★ ผมปลูกต้นรักบนดาวอังคาร : M A R S ★

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 288 Views

  • 4 Comments

  • 43 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    5

    Overall
    288

ตอนที่ 3 : ดาวเคราะห์ที่ M 001 : Hello it's me...100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 145
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    19 ม.ค. 61

อารัมภาบทของนิทานมักขึ้นด้วยเรื่องราวที่น่าตื่นใจ หรือถ้าเป็นตำนาน ก็เป็นตำนานทที่ปลุกระดมความกล้าในตัวคุณราวเครื่องดื่มชูกำลัง แต่สำหรับอารัมภาบทของนิทานเรื่องที่ผมกำลังอ่านอยู่นี่มันช่าง...

บ้าบอ


ป๊าบ!


            “นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย!”

ปิดหนังสือที่อยู่ในมือเสียงดัง เป็นไปได้ก็อยากจะปาทิ้งออกไปนอกโลกเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่ติดที่มีดวงตากลมใสแจ๋วของน้องสาวกำลังจ้องมองผมอยู่


            “พี่ลอสอย่าสบถคำหยาบสิ แล้วอ่านต่อให้จบด้วย” เด็กหญิงผมดำทำหน้ายู่ใส่ดูน่ารักน่าเอ็นดูออดอ้อน แต่ขอโทษเพราะพี่ชายแสนคนนี้ไม่หลงกลอีกแล้ว เพราะหลังจากที่หลงเชื่อคำลวงของน้องสาววัยห้าขวบแล้วเผลออ่านนิทานเรื่อง ‘เจ้าหญิงขนกลม’ โลกทัศน์ในการมองนิทานของผมก็เปลี่ยนไป


นี่คือนิทานสำหรับเด็ก...เจ้าหญิงถูกแม่มดสาป เจ้าชายมาช่วย แล้วเจ้าหญิงก็แดกเจ้าชายเข้าไปกลายเป็นก้อนขนเดินได้



ไอ้บ้า! คนแต่งมันอยู่ไหน สำหรับเด็กยังไง รู้สึกอยากเอาสันหนังสือกระแทกหน้าจริง ๆ


            “พี่ลอสอ่านต่อ นะนะ”


            “ไม่!” สาบานว่าแอลี่จะไม่มีวันเห็นหนังสือเล่มนี้อยู่บนโลกเป็นครั้งที่สอง


“พี่ลอสใจร้าย” แอลี่ทำหน้ายู่บึ้งแก้มป่องด้วยความงอน ส่วนผมเชิดหน้าลุกขึ้นแล้วหิ้วหนังสือไปวางไว้บนตู้หนังสือชั้นบนสุด (เรื่องแบบนี้ต้องเก็บให้ไกลมือเด็ก)


            “นั่นมันหนังสือรุ่นลิมิตเต็ดนะ หนูชอคุณแม่เลือกเองกับมือ พี่ไม่สิทธิ์จะทำแบบนี้กับหนู หนูมีสิทธิ์จะอ่านนิยายเรื่องไหนก็ได้!” แต่ต้องไม่ใช่เรื่องนี้...ผมค้านในใจ อยากรู้จริงๆ ว่าเด็กห้าขวบไปเรียนวิธีการพูดแบบนี้มาจากไหน


                    อ้อ....นึก ๆ ดูแล้ว อาจเป็นไปได้ที่เธออาจจำมาจากมิสเตอร์เบอลิน ฮาร์ท คุณพ่อผู้ซึ่งเป็นทนายการกุศลของพวกเราก็ได้ ถ้ากลับมาจากฮันนีมูนกับคุณนายลู่ลี่สงสัยต้องว่าสักหน่อย


            “ไม่ได้นะแอลี่ หนูควรอ่านนิทานที่มันดีต่อหัวใจสิ อย่างเช่น...” ผมพยายามนึกถึงนิทานโลกสวยที่ตัวเองรู้จัก...


            “หนูน้อยหมวกส้มกับนายพรานตากลม”


            “เรื่องนั้น หนูน้อยหมวกส้มตายตอนจบ” เอ่อ...


            “หมาน้ำผจญภัย”


            ”นั่นหมาก็จมน้ำตายหลังได้เจอกับเจ้าของ”

            เวร แล้วคนแต่งจะตั้งชื่อเรื่องหมาน้ำทำไมวะ ถ้าตอนจบแม่งจะจมน้ำตาย


            “งั้น...ดอลลี่เพื่อนรักล่ะเป็นไง”


            “จริง ๆ แล้วเรื่องนั้นดอลลี่ไม่มีเพื่อนสักคน มีแต่เพื่อนในจินตนาการทั้งนั้น”

       โว้ย! พอ! เลิก! ทำไมนิทานแต่ล่ะเรื่องที่ผมเสนอมาถึงได้มีจุดจบแบบนั่นล่ะ ตอนเด็ก ๆ ผมจำได้ว่ามันไม่ได้หดหู่ขนาดนั้นนะ มันออกจะสดใสด้วยเสียงการ์ตูน และสายรุ้งฟรุ้งฟริ้ง


     “พี่ลอสจ๋า...” แอลี่ลากเสียงอ้อน อย่า...แอลี่น้องอย่ามองพี่ด้วยสายตาแบบนั้น พี่สาบานได้ว่าพี่ไม่ได้เป็นคนชักจูงน้องเข้าเส้นทางที่มืดมนแน่นอน


     “อะแฮ่ม...ไม่ได้ ยังไงเอาเป็นว่าอย่าอ่านนิทานที่มันไม่เหมาะกับวัยแล้วกัน” ผมกระแอ่มไอแก้เขิน ยังไงก็ต้องทำตัวเป็นพี่ชายที่แสนดีปกป้องน้องสาวห้าขวบจากสิ่งที่เสี้ยมสอนเข้าสู่โลกอันมืดมิด

แอลี่เบะปาก


     “พี่ลอสก็เป็นแบบนี้ทุกที หนูเบื่อ หนูอยากให้คุณพ่อกลับมาไวไว พี่ลอสไม่เคยตามใจอะไรหนูเลย” ถ้อยคำน้อยอกน้อยใจของเด็กหญิงห้าขวบนั่นทำเอาใจที่เคยตั้งมั่นนั่นอ่อนยวบ นี่ผมใจร้ายจริง ๆ เหรอ ?

ผมเดินเข้าไปหาน้องสาวที่นั่งอยู่ ก่อนย่อตัวลงให้อยู่ระดับเดียวกัน ใช้สายตาอ่อนโยนมองเธอ


     “ไม่เอาน่ะแอลี่ พี่แค่อยากปกป้องเรา”


     “จากอะไร”


     “จากอะไรทั้งปวงที่อาจทำให้เราเสียคน”


     “หนูซ่อมได้น่า”

     บางทีพี่ก็อยากจะตบกะบาลน้อง


     “พี่ลอส” เสียงเรียกจากร่างตรงหน้าทำให้ผมสละความคิดชั่ว ๆ ทิ้งไป นัยน์ตากลมสีฟ้าใสของแอลี่วาววับสวยงามราวกับสีท้องฟ้ามองลงที่ขาผม “พี่ไม่เป็นไรแล้วจริง ๆ เหรอคะ?”


     ประโยคนั่นทำให้ผมชะงัก ก่อนจะก้มลงมองขาอันน่าอัศจรรย์ของตัวเอง นี่มันก็ผ่านมากว่าสามวันแล้วที่ขาของผมกลับมาเดินได้...



ตกดึกในคืนนั้น


หลังจากที่ส่งแอลี่เข้านอนแล้ว ผมก็มานั่งนึกถึงเหตุการณ์ประหลาดเมื่อสามวันก่อนที่มีสิ่งมีชีวิตประหลาดมาพร้อมกับเสียงเครื่องบิน(?) และแสงสีฟ้า


อาจเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ Supernatural ที่ยากจะหาคำอธิบาย


มีความมั่นใจอยู่ในระดับแปดสิบเปอร์เซ็นว่าสิ่งมีชีวิตตนนั้นอาจเป็น ‘มนุษย์ต่างดาว’ และผมซึ่งเป็นพี่ชายที่แสนดีได้ทำหน้าที่เป็นแคสนิส เอฟเวอร์ดีนอย่างสมบูรณ์แบบ โดยการอาสาสมัครไปแทนน้องสาว


แต่…


ทั้ง ๆ ที่คิดว่าผมอาจถูกจับตัวไปสวัสดีวิ่งเล่นที่ดาวอังคาร แต่พอลืมตาขึ้นมาอีกที กลับพบว่าตนเองนอนอยู่บนเตียงที่บ้าน ข้าง ๆ น้องสาว ?


อ่าว…


ถึงกับงงเป็นไก่ตาแตกไปสองชั่วโมง พึมพำกับตัวเองว่าฝันไปหรือเปล่า กระทั่งเช้าวันนั้นแอลี่เป็นคนเดินมาถามหน้าตายว่า ‘ทำไมพี่ลอสยังอยู่ที่นี่ล่ะ ?’


อะ...น้องเวร ก็ไม่ได้อยากคิดหรอก แต่นั่นก็เป็นข้อสรุปได้ที่ทำให้มั่นใจได้ว่าเหตุการณ์นั้นมันอาจจะไม่ใช่ความฝัน อย่างไรซะ...ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์อะไรก็ตามที่โลกใบนี้หาคำอธิบายไม่ได้ แต่ผมรู้ว่าจะแทนสิ่งมีชีวิตนั้นด้วยอะไร


บางทีก็แอบคิดนะว่า หรือมนุษย์ต่างดาวไม่อยากจะรับภาระคนพิการไปดูแลนอกโลก ?


เสียใจ...แหมะ คิดไปนั่น


แต่เอาเป็นว่าหลังจากเหตุการณ์วันนั้น ผมกลับมาเดินได้อีกครั้งราวกับปาฎิหาริย์ แม้แต่ดอกเตอร์สไตล์หมอที่เชี่ยวชาญเรื่องกระดูกและดูแลผมมาตลอดก็หาคำอธิบายไม่ได้


ช่วงสามวันนี้ ผมพยายามติดต่อมิสเตอร์เบอลิน ฮาร์ท และคุณนายลู่ลี่ ฮาร์ท พ่อกับแม่ของผมเพื่อที่จะบอกด้วยความดีใจว่า ผมสามารถเดินลั๊ลล๊าตีลังกา...เอ่อ ไม่ ๆ ยังตีลังกาไม่ได้ เอาเป็น อา....วิ่ง  วิ่งได้แล้วนะ! และก็พร้อมโบกมือลารถเข็นวิวแชร์เป็นที่เรียบร้อย แต่กลายเป็นว่า...ผมติดต่อพวกท่านสองคนไม่ได้เลย


บางทีก็อิจฉาที่พวกท่านยังสวีทหวานกันได้ยาวนานเหลือเกิน


พอ ๆ ผมล้มเลิกความคิดไร้สาระของตัวเอง ก่อนจะลุกขึ้นไปตรวจเช็คความเรียบร้อยรอบ ๆ บ้านอีกครั้ง


หลังจากเก็บโต๊ะ ล้างจานเรียบร้อยแล้ว ทีนี้ก็ถึงตาผมที่จะได้พักผ่อนบ้าง ผมเปิดประตูห้องน้ำเข้าไปด้านใน อากาศในวันนี้ไม่ได้หนาวอะไรมากมาย แต่ผมกลับอยากแช่น้ำอุ่นให้สบายตัว


               ว่าแล้วก็ลงมือเปิดน้ำในอ่าง ระหว่างนั้น ก็ถอดเสื้อผ้าไปด้วย ผมมองรูปร่างของตนเองผ่านบานกระจกใสบริเวณที่ล้างหน้า


   ‘ลอส ฮาร์ท’ คือชื่อและนามสกุลของผม สั้น ๆ ง่าย ๆ ได้ใจความเศร้า ๆ ว่า ‘หัวใจที่สูญหาย’ จริง ๆ ถ้ามันจะมองให้อินเลิฟก็พอได้แบบ ‘เธอเป็นหัวใจที่ขาดหายไปของฉันนะ’ แต่สำหรับผมชื่อลอสมันมีความหมายว่า ‘หายไป’ หรือ ‘สาบสูญ’ มากกว่าจะเชื่อมความโรแมนติกของพ่อกับแม่


ผมพิจารณาใบหน้าตัวเอง เด็กหนุ่มวัยสิบหกปี ลูกเสี้ยว อเมริกัน ไทย จีน รูปร่างผอมบางเหมือนกระดานโต้คลื่น ผิวขาวเหลือง หน้าตา...ก็ไม่ได้แย่ แต่ก็ไม่ถึงกับดี เส้นผมสีดำขลับ ตาสีเขียวอมเทา มีไฝใต้ตาหนึ่งจุด กับบริเวณต้นคอด้านขวาอีกหนึ่งจุด และหูกาง…


อา...นี่คนหรือหนู แต่ถ้าเป็นหนูก็น่าจะมักกี้เม้าส์เพราะ(ตอนเด็ก)เคยมีคนเรียกแบบนั้น ยิ้มหน่อย...อืมฟันขาววิ๊งเรียงสวย ถ้านับจุดที่ชอบที่สุดคงเป็นบริเวณริมฝีปากของผมล่ะมั้ง ที่มันดูจุ๋มจิ๋มน่ารักน่าบิด ยิ่งตอนทาลิปมันก็จะออกเป็นสีชมพูระเรื่อนิด ๆ อย่างกับปากผู้หญิงที่ยังไม่เคยเสียจูบแรก....


เศร้าเลย...สิบหกปีที่ผ่านมา อย่าพูดถึงเรื่องจูบเลย เพราะพิการง่อยตั้งแต่แปดขวบแบบนี้สาวไหนก็ไม่มอง แถมผมยังมีเพื่อนน้อยมาก ๆ แต่ตอนนี้ผมเดินได้แล้ว บางทีพอเข้าเปิดเทอมหน้า ผมอาจจะได้เจอเรื่องดี ๆ แล้วมีสาวมาสนใจก็ได้


ตอนนี้น้ำในอ่างเต็มแล้ว ผมละสายตาจากกระจกด้านหน้า ก่อนจะเดินไปที่อ่างน้ำ ค่อย ๆ หย่อนตัวลงไปอย่างเชื่องช้า


“อา...” ครางออกมาด้วยความรู้สึกสบายตัว ผมหลับตาลงทิ้งกายไว้ใต้น้ำอุ่น ๆ แอบลองยกขาขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมมือไปถู ๆ


ไม่อยากเชื่อเลยว่าที่เห็นอยู่มันคือขาของผมที่กลับมามีความรู้สึกอีกครั้งจริง ๆ


ลองหยิกเบา ๆ ที่ต้นขา


“โอ้ย!”

เจ็บ...พิสูจน์แล้ว มันไม่ใช่ฝัน มันมีความรู้สึก พอคิดแบบนั้นก็ถึงขั้นปลื้มแทบน้ำตาไหล โลกนี้คงไม่มีอะไรสุขไปกว่าการที่เกิดมาแล้วมีร่างกายครบสามสิบสองส่วนกับการได้แช่น้ำอุ่น ๆ


แช่ไปเรื่อย ๆ ไอน้ำอุ่น ๆ ระเหิดระเหยออกมาเป็นม่านบาง ๆ ...อุณหภูมิของน้ำทำให้ร่างกายที่รับภาระมาทั้งวันรู้สึกผ่อนคลายลง


อา สบาย…


แล้วผมก็เผลอพักสายลงไปครู่หนึ่ง ทุกอย่างเงียบสงบไปพอสมควรได้ ทว่าไม่ทันไรกลับต้องลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อมีความรู้สึกเย็นวาบน่าขนลุกแทรกผ่าน เหมือนตัวเองกำลังถูกต้องมองลงมาจากบริเวณประตูห้องน้ำ


ผมเลิกม่านออก สอดส่องสายตาไปรอบ ๆ แต่ก็ไม่พบใครอย่างที่ผมรู้สึก


คิดไปเอง ?


ความรู้สึกกับบรรยากาศแปลก ๆ นี้ทำให้ผมเกิดความสงสัยขึ้นมานิดหน่อย แต่ไม่นานมันก็ไม่เริ่มนิด เมื่อผมดันไปนึกถึงเรื่องผีในห้องน้ำจากภาพยนตร์ที่เพิ่งดูผ่านเคเบิ้ลทีวีไป…


เวรล่ะ


รีบขึ้นออกจากอ่าง พลางคว้าผ้าเช็ดตัวมาพันไว้รอบ ๆ เอว ไม่ได้กลัวนะ แค่รู้สึกไม่ดีมาก ๆ จนขนเส้นเล็ก ๆ มันเริ่มลุกชัน


มองโลกในแง่ดีเข้าไว้ โทษน้องสาวไว้ก่อน


“แอลี่เหรอ ?”

เปล่งเสียงออกไป แต่เงียบไม่มีสัญญาณตอบรับ หรือบางทีอาจจะมี ? ถ้ามองโลกในแง่ดี(อีกครั้ง) บางทีแอลี่อาจจะหัวเราะคิกคักอยู่ที่มุมไหนก็ได้เมื่อเห็นว่าแกล้งพี่ชายอย่างผมได้สำเร็จ และไม่ใช่ ‘บางสิ่ง’ ที่ผมกำลังคิด


กลืนน้ำลายลงคอไปอึกหนึ่ง


เอาน่า...ไม่มีอะไรหรอก พร่ำให้กำลังใจตัวเองไปแบบนั้น แต่ก่อนที่ผมจะตัดสินใจก้าวเดินออกจากห้องน้ำ ขาของผมกลับชะงักอยู่บริเวณหน้ากระจกที่เกาะไปด้วยไอน้ำร้อน แต่บนนั้นกลับมีข้อความบางอย่างเขียนเหมือนใช้นิ้วมือเขียนเอาไว้


Hello


หืมม ?...ใครมันมาสวัสดี ทักทายในห้องน้ำ ? มองซ้ายมองขวากวาดตาไปรอบ ๆ ครู่หนึ่ง มั่นใจมาก ๆ ว่าไม่มีใครนอกจากผม แต่คิดไปคิดมาจากความรู้สึกเย็นวาบเมื่อครู่ก็เริ่มมั่นใจมาก ๆ เช่นกันว่ามันอาจจะไม่ใช่…


แอลี่! ต้องเป็นแอลี่แน่ ๆ มั่นใจ เพราะน้องสาววัยห้าขวบผู้ซึ่งกำลังเริ่มก้าวเดินสู่เรื่องมืดมนกำลังปั่นหัวผมเพื่อแก้แค้นเรื่องเมื่อตอนกลางวัน


ผมใช้สันมือถู ๆ ลบข้อความบนกระจกทิ้งอย่างหงุดหงิด ก่อนจะเดินออกไปจากห้องน้ำ ตรงไปที่ห้องของยัยน้องสาวแล้วแผดเสียงเรียก “แอลี่!”


เด็กหญิงที่นอนชดตัวอยู่บนเตียงท่าทางมีความสุขปรือตาขึ้นมาอย่างัวเงีย พอเธอเห็นผมยืนจังก้าอยู่หน้าประตู คิ้วเรียวเล็กนั่นขมวดเข้าหากัน “พี่ลอสปลุกหนูทำไม” แหมเนียนเชียว


“เราเป็นคนเขียนข้อความในห้องน้ำพี่ใช่ไหม”


“พี่ลอสละเมอเหรอคะ ?”


บ๊ะ!


“อย่ามานอกเรื่องนะ ยอมรับมาซะดี ๆ” มั่นใจว่าเป็นแอลี่แน่ ๆ ทว่าอีกฝ่ายกลับขมวดคิ้วหน้ายู่ “พี่ไม่ได้ล็อคประตูหรือไง”


อืมก็ล็อคนะ....เออว่ะ


แอลี่ส่ายหน้าเอือม ๆ ก่อนจะสถบออกมา “บ้าบอคอแตก” แล้วเธอก็นอนหันหลังห่มผ้าใส่เฉยเลย


“...”

อ่าว...เดี๋ยวยัยน้องบ้า! แกไปเรียนรู้คำแบบนี้มาจากไหน!


“แอลี่!”


“หนูจะนอน แล้วพี่ก็ควรจะไปแต่งตัวด้วย ถึงหนูจะห้าขวบแต่หนูก็เป็นผู้หญิงนะ”

           กึก!...ถึงกับชะงักดาเมจรุนแรงแสนสาหัส นี่ผมกำลังหาเรื่องอะไรกับน้องสาวตัวเองอยู่เนี่ย แล้วดูสภาพสิ...โอ้ว เพราะความขาดสติกับข้อความฮัลโหลบนกระจกนั่นแท้ ๆ เลยทำให้ผมสูญเสียตัวตนที่จะเป็นพี่ชายที่แสนดี ผมตบหน้าตัวเองเบา ๆ แล้วพยามตั้งสติอีกครั้ง


            “โอเค...พี่...พี่ขอโทษ” แอลี่พลิกตัวหันมาเบะปากใส่ เหมือนจะบอกว่า ‘หนูไม่ใส่ใจหรอกนะเจ้าพี่บ้า’ แล้วเธอก็หันหลังไปนอนต่อ


            เอ่อ...บางทีท่าทีของน้องผมทำให้ผมอมยิ้มแห้งปนหมั่นไส้ไม่ได้ แต่เมื่อพิจารณาตัวเอง มันอาจเป็นเพราะผมเองที่บ้าบอคอแตกแตกจริง ๆ เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ติดโพยตีพายไปเรื่อยเปื่อย


            หน้าแตกไหมล่ะ ? พอ ๆ ผมทิ้งเรื่องไร้สาระทิ้งไป เข้ามาอยู่ในโหมดพี่ลอสคนสดใสอีกครั้ง ทว่า...หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ พอกำลังทิ้งตัวลงนอน อยู่ ๆ ก็นึกถึงเรื่องในห้องน้ำก็หวนกลับคืนมา


สรุปแล้วใครมา Hello…ในห้องน้ำ


Adel ?


Hello from the other side!!!.....


อืม...บ้าบอคอแตก ผมนี่แหละ


(ต่อ)

สามอาทิตย์ผ่านไปไว้เพียงกะพริบตา


ในที่สุด มิสเตอร์เบอลิน ฮาร์ท กับมิสซิส ลู่ลี่ ฮาร์ท ก็กลับมาจากฮันนีมูนสักที อย่างที่บอกไป พ่อผมเป็นทนายการกุศล ให้กับพวกนักโทษ หรือคนยากจนที่ไม่มีเงินต่อสู้คดี ส่วนคุณนายลู่ลี่เป็นหญิงจีนติ่งเชื้อไทยแท้ใจงามรักในการปลูกดอกไม้ และถักนีตติ้งเป็นชีวิตจิตใจ


มีคำถามมากมายเป็นขบวนทันทีที่พวกท่านทั้งสองเห็นผมกลับมาเดินได้อีกครั้ง ที่จริงแล้วไม่ใช่ว่าผมเดินไม่ได้ตั้งแต่เกิดหรอก แต่เป็นเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อตอนผมอายุแปดขวบ ทำให้ผมเสียขาทั้งสองขาไปแล้วอยู่ ๆ ก็กลับมาเดินได้อย่างไม่มีเหตุผล


อืม...จะมีได้ยังไงล่ะ เพราะผมอธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคราวก่อนนู้นไม่ได้เลยสักนิด ถึงบอกไปว่ามีมนุษย์ต่างดาวมาลงจอดหน้าบ้านแล้วมาพาผมไปดาวอังคาร ก่อนจะเปลี่ยนใจแวะมาส่งผมกลับ แล้วผมก็กลับเดินได้ มันจะมีใครเชื่อผมไหม


ไม่มี๊!!! มีก็บ้าแล้ว


ผมจึงตอบได้แค่ว่า ‘ผมไม่รู้ อยู่ ๆ มันก็เดินได้’ ทั้งคุณนายลู่ลี่และมิสเตอร์เบอลินถึงกับทำหน้างง ก่อนจะยิ่งงงหนักกว่าเก่าเมื่อแอลี่เพิ่มด้วยประโยคที่ว่า ‘พี่ลอสถูกมนุษย์ต่างดาวตัวฟ้าพาตัวไป’ และนั่น ก็เป็นเหตุผลที่คุณนายลู่ลี่พาผมมาที่โรงพยาบาลเพื่อให้หมอสไตล์ตรวจอาการอย่างเร่งด่วน


“โอ๊ะ” ผมร้องดังออกมาเมื่อคนในชุดกาวน์ตรงหน้าใช้ค้อนเล็กสำหรับตรวจการตอบสนอง เคาะลงไปที่หัวเข่าผมที่กระเด้งสวนขึ้นมา


ผมมองหน้าชายตรงหน้า หมอสไตล์เป็นหมอหนุ่มและจัดได้ว่าหล่อคม เขามีเส้นผมสีน้ำตาลอ่อน ภายใต้แว่นตากรอบใสมีดวงตาสีเทาหม่นคมกริบอย่างกับใบมีด แต่หากรอยยิ้มที่เผยไว้บาง ๆ ที่มุมปากทำให้เขาดูอ่อนโยนในคราวเดียวกัน


“มหัศจรรย์ ที่มันปกติทุกอย่าง”


แล้วทำไมหมอพูดเหมือนไม่อยากให้มันปกติล่ะครับ!


“มันแปลกขนาดนั้นเลยเหรอครับ” ผมถาม หมอสไตล์มองผมสลับกับคุณนายลู่ลี่ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ


“จริง ๆ มันไม่ควรจะปกติน่ะ เพราะว่ากระดูกบริเวณหน้าแข้งของเธอมันแตกละเอียด และด้วยระยะเวลาที่นานขนาดนี้ รวมทั้งเส้นประสาทที่ไม่มีทางที่จะเชื่อมกัน แต่ดูในแผ่นเอ็กซเรย์สิ เหมือนกับว่าเธอไม่เคยผ่านอุบัติเหตุร้ายแรงมาก่อนเลย”


“แบบนี้มันหมายความว่ายังไงคะคุณหมอ ?” คุณนายลู่ลี่ทำหน้าเหมือนผมกำลังจะตายในอีกสองวัน ส่วนหมอสไตล์ส่ายหน้าเบา ๆ


“ผมก็อธิบายไม่ได้ครับ แต่อย่างน้อยก็ถือว่าอาจจะเป็นโชคดีหรือ ปฏิหาริย์ที่ทำให้เขาหายดี”

หมอหนุ่มปิดสมุดบันทึกแพทย์ ก่อนใบหน้าหล่อเหลาใต้กรอบแว่นจะหันมายิ้มให้ผมอย่างเป็นมิตร ที่จริงผมก็อยากอธิบายเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็กลัวว่านอกจากหมอสไตล์จับผมตรวจกระดูกใหม่แล้ว เขาน่าจะส่งผมไปแผนกผู้ป่วยจิตเวชด้วย ซึ่งผมยังไม่อยากไปตอนนี้


“เอาเป็นว่า เป็นเรื่องดี แต่ต้นเดือนหน้าผมขอนัดตรวจอย่างละเอียดอีกรอบนะครับ อาจเข้าเครื่องแสกนเลย” ได้ยินแบบนั้น คุณนายลู่ลี่ก็รับปากทันทีโดยที่ไม่หันมาถามความเห็นผมสักคำ เพราะว่าเดือนหน้ามันก็ได้เวลาเปิดเทอมเรียบร้อยแล้ว ผมอาจจะยุ่ง หรืออาจจะต้องเตรียม(เรื่องส่วน)ตัว ก่อนเข้าเรียนก็ได้ ถึงแม้ในเมืองฟอรช์ตี้นี้จะมีผู้คนอาศัยอยู่ไม่ถึงห้าพันคนก็เถอะ


คุณนายลู่ลี่อยู่คุยกับหมอสไตล์อีกสองสามประโยค ก่อนพวกเราจะเดินออกมาจากห้องตรวจก็ประมาณบ่ายสองนิด ๆ ก่อนกลับบ้านคุณนายลู่ลี่บอกว่าอยากแวะร้ายสะดวกซื้อสักหน่อยก่อนเข้าบ้าน ซึ่งผมก็พยักหน้าหงึก ๆ เห็นด้วยเพราะก็อยากกินไอศครีมช็อคโกแลตแก้เปรี้ยวปากเหมือนกัน แต่ระหว่างทางที่กำลังเดินไปอาคารจอดรถ อยู่ ๆ ท้องเจ้ากรรมก็เริ่มประท้วงขึ้นมา ผมเลยบอกคุณนายลู่ลี่ไปว่าจะขอไปปล่อยของในห้องน้ำหน่อย


พอแยกตัวออกมา และมุ่งตรงหาจุดหมายด้วยความเร็วแสง แต่ไม่รู้ว่าเป็นเอกลักษณ์หรืออย่างไรห้องน้ำของโรงพยาบาลฟอร์ชตี้ถึงต้องใช้น้ำหอมกลิ่นดอกลาเวนเดอร์ทุกชั้น ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำชายหรือห้องน้ำหญิง มันทำให้เวียนหัวแปลก ๆ แต่ก็ยังดีที่ห้องน้ำนั้นขาวสะอาดสามารถลงไปนอนกลิ้งได้(ถ้ากล้า)


"I'm gonna swing from the chandelier ฮี~.... Fome the chandelier ฮี๋~ "นั่งปลดทุกข์ได้สักพัก ฮั่มเพลงแชนเดอเลียร์ของเซียไปด้วยความสุข ครู่หนึ่งไฟในห้องน้ำเลยกะพริบ ก่อนกลับมาสว่าง


....


พระเจ้าคงอยากให้ผมหยุดโหนแชนเดอเลียร์แน่ ๆ ผมคิดพลางเงยหน้าขึ้นไปบนเพดาน


อย่าดับนะเว้ย!


จำไม่ได้ว่าผมเคยบอกไปหรือยัง ว่าถึงผมจะไม่ได้กลัวความมืด และผมก็ไม่ได้กลัวผี แต่!!...พอนึกถึงเรื่องแปลกประหลาดช่วงนี้ที่เกิดขึ้นรอบตัวผมแล้ว มันอดที่ขนลุกแปลก ๆ ไม่ได้


เพื่อความสบายใจจากใด ๆ ก็แล้วแต่ ผมว่า...ผมควรกดน้ำแล้วรีบออกไปจากที่นี่จะดีกว่า


“โอ้ย!”

อยู่ ๆ ก็รู้สึกเจ็บแสบ ๆ คัน ๆ เหมือนถูกไฟรนวูบหนึ่งแถว  ๆ ลำคอ และเพราะปฏิกิริยาตอบสนองของมนุษย์นั้นรวดเร็วด้วยมือคุณ ผมจะตีป๊าบเข้าให้ราวกับตบยุง บริเวณที่แสบ ๆ นั้น นูนขึ้นมาและเหนอะเล็กน้อยเหมือนแผลพอง ๆ ด้วยความสงสัยผมเลยใช้โทรศัพท์มือถือ เอื้อมขึ้นมากดกล้องเพื่อดูให้ชัด ๆ ว่ามันเป็นอะไร ก่อนจะขมวดคิวทันทีเมื่อเห็น…


ปานดำ ?  ไม่ ๆ มันมีลักษณะเป็นเส้นตรงสั้น ๆ ขีดลงมา และมันทำให้ผมนึกถึง…


บาร์โค้ด ?


“อะไรวะเนี่ย ?”  ขมวดคิ้วเป็นปมหนัก จำได้ว่าเมื่อเช้าตอนอาบน้ำยังไม่เห็นเลย แต่ทำไมตอนนี้มันถึงมี แถมยังรู้สึกแสบ ๆ คัน ๆ ราวกับแผลนี้เพิ่งเกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ ออกจากเตา


พรึ่บ!


“Shit !”  หลุดสบถออกมาเมื่อไฟในห้องน้ำดับลง รู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาทันที สัมผัสได้ถึงหัวใจที่เต้นแรงและรัว ราวกับกลอง


มะ..ไม่ได้กลัวหรอกนะ ผมแค่ไม่ชอบใจอะไรก็ตามที่เหนือความคาดหมายและทำให้ตกใจ!


          ทำไมไฟต้องมาดับตอนนี้!


ซู่!


          เวรละ...โดนแล้ว โดนแน่ ๆ ต่อจากไฟดับก็ตามมาด้วยเสียงเปิดน้ำ จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงที่เอาผมต้องบดฟันตัวเองหนัก ๆ


ด้านนอกนั่น...เหมือนมีคนกำลังเอามีดกรีดกระจก!


           ผมกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ มั่นใจว่าหน้าตัวเองตอนนี้มันต้องซีดเหมือนกระดาษแน่ ๆ แถมสันหลังเย็นวาบราวกับถูกแช่ นี่มันเรื่องบ้าบออะไร ทำไมผมต้องมาเจออะไรแบบนี้


ไม่นะพระเจ้าต่อไปนี้ผมจะไม่ฮั่มเพลงแชนเดอเลียร์ในห้องน้ำโรง’บาลอีกแล้วก็ได้ ได้โปรด ช่วยผมออกไปจากสถานการณ์น่าขนลุกนี่ที


พรึ่บ!


           แล้วอยู่ ๆ ไฟในห้องน้ำก็ติดอีกครั้ง


       อื้อหื้อ! อยากจะตีลังกาสี่สิบองศาไปก้มกราบพระเจ้าที่เมตตาได้ยินคำขอร้อง ทว่า...หลังจากที่ผมกำลังจะลุกขึ้นแล้วเปิดประตูจากห้องส้วมและคิดจะออกจากน้ำให้เร็วที่สุด มือของผมก็ชะงักอยู่ที่กลอนประตู


เดี๋ยวนะ...ตอนที่ไฟดับผมจำได้ว่า ได้ยินเสียงเปิดน้ำ(ซึ่งตอนนี้มันกำลังเปิดค้างไว้อยู่) และอาจมีคน (หรือไม่ใช่คน) อยู่ข้างนอกนั่น



เอ่อ...ไม่ได้กลัวหรอกนะ แต่ผมบอกแล้ว ผมแค่ไม่ชอบอะไรก็ตามที่ทำให้ตกใจ หรือใดใดก็ตามที่พุ่งเข้าหาอย่างไม่เป็นมิตร


แต่ว่าผมจะมัวแต่อยู่ในนี้ไม่ได้...ลังเลอยู่สักพัก ในที่สุดก็กลั้นใจ ค่อย ๆ แง้มประตูออกมาทีล่ะนิด นิดเดียวจริง ๆ พอที่จะใช้ตาข้างเดียวแอบส่องโดยไม่มีใครเห็น


ในห้องน้ำว่างเปล่าอย่างที่คิด ไร้สิ่งแปลกปลอม อา...แต่กำลังจะสบายใจอยู่แล้วเชียว แต่ผมดันช้อนสายตาไปที่บริเวณก็อกน้ำที่เปิดทิ้งไว้


บนกระจกกลับปรากฏตัวอักษร บูด ๆ เบี้ยว ๆ จากรอยกรีดจากของมีคม

มันเขียนว่า..

‘ Do you see me , Brother ? ’

พี่เห็นหนูไหม…

ไม่!!


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


ปิดตอนที่ 1 แต่เพียงเท่านี้ แต่งไปโหนแชนเดอเลียร์ไป รู้สึกสนุกแปลก ๆ ที่ได้น้องลอสผู้หลงใหลในดีว่าเป็นนายเอก ไม่รู้ถูกใจมั้ย แต่เมะ เรื่องนี้ประหลาดหน่อย ๆ มาแบบ ผุด ๆ โผล่ ๆ 55555 สรุปเป็นตัวอะไรคนแต่งก็ยังไม่รู้ เอาเป็นว่าติดตามกันเนอะ ขอบคุณสำหรับคอมเม้นต์มากๆนะคะ แล้วเจอกัล from the chandelier ฮี~.... Fome the chandelier ฮรี๋~



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #4 ooy1565 (@ooy1565) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 มกราคม 2561 / 20:06
    ลอสหายพิการเพราะมนุษย์ต่างดาวสินะ สงสัยจะมีมนุษย์ต่างดาวมาหลงรักแล้วพาไปอยู่ด้วยแน่ๆ ชื่อของร
    ลอสจึงแปลว่าสาบสูญหายไป เอลี่ทำไมหนูฉลาดอย่างนี้อายุแค่ 5 ขวบเอง
    #4
    0
  2. #3 'N-u' (@Natmonzii) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 มกราคม 2561 / 19:44
    น่ารักอ่ะ555555555555 อ่านไปบ้าบอตามนิยายต่อไป55555555555555
    #3
    0