ่งแปลกปลอมที่หลุดมาจากมิติอื่น “แล้วเอ็งไปบอกเขาทำม้าย… ไอ้ปัน มึงบ้าปะเนี่ย”


“ก็กูไม่ชอบมีความลับกับพ่อนี่” พูดพลางยักไหล่ทีหนึ่ง จูนเห็นท่าทางนั้นแล้วหลุดหัวเราะออกมาไม่ได้


“รู้เลยไงมึง ผลเป็นไงล่ะ”


“ก็ไม่ค่อยดีเท่าไร”


“เขาก็ต้องรับไม่ได้อยู่แล้วป่าววะ ยิ่งมึงเป็นลูกชายคนเดียว” เบนซ์ส่ายหน้ารัวๆ เขาไม่นึกว่าเพื่อนรักของเขาจะเพี้ยนขนาดไปบอกบุพการีของตัวเองโทงๆ ว่าเป็นเกย์ ต่อให้มันจะสนิทกับพ่อขนาดไหนก็เถอะ


“เออ แต่เอาน่า ยังไงตอนนี้เขาก็รู้แล้ว เขารู้นานยัง?” หญิงสาวพูดเหมือนปลอบพลางตะล่อมถามต่อ


“เกือบสองอาทิตย์ล่ะ”


“แผลยังใหม่… พอมีเรื่องนี้มาด้วยเขายิ่งฟิวส์ขาดสิ แถมคนที่แกให้ก็ดันเป็นผู้ชาย… เขารู้ใช่ไหมว่าแกซื้อรองเท้าให้ใคร ปัน”


“รู้” ตอบพร้อมกับห่อไหล่ลงอย่างแห้งเหี่ยว จูนกับเบนซ์ส่ายหน้าแทบจะพร้อมๆ กัน


“หน้าตามึงก็ออกจะฉลาดแท้ๆ นะ”


“กูฉลาดจริงๆ โว้ย ไม่ใช่แค่หน้าตา”


“แล้วมึงคิดจะเอายังไง จะนอนบ้านไอ้เบนซ์มันไปตลอดรึไง?”


“ไม่รู้ แต่กูไม่ชอบที่เขาไม่ยอมรับในตัวกู” พูดพลางเล่ายาวไปถึงเรื่องที่นพดลพยายามจะจับคู่เขากับลูกสาวเจ้านาย จูนฟังแล้วได้แต่ส่ายหัวอีกรอบอย่างอ่อนใจ


“สรุป มึงก็เลยโกรธพ่อเรื่องนั้นแล้วพาลไม่คุยกับเขา?”


“กูเปล่าพาลนะ แต่กูโกรธจริง”


จ้ะ ไม่พาลเลยสักนิดจ้ะ


“แต่เขาก็ผิดเปล่าวะที่ไม่ยอมรับในตัวกู” พูดพลางหยิบหมอนขึ้นมากอดในอ้อมแขนเหมือนหาที่ช่วยปลอบประโลมทางใจ เจ้าของหมอนได้แต่มองอย่างอ่อนใจ


“กูว่ามึงอาจจะต้องให้เวลาพ่อมึงมากกว่านี้หน่อยนะ อยู่ๆ มึงเล่นเซ่อเดินไปบอกเขาแบบนั้น จะให้เขายอมรับทีเดียวมันก็เกินไปม้าง”


“กูเห็นด้วยกับไอ้เบนซ์” จูนรีบว่า


อ้าว เฮ้ย กูไม่เหลือคนในทีมตั้งแต่เมื่อไหร่


“ส่วนเรื่องรองเท้า… เอาจริงกูว่ามึงผิดว่ะ ปัน กูรู้ว่ามึงอยากทุ่มเทให้คนที่มึงชอบ แต่มึงก็ยังเป็นแค่นักเรียน น้องเขาก็เหมือนกัน รองเท้าคู่ละสามพันสำหรับเด็กม. 4 กูว่าเกินตัวไปหน่อย”


“เฮ้ย มึงแม่งพูดดีว่ะ” เบนซ์หันไปยกนิ้วชี้ให้เพื่อน จูนส่งยิ้มหวานกลับมาเป็นคำตอบ


“แน่นอน”


“แต่มันก็เงินกูเปล่าวะ…” ยังเถียงไม่เลิก แต่เสียงอ่อยลงมาก หน้าก็ก้มงุดลงกับหมอนเรื่อยๆ


“มึงก็ลองคิดดูแล้วกันว่าคนที่เขาหาเงินงกๆ มาให้มึงใช้เขาจะรู้สึกยังไงกับสิ่งที่มึงทำ มองอีกด้านหน่อยเพื่อน” จูนพูดพร้อมกับลุกออกจากเก้าอี้ หยิบกระเป๋าขึ้นถือ เตรียมตัวกลับบ้าน “เราแบ่งงานเอาให้พวกแกแล้วนะ ไปทำต่อให้เสร็จแล้วส่งมาทางเฟส ไปล่ะ แม่กูบอกจะถึงหน้าบ้านแล้ว เจอกันวันจันทร์”


“เดี๋ยวกูไปส่ง” เบนซ์ลุกขึ้นยืนพร้อมกับเดินตามจูนออกไป ทิ้งไว้ให้คนที่หนีออกจากบ้านแบบโต้งๆ หน้างอง้ำลง ฟุบหน้าลงบนหมอนที่กอดอยู่แนบอกแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่


จริงๆ สิ่งที่จูนพูดเป็นสิ่งที่เขาสำนึกตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแต่พยายามหลอกตัวเองให้ทำเป็นไม่มองในมุมนั้น…


และพอนึกดูแล้ว… แม่งก็จริงของมัน พ่อเขาทำงานก็เหนื่อยไม่ใช่น้อยแท้ๆ ยังต้องมาเจอกับความงี่เง่าของเขาอีก


เขาแม่งเป็นลูกที่โคตรเหี้ยเลยว่ะ
















---------------------------------------------------
Talk: โง้ยยย พ่อลูกคะ ดีกันเถอะค่ะะะ ใจคอไม่ดีเลย ถถถถถถ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 78 ครั้ง

9 ความคิดเห็น

  1. #355 P-Aresia (@P-Aresia) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2561 / 14:34

    คือเป็นพ่อลูกที่น่ารักมากก​ 555​ หนีออกจากบ้านยังต้องบอก

    #355
    0
  2. วันที่ 25 สิงหาคม 2561 / 12:17
    สู้ๆค่ะ ต่างฝ่ายต่างพูดความจริง พูดความรู้สึกตัวเองออกมา เปิดใจคุยกัน มันใช้เวลา แต่มันจะคลี่คลายได้จริงๆ
    #353
    0
  3. #273 Mistyblack (@Mistyblack) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 / 10:11
    แต่เราเ-้ยกว่า จิ้นพ่อลูก
    #273
    0
  4. #237 ทามามะ (@memi1234) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 / 23:44
    ทำไมแอบจิ้นรูทค้ำคอร์?555ศีลธรรมฉันอยู่ที่หนายยย
    #237
    0
  5. #23 Cakeliez (@cakeliez) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2560 / 19:53
    ปันผิดจริงลูกแงงง เรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลามากๆ สองอาทิตย์แผลยังสดใหม่ ให้เวลาพ่อด้วยลูก555
    แต่ถ้ากลับกัน ถ้ารองเท้าคู่นั้นปันซื้อผู้หญิง พ่อคงจะไม่โกรธมากขนาดนี้--มั้ยนะ? เฮ้อ
    #23
    0
  6. #17 c@Zen0ปึด2 (@free-dom-life555) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2560 / 22:58
    เรื่องซื้อของปันผิดจริงมันเกินตัวไปจริง
    ส่วนเรื่องพ่อ เพราะมันมีคดีติดหลังมันก็ดูทำอะไรไม่เข้าตาไปทุกอย่าง
    ของแบบนี้ต้องใช่เวลา 

    ปันควรกลับบ้านไปขอโทษพ่อ ส่วนเรื่องรองเท้ามันให้ไปแล้วก็คงทำอะไรไม่ได้
    แต่ต้องมีข้อตกลงกันว่าจะไม่มีเรื่องผิดพลาดซ้ำอีก 
    #17
    0
  7. #15 Mirror_Dear (@Maple_Syrub) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2560 / 21:48
    สรุปใครเมะเนี่ยยยยยย
    #15
    0
  8. #14 Xing yè (@arreeya2268812) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2560 / 19:27
    เกลียดปันเเล้วววววว
    #14
    0
  9. #13 C-Chinemon (@C-Chinemon) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2560 / 18:06
    คืนดีกันเร็วๆเถอะนะพ่อลูกคู่นี้...อ่านแล้วมันรู้สึกมาม่า;_;)
    #13
    0