ไอบีเอ็ม เปิดเผยรายงานประจำ ปี “เน็กซ์ ไฟว์ อิน ไฟว์” (Next 5 in 5) ฉบับที่ 4 ซึ่งมีการ คาดการณ์แนวโน้มทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ที่จะมีผลต่อรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนในเมืองต่าง ๆ ทั่วโลกในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า
เนื่องจากแนวโน้มการย้ายถิ่นฐานของประชากรในแต่ละปีทั่วโลก มีประชากรราว 60 ล้านคน หรือกว่า 1 ล้านคนในแต่ละสัปดาห์ที่ย้ายถิ่นฐานจากชนบทเข้าสู่เมืองใหญ่ ซึ่งปีที่ผ่านมา มีการประเมินกันว่าประชากรส่วนใหญ่ของโลกในปัจจุบันอาศัยอยู่ในเขตเมืองมากกว่าชนบท
เทคโนโลยีจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะใช้ในการรับมือกับปัญหา ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และส่งผลต่อการใช้ชีวิตของคนในเมืองใหญ่ทั่วโลก
ซึ่งแนวโน้มของเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมอันดับแรกก็คือ “เทคโนโลยีจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในเมืองต่าง ๆ แข็งแรงยิ่งขึ้น”
ด้วยประชากรจำนวนมากที่ย้ายถิ่นฐานเข้าสู่เมืองใหญ่ มีผลทำให้เมืองเหล่านี้กลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคไปพร้อม ๆ กัน ในอนาคตอันใกล้ เทคโนโลยีจะมีบทบาทมากขึ้น ในการพยากรณ์ด้านสาธารณสุข นักวิทยาศาสตร์จะสามารถพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถปรับปรุงการตรวจสอบ ติดตาม หรือเพิ่มมาตรการในการเตรียมพร้อมรับมือ และป้องกันโรคติดเชื้อหรือโรคระบาดได้อย่าง รวดเร็ว
และยิ่งไปกว่านั้น ในอนาคตอันใกล้จะได้เห็น “อินเทอร์เน็ตเพื่อสุขภาพ” เกิดขึ้น ซึ่งระบบดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้ข้อมูลทางการแพทย์ที่อยู่ในเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ ถูกนำไปใช้งานร่วมกันอย่างปลอดภัย
ส่วนเทคโนโลยีที่เป็นแนวโน้มที่สองก็คือ “ระบบอาคาร “อัจฉริยะ” ที่จะสามารถรับรู้และตอบสนองมนุษย์ได้เหมือนสิ่งมีชีวิต”
เมื่อผู้คนเข้าไปอาศัยและทำงานตามอาคารต่าง ๆ ในเมืองใหญ่มากขึ้น เทคโนโลยีและระบบอัจฉริยะก็จะช่วยทำให้ระบบต่าง ๆ ในตึกและอาคารสมัยใหม่ “ฉลาดขึ้น” ไปพร้อม ๆ กัน โดยเทคโนโลยีจะถูกพัฒนา ให้ทำหน้าที่จัดการดูแลอาคารสถานที่ต่าง ๆ ให้ ทำงานได้ราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถรับรู้และตอบสนองมนุษย์ได้อย่างฉับไว เช่น อาคารสมัยใหม่ในอนาคต จะมีอุปกรณ์ตรวจจับหรือเซ็นเซอร์หลายพันตัวที่ติดตั้งตามจุดต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบสิ่งแวดล้อมภายในอาคาร ไม่ว่าจะเป็นความเคลื่อนไหวและอุณหภูมิ ไปจนถึงความชื้น การเข้าใช้พื้นที่ แสงสว่าง นอกจากนี้ ระบบอัจฉริยะจะมีบทบาทมากขึ้นในหลาย ๆ ด้าน เช่น ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้อยู่อาศัย ช่วยอาคารประหยัดการใช้ทรัพยากร และช่วยลดปัญหาโลก
แนวโน้มต่อมาก็คือ “รถยนต์และรถประจำทางจะไม่ใช้น้ำมันและก๊าซอีกต่อไป”
นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่ตัวอักษร “E” บนมาตรวัดน้ำมันในรถยนต์ จะหมายถึง “Enough” หรือ “เพียงพอ” เพราะในอนาคตอันใกล้ รถยนต์และรถประจำทางจะไม่ต้องพึ่งพาพลังงานฟอสซิล เช่น น้ำมันและก๊าซ อีกต่อไป นั่นหมายถึง ในอนาคตรถยนต์จะใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ชนิดใหม่ซึ่งรองรับการใช้งานได้นานหลายวันหรือหลายเดือนก่อนที่จะ มีการชาร์จไฟอีกครั้ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าผู้ใช้งานรถคันนั้นบ่อยแค่ไหน
ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ของไอบีเอ็มและองค์กรพันธมิตรหลายแห่ง ได้ร่วมมือกันพัฒนาแบตเตอรี่ชนิดใหม่ที่ทำให้รถยนต์วิ่งได้ไกลถึง 300 ถึง 500 ไมล์ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง นอกจากนี้ โครงข่ายระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ตามเมืองใหญ่หลายแห่งจะเปิดโอกาสให้รถยนต์สามารถชาร์จไฟในที่สาธารณะได้ อีกด้วย ทั้งช่วยให้บุคคลทั่วไปสามารถใช้พลังงานที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ เช่น พลังงานลม เพื่อช่วยชาร์จแบตเตอรี่ โดยไม่ต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากถ่านหินอีกต่อไป
ส่วนแนวโน้มที่ 4 คือ “ระบบอัจฉริยะจะทำหน้าที่บริหารจัดการน้ำและการประหยัดพลังงานในเมืองใหญ่”
ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำถือเป็นปัญหาสำคัญปัญหาหนึ่งของโลก ปัจจุบัน ประชากร 1 ใน 5 ของโลกไม่สามารถเข้าถึงน้ำดื่มที่สะอาดและปลอดภัยได้ ในขณะเดียวกัน หน่วยงานของรัฐฯ ในหลาย ๆ เมืองทั่วโลกมีปัญหาการสูญเสียน้ำอย่างไม่จำเป็น โดยราว 50 เปอร์เซ็นต์ของปัญหาดังกล่าวมีสาเหตุมาจากการใช้อุปกรณ์จัดเก็บน้ำที่ไม่ได้มาตรฐานหรือชำรุด ยังมีการคาดการณ์กันว่าความต้องการน้ำของมนุษย์จะเพิ่มขึ้น 6 เท่าในอีก 50 ปีข้างหน้า ซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญที่โลกต้องรับมือในอนาคตอันใกล้ ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมกับ ปัญหาดังกล่าว ปัจจุบันเมืองต่าง ๆ ได้มีการติดตั้งระบบประปา “อัจฉริยะ” ซึ่งทำหน้าที่ ช่วยลดการสิ้นเปลืองน้ำได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้น ได้มีการใช้ระบบท่อระบายน้ำ “อัจฉริยะ” ที่นอกจากจะช่วยป้องกันการปล่อยน้ำเสียลงสู่แม่น้ำลำคลองแล้ว ยังช่วยกรองน้ำให้สะอาดจนสามารถดื่มได้อีกด้วย
เทคโนโลยี “อัจฉริยะ” สำหรับการ กรองน้ำดังกล่าวนี้ช่วยให้เมืองต่าง ๆ สามารถนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ภายในชุมชน ซึ่งจะช่วย ลดพลังงานที่ใช้ในการขนส่งน้ำลงได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ยิ่งไปกว่านั้น ในอนาคตอันใกล้จะ มีความพยายามผนวกรวมเครื่องตรวจวัดแบบ “อัจฉริยะ” หรือมิเตอร์แบบอินเทอร์แอคทีฟ และเซ็นเซอร์เข้ากับระบบประปาและไฟฟ้า เพื่อทำให้ผู้ใช้เองสามารถบริหารจัดการการใช้น้ำและไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านปริมาณหรือเวลา
ส่วนแนวโน้มสุดท้ายของนวัตกรรม ที่คาดว่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนของเมืองในอนาคตอันใกล้นี้ก็คือ “เมืองต่าง ๆ จะตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที ก่อนที่จะได้รับโทรศัพท์แจ้งเหตุ”
เนื่องจากเมืองต่าง ๆ จะมีความสามารถในการลดและป้องกันเหตุฉุกเฉิน เช่น อาชญากรรมและภัยพิบัติ ได้ดีกว่า ในปัจจุบันด้วยการใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิ ภาพและระบบอัจฉริยะ.
ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
5 นวัตกรรมเปลี่ยนเมือง
เขียนโดย
sagime
แจ้ง Blog ไม่เหมาะสม
13 ม.ค. 53
1,315
1
ความคิดเห็น