Bad Boy & Sassy GirL(ภาค2) ขอโอกาสรักเธออีกสักครั้ง

ตอนที่ 4 : บทที่ 2 : ละม้ายคล้าย...แต่ไม่ใช่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1330
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    11 พ.ค. 60

บทที่ 2

ละม้ายคล้าย...แต่ไม่ใช่

 

 

ฉัมาหาแซคที่บ้านแต่เช้า เนื่องจากเหตุการณ์เมื่อคืนทำให้ฉันนอนไม่ค่อยหลับ การปรากฏตัวของโซนิคกลับยิ่งทำให้ฉันรู้สึกสับสนและคิดถึงแซคมากกว่าทุกที แล้วฉันยังทำพลาดด้วยการไปจูบกับหมอนั่น หากแซครู้เข้าต้องฆ่าฉันตายแน่ๆ >_<”

“เมื่อไหร่นายจะตื่นขึ้นมาสักทีล่ะแซค”  

ฉันพึมพำถามเขาเบาๆ ยื่นมือที่สั่นนิดๆ ไปลูบไล้ใบหน้าอันซูบผอม ผิวแก้มที่เคยอ่อนนุ่มยิ่งกว่าผู้หญิงเริ่มแห้งกร้าน ตรงลำคอถูกเจาะเป็นรูเพื่อใส่ท่อลม (Tracheotomy tube) สำหรับให้อาหารโดยตรง และไว้คอยกำจัดเสมหะออกจากท่อ แม้บางครั้งเขาจะปรือตาขึ้นมาเหมือนรู้สึกตัวแต่หมอก็บอกว่านั่นเป็นเพียงปฏิกิริยาทางร่างกาย ไม่ได้มีผลจากการตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมโดยรอบ คนที่ป่วยเป็นโรคเจ้าชายนิทรายังคงหายใจได้ด้วยตนเองเพราะก้านสมองยังคงทำงานได้อยู่ อาจมีการขยับตัวบ้างนิดๆ แต่ไม่สามารถพลิกตัวได้ ไม่สามารถสื่อสารหรือรับรู้ข้อมูลจากคนอื่นได้ พูดง่ายๆ ก็คือปฏิกิริยาทางร่างกายของเขาไม่ได้มีความหมายใดๆ มันเป็นไปตามกลไลธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ เขายังมีชีวิตอยู่เพียงเพราะยังมีลมหายใจ

แต่จิตวิญญาณการรับรู้ของเขานั้น...ลอยไปอยู่ที่ไหนฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน T^T
            ฉันเลื่อนมือมาจับฝ่ามือใหญ่ อบอุ่น ที่เคยปกป้องฉันมาแล้วหลายครั้ง และครั้งนี้ฉันก็พยายามจะเป็นฝ่ายปกป้องเขาบ้าง แม้จะเป็นเพียงการปกป้องทางด้านร่างกายได้อย่างเดียวก็ตาม

“แซค...ฉันคิดถึงนาย”

ฉันฟุบหน้าลงไปแนบหน้าผากกับหลังมือของเขา น้ำตาที่เคยคิดว่ามันเหือดแห้งไปหมดแล้วเพราะร้องไห้ข้ามเดือนข้ามปี พลันไหลรินออกมาเงียบๆ มันไม่มีทางไหนเลยจริงๆ ที่จะทำให้ฉันหยุดคิดถึงนายตัวร้ายได้ ตราบใดที่ใจฉันยังปล่อยวางเรื่องเขาไม่ได้ ฉันก็ยังคงทุกข์ทรมานกับการรอคอยปาฏิหาริย์อยู่เช่นนี้เรื่อยไป

ก๊อก...ก๊อก...

เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังเตือนให้รู้ว่ากำลังจะมีคนเข้ามา ฉันรีบลุกนั่งพลางเช็ดน้ำตาลวกๆ พอดีกับที่ประตูเปิดออก

“พี่เป๊ป...มีแขกมาเยี่ยมพี่แซคค่ะ”   น้องซอเดินถือถาดน้ำเข้ามาพร้อมรอยยิ้มกว้าง สีหน้าดูตื่นเต้น

ฉันเลิกคิ้วแปลกใจพลอยยิ้มตามไปด้วย แต่พอเหลือบสายตาไปเห็นร่างสูงโปร่งของใครบางคนเดินผ่านประตูเข้ามา ฉันยิ่งเบิกกว้างจนแทบถลนออกนอกเบ้า ได้แต่อ้าปากพะงาบๆ เรียกชื่ออีกฝ่ายโดยไร้เสียง

โซ...โซนิค เขาโผล่มาอีกแล้ว OoO!

ใบหน้าเรียวคมมองตอบฉันด้วยสายตานิ่งเฉย ยิ่งได้พิจารณาในยามเช้าที่มีแสงสว่างสาดส่อง ฉันก็ยิ่งเห็นว่าเขามีรูปร่าง หน้าตาคล้ายคลึงกับแซคมากจริงๆ ต่างเพียงแค่สีผิวของโซนิคขาวมากกว่า เครื่องหน้าดูคมเข้มกว่า และนัยน์ตาสีดำที่แสนเย็นชาดุจท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ไร้ดาวมักจะมองฉันด้วยแววตาแปลกๆ

“ตกใจใช่มั้ยคะที่เขาหน้าเหมือนพี่แซค >_<”   น้องซอถามกลั้วหัวเราะ  “ผู้ชายคนนี้คือพี่โซนิค เป็นลูกพี่ลูกน้องของซอเองค่ะ ตอนเด็กๆ พวกเราสนิทกันมาก โดยเฉพาะกับพี่แซคนะเขาทั้งคู่แทบจะตัวติดกันเป็นฝาแฝดเลยล่ะค่ะ”

“อ้อ...”   ฉันตอบรับอึกอัก หลบสายตาโซนิค

นายอย่าได้ทักเรื่องเมื่อคืนต่อหน้าน้องซอเด็ดขาดนะเฟ้ย!

“พี่โซนิคไปเรียนที่อเมริกามาน่ะค่ะ ตอนพี่แซคเกิดเรื่องก็เลยบินกลับมาไม่ได้ อีกอย่างทางคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ต้องการให้พี่โซนิคต้องขาดเรียนนานๆ ก็เลยไม่ได้บอกข่าวด้วย แต่พอเรียนจบแล้วรู้ข่าวก็รีบกลับมาเยี่ยมนี่แหละค่ะ”

น้องซออธิบายต่อโดยไม่ได้รู้สึกถึงบรรยากาศอึมครึมระหว่างเราสองคน ฉันเผลอเหยียดยิ้ม นึกแย้งคำบอกเล่านั้นในใจเพราะได้ฟังเรื่องจริงจากปากน็อตมาก่อนแล้วเมื่อคืน เหตุผลที่โซนิคกลับมาเมืองไทยไม่ได้ ไม่ใช่เพราะว่าพ่อแม่กลัวลูกเรียนไม่จบอะไรหรอก หากเป็นเพราะเมื่อตอน ม.ปลายเขาได้ก่อคดีอื้อฉาวเอาไว้จนทางบ้านต้องรีบส่งไปเรียนต่างประเทศเพื่อหลบหนีคดีต่างหากล่ะ!

“เธอข้องใจอะไรฉันรึเปล่า?”   คิ้วเข้มขมวดฉับเมื่อเห็นฉันยิ้มเยาะใส่ แล้วยังโพล่งถามออกมาตรงๆ ฟังดูเหมือนชวนท้าตีท้าต่อยจนน้องซอยังตกใจ ทำสีหน้าเลิ่กลั่ก

“อะไรกันพี่โซนิค ทำไมถามพี่เป๊ปแบบนั้นล่ะคะ?”

“ก็เค้าทำหน้าเหมือนไม่เชื่อที่ซอเล่าให้ฟัง”

แน่ะ...มีฟ้อง!

“คิดไปเองรึเปล่าคะ เราเพิ่งเคยเจอกันทำไมฉันต้องข้องใจอะไรในตัวคุณด้วยล่ะ?”

โซนิคเลิกคิ้วสูง ทำตาวาววับแปลกๆ เขาอ้าปากเหมือนจะพูดอะไร ทว่ากลับหุบลงตามเดิม ไม่ต่อปากต่อคำอะไรกลับมาอีก

เป็นผู้ชายที่ไม่น่าเข้าใกล้เลยสักนิด ไม่มีอะไรเหมือนแซคเลยสักอย่าง เมื่อคืนฉันคงเมามากไปจริงๆ นั่นแหละถึงได้ตาฝาดมองว่าเขาเป็นนายตัวร้ายไปได้ ฮึ่ย! คิดแล้วแค้น >O<!!!

“ถ้าไม่รบกวนมากไปนัก...ช่วยย้ายก้นคุณออกไปได้มั้ยครับ ผมจะได้ดูอาการแซคบ้าง”

=_=^ มันน่ามั้ยล่ะ...คำพูดดีๆ มีตั้งมากมายไม่รู้จักเลือกใช้ สิ่งหนึ่งที่โซนิคเหมือนแซคคงเป็นเรื่องปากเสียนี่แหละ หรือมันสืบทอดทางกรรมพันธ์? แต่ก็ไม่น่าใช่ในเมื่อคุณพ่อ คุณแม่ รวมถึงน้องซอ ไม่มีใครปากหมาเลยสักคน

ฉันลุกขึ้น หลีกทางให้โซนิคได้เดินมานั่งแทนที่แต่โดยดี เพราะน้องซอกำลังมองอยู่ โซนิคไม่ได้เหลือบสายตามองมาทางฉันแม้แต่นิด นัยน์ตาสีดำจ้องร่างที่นอนหลับอยู่บนเตียงเขม็ง เขาทำสีหน้าแปลกๆ มันก้ำกึ่งระหว่างรับสิ่งที่เห็นไม่ได้กับโกรธเกรี้ยวอะไรบางอย่าง ซึ่งถ้าเขาโกรธที่แซคต้องเป็นแบบนี้จริงๆ ก็แสดงว่าเขาโกรธฉัน...คนที่เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด

“อาการ...”   เสียงห้าวแตกพร่าด้วยแรงอารมณ์ที่ปะทุอยู่ภายในใจ จนเจ้าตัวต้องชะงักไปชั่วครู่ก่อนเอ่ยขึ้นใหม่ด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบดุจเดิม   “ดีขึ้นบ้างมั้ย?”

“ไม่เลยค่ะ ไม่มีการตอบสนองต่อสิ่งเร้ารอบตัว ถึงจะมีปรือตาขึ้นมาได้บ้าง หรือขยับแขนขาในบางครั้ง แต่อาการเหล่านั้นคุณหมอบอกว่ามันเป็นแค่ปฏิกิริยาตามธรรมชาติของร่างกาย คนไข้ไม่ได้มีสติรับรู้หรือพยายามสื่อสารอะไรหรอกค่ะ แรกๆ ที่พี่แซคลืมตาขึ้นมาพวกเราก็ดีใจ เหมือนมีความหวังขึ้นมาใหม่ แต่สายตาของพี่แซคกลับมองเลยไปไกล...ไกลจนไม่อาจรับรู้ได้ว่ามีพวกเรายืนอยู่ข้างๆ”

น้องซอตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตากลมโตเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำใส เธอรีบเงยหน้าขึ้นมองเพดาน เบือนหน้าจากสภาพของพี่ชายตนเองเพื่อขับไล่น้ำตาให้ไหลย้อนกลับไป แม้ว่าเรื่องราวมันจะผ่านมานานหลายปีแล้วก็ตาม แต่พวกเรายังคงทำใจให้คุ้นชินกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับแซคได้ยากลำบากเหลือเกิน

“ไม่มีวิธีอื่นที่จะรักษาเลยเหรอ?”   โซนิคยังคงถามอย่างดื้อดึง

เห็นว่าเมื่อก่อนเขาสนิทกับแซคมาก คงจะรับไม่ได้ที่ต้องเห็นแซคเป็นผักแบบนี้สินะ T_T

“โรคเจ้าชายนิทราถ้าสมองยังสามารถฟื้นฟูกลับคืนมาได้ มันก็จะเห็นผลตั้งแต่ 3-12 เดือนแรกแล้วค่ะ แต่นี่พี่แซคนอนหลับอยู่แบบนี้มาห้าปี...หมอบอกว่าอยู่ในสภาพผักถาวร ไม่มีโอกาสฟื้นคืนเป็นปกติได้แล้วค่ะ”

คราวนี้หยดน้ำตาเม็ดโตร่วงเผาะผ่านร่องแก้ม หากแต่มันไม่ใช่น้ำตาของน้องซอ...แต่เป็นของฉันเอง T^T

แม้จะรู้ดีว่าโอกาสที่เขาจะลุกขึ้นมาเป็นปกติได้อีกครั้งมันแทบเป็นศูนย์ แต่ฉันก็ยังหลอกตัวเองว่ามันอาจมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นสักวัน ไม่อาจทำใจได้ว่าฉันได้สูญเสียเขาไปแล้วจริงๆ

“พี่เป๊ปซี่...”   น้องซอครางชื่อฉันเสียงสั่น พยายามกลั้นก้อนสะอื้นกลับคืนลงไป

เราทั้งคู่ต่างรับรู้ถึงความเจ็บปวดในการเป็นฝ่ายรอโดยไม่รู้ว่าจุดจบจะมาถึงเมื่อไหร่ได้เป็นอย่างดี ฉันก้มหน้าร้องไห้เงียบๆ ช่วงนี้รู้สึกตัวเองหวั่นไหวง่ายเป็นพิเศษ อาจเพราะเห็นโซนิคที่มีหน้าตาคล้ายกับแซคล่ะมั้งฉันถึงยิ่งรู้สึกเจ็บปวด เพราะถ้าหากแซคยังเป็นปกติฉันก็คงได้เห็นเขาเคลื่อนไหว ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงจากวัยเรียนสู่วัยทำงาน ทว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่มีวันหวนกลับคืนมาอีกแล้ว

ภายในห้องนอนมีเพียงเสียงสะอื้นของฉันกับน้องซอ แต่แล้วอยู่ๆ ก็มีคนมาเคาะประตู

ก๊อก...ก๊อก...

แอ๊ดดดด

“เซอร์ไพร์ส! เพื่อนสาวสุดน่ารักของนายมาเยี่ยมแล้วนะแซค \(^O^)/

อยู่ๆ ประตูก็เปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวอย่างเอิกเกริกของยัยเบลล์ที่กำลังโพสต์ท่าไขว้ขา ชูสองมือขึ้นสูง โดยมีคุณแม่ของแซค ยืนกลั้นขำอยู่ทางเบื้องหลัง น้องซออ้าปากค้างน้อยๆ กับการโผล่มาทำลายบรรยากาศแสนหดหู่เมื่อครู่จนหายวับของยัยเบลล์ ส่วนโซนิคทำเพียงแค่ปรายสายตากลับมามอง แล้วก็หันกลับไปจ้องหน้าแซคต่อ

“เงียบ...ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ จากหมายเลขที่ท่านเรียก”   ยัยเบลล์ลดมือลง กลอกตาเซ็งๆ แล้วหันไปหาคุณแม่แซคที่ยืนรออยู่ด้านหลัง   “สงสัยเราจะมาผิดจังหวะกันนะคะ คุณแม่”

“ไม่หรอกค่ะพี่เบลล์”   น้องซอรีบปฏิเสธ   “มาถูกจังหวะแล้วค่ะ เข้ามาก่อนสิคะ”

“ขอบใจจ้ะ น้องซอคนสวย นี่ของฝากจากฮาวายจ้ะ”   ยัยเบลล์ยื่นถุงของฝากส่งให้น้องซอ ทำเอาสาวน้อยตาลุกวาวอย่างถูกใจรีบกล่าวขอบคุณ   “ส่วนนี่...ของฝากให้แซค”

ร่างบางสมส่วนของยัยเบลล์เดินเข้ามาชิดขอบเตียงคนป่วย หยิบเอาสร้อยคอหนังถักมีจี้หินนำโชคห้อยไว้วางลงบนหมอนของแซค แล้วปรายสายตามองโซนิคที่นั่งมองอยู่ด้วยสายตาไม่เป็นมิตร ก่อนเดินมายืนข้างฉัน

“ฉันกะแล้วว่าถ้ามาต้องเจออีตานี่”   ยัยเบลล์กระซิบนินทาระยะเผาขนทันที   “เพราะรู้อย่างงี้ไง น็อตถึงไม่ยอมมาด้วย”

อ้อ...เรื่องของเรื่องที่ทำท่าไม่พอใจก็เพราะแฟนไม่มาด้วยนี่เอง

“ขอบใจมากนะจ้ะหนูเบลล์ ที่ไปเที่ยวไหนก็มีของฝากมาให้แซคตลอด”

คุณแม่ของแซคหันมายิ้มให้อย่างอ่อนโยน ยัยเบลล์จึงรีบฉีกยิ้มกว้างรับ

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แซคก็เพื่อนเบลล์นี่คะ แถมยังเป็นแฟนยัยเป๊ปที่เป็นเพื่อนสนิทของเบลล์ด้วย”

ประโยคท้ายฉันรู้ได้ทันทีว่ายัยเบลล์จงใจจะส่งสารไปยังโซนิค แต่อีตานั่นก็ยังคงนั่งซึมกะทืออยู่ที่เดิม ท่าเดิม ไม่ขยับตัวเลยสักนิด นี่คงไม่ได้ถอดจิตตามแซคไปอีกคนนะ -*-

“อ้อ...น้องซอแนะนำโซนิคให้พี่ๆ เขารู้จักรึยังจ้ะ?”   คุณแม่แซคหันไปถามลูกสาวคนเล็ก

“แนะนำให้พี่เป๊ปซี่รู้จักแล้วค่ะ แต่พี่เบลล์เพิ่งมาคงจะยังไม่รู้ ถ้างั้นซอขอแนะนำอีกรอบนะคะ”  

น้องซอก้าวเข้าไปหาร่างสูงที่ยังนั่งหันหลังให้ทุกคนอย่างไม่สนมารยาท แล้วดึงแขนให้ร่างนั้นหันกลับมา ใบหน้าขาวคมยังคงเรียบเฉย หรุบสายตาลงต่ำ ถอนหายใจเบาๆ ที่ต้องแกล้งทำเป็นเพิ่งรู้จักกัน ทั้งที่เมื่อคืนพวกเราเพิ่งจะมีเรื่องโต้เถียงกันมา

“ผู้ชายสุดหล่อหน้าเหมือนพี่แซคคนนี้คือลูกพี่ลูกน้องของเรา ชื่อพี่โซนิคค่ะ!

“ว้าว! หน้าเหมือนแซคจังเลย -O-

ยัยเบลล์แสร้งอุทานอย่างไร้ความตื่นเต้นในน้ำเสียง น้องซอมีสีหน้าแปลกใจกับปฏิกิริยาที่ได้รับกลับมา เธอคงคิดว่าพวกเราจะต้องช็อคตาตั้งสินะ มันก็ใช่แหละ...แต่เกิดขึ้นไปแล้วเมื่อคืน แถมเรื่องที่น่าช็อคยิ่งกว่าคือประวัติความเลวทรามของอีตาโซนิคที่น็อตเล่าให้พวกเราฟัง!

“ไหนๆ ก็ใกล้เที่ยงแล้ว ถ้างั้นทุกคนอยู่ทานข้าวเป็นเพื่อนแม่หน่อยนะ”   คุณแม่แซคชวนทานข้าวเป็นการตัดบท คงรับรู้ได้ถึงบรรยากาศแปลกๆ ระหว่างพวกเรา =_=;;

“ยินดีค่ะ! กับข้าวที่นี่อร่อยทุกอย่าง เบลล์ยังอิจฉาที่เป๊ปได้มากินฟรีบ่อยๆ เลยค่ะ”

“คุณแม่อย่าไปหลงคารมยัยเบลล์นะคะ ถ้าเป็นของฟรีล่ะก็บอกชอบหมดทุกอย่างแหละค่ะ”   ฉันแย้งอย่างหมั่นไส้

“งั้นเราก็มากินบ่อยๆ สิ หลายๆ คนยิ่งกินอร่อย”   คุณแม่แซคเอ่ยชวนอย่างใจดี

“ก็ถ้ามีวันหยุดไม่ต้องบิน เบลล์ก็อยากมาเยี่ยมแซคกับคุณแม่บ่อยๆ เหมือนกันนะคะ แต่ไฟล์ทบินโดนจัดหนักแทบทุกครั้ง นี่ก็มีวันหยุดแค่ไม่กี่วันแล้วต้องบินไปอังกฤษต่อ เบลล์เลยว่าจะชวนทุกคนไปเที่ยวทะเลหัวหินกันสักคืน ไปด้วยกันนะคะคุณแม่”

ยัยเบลล์ถือโอกาสชวนทุกคนเที่ยว ซึ่งมันเป็นทริปที่เราสองคนคุยกันมาก่อนแล้วว่าอยากไปทะเลใกล้ๆ เดินทางไม่ไกลมากเพื่อจะได้ไม่เหนื่อยกับการเดินทาง เนื่องจากยัยเบลล์มีอาชีพที่ต้องเดินทางตลอดพอมีวันหยุดก็เลยขี้เกียจนั่งรถไปไหนนานๆ

“น้องซอไปด้วยกันนะ”   ฉันหันไปชวนสาวน้อยตาคมที่ทำท่าตื่นเต้นกับการจะได้ไปทะเล

“ไปสิคะ ซอชอบทะเล”

“ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันตามประสาวัยรุ่นเถอะนะ แม่จะอยู่ดูแลพ่อกับแซคเอง ทุกคนจะได้เที่ยวสบายใจไม่ต้องห่วงทางนี้”

เหมือนเช่นเคย...ตั้งแต่ที่แซคกลายเป็นเจ้าชายนิทรา คุณพ่อคุณแม่ของแซคก็ไม่ได้ไปเที่ยวไหนกันเลย เพราะห่วงลูกชายคนโตจนไม่กล้าทิ้งไปไหนนานๆ จะฝากใครช่วยดูก็ไม่สนิทใจเหมือนได้เฝ้าดูแลเอง

“แต่แม่ขอฝากโซนิคไปด้วยคนนะ เขาเพิ่งกลับมาอยู่เมืองไทยยังไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย แล้วโซนิคก็มีคอนโดติดชายหาดหัวหินอยู่แล้วด้วย พวกหนูจะได้ไม่ต้องไปเสียค่าที่พักกันไงจ้ะ”

งานเข้าสิคะ O_o!!!

ฉันกับยัยเบลล์หันมามองหน้าพร้อมกัน ก่อนจะหันไปมองหน้าโซนิคที่กำลังทำสีหน้าเหมือนปลาสำลักน้ำ

“ไม่เป็นไรหรอกครับคุณป้า เราเพิ่งจะเจอกันเองนะครับ คงไม่สะดวก...”

“ไม่ต้องเกรงใจหรอกน่า วัยเดียวกันก็น่าจะสนิทกันง่าย เป๊ปซี่ก็เป็นแฟนของแซค เบลล์ก็เป็นแฟนของน็อต แถมน้องซอก็ไปด้วย คนกันเองทั้งนั้นไม่ต้องเขินหรอก ไปเปิดหูเปิดตาซะบ้างนะ ^^

คุณแม่แซคสรุปเสร็จสรรพจนโซนิคก็ปฏิเสธไม่ออก ส่วนพวกฉันใบ้รับประทานตั้งแต่คำแรกที่คุณแม่เอ่ยขอแล้วล่ะ จะให้ปฏิเสธได้อย่างรายยย T_T

 

“ผมไม่ให้มันไป!

น็อตตะคอกเสียงดังจนฉันกับยัยเบลล์สะดุ้งโหยง ดีที่ว่าพวกเรากำลังนั่งคุยกันอยู่ตรงมุมโซฟารับแขกภายในร้านเสื้อผ้าของฉัน ซึ่งตอนนี้มีลูกค้าอยู่เพียงแค่สองคนกับลูกจ้างอีกหนึ่ง ลูกค้าที่กำลังเลือกเสื้อผ้าอยู่ด้านในถึงกับหันขวับมามองอย่างตกใจ ฉันเลยต้องรีบยิ้มแห้งๆ ก้มหัวแทนคำขอโทษให้เขา

ใบหน้าขาวตี๋ขึ้นสีแดงก่ำ ด้วยแรงอารมณ์ที่ปะทุอยู่ภายในอก ท่าทางเขาจะเกลียดขี้หน้าโซนิคมากจนไม่อยากหายใจร่วมโลกเลยด้วยซ้ำ

“เอาน่า...พวกเรารับปากคุณแม่แซคไว้แล้ว ไม่งั้นจะให้ปฏิเสธยังไงล่ะ”   ยัยเบลล์ถอนหายใจเฮือกอย่างหงุดหงิด

แม้จะรู้ดีถึงสาเหตุที่น็อตเกลียดโซนิค แต่ลึกๆ แล้วฉันเองก็รู้ว่ายัยเบลล์ไม่พอใจที่น็อตยังคงโกรธแค้นแทนแฟนเก่าที่ตายไป ถึงจะเข้าใจดีว่าทำไมเขาต้องผูกใจเจ็บขนาดนั้น แต่อารมณ์หึงหวง งี่เง่า ของสาวๆ ที่ไม่ต้องการให้คนรักยกใครขึ้นมาสำคัญมากกว่าตัวเองมันดันมีมากกว่า ผู้ชายส่วนมากก็โง่จนไม่เคยรู้ว่ากำลังทำอะไรให้แฟนตัวเองโกรธ ซึ่งน็อตก็เป็นหนึ่งในนั้น

“ถ้ามันไป...ผมไม่ไป!”   น็อตยื่นคำขาด สีหน้าจริงจัง

ดูท่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่แหะ =[]=!!!

“ทำไมนายพูดง่ายๆ แบบนั้นล่ะน็อต ฉันมีวันหยุดแค่ไม่กี่วันและเราก็คุยเรื่องทริปทะเลหัวหินนี่กันมาก่อนแล้ว อยู่ๆ ก็ล้มเลิกง่ายๆ แบบนี้น่ะเหรอ?”   ยัยเบลล์เริ่มขึ้นเสียง

“แล้วเบลล์จะให้ผมทนมองหน้าไอ้คนที่ข่มขืนแฟนเก่าผม จนเธอต้องกัดลิ้นฆ่าตัวตายได้ยังไง!?”

“มองไม่ได้ก็ไม่ต้องมอง ไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป เชิญโกรธแค้นแทนแฟนเก่าต่อไปเถอะ ไม่ต้องสนใจหรอกว่าฉันจะรู้สึกยังไงที่นายเอาแต่พล่ามอาฆาตแค้นแทนแฟนเก่าอยู่แบบนี้!

น็อตถลึงตามองเบลล์ เม้มริมฝีปากแน่นราวกับพยายามข่มอารมณ์โกรธเอาไว้ ส่วนยัยเบลล์ก็พยายามถลึงตาตี่ๆ จ้องกลับเขม็งอย่างเอาเรื่อง ฉันมองหน้าคนนั้นทีคนนี้ที อย่างไม่มีจังหวะจะแทรก แต่ถ้าขืนนิ่งเงียบแล้วปล่อยให้ทั้งคู่ระเบิดอารมณ์ใส่กันโดยไม่ห้าม เกรงว่าร้านเสื้อผ้าของฉันอาจพังพินาศไปซะก่อน แค่ทั้งคู่เริ่มพูดเสียงดังใส่กันลูกค้าของฉันก็วางไม้แขวนเสื้อกลับเข้าที่เดิม แล้วเผ่นแน่บออกจากร้านไปแล้ว Y_Y

“ทำไมเบลล์กลายเป็นคนไม่มีเหตุผลแบบนี้ล่ะ” 

และแล้วน็อตก็เผลอหลุดประโยคที่ไม่ต่างจากระเบิดออกมา ยัยเบลล์อ้าปากค้าง ดวงตาลุกวาวจนแทบจะฉายแสงออกมาจากเบ้าตาเพื่อเผาไหม้แฟนตัวเองให้ตายคาที่อยู่รอมร่อ

“เอ๊อออ!  ใช่ซี่! ฉันมันไม่เคยมีเหตุผลอะไรทั้งนั้นแหละ เชิญนายพร่ำรำพัน อาลัยอาวรณ์ แก้แค้นแทนแฟนเก่าที่ตายไปหลายปีต่อไปคนเดียวเถอะ ยังไงฉันมันก็แฟนใหม่ที่ไม่มีค่าอะไรให้จดจำอยู่แล้วนี่!

ยัยเบลล์ลุกพรวดขึ้นยืน สีหน้าโกรธจัด คว้ากระเป๋าถือกุ๊ดจี่สุดหรูแล้วก้าวข้ามฉันที่นั่งอยู่บนโซฟาตัวเดียวกันเพื่อจะออกจากร้าน แต่ฉันไม่ยอมปล่อยให้เรื่องลุกลามไปไกลกว่านี้หรอก ดังนั้นฉันจึงคว้าแขนเรียวเล็กแล้วจับเหวี่ยงให้ยัยเบลล์ล้มลงไปนั่งลงที่เดิม

“ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น หยุดใส่อารมณ์กันได้แล้ว!

ฉันตวาดแว้ดเสียงดังลั่นจนพนักงานที่จ้างไว้รีบเดินหลบไปหลังร้าน ไม่ต้องการมีส่วนร่วมอยู่ในเหตุการณ์

“ก่อนอื่นเลยนะ...น็อตหยุดพูดเรื่องแฟนเก่าได้แล้ว ไม่มีใครชอบให้แฟนตัวเองพูดถึงเรื่องอดีตของคนเก่าหรอก ต่อให้เรื่องนั้นมันขมขื่น เศร้าสลดแค่ไหนก็ตาม เพราะมันเป็นอดีตที่คนปัจจุบันไม่ได้มีส่วนร่วมและแตะต้องไม่ได้ ดังนั้นยิ่งน็อตพูดถึงบ่อยๆ มันก็ยิ่งเหมือนน็อตยังคงอาลัยอาวรณ์ ให้ความสำคัญกับคนๆ นั้นไม่จางหาย ถ้าเกิดยัยเบลล์พูดเรื่องแฟนเก่าบ่อยๆ บ้างล่ะ นายจะรู้สึกยังไง?”

น็อตนิ่งเงียบ ปรายสายตามองเบลล์ที่ทำเป็นนั่งกอดอก เชิดหน้ามองออกไปข้างนอกหน้าต่างจนคอแทบเคล็ด เขาถอนหายใจยาว ยกมือขึ้นลูบหน้าตนเองเหมือนคนเพิ่งได้สติ

“ก็จริง...ผมเผลอใส่อารมณ์มากไปจนไม่ทันได้นึกถึงความรู้สึกของเบลล์ ขอโทษนะ”

คำขอโทษเรียบง่าย ตรงไปตรงมาของน็อตทำให้คนใจแข็งไม่จริงอย่างยัยเบลล์ค่อยๆ เบือนหน้ากลับมามอง หากยังคงวางมาดปึ่งงอน

“รู้ตัวก็ดีว่าตั้งแต่ที่โซนิคโผล่มา นายก็เอาแต่พล่ามเรื่องเก่าๆ จนฉันแทบไม่มีตัวตนอยู่ในสายตา!

“ไม่จริง เบลล์อยู่ในสายตาผมเสมอ”

น็อตแย้งกลับทันควันทำเอายัยเบลล์ชะงัก แววตาเปลี่ยนเป็นวิบ วับอย่างถูกใจ

“แต่เบลล์ก็ต้องเข้าใจผมหน่อยสิ เพราะถ้าเรื่องนั้นเกิดขึ้นกับเบลล์ ผมก็ต้องโกรธแค้นและไม่อาจให้อภัยไอ้หมอนั่นได้เหมือนกัน มันไม่เกี่ยวกับว่าผมยังรักแฟนเก่าหรืออาลัยอาวรณ์หรอกนะ แต่มันเป็นเพราะคนเลวๆ อย่างมันทำให้ชีวิตผู้หญิงคนหนึ่งต้องจบลงอย่างน่าอับอาย แล้วผู้หญิงคนนั้นยังเคยเป็นแฟนผม จะไม่ให้ผมรู้สึกโกรธแค้นเพราะเรื่องมันผ่านมานานแล้ว...มันก็คงเป็นไปไม่ได้”

น็อตก้มหน้าลงซ่อนสีหน้าเอาไว้ไม่ให้พวกเราเห็น แต่น้ำเสียงของเขาก็ทำให้รู้ได้ว่าเขายังคงเจ็บปวดกับเหตุการณ์นั้นอยู่ ฉันกับยัยเบลล์มองหน้ากันด้วยแววตาเคร่งเครียด เข้าใจดีว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะให้อภัยคนที่หลอกแฟนตัวเองไปข่มขืน แล้วสุดท้ายฝ่ายหญิงทนความอับอายไม่ไหวจึงตัดสินใจกัดลิ้นฆ่าตัวตาย

ใช่! คุณอ่านไม่ผิดหรอกค่ะ ไอ้หมอนั่นมันเลวระดับโจรเชียวล่ะ ฉันฟังทีแรกยังแทบไม่อยากจะเชื่อว่าคนที่มีพื้นฐานครอบครัวรวยขนาดนั้น แถมยังมีหน้าตาคล้ายกับคนที่ฉันรักมากจะทำตัวได้ต่ำ สถุล เลวทราม ข่มขืนแฟนเพื่อนจนผู้หญิงกัดลิ้นฆ่าตัวตาย แถมยังหลบหนีคดีไม่ยอมไปรับใช้กรรมอยู่ในคุก แล้วตอนนี้ยังมีหน้าโผล่มาให้น็อตเห็นอีก!

แค่ฟังเรื่องที่น็อตเล่าเมื่อคืนฉันยังเดือดแทนเลย คนแบบหมอนั่นมันไม่สมควรเกิดมาหน้าตาดีแบบนี้หรอก! (เอ่อ...เหมือนนั่นจะไม่ใช่ประเด็นนะ -_-;)

การที่อดีตยังคงฝังแน่นในใจของคนรักมันเป็นเรื่องที่น่าโมโห แต่กรณีนี้ยัยเบลล์ต้องยอมเข้าใจน็อตแล้วล่ะ ยังไงซะแฟนเก่าของน็อตเขาก็ไปสวรรค์แล้ว และยัยเบลล์ก็ไม่มีวันบังคับให้น็อตลืมเลือนเธอคนนั้นได้ ตราบใดที่น็อตไม่พร้อมที่จะปล่อยวางเรื่องทุกอย่างให้เป็นเพียงอดีต

เหมือนกับฉันที่ยังไม่สามารถปล่อยวางแซคไปจากหัวใจได้เลย

“โอเค...ฉันเข้าใจเรื่องนั้นแล้ว แต่จะห้ามไม่ให้โซนิคไปทริปหัวหินด้วยมันค่อนข้างโจ่งแจ้งไปหน่อย ยิ่งคุณแม่แซคเป็นคนเอ่ยปากขอให้พวกเราพาเขาไปเที่ยวด้วย ฉันกับยัยเป๊ปก็เลยไม่รู้จะพูดยังไง”

หลังจากที่ยัยเบลล์สงบสติอารมณ์ และปลงได้ในระดับหนึ่งแล้วจึงวกกลับมาคุยเรื่องเดิมที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้

“เอ่อ...ที่จริงฉันก็แอบสงสัยนะน็อต”   ฉันแทรกขึ้นมาบ้าง   “คุณแม่แซคเขาไม่รู้เหรอว่าโซนิคเคยก่อคดีอะไรไว้กับนาย?”

“รู้...แต่ไม่รู้รายละเอียดหรอกเพราะทางบ้านของโซนิคพยายามปิดข่าว แซคเคยเล่าให้ฟังว่าคุณน้ากับน้องซอจะรู้เพียงแค่โซนิคกับเพื่อนไปก่อเรื่องไว้จนมีคนในกลุ่มตาย พ่อของโซนิคเลยรีบพาลูกไปอยู่เมืองนอกเพื่อกันให้อยู่ห่างจากคดีนี้”

มิน่าล่ะ...คุณแม่แซคถึงได้กล้าฝากโซนิคให้ไปเที่ยวกับพวกเรา หารู้ไม่ว่ามันคือการเอาแมวกับหมาจับขังใส่กรงเดียวกันชัดๆ

“ฉันจำได้ว่านายบอกว่ามันยังไม่หมดคดีความนี่นา แล้วทำไมโซนิคถึงกล้ากลับมาเมืองไทย”

“คนอย่างมันจะไปรู้สึกสำนึกผิดอะไรล่ะ!”   น็อตกัดฟันกรอด ไฟแค้นลุกพรึ่บพรั่บขึ้นอีกครั้ง

“แต่ส่วนหนึ่งที่กลับมาไวก็คงเพราะเพิ่งรู้ข่าวของแซคล่ะมั้ง สองคนนั้นสนิทกันมาก...มากจนทำให้แซคเข้าข้างมันได้ แล้วยังพยายามไกล่เกลี่ยให้ผมเลิกคิดว่าโซนิคเป็นคนทำ ทั้งๆ ที่หลักฐานทุกอย่างก็เห็นอยู่ทนโท่!

“จะ...ใจเย็นๆ นะน็อต”   ยัยเบลล์พยายามปลอบให้เย็นลง ก่อนจะหันมาถลึงตาใส่ฉัน   “เป๊ป...แกก็เลิกถามเซ้าซี้ได้แล้ว เรามาสรุปเรื่องทริปหัวหินกันให้จบก่อนดีกว่า”

ฉันเลยต้องหุบปากนิ่งแล้วปล่อยให้ยัยเบลล์หาข้อสรุปกับน็อตกันไปสองคน T_T

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

217 ความคิดเห็น

  1. #217 Mook.mook (@l3loomme) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 กันยายน 2560 / 04:30
    เดี่ยวนะ แบบนี้ โซนิคเป็นพระเอกอ่อ สงสารแชค TwT
    #217
    0
  2. #153 ExoShidae (@phattaraporn123) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 / 23:04
    จะเป็นไรมั้ยถ้าจะบอกว่า โซนิคกับเป๊ปก็น่ารักดีนะ 55

    #153
    0
  3. #138 MerCuRy (@nicecasino) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2557 / 11:44
    รีไรท์ใหม่ซะเดาทางไม่ถูกเลย ฮึฮึ
    #138
    0
  4. #137 •อคิราห์• (@Akirah) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2557 / 14:33
    ขอบคุณทุกๆ คอมเม้นต์นะคะ ที่ทำให้คนเขียนไม่เหงา 555
    #137
    0
  5. #136 8b; (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2557 / 11:58
    สู้ๆนะคะ เปนกำลังใจให้^^
    #136
    0
  6. #135 Phanwann (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2557 / 01:13
    เป็นเรื่องแรกที่น้ำตาไหลตั้งแต่บทแรกๆ

    อยากขอเหมือนคำโปรยเรื่อง "ขอให้เขากลับมา" (แซค นะ ไม่ใช่ โซนิค)
    #135
    0
  7. #50 GiftzanG (@Giftzang) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2555 / 13:46
    กรี้ดดดดด!!!!
    อยากอ่านตอนต่อไปใจจะขาดแล้ววววววววววว
    อัพเร็วๆนะคะ
    #50
    0
  8. #47 •อคิราห์• (@Akirah) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2555 / 17:25
    โปรดติตดามตอนต่อไป......หึหึหึ
    #47
    0
  9. #46 MerCuRy (@nicecasino) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2555 / 09:44
    แล้วคนคนนี้มันคือใครถ้าไม่ใช่แซค
    อะไรจะบังเอิญและเหมือนกันปานนั้น
    #46
    0
  10. #45 8364 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2555 / 22:30
    อยากอ่านตอนต่อไปเร็วๆจัง

    เมื่อไหร่จะเป็นเล่มคะ
    #45
    0
  11. #44 Satang' ')v (@rayhana1234) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2555 / 22:28
    พี่อคิร๊าาาาาาาาาห์ ถ้าจะทำร้ายจิตใจกันขนาดนี้ หมอนี้มันเป็นใคร 
    #44
    0
  12. #43 •อคิราห์• (@Akirah) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2555 / 22:01
     อัพเดทตอนที่ 4 คอมพะรี้ทททททททททททท  
    #43
    0