คัดลอกลิงก์เเล้ว

7th สัตตนิจนิรันดร์

โดย A.Arpo

[Yaoi] ปรานต์ได้กลับมาพบกับนิรันดร์ น้องชายต่างสายเลือดหลังจากห่างกันไปหลายปีอีกครั้ง แต่เขาไม่รู้เลยว่านั่นอาจเป็นครั้งสุดท้าย

ยอดวิวรวม

784

ยอดวิวเดือนนี้

2

ยอดวิวรวม


784

ความคิดเห็น


5

คนติดตาม


42
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  28 มี.ค. 60 / 10:48 น.
นิยาย 7th ѵԨѹ 7th สัตตนิจนิรันดร์ | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

สวัสดีค่ะ นักอ่านที่หลงเข้ามาทุกท่าน^^

เรื่องสั้นนี้เราเขียนส่งประกวดโครงการ Silver Castle ครั้งที่ 1 ที่เพิ่งประกาศผลวันนี้ (9/05/2016) แต่ปรากฎว่าไม่ได้รับคัดเลือกค่ะ จึงอยากเอามาให้ทุกคนได้อ่านกัน (ฮา)

พลอตเรื่องนี้เป็นพลอตที่เราคิดไว้ตั้งแต่ 4-5 ปีที่แล้ว แต่เพิ่งมีโอกาสได้หยิบมาเขียนเพราะตั้งใจจะลงแข่งนี่แหละค่ะ

ขอให้ทุกคนสนุกไปกับนิยายของเรานะคะ^^




CR.SQW

เนื้อเรื่อง อัปเดต 28 มี.ค. 60 / 10:48







7th สัตตนิจนิรันดร์





วันนี้นับเป็นวันที่น่าตื่นเต้นสำหรับผมอีกวัน ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางจากเชียงใหม่ถึงกรุงเทพฯด้ยรถทัวร์กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย


ผมมาถึงกรุงเทพตั้งเมื่อวานตอนเย็น  และวันนี้ผมก็นัดกับนิรันดร์ ธาริต น้องชายต่างสายเลือดของผม


พ่อของผมแต่งงานกับแม่ของนิรันดร์เมื่อ 6 ปีก่อนและพาเด็กชายที่อายุห่างกันเพียงหนึ่งปีซึ่งเป็นลูกติดเข้ามาอยู่ในบ้านด้วย ความที่เป็นลูกโทนของบ้านทำให้ผมอยากมีน้องกับเขาดูบ้าง พวกเราสนิทกันมากราวกับเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน ไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ


จนกระทั่งสามปีต่อมาที่พ่อผมและแม่ของนิรันดร์แยกทางกัน เราสองคนจึงต้องแยกกันไปโดยปริยาย


“ปรานต์” นิรันดร์เดินเข้ามาในร้านอาหารญี่ปุ่นซึ่งเป็นที่นัดหมายของเรา “มาถึงนานหรือยัง” เขานั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามผม


ทั้งที่เราสองคนหน้าตาไม่เหมือนกันสักนิดเดียว แต่เมื่อคิดว่าชายหนุ่มตรงหน้ายังคงใช้นามสกุลเดียวกับผม ผมก็อดรู้สึกแปลกๆขึ้นมาไม่ได้ แต่เป็นแปลกในทางที่ดีนะ


นิรันดร์โตขึ้นมากจากเมื่อสามปีก่อน ตัวสูงขึ้น ดูหล่อเหลาขึ้น แต่เขายังดูมีบุคลิกเหมือนเดิม คือขี้อาย เรียบร้อย บางอย่างก็ไม่เปลี่ยนไปเลยจริงๆ


ให้ตายเถอะ ผมคิดถึงเขามากจริงๆนะเนี่ย ช่วงเวลาหนึ่งอาทิตย์ที่ผมจะอยู่กรุงเทพนี่คงได้ใช้เวลากับหมอนี่เหมือนอย่างเมื่อก่อน ถึงจะเป็นแค่ช่วงสั้นๆก็เถอะ


“ไม่นานหรอก นายมาตรงเวลาสุดๆ” ผมเหลือบมองนาฬิกาที่บอกเวลาเที่ยงตรง “กินข้าวเสร็จแล้วไปหาหนังดูกัน ช่วงนี้มีหนังเข้าใหม่น่าสนใจอยู่หลายเรื่อง”


ผมสั่งข้าวหน้าหมูทอดขณะที่นิรันดร์สั่งเซตแซลมอนอะไรซักอย่าง ระหว่างที่กินข้าวเขาก็เอ่ยทักจี้ห้อยคอของผม


“นั่นจี้อะไรน่ะ?”


“อ้อ นี่น่ะเหรอ” ผมหยิบจี้ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าซึ่งมีลวดลายรอบด้านดูเหมือนลายอักขระแปลกตา ตรงกลางมีเส้นตรงเจ็ดขีดดูขัดกัน แต่ก็ช่วยให้จี้อันนี้ดูสมบูรณ์แบบ “เครื่องรางน่ะ แม่หมอแนะนำมาตอนไปดูดวงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว”


จริงๆมันก็คงเป็นการหลอกล่อให้ลูกค้าซื้อสินค้านั่นแหละ แต่จี้นี่มันก็ดูสวยดี แล้วราคาก็พอรับได้


“ไม่อยากเชื่อเลยว่าปรานต์จะเชื่ออะไรแบบนี้ด้วย” นิรันดร์ยิ้ม ผมยักไหล่


ไม่เชื่อจนไม่ลืมหูลืมตา แต่ก็ไม่ได้ดูถูก เอาเป็นว่ามีไว้ก็ไม่เสียหาย


หลังจากมื้อกลางวันของพวกเรา ผมกับนิรันดร์ก็เดินไปซื้อตั๋วหนังเรื่องใหม่ที่เพิ่งเข้าโรง เดินเข้าออกร้านนู้นร้านนี้ในห้าง เวลาก็ล่วงเลยไปหลายชั่วโมงแล้ว


“ผมจะกลับบ้านแล้วนะ” นิรันดร์พูดขึ้นหลังจากมองนาฬิกาข้อมือของตน “ปรานต์จะเอายังไง? มาเที่ยวบ้านผมไหม?”


“สี่โมงแล้วเหรอเนี่ย” ผมมองนาฬิกาตัวเองบ้าง “เดี๋ยวฉันกลับบ้านก่อนรอบหนึ่งดีกว่า พอดีนัดเพื่อนไว้” ผมมีบ้านที่กรุงเทพอยู่หลังหนึ่ง นานๆจะแวะมาซักทีก็เลยถือโอกาสนัดเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานานด้วย “แล้วหลังจากนั้นเราค่อยไปกินข้าวเย็นด้วยกันดีไหม”


“ได้สิ เดี๋ยวจะพาไปกินร้านอร่อยเจ้าประจำ แล้วก็ถูกด้วย” คนข้างตัวผมพูดยิ้มๆ “งั้นไว้เจอกันตอนเย็น โทรมานะ”


“โอเค”


หลังจากที่เราสองคนแยกกัน ผมก็นึกถึงคนที่เพิ่งจากไป นัยน์ตาของนิรันดร์ตลอดเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันดูเศร้าอย่างประหลาด ชวนให้นึกถึงครั้งแรกที่ผมพบกับเขาเมื่อหกปีก่อน นิรันดร์ก็มีแววตาเศร้าสร้อยที่ยากจะหยั่งถึงเหมือนในวันนี้ไม่มีผิด แม้หลังจากนั้นตลอดสามปีที่อยู่ด้วยกันกับผมอาการเศร้าในดวงตาพวกนั้นก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ดีขึ้นมากจนผมคิดว่ามันคงหายไปแล้ว แต่ในวันนี้ที่ได้อยู่กับเขาผมก็ค้นพบว่ามันยังคงอยู่ แถมยังดูลึกล้ำกว่าเดิมด้วย


ผมสลัดความคิดนั้นทิ้ง ไว้เดี๋ยวผมจะลองคุยกับนิรันดร์ดูว่าเขามีเรื่องทุกข์ใจหรือเรื่องอะไรที่อยากจะให้ผมช่วยรึเปล่า อาจจะช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่อย่างน้อยถ้าอีกฝ่ายได้ระบายออกมาบ้างล่ะก็…


หลังจากที่ผมกลับไปถึงบ้านแล้ว เจตน์ เพื่อนที่บ้านอยู่ถัดออกไปไม่ไกลก็มาหา เราคุยกันสัพเพเหระตามประสาเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ ระยะห่างสามปีที่ไม่ได้เจอกันมาทำให้มีเรื่องราวเล่าสู่กันฟังมากมาย


เจตน์ขอตัวกลับไปก่อนเมื่อฟ้าข้างนอกเริ่มมืด ผมเหลือบมองนาฬิกา นี่มันจะทุ่มหนึ่งแล้วเหรอเนี่ย ป่านนี้นิรันดร์จะรออยู่แล้วรึเปล่านะ ท้องผมก็เริ่มหิวขึ้นมาอีกรอบแล้วด้วย ว่าแล้วผมก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาน้องต่างสายเลือดของตัวเอง


“สวัสดีครับ” ปลายสายพูด อะไรในน้ำเสียงนั่นทำให้ผมรู้สึกสะดุดใจ จะว่ายังไงดีล่ะ มันฟังดูว่างเปล่า ราวกับคนพูดไม่มีความรู้สึกอะไรตอนกล่าวออกมา


“นิรันดร์ นี่ฉันเองนะ” ผมว่า และรู้สึกว่าตัวเองงี่เง่ามาก จะบอกทำไมเนี่ย เบอร์ที่โชว์อยู่บนหน้าจอก็ต้องบอกปลายสายก่อนจะรับอยู่แล้ว “นายโอเครึเปล่าเนี่ย ฟังดูเสียงแปลกๆ ไม่สบายอะไรรึเปล่า”


“เปล่าหรอกครับ” อีกฝ่ายหัวเราะ แต่ฟังดูเหมือนต้องเค้นมันออกมา “ปรานต์กินข้าวแล้วหรือยัง”


“ยังเลย ก็สัญญาไว้แล้วนี่ว่าจะไปกินกับนาย” ผมว่า “นี่ฉันไปที่อพาร์ทเม้นท์นายได้เลยรึเปล่า แล้วน้าน้องกลับมาหรือยัง” น้าน้องคือแม่ของนิรันดร์ หรือก็คืออดีตแม่เลี้ยงของผมนั่นเอง


“ยังหรอกครับ แม่ยังไม่กลับมา” น้ำเสียงนั้นฟังดูเลื่อนลอย ผมรู้สึกไม่สบายใจเลย “หรือไม่ก็กลับมาแล้วก็ออกไปแล้ว ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจ”


“นิรันดร์ น้ำเสียงนายฟังดูไม่ดีจริงๆนั่นแหละ มีปัญหาอะไรรึเปล่า” ปลายสายนิ่งเงียบไปนานจนผมเริ่มรู้สึกกลัว “นิรันดร์?”


“ผมไม่เป็นไร” เขาเค้นเสียงหัวเราะออกมาอีก “ไม่เป็นไรจริงๆ”


“นายก็รู้ว่านายปรึกษาฉันได้ทุกเรื่อง” ผมว่า เขาเงียบไปอีกครั้งก่อนจะพูดตอบกลับมาอย่างยากเย็น


“ปรานต์เคยรู้สึกไหมว่า” ปลายสายกลืนน้ำลาย “บางครั้งทุกอย่างมันก็แย่เหลือเกิน”


“เคยสิ บางครั้งหลายๆอย่างก็ไม่เป็นไปอย่างที่ใจคิดหรอก” ผมเริ่มลงมือหาที่อยู่ของนิรันดร์ที่จดไว้ในสมุดแล้ว “นายรอฉันแป๊บหนึ่งได้ไหม ฉันจะไปหานายที่บ้าน”


“ขอโทษนะ ปรานต์” เขาว่า “วันนี้คงพานายไปกินข้าวไม่ได้แล้ว”


“เราไม่ต้องกินข้าวกันก็ได้” ผมพูดแต่สัญญาณถูกตัดไปแล้ว ผมใจหายวาบ


ผมเจอที่อยู่ของนิรันดร์แล้ว ผมรีบพุ่งพรวดออกไปเรียกแท๊กซี่และบอกที่อยู่ซึ่งอยู่ในสมุดจดอย่างรีบร้อน การจราจรในกรุงเทพติดขัดเสียจนน่าโมโห แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว้าวุ่นใจมากกว่า ทำไมนิรันดร์ถึงตัดสายไปทั้งๆแบบนั้น


ด้วยความที่การจราจรติดขัดมาก ผมจึงตัดสินใจจ่ายเงินค่าแท๊กซี่ ลงจากรถและวิ่งไปยังอพาร์ตเม้นท์ของนิรันดร์ซึ่งอยู่ห่างออกไปสองช่วงตึก ลมเย็นๆที่ปะทะเข้ากับใบหน้าไม่ช่วยบรรเทาความร้อนลุ่มในใจผม เสียงหวอของรถพยาบาลและรถตำรวจยิ่งตอกย้ำความกลัวของผมยิ่งขึ้น


บริเวณหน้าอพาร์ทเม้นต์ของนิรันดร์มีไทยมุงอยู่เต็มไปหมด สีหน้าของพวกเขาดูหวาดหวั่น ผมอยากจะปิดหูเพื่อไม่ให้สิ่งที่คนพวกนั้นดังเข้ามาให้ได้ยิน แต่ไม่จำเป็นเลย หูของผมอื้อไปหมดเมื่อได้เห็นภาพตรงหน้า


ร่างของนิรันดร์ที่นอนจมอยู่ในกองเลือด


ร่างของน้องชายของผม


ทั้งที่พวกเราเพิ่งจะคุยโทรศัพท์กันเมื่อครู่นี้เอง


“ขอทางหน่อยครับ ขอทางให้เจ้าหน้าที่ด้วยครับ” คนในเครื่องแบบของมูลนิธิปอเต็กตึ๊งฝ่าฝูงชนเข้ามาพร้อมกับเปลหาม ผมรู้สึกว่าตัวเองเข่าอ่อนราวกับจะทรุดลงไปได้ง่ายๆ


“นิรันดร์” ผมพูดออกมาในที่สุดขณะที่ร่างของน้องชายต่างสายเลือดถูกหามขึ้นไป “นิรันดร์!”

“คุณรู้จักกับผู้ตายเหรอครับ” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งถามผม อาจจะเป็นตำรวจ แต่ผมไม่แน่ใจ ผมรู้สึกว่าหัวตื้อไปหมด เสียงกระซิบของผู้คนรอบข้างหลั่งไหลเข้ามาในโสตประสาทอย่างท่วมท้น


“ไม่น่าคิดสั้นเลย”


“ยังหนุ่มอยู่แท้ๆ”


“สงสารพ่อแม่บ้างไหมเนี่ย”


“นิรันดร์!!!” ผมวิ่งเข้าไปหาร่างที่ถูกหามเข้าไปในรถ รู้สึกว่าน้ำตาไหลลงมาอาบแก้ม “ขอผมไปด้วย ขอผมไปกับเขาด้วยได้ไหม เขาเป็นน้องชายของผม”


วินาทีหนึ่งผมหวังว่าจะมีปาฎิหาริย์เกิดขึ้น บางทีนิรันดร์อาจจะไม่ได้ตาย เขาอาจจะแค่บาดเจ็บหนักแต่ก็จะลืมตาขึ้นมาในรุ่งเช้า แต่แน่นอนล่ะว่านั่นเป็นเพียงความหวังลมๆแล้งๆ ความจริงก็คือน้องชายต่างสายเลือดของผมหมดลมหายใจไปแล้ว


“ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ” แพทย์หนุ่มพูดกับผมด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ผมรู้สึกว่าหัวใจของตัวเองไม่อยู่ในอกข้างซ้ายอีกต่อไปแล้ว


บางคนอาจจะไม่เชื่อกับความรู้สึกเสียใจมากมายนี้ของผม เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าผมไม่ได้เห็นนิรันดร์เป็นเพียงน้องชายต่างสายเลือดของผม


เขาเป็นเหมือนน้องชายแท้ๆ เป็นเหมือนเพื่อนสนิท นอกจากนั้น… ผมรักเขา และนั่นไม่ใช่ความรักแบบพี่น้อง


ผมเริ่มรู้สึกแปลกๆกับเขาตั้งแต่ครึ่งปีแรกที่นิรันดร์ก้าวเข้ามาในครอบครัว ผมหลอกตัวเองว่ามันเป็นความรักอย่างที่พี่มีให้น้อง แต่หลังจากนั้นต่อมาผมก็รู้ว่ามันไม่ใช่


ก่อนที่พ่อและน้าน้องจะหย่ากัน ผมพยายามกันตัวเองออกห่างจากนิรันดร์เพราะกลัวใจตัวเอง กลัวว่าอีกฝ่ายจะรับรู้และรังเกียจความรู้สึกนี้ที่ผมมี แล้วหลังจากนั้นพวกเราก็ห่างกัน ตลอดสามปีที่ผ่านมาเราติดต่อกันบ้าง แต่ก็ไม่ได้เจอหน้ากันเลย ผมคิดว่าความรักที่ผมมีให้กับเขาคงหายไปแล้วตามกาลเวลา แต่วันนี้พอได้มาเจอกับเขา ผมก็รู้เลยว่าความรู้สึกนั้นไม่ได้หายไปไหน


ผมยังรักเขา… และตอนนี้เขาจากผมไปเสียแล้ว


รู้ตัวอีกทีผมก็สะโหลสะเหลมาถึงเตียงในบ้านของตัวเองแล้ว ผมเหม่อมองเพดานสีขาวมอซอ ความมืดย้อมให้มันเป็นสีเทาเกือบดำ ภาพร่างที่ไร้วิญญาณของนิรันดร์ลอยเข้ามาในหัวผมอีกแล้ว มันทำให้ผมรู้สึกหนักอึ้ง หายใจติดขัดขึ้นมา


อยากย้อนเวลากลับไปได้เหลือเกิน


ย้อนเวลากลับไปก่อนที่นิรันดร์จะตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเอง


ผมปิดเปลือกตาลง ภาพพวกนั้นกลับมาเล่นงานผมอีกครั้ง


อะไรกันนะที่บีบให้นิรันดร์ทำแบบนั้น


ความคิดนั้นลอยวนอยู่ในหัวก่อนที่ผมจะด่ำดิ่งลงสู่ค่ำคืนอันมืดมิด







เขาว่ากันว่าเวลาที่เราฝันเรามักจะรู้ตัวอยู่เสมอ ดังนั้นแม้จะเจอเรื่องร้ายแรงในความฝันมากเท่าไร แม้ว่ามันจะน่ากลัวซักเพียงใดเราก็ยังอยากจะอยู่ตรงนั้นเพื่อดูว่าเรื่องราวต่อจากนั้นจะเป็นยังไง เพราะถึงเราจะต้องเผชิญหน้ากับมัน เราก็รู้ว่าพอลืมตาตื่นเราก็จะยังปลอดภัยอยู่บนเตียง


แต่ความฝันในครั้งนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ผมคิด


นิรันดร์ในวัย12ปีนั่งอยู่ข้างผม ผมเองก็อายุ13เท่านั้น เขากำลังชื่นชมภาพตัวการ์ตูนยอดมนุษย์เรนเจอร์ที่ผมวาดสะเปะสะปะลงในแผ่นกระดาษ รอยยิ้มบนใบหน้านั่นดูสดใสเหลือเกิน


‘พี่ปรานต์วาดรูปเก่งจัง’


‘บอกแล้วไงว่าไม่ต้องเรียกว่าพี่ ถึงจะอายุห่างกัน แต่เราก็เรียนชั้นปีเดียวกันนะ’ นั่นเพราะผมเกิดท้ายปีและนิรันดร์เกิดต้นปีนั่นเอง เราสองคนจึงได้เรียนอยู่ในระดับชั้นเดียวกันไปโดยปริยาย


‘แต่แม่บอกให้เรียกพี่ปรานต์ว่าพี่...’ เด็กชายพูดด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ


‘งั้นเดี๋ยวฉันจะไปบอกน้าน้องเอง นี่ นายอยากลองวาดบ้างไหม เอากระดาษไปอีกแผ่นสิ’ ผมยื่นกระดาษให้เขาพร้อมดันกล่องดินสอสีไปให้ด้วย


‘ผมวาดรูปไม่สวย’ นิรันดร์ว่า


‘ไม่เห็นเป็นไร วาดไม่สวยก็ต้องฝึกวาดบ่อยๆสิ’ ว่าเข้าไปนั่น ‘เอ้า ดินสอ เดี๋ยวเย็นนี้พ่อบอกว่าจะพาไปกินข้าวข้างนอกด้วย ไว้อีกซักพักเราไปอาบน้ำแต่งตัวรอพ่อกลับมากันนะ’


‘อื้อ!’ เขายิ้มกว้าง และนั่นทำให้ผมยิ้มตามไปด้วย


ผมรู้แล้วว่าทำไมตัวเองถึงฝันถึงเหตุการณ์นี้ เพราะผมคิดถึงรอยยิ้มนี้เหลือเกินนี่เอง






◈◈◈◈


เสียงริงโทนโทรศัพท์ดังขึ้นปลุกให้ผมตื่นการนอนหลับของตัวเอง ผมเอื้อมมือสะเปะสะปะไปหยิบโทรศัพท์ที่หัวเตียง กดรับสายพร้อมกับกรอกเสียงลงไปอย่างอ่อนแรง


“ฮัลโหล”


“ปรานต์” เสียงจากปลายสายนั่นทำให้ผมลุกพรวดขึ้นมา ผมหยิบโทรศัพท์ออกจากหูเพื่อดูหน้าจอ มันปรากฎชื่อของนิรันดร์ บ้าน่า


“ฮัลโหล” ผมกรอกเสียงลงไปอีกครั้งด้วยหัวใจที่เต้นถี่ขึ้น


“ได้ยินรึเปล่าเนี่ย” ใช่จริงๆ เป็นเสียงของนิรันดร์จริงๆ ผมรู้สึกร้อนที่หางตา


“ได้ยิน”


“เสียงแบบนี้ เพิ่งตื่นแน่เลย ใช่ไหมเนี่ย” ปลายสายพูดกลั้วเสียงหัวเราะ นั่นทำให้เหมือนมีน้ำหลั่งรินลงบนผืนดินแห้งแล้งในทะเลทรายในใจผม


“บ้าเหรอ ตื่นตั้งนานแล้ว” ผมปาดน้ำตา พยายามตั้งสติ รวบรวมความคิดที่กระจัดกระจายของตัวเอง


นิรันดร์ยังมีชีวิตอยู่ ยังมีชีวิตอยู่จริงๆ


“ผมแค่โทรมาเตือนว่าอย่าลืมนัดของเรา” ปลายสายพูด “ถ้าเพิ่งตื่นละก็รีบไปอาบน้ำแต่งตัวเลยนะ อย่าเป็นไอ้เน่ามาเจอผมเชียว”


“วางใจได้เลยคร้าบ” ผมว่าก่อนจะวางสายไป


ผมนั่งนิ่งอยู่บนเตียงอย่างงุนงงอีกครู่หนึ่ง สรุปว่าเรื่องที่นิรินดร์ฆ่าตัวตาย… เป็นเพียงแค่ฝันร้ายของผมอย่างนั้นเหรอ?


ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดปุ่มที่มีเพียงปุ่มเดียวตรงกลางด้านล่าง ตัวเลขดิจิทัลบอกเวลาเก้าโมงสิบสามนาที วันที่17 มีนาคม 25xx


เดี๋ยวนะ 17เหรอ?


นั่นมัน… เมื่อวานไม่ใช่เหรอ?


ผมขมวดคิ้วมุ่น นึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ภาพร่างที่ไร้วิญญาณของนิรันดร์ลอยกลับเข้ามาในหัวอีกแล้ว


ไม่… นั่นไม่ใช่ความฝัน


ผมยกมือขึ้นปิดปาก รู้สึกว่าน้ำดีแล่นมาจุกที่คอหอย ผมตรงไปที่ห้องน้ำแล้วไอค่อกแค่กออกมาสองสามที เปิดก๊อก ล้างหน้าเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น ผมเริ่มใจเย็นลงบ้างแล้ว


ผมเงยหน้าขึ้นมามองกระจก เงาของตัวเองสะท้อนกลับมา ดวงตาดูโหลลึกเหมือนคนที่ไม่ได้นอนมาทั้งคืน แต่สิ่งที่ทำให้ผมสะดุดใจคือจี้ห้อยคอที่ห้อยต่องแต่งอยู่บริเวณลูกกระเดือก


ผมหยิบมันขึ้นมาดูให้ถนัดตา เส้นตรงกลางที่เคยมีอยู่เจ็ดเส้นหายไปขีดหนึ่ง หรือว่าผมจำผิดว่ามันมีเจ็ดเส้นนะ? หรือบางทีมันจะมีหกเส้นมาตั้งแต่แรกแล้ว?


แต่ช่างเถอะ เรื่องนี้มันไม่สำคัญอะไรนักหรอก


ผมอาบน้ำแต่งตัวก่อนจะนั่งรถประจำทางที่มีคนเก็บเงินค่าโดยสารที่เป็นมิตรที่สุดในโลก อย่างน้อยเขาก็ไม่โยนเงินทอนให้ผมแบบรุนแรงมากนัก  


มาถึงห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในละแวกนี้ รู้สึกเหมือนเห็นภาพทุกอย่างซ้ำราวกับว่าผมเคยอยู่ในเหตุการณ์แบบนี้มาเมื่อวานนี้


นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่นะ


ผมมาถึงหน้าร้านอาหารญี่ปุ่นร้านหนึ่งซึ่งเป็นจุดนัดพบของพวกเราสองคน ชะงักฝีเท้าของตัวเองไปนิดหนึ่งอย่างไม่แน่ใจ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้เหมือนกับหนังเก่าที่ถูกฉายซ้ำจากเมื่อวาน นี่ผมเริ่มเพี้ยนไปจริงๆแล้วหรือไงกันนะ


ผมนั่งลงบนโต๊ะตัวเดิมเพราะเป็นตัวเดียวที่ว่างอยู่ในร้าน เวลาใกล้เที่ยงแบบนี้คนมักจะแน่นร้านอาหารเสมอ นิรันดร์มาถึงร้านและนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับผมตอนเวลาเที่ยงตรง ทุกอย่างช่างเหมือนกับ‘เมื่อวาน’หรือ‘ความฝัน’ของผมมากเกินไปแล้ว ถึงผมจะยังไม่แน่ใจว่ามันเป็นอันไหนกันแน่ก็เถอะ


พวกเราทั้งคู่เดินออกจากร้านมาอย่างอ้อยอิ่ง ผมลอบสังเกตแววตาของนิรันดร์ในบางครั้งอย่างไม่รู้ตัว แววตาเขาฉายแววเศร้าออกมาให้เห็นอยู่ในบางครั้ง แต่ตอนที่หันมาคุยกับผมเขาก็ดูปกติดี


เราเลือกหนังที่กำลังฉายอยู่ในโรงตอนนี้ รอบต่อไปกำลังจะเริ่มฉายในอีกครึ่งชั่วโมง เราเกือบจะกดจองตั๋วรอบนั้นไปแล้ว แต่ผมเปลี่ยนใจเลือกรอบที่เย็นกว่านั้นไปหน่อย


“อ้าว ทำไมไม่ดูรอบต่อไปล่ะ” นิรันดร์ถามอย่างสงสัย


“ที่นั่งที่ฉันชอบนั่งมันมีคนซื้อไปแล้วนี่” ผมอ้าง “นี่ไง ถ้ารอบนี้ละก็ยังมี จะดูหนังทั้งทีก็ต้องนั่งในตำแหน่งที่ดีที่สุดสิ จริงไหม”


“โห ต้องขนาดนี้เชียวเหรอ” นิรันดร์หัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ทำให้ความรู้สึกหน่วงๆในใจของผมเบาลง “ก็ได้ ยังไงผมก็ไม่มีอะไรต่อจากนี้อยู่แล้ว เอาที่ปรานต์ชอบเลย”


พวกเราเดินวนรอบห้างกันอยู่พักใหญ่เพื่อรอเวลาหนังฉาย เด็กห้างก็แบบนี้ล่ะนะ จะหากิจกรรมอะไรทำได้ดีกว่านี้อีกล่ะ อืม บางทีน่าจะชวนนิรันดร์ไปคาราโอเกะหรือโยนโบว์ลิ่ง โอ้โห ไอ้สองอย่างนี้ก็ไม่ใช่กิจกรรมของเด็กห้างซักเท่าไรเลยเนอะ


“นี่ ปรานต์ จำเรื่องนี้ได้ไหม” เขาพูดขณะที่หยิบหนังสือการ์ตูนเล่มหนึ่งลงมาจากชั้น ยื่นมาข้างหน้าให้ผมดูเล็กน้อย “การ์ตูนเรื่องโปรดของนายไง”


ผมมองดูหน้าปกและจำมันได้ทันที มันคือการ์ตูนญี่ปุ่นที่มีเนื้อหาและจุดประสงค์แปลกประหลาด กล่าวคือพระเอกถูกห้อมล้อมไปด้วยเหล่าสาวน้อยวัยมัธยมที่มีหลายฉากจะมีภาพวับแวมๆโผล่ออกมาอย่างไม่สมเหตุสมผล นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีการต่อสู้ด้วยเวทมนตร์อีกต่างหาก หาแก่นสารอะไรไม่ค่อยได้หรอก แต่ผมล่ะชอบการ์ตูนเรื่องนี้จริงๆ


“รู้รสนิยมคนอ่านเลยนะ ว่าไหม” เขายิ้มล้อเลียน


“ผู้ชายที่ไหนก็ชอบฉากต่อสู้แบบจริงจังทั้งนั้นแหละ” ผมพูดตอบหน้าตาย นิรันดร์หัวเราะอีกครั้ง


เราเข้าไปดูหนังพร้อมกับป๊อบคอร์นและน้ำอัดลม ป๊อบคอร์นหมดไปตั้งแต่ตอนที่โฆษณาจบลง หนังที่เล่นอยู่ตรงหน้าไม่เข้าหัวผมซักเท่าไร ผมนึกถึงแต่เหตุการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้น เรื่องที่วันนี้ของผมคือเมื่อวาน เรื่องการตายของนิรันดร์และเรื่องที่เขายังนั่งอยู่ตรงนี้


“นิรันดร์” ผมเอื้อมมือไปจับมือเขาโดยไม่รู้ตัว อีกฝ่ายหันมามองผมอย่างแปลกใจ


“อะไรเหรอ” เขากระซิบตอบกลับมา จริงสิ เรายังอยู่ในโรงหนังนี่นะ


“นายมีเรื่องอะไรไม่สบายใจเหรอ” เขานิ่งไปกับคำถามนั้น “บอกฉันหน่อยสิ”


“ผมไม่รู้ว่าปรานต์พูดเรื่องอะไร”


“โกหก” ผมว่า กลืนคำถามที่ค้างคาอยู่ในใจลงคอ ถ้าไม่มีอะไรจริง… แล้วนายจะฆ่าตัวตายทำไม


ผมกุมมือเขาแน่นขึ้นอย่างมีความหมาย นิรันดร์พูดตอบกลับมาในที่สุด


“ไว้ไปคุยกันข้างนอกเถอะ”


เราออกมาจากโรงหนัง ตอนนี้ก็เริ่มเย็นมากแล้ว ผมตัดสินใจจะไปอพาร์ทเม้นท์ของนิรันดร์ เขาไม่ขัดข้องอะไร เราเดินออกจากห้างมาโดยที่ไม่พูดอะไร ความร้อนของเมืองไทยกระทบเข้าหน้า แทบจะปรับตัวไม่ทันกันเลยทีเดียว


นิรันดร์ดูนิ่งขึ้นมากตั้งแต่ออกมาจากโรงหนัง ความเศร้าที่อยู่ในดวงตาฉายออกมาให้เห็นชัดเจนราวกับเจ้าตัวไม่ต้องการจะปิดบังมันอีกต่อไป เราสองคนเดินข้ามถนนเพื่อไปขึ้นรถเมล์ที่ฝั่งตรงข้าม ผมเดินนำเขาเล็กน้อยด้วยความที่ขายาวกว่าและติดเดินเร็ว สายตาสอดส่องหารถเมล์หมายเลขที่จะไปยังอพาร์ทเม้นต์ของคนด้านหลังได้


“นิรันดร์” ผมเรียก “นายบอกว่าบ้านนายนั่งรถสายที่…”


โครม!


เสียงดังสะนั่นราวกัมปนาทดังสะท้อนในหู ร่างกายของผมชาจนขยับไม่ได้ ความเย็นเยียบแผ่ซ่านจนขนชัน ผมรู้ว่าตอนนี้เปลือกตาแข็งค้าง นัยน์ตาเบิกกว้าง ร่างกายของน้องชายผมลอยละลิ่วไปตามแรงกระแทก


ผมมองของเหลวสีแดงที่กระจายอยู่ทั่วพื้น เสียงกรีดร้องระงมดังขึ้นรอบตัวแทบจะในทันที


“นิรันดร์!!!” แล้วทุกอย่างก็กลับไปเป็นเหมือเดิมราวกับหนังที่ถูกเล่นซ้ำ


น้ำตาทำให้ภาพทุกอย่างดูพร่าเลือนไปหมด แต่ตัวเลขที่อยู่บนนาฬิกาดิจิทัลเรือนโตของห้างสรรพสินค้าแห่งนั้นสะท้อนเข้ามาในโสตประสาทอย่างชัดเจน


ตัวเลขบอกเวลา 7:00 pm






◈◈◈◈


ผมไขกุญแจประตูและเปิดประตูเข้าไป แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ที่บ้านของผม ผมอยู่ในอพาร์ทเม้นท์ของนิรันดร์ตามที่อยู่ที่จดเอาไว้ ส่วนกุญแจผมก็ได้มาจากกระเป๋าของนิรันดร์เองนั่นแหละ


ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองหวังอะไรอยู่ถึงได้มาที่นี่ เพราะถึงยังไงน้องชายต่างสายเลือดของผมก็ตายจากไปแล้ว… เป็นครั้งที่สอง


ผมไม่รู้ว่าการตายของนิรันดร์ในครั้งนี้จะแตกต่างออกไปจากคราวที่แล้วหรือเปล่า คราวที่แล้วเขาปลิดชีวิตของตัวเอง แต่ครั้งนี้เหมือนมันจะเป็นอุบัติเหตุ แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมแอบคิดด้วยซ้ำว่าเขาจงใจเดินช้าลงเพื่อให้รถชน แต่คนตายฟื้นขึ้นมาให้คำตอบกับคุณไม่ได้นี่


อพาร์ทเม้นท์ของนิรันดร์ถูกแบ่งออกเป็นสัดส่วน มีห้องนอนสองห้องแยกกัน ตรงกลางมีโต๊ะสำหรับรับประทานอาหารและเคาท์เตอร์ทำครัว มีตู้เย็นตั้งอยู่เช่นกัน มีชื่อของนิรันดร์ติดอยู่ที่ประตูหน้าห้อง ผมเปิดเข้าไปแล้วเริ่มสำรวจข้าวของต่างๆด้วยความรู้สึกโหวงๆในอก


การค้นของคนตาย… ไม่ว่ามันจะเป็นแค่สิ่งของธรรมดาแค่ไหนแต่มันก็ทำให้กระทบกระเทือนจิตใจได้อย่างไม่ยากเย็น ยิ่งเป็นคนที่ตายมาสองรอบแล้วด้วยนะ


ภาพศพของนิรันดร์ผุดเข้ามาในหัวอีกแล้ว ผมรู้สึกอยากอาเจียน


ผมกล้ำกลืนรื้อของของเขาต่อไปจนกระทั่งได้เจอเข้ากับสมุดไดอารี่ของนิรันดร์ที่อยู่ส่วนลึกสุดของลิ้นชัก ผมหยิบมันขึ้นมาพลิกๆดู ค้นพบว่ามันน่าจะช่วยอธิบายให้ผมเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับน้องชายไม่แท้ของผม ผมหย่อนมันใส่กระเป๋า สำรวจดูในตัวอพาร์ทเม้นท์อีกเล็กน้อยก่อนจะล็อกกุญแจตามเดิมแล้วออกจากอาคารหลังนั้นไป


ผมทนอยู่ในห้องของนิรันดร์ที่เพิ่งตายไปนานกว่านี้ไม่ได้แล้วจริงๆ ไม่ว่าผมจะเลื่อนสายตาไปเห็นหรือสัมผัสเข้ากับอะไร ผมก็จะนึกถึงปฎิกิริยาของนิรันดร์ที่มีต่อสิ่งของเหล่านั้นไปด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้


ถ้าอยู่นานกว่านี้… ผมคงจะเป็นบ้า






วันที่ 24/05/yy

ช่วงนี้ปรานต์ดูห่างๆเราออกไปยังไงไม่รู้ ทั้งๆที่เมื่อวันก่อนยังดีๆอยู่เลย หรือจะยังโกรธเรื่องที่เราไปล้อเขาเรื่องทับทิมห้อง4หรือเปล่านะ ก็แค่ล้อเล่นเฉยๆเอง ไม่เห็นต้องโกรธกันขนาดนี้เลยก็ได้แท้ๆ




วันที่ 13/06/yy

ปรานต์ นายอยากให้เป็นแบบนี้จริงๆใช่ไหม เราจะไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้วนะ











◈◈◈◈


เสียงที่ปลุกผมขึ้นมาครั้งนี้ไม่ใช่เสียงโทรศัพท์แต่เป็นเสียงนาฬิกาปลุก ผมเอื้อมมือสะเปะสะปะไปกดปิด ลุกขึ้นมานั่งบนเตียงเหมือนซากอะไรซักอย่างที่ยังมีชีวิต หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดดู


ตัวเลขดิจิทัลบอกเวลาเก้าโมงสิบสามนาที วันที่17 มีนาคม 25xx


ทำไมผมถึงไม่แปลกใจเลยนะ


ผมลุกไปเข้าห้องน้ำจัดการธุระส่วนตัว ทุกอย่างเป็นไปโดยอัติโนมัติ ผมแทบไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำตอนหยิบเสื้อจากตู้มาสวม จากนั้นผมก็นั่งรถประจำทางไปที่ห้างแห่งเดิม ผมจำหน้าพี่สาวออฟิศที่นั่งอยู่ข้างผมได้ และถ้าผมนั่งไล่จำผู้โดยสารบนรถทุกคนผมคงเริ่มค้นพบว่าพวกเขาเป็นคนเดียวกันหมด หรือไม่ก็เกือบหมด


รายละเอียดบางอย่างต่างออกไปในแต่ล่ะครั้งที่ผมย้อนเวลากลับมา อย่างครั้งนี้เสียงนาฬิกาปลุกให้ผมตื่น ไม่ใช่เสียงโทรศัพท์จากนิรันดร์เหมือนครั้งที่แล้ว


ผมหยิบจี้ห้อยคอขึ้นมาดู ขีดที่เคยมีเจ็ดเส้นตอนนี้มันเหลืออยู่เพียงห้าเส้น ในที่สุดผมก็เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น ผมมีโอกาสอีกห้าครั้งที่จะตื่นขึ้นมาในวันที่17 มีนาคม หรือก็คือวันนี้


การที่เห็นคนที่ตัวเองรักตายลงต่อหน้าต่อตาสองครั้งติดในเวลาไม่กี่ชั่วโมงกำลังฆ่าผมลงช้าๆ แต่ขณะเดียวกันมันก็บีบให้ผมต้องนึกให้ออกมาปรากฎการณ์แปลกประหลาดอย่างการย้อนเวลาเกิดขึ้นได้อย่างไร


จี้ห้อยคอคือเบาะแสเดียวที่ผมมี สถานที่ที่ผมได้มาอยู่ไกลเกินกว่าจะไปถามโดยตรงได้ ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผมรับนามบัตรของแม่หมอสาวคนที่ยุให้ผมซื้อจี้ห้อยคออันนี้มาอยู่ ผมจำได้แล้วว่าหล่อนดูร้อนรนมากกว่าจะกระตือรือร้นในการขายจี้ชิ้นนี้ให้ผมเพียงใด


‘คุณต้องการมัน’ หล่อนว่าในตอนที่เขาลังเลว่าจะซื้อจี้นั่นมาดีไหม ‘ฉันพูดจริงๆ สิ่งนี้จะช่วยคุณได้’


แล้วผมก็ควักเงินซื้อมันมา


ผมโทรไปยังเบอร์ของเจ้าหล่อนเมื่อมาถึงที่ห้างสรรพสินค้าก่อนเวลาพอสมควร เสียงกริ่งดังอยู่สามครั้งก่อนจะมีคนรับสาย ผมแนะนำตัวว่าเป็นลูกค้าของหล่อนที่ซื้อจี้ห้อยคอประหลาดนั่นมาก่อนจะเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น แม้สิ่งที่ผมเล่าจะดูแปลกประหลาดในสายตาคนปกติเท่าไร ปลายสายก็ยังรับฟังอย่างสงบ


“คุณมีโอกาสเจ็ดครั้ง” หล่อนพูดขึ้นในที่สุด น้ำเสียงนั้นฟังดูมีอำนาจและลึกลับกว่าทุกครั้ง “คุณใช้ไปแล้วสองครั้ง คุณยังมีโอากาสอีกห้าครั้ง”


“ผมบวกลบเลขเป็นน่า” ผมเม้มริมฝีปากแน่น “ผมควรจะต้องทำยังไงดี ผมไม่อยากเห็นน้องชายผมตายอีกแล้ว”


“ลาก่อน คุณปรานต์” ปลายสายว่าเสียอย่างนั้น “จี้นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่ฉันจะให้คุณเพื่อช่วยคุณได้ คุณจะไม่สามารถมาที่เบอร์โทรนี้ได้อีก ที่เหลือคุณจะต้องใช้ความสามารถของตัวเอง”

“เดี๋ยวก่อน” แต่อีกฝ่ายตัดสายไปแล้ว


ผมพยายามโทรกลับ แต่เสียงคอลเซ็นเตอร์กลับบอกว่าเบอร์นี้ยังไม่เปิดให้ใช้บริการ เยี่ยมเลย นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย ผมโทรไปหาแม่แท้ๆของผมที่ยังอยู่ที่เชียงใหม่


“แม่ จำร้านดูดวงที่แม่พาผมไปเมื่อคราวก่อนได้ไหม แม่ช่วยไปที่นั่นอีกครั้งหน่อยได้ไหม”


“ร้านดูดวงไหน?” เสียงของแม่ผมฟังดูฉงน “แม่ไม่เคยพาเราไปในที่แบบนั้นหรอก ก็ปรานต์บอกว่าไม่ชอบที่แบบนั้นไม่ใช่รึไง”


“อ้าว ก็ร้านนั้นไง แม่” เขาบอกสถานที่ ตรอก ซอยตามที่จำได้ “แม่จำได้ยัง?”


“แม่ว่าตรงนั้นไม่มีร้านดูดวงหรือตำหนักอะไรแบบนั้นนะ ลูกจำผิดรึเปล่า” อีกฝ่ายพูดหนักแน่น ผมอึ้งๆไปแต่ก็ยอมวางสาย รามือแต่โดยดี


จากนั้นหนังเรื่องเดิมก็ถูกฉายซ้ำ นิรันดร์นั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเขา สั่งอาหารเซตเดิมมากิน เราไปดูหนัง ผมไม่รู้สึกเพลิดเพลินกับอะไรทั้งนั้น แม้แต่เสียงหัวเราะใสของคนข้างตัวก็ไม่ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น ตรงกันข้าม มันยิ่งทำให้ผมรู้สึกแย่เข้าไปอีก


 ”ปรานต์เป็นอะไรรึเปล่า ดูไม่ค่อยร่าเริงเลยนะ” น้องชายต่างสายเลือดของผมพูดขึ้น เอียงคอมองผมอย่างสงสัย ผมกลืนน้ำลายลงคอ ตอนนี้เป็นเวลาสี่โมงกว่าแล้ว


“นี่ หลังจากนี้ปรานต์จะกลับบ้านใช่ไหม”


“อืม ก็ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็อยากจะกลับไปทำรายงานซักหน่อย แล้วเดี๋ยวตอนเย็นค่อยออกมากินข้าวกันอีกรอบดีไหม”


“ขอฉันไปบ้านนายได้ไหม” ผมพูด นิรันดร์มองหน้าผมก่อนจะคลี่ยิ้ม


“ได้สิ”


ทุกนาทีที่ค่อยๆผ่านไปอย่างเชื่องช้าแต่ก็รวดเร็ว ผมรู้สึกหายใจติดขัดและรู้สึกหนักอึ้งทุกครั้งที่เหลือบมองนาฬิกา ผมเหลือเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงก่อนการตายครั้งที่สามของนิรันดร์ แต่มันอาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้ ก็มันไม่มีสัญญาณอะไรบ่งบอกเลยนี่ น้องชายต่างสายเลือดของผมก็ยังนั่งอยู่หน้าจอคอมทำงานและร้องเพลงที่เขาเปิดฟังในยูทูปคลออย่างสบายอารมณ์


แต่ผมรู้สึกว่าเปลือกตามันหนักอึ้ง อาการอดหลับอดนอนของผมเริ่มส่งผลแล้วไง


“ปรานต์” เสียงเรียกฟังดูห่างไกลออกไป ผมได้ยินเสียงเขาหัวเราะเบาๆ แล้วจากนั้นสัมผัสของเขาก็โอบขึ้นมาบนไหล่ผม จากนั้นก็สัมผัสอบอุ่นที่ริมฝีปาก ผมสะดุ้งเฮือก ถอยห่างออกไปจากเขาและมองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจ


“ทำไมล่ะ” เขาพยายามจะยิ้มแบบไม่รู้สึกรู้สา แต่แววตาของเขาฉายแววเศร้าออกมาอย่างชัดเจน “เมื่อสามปีก่อน ปรานต์ก็เคยจูบผมตอนหลับเหมือนกันนี่”


“นะ… นายรู้?” ผมถาม รู้สึกว่าหน้าร้อนขึ้น เขาพยักหน้าแล้วเขยิบใกล้เข้ามาอีก


“รู้สิ” ผมกลืนน้ำลาย หลบตาเขาด้วยความกลัว


“ลืมมันไปซะเถอะ” ผมพูดขึ้นในที่สุดหลังจากที่พวกเราสองคนเงียบกันไปนาน “ลืมมันไปได้ไหม”


นิรันดร์ไม่ตอบอะไร เขาอาจจะพยักหน้า หรือพูดว่า อืม เบาๆราวกับเสียงกระซิบ แต่ผมไม่แน่ใจ







◈◈◈◈


ผมลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งด้วยความงงงวย ก่อนจะลุกพรวดขึ้นมาเมื่อเห็นนาฬิกาแขวนผนังกำลังจะบอกเวลาหนึ่งทุ่มตรง นี่ผมเผลอหลับไปตั้งแต่ตอนไหนกันเนี่ย แล้วนิรันดร์ไปไหน


เสียงเพลงจากยูทูปยังดังคลอมาจากโน้ตบุ๊คบนโต๊ะเขียนหนังสือ เป็นเพลงที่ฟังดูสดใสและเปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวาอย่างไม่น่าเชื่อ หน้าต่างระเบียงถูกเปิดออก ลมพัดเข้ามาทำให้ผ้าม่านสีเขียวอ่อนปลิวไปตามแรงลม น้องชายต่างสายเลือดของผมยืนอยู่ตรงนั้น ตรงขอบระเบียง


ผมคิดว่าตัวเองจะร้องตะโกนออกมาอย่างเสียขวัญ แต่ผมกลับเรียกชื่อของเขาเบาๆราวกับพูดกระซิบ


“นิรันดร์”


คนถูกเรียกค่อยๆหันกลับมาทางผมช้าๆ ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มเศร้าๆประดับอยู่


“ปรานต์”


แล้วเราสองคนก็นิ่งเงียบกันไป ผมมองเขาด้วยสายตาอ้อนวอน แต่รอยยิ้มแสนเศร้าบนใบหน้าก็ยังเหมือนเดิม รวมถึงแววตาที่บ่งบอกถึงการตัดสินใจนั่นแล้วด้วยเช่นกัน


ข้างล่างนั่นเริ่มมีเสียงของบรรดาไทยมุงตะโกนห้าม เริ่มมีตำรวจ รถพยาบาลหรือหน่วยงานอะไรก็ตามที่จะมาในสถานการณ์ที่มีคนจะฆ่าตัวตาย แต่เสียงพวกนั้นเหมือนดังมาจากที่ไกลๆ ก็คงไกลนั่นแหละ ก็ที่นี่มันชั้น7นี่นา


“อย่าทำแบบนี้เลยนะ” ผมพูดพร้อมกับยื่นมือออกไปข้างหน้า นิรันดร์มองมือของผมอย่างเหม่อลอย “ได้โปรด กลับมาเถอะ”


“ปรานต์ก็รู้ว่าปรานต์ห้ามผมไม่ได้” เขาพูด นัยน์ตาคู่สวยสะท้อนถึงความเศร้าสร้อยอย่างลึกซึ้ง “ลาก่อนนะ”


แล้วร่างของเขาก็หลอมรวมเข้ากับอากาศในยามค่ำของกรุงเทพทั้งๆอย่างนั้น นาฬิกาแขวนผนังบอกเวลาหนึ่งทุ่มตรง


เสียงกรีดร้อง เสียงตะโกนดังขึ้น ผมไม่แน่ใจว่าเสียงของตัวเองเป็นหนึ่งในนั้นด้วยไหม ผมร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน มือทั้งสองข้างเกาะอยู่ที่ขอบระเบียบ มีใครบางคนกระชากตัวผมให้ลุกขึ้นออกจากตรงนั้น เจ้าหน้าที่ปอเต็กตึ๊งนั่นเอง พวกเขาคงมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ แต่เรื่องพวกนั้นจะเป็นยังไงก็ช่าง ผมปล่อยให้นิรันดร์ฆ่าตัวตายไปต่อหน้าต่อตาผมได้ยังไงกัน








วันที่ 8/08/yy

ช่วงนี้ไม่ค่อยได้แตะไดอารี่เลย แค่แวะมาเขียนว่าการขึ้นชั้นปีใหม่โดยไม่มีปรานต์มันก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น ไม่เป็นไรหรอก ถึงไม่มีปรานต์เราก็อยู่ได้ ก็ปรานต์เกลียดเราแล้วนี่ จะให้ทำยังไงได้ล่ะ





วันที่ 17/01/xy

เทคโนโลยีนี่มันสุดยอดไปเลยนะ ทำให้คนที่เคยทะเลาะกัน ไม่พูดคุยกันกลับมาคุยกันได้อีกรอบ ขอบคุณนะปรานต์ที่ทักเฟสเรามา เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้วสินะ ดีใจเป็นบ้าเลย









◈◈◈◈


ตั้งแต่ตอนนั้นเวลาผ่านไปนานเท่าไรกันแน่นะ อาจจะแค่ไม่กี่วัน หรืออาจจะผ่านมาหลายสิบปี ถ้าถามตามความรู้สึกที่แสนหนักอึ้งของผม ผมว่าเป็นอย่างหลัง


เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นที่หัวเตียง ไม่ต้องเอื้อมมือไปหยิบขึ้นมาดูผมก็รู้ว่านิรันดร์เป็นคนโทรมา ผมลืมตาโพลง จ้องมองเพดานสีมอซอในห้องนอนของตัวเองอยู่อย่างนั้น โทรศัพท์ยังคงสั่นต่อไปอยู่อย่างนั้นผมชำเลืองมองมันก่อนจะค่อยๆเอื้อมไปหยิบอย่างอ้อยอิ่ง


“ฮัลโหล”


“ปรานต์”


แล้วทุกอย่างก็วนกลับมาที่เหตุการณ์เดิม


ผมคุยกับปลายสาย เดินเข้าไปในห้องน้ำ ทำธุระส่วนตัว มองจี้ห้อยคอของตัวเองที่ตอนนี้เหลือเส้นตรงกลางเพียงแค่สองเส้น ผมมีโอกาสอีกไม่มากแล้ว แต่ผมท้อ… ท้อมากเหลือเกิน ไม่ว่าผมจะพยายามทำอะไร ใกล้ชิดกับเขามากขึ้นอีกแค่ไหน


พวกเราจูบกันในห้องของนิรันดร์ มีอะไรด้วยกันเมื่อคืน มันทั้งสุขสมแต่ก็บีบคั้นในหัวใจ พอผมผล็อยหลับไปหลังจากนั้น เขาไปที่ระเบียงเดิม แล้วเหตุการณ์นั่นก็ย้อนกลับมา เขากระโดดฆ่าตัวตายแม้ผมจะออกปากขอร้อง เฮ้อ มีใครที่ไหนฆ่าตัวตายหลังจากมีเซ็กส์กัน เป็นนัยว่าเซ็กส์ในคืนนั้นแย่จนรับไม่ได้อะไรทำนองนั้นรึเปล่านะ


แต่เวลาถูกย้อนกลับมาแล้ว เพราะงั้นเรื่องพวกนั้นก็ถูกลบไปจากหน้าประวัติศาสตร์ด้วยแล้วสิ ถูกไหม?


ผมไปเจอกับนิรันดร์ที่ห้าง ถ่วงเวลาให้พวกเรากลับบ้านช้าๆ วันนี้มันเป็นเหตุการณ์แบบนั้นแหละ แล้วเหตุการณ์นั่นก็มักจะจบลงด้วยการที่นิรันดร์ถูกรถชนตาย


“ปรานต์” เสียงคนข้างตัวเรียกชื่อผมขณะที่เรากำลังมุ่งหน้าไปยังทางออกของห้าง พวกเราสองคนจับมือกันตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ “นายเคยมีอะไรกับใครไหม”


“หา?” ผมสะดุ้งเฮือก เขาไม่เคยถามแบบนี้มาก่อน แล้วก็มาถามในครั้งนี้เนี่ยนะ แล้วจะให้ผมตอบยังไงล่ะในเมื่อผมเพิ่งมีอะไรกับเขาเมื่อคืน แต่ตัวเขาในตอนนี้ไม่รับรู้อะไรด้วย “ก็… เคย”


“เหรอ” เขาถามด้วยรอยยิ้มที่ผมอ่านไม่ออก “แล้วอีกฝ่ายเป็นคนยังไงล่ะ”


“เขาก็เป็นคนดีนะ” ผมตอบ “แต่เหมือนมีปัญหาชีวิตอะไรอยู่ตลอดเวลา เค้นถามยังไงก็ไม่ยอมบอกฉันซะที” ผมจ้องตาเขานิ่ง เขามองตอบ “นายคิดว่าคนเราจะมีปัญหาชีวิตได้สักกี่เรื่องกัน”


“เยอะแยะ” นิรันดร์พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เพื่อนที่โรงเรียนแกล้ง โดนลอบทำร้าย ปัญหากับแฟน พ่อแม่ไม่รักหรือขั้นทำร้ายร่างกาย ไม่มีใครเชื่อถือ ไม่มีใครคบ ถ้าเล่นยาด้วยก็เพิ่มเข้าไปในลิสต์อีกได้”


“งั้นเหรอ” ผมจับมือเขาแน่นขึ้นขณะก้าวไปตามถนนทางม้าลาย มองซ้ายขวาจนแน่ใจว่าไม่รถคันไหนกำลังวิ่งมา “แล้วของนายคืออันไหนล่ะ”


“ว่าไงนะ”


“ปัญหาของนายคือข้อไหน” ผมพูดด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง รู้สึกว่าน้ำตารื้นขึ้นมาขณะที่นิรันดร์พยายามแกะมือผมออก “ทำไมนายถึงไม่บอกอะไรฉันสักคำเลย”


“นายเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้หรอก” สีหน้าของเขาเหมือนกับคนที่เข้าใจความเลวร้ายของโลกใบนี้มาอย่างหนักหน่วง ฉากหลังของเขามีนาฬิกาดิจิทัลเรือนโตเรือนเดิมบอกเวลา 6:59 pm “และฉันก็เข้าใจดี”


“ได้โปรดเถอะ” ผมขอร้องอีกครั้ง เขารู้ทุกอย่างเลย เขารู้ว่าตัวเองจะต้องตายและเขาก็จะปล่อยให้มันเกิดขึ้นโดยไม่ยอมให้ผมช่วย รถคันหนึ่งกำลังแล่นมาอย่างเร็ว ผมรู้โดยที่ไม่ต้องหันไปมองเลยด้วยซ้ำ


“หยุดทำแบบนี้เถอะ ปรานต์” เขาพูดอย่างเศร้าสร้อย “เพื่อเราสองคน”


โครม!


เหตุการณ์เดิมกลับมาอีกครั้ง ผมมองร่างที่แหลกสลายของน้องชายต่างสายเลือดด้วยสายตาเจ็บปวด แต่ผมไม่ร้องไห้อีกต่อไปแล้ว


ขีดเส้นบนจี้ห้อยคอของผมเหลืออยู่เพียงเส้นเดียวเท่านั้น







วันที่ 13/02/ yy

ถึงทุกอย่างจะไม่เป็นไปอย่างที่ใจหวังบ้างก็ไม่เป็นไรหรอก ใครกันนะพูดประโยคน้ำเน่าพวกนั้น







◈◈◈◈


เช้านี้ไม่มีเสียงโทรศัพท์ ไม่มีเสียงนาฬิกาปลุก ผมลุกขึ้นจากเตียงแล้วตรงไปที่ห้องน้ำอย่างเอื่อยเฉื่อย มองโอกาสสุดท้ายที่อยู่ที่แขวนอยู่บนคอแล้ววักน้ำขึ้นล้างหน้า ทุกๆเช้าผมจะต้องรู้สึกผะอืดผะอมกับภาพร่างไร้วิญญาณของนิรันดร์ที่ติดอยู่ในความทรงจำ แต่เช้าวันนี้สิ่งที่ติดอยู่ในความทรงจำของผมกลับเป็นสีหน้า แววตาที่ผมได้เห็นครั้งสุดท้ายของนิรันดร์ก่อนที่รถยนต์คันนั้นจะพุ่งชนร่างของเขา


‘หยุดทำแบบนี้เถอะ ปรานต์ เพื่อเราสองคน’


จะมีอะไรชัดเจนได้มากกว่านี้อีกล่ะ


ผมไปตามนัดของเราสองคนที่เดิม นิรันดร์มาตามนัดเวลาเดิม สวมชุดเดิม ถ้าทุกอย่างจะต้องวนกลับมาแบบนี้อีกซักรอบผมก็คงจะยอมตายพร้อมเขาด้วยความเบื่อหน่ายแล้วล่ะ


พวกเราเลือกดูหนังรอบที่เร็วที่สุด แล้วพอสี่โมงเย็นก็แยกย้ายกันกลับ จากนั้นถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน เราจะได้เจอกันตอนทุ่มกว่าๆที่อพาร์ทเม้นท์ของนิรันดร์ แต่มันคงไม่เป็นไปตามแผนหรอก อะไรบางอย่างบอกผมแบบนั้น


ผมนัดเจตน์ไว้ เขามาที่บ้านตรงตามเวลาและคุยเรื่องสัพเพเหระต่างๆกับผม ผมไม่ค่อยรู้สึกสนุกไปกับบทสนทนานั้นด้วยเท่าไรนักหรอก ผมกำลังสับสนว่าตัวเองทำถูกรึเปล่าที่ตัดสินใจเลือกทางนี้ ทั้งๆที่นี่เป็นโอกาสสุดท้าย ผมจับจี้ห้อยคอของตัวเองแน่นขณะที่เจตน์ค่อยๆก้าวเดินออกจากบ้านของผม


มันคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว… ไม่ใช่สำหรับผม แต่เป็นสำหรับนิรันดร์


ผมยอมให้เขาเลือกขีดเส้นชีวิตของตัวเอง


ผมโทรศัพท์ไปหาเขา มันคงเป็นครั้งสุดท้าย น้ำเสียงของเขาฟังดูเศร้าสร้อยอย่างยากจะหยั่งถึงเหมือนทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ผมกับรู้สึกดื่มด่ำไปกับมัน ผมทำใจยอมรับมันได้ในที่สุด ผมไม่ถาม ไม่พูดห้ามอะไรเลย นาฬิกาข้อมือที่วางอยู่บนโต๊ะบอกเวลาหกโมงห้าสิบเก้านาที


“ปรานต์เคยรู้สึกไหมว่า… บางครั้งทุกอย่างมันก็แย่เหลือเกิน”


“เคยสิ” ผมพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ในที่สุดผมก็ยอมให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้ เหตุการณ์เหล่านี้กำลังบีบหัวใจของผมจนผมรู้สึกเหมือนจะตาย


แต่ผมก็พูดมันออกมาในที่สุด


“แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น… ฉันก็รักนายนะ นิรันดร์ และจะรักนายตลอดไป”


“อื้ม” น้ำเสียงนั้นฟังดูผ่อนคลายมากที่สุดตั้งแต่ที่ผมได้คุยกับเขามา “ฉันก็รักปรานต์เหมือนกัน”


...รักนิจนิรันดร์...


...แล้วทุกอย่างก็เงียบลงในที่สุด…


 




ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ A.Arpo จากทั้งหมด 14 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

5 ความคิดเห็น

  1. #5 mwtpn (@tanaporn_mm45) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 มกราคม 2561 / 07:23
    เศร้า...
    #5
    0
  2. #4 KisaJaaey (@KisaJaaey) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2560 / 12:34
    รู้สึกว่าอยากยื้อไว้ให้นานที่สุด...
    #4
    0
  3. #3 thenungning (@thenungning) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 เมษายน 2560 / 21:31
    บีบหัวใจมากกก เศร้า
    #3
    0
  4. #2 DsnoopyD (@linmin) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 เมษายน 2560 / 21:22
    อันนี้คือจบแล้วหรืออะไร เศร้าแป๊ป ทำไมโคตรรู้สึกแย่เลยอะTT
    #2
    0
  5. #1 maitnht (@maitnht) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 มีนาคม 2560 / 19:51
    ฮือ โคตรเศร้าเลยอ่ะ ;-;
    #1
    0