ฉงจื่อ ลิขิตหวนรัก

ตอนที่ 18 : 6.1 ลิขิตสวรรค์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1418
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 36 ครั้ง
    7 ม.ค. 61

อนาคตของคนทุกคนล้วนถูกชะตาฟ้าลิขิตเอาไว้แล้วทั้งนั้น ซึ่งการล่วงละเมิดความลับของสวรรค์เช่นนี้ย่อมมีความเสี่ยงมากกว่าการใช้วิธีทำนายเป็นไหนๆ ถ้าหากทำไม่ดีก็อาจถูกเวทย์ย้อนคืน หรือไม่ก็สูญเสียพลังวัตรไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้น นี่จึงเป็นกฎข้อห้ามของสำนักเซียนทั้งหลาย ทว่าสิงเสวียนเองก็แค่เพียงอยากทดลองดูเท่านั้น เขาจึงนำมือของเด็กหญิงมาวางไว้บนคัมภีร์ลิขิตสวรรค์ แต่หลังจากคิดใคร่ครวญดูอีกครั้ง ท่านเซียนผู้เฒ่าก็ไม่อยากเสี่ยงอันตรายมากเกินไปจึงบอกว่า “ความลับสวรรค์ไม่อาจเปิดเผยได้ ข้าสามารถมองเห็นอนาคตได้ แต่เจ้าไม่ได้ และข้าก็ไม่อาจบอกเจ้าได้ด้วย”

ฉงจื่อที่อารมณ์ดีในตอนแรก เปลี่ยนเป็นหน้าหงิกทันควัน “เช่นนั้นข้าก็ไม่อาจรู้ได้น่ะสิ!”

เซียนพยากรณ์ย่อมมีช่องทางเสาะหาคำตอบจากสวรรค์ได้อยู่แล้ว สิงเสวียนจึงคิดหาวิธีอื่นที่ดีมากกว่า “เอาแบบนี้ก็แล้วกัน ข้าจะลองดูอนาคตของเจ้า ถ้าหากว่าดี ข้าจะพยักหน้า ถ้าหากว่าไม่ดี ข้าจะส่ายหน้า แต่ส่วนเรื่องที่เจ้าจะสำเร็จวิชากระดูกเซียนหรือไม่นั้น เจ้าต้องไปคาดเดาเอาเอง ตกลงหรือไม่”

ฉงจื่อดีใจ เพราะนางเข้าใจความนัยในวาจาของท่านเซียนได้ดี

สิงเสวียนจึงหลับตาลง

เมื่อนั้น คัมภีร์ลิขิตสวรรค์เล่มหนาแลดูเก่าแก่ก็เริ่มมีแสงสีขาวนุ่มนวลแปลกประหลาดแผ่กระจายออกมาราวกับแสงดารา

ต่อมา แสงนั้นก็ค่อยๆ รวมตัวเข้าหากันเป็นลำขนาดเท่านิ้วก้อย

หนึ่งลำ สองลำ สามลำ....

ยิ่งลำแสงปรากฏออกมามากเท่าไหร่ ตัวคัมภีร์ก็ยิ่งฉายรัศมีออกมามากขึ้น เจิดจ้ามากขึ้น  จนคนมิอาจมองดูตรงๆ ได้ ตัวคัมภีร์ที่สั่นเทิ้มขึ้นอย่างรุนแรงพลอยทำให้หัวใจของฉงจื่อเต้นถี่เร็วไปด้วย

เวลาผ่านไปเพียงหนึ่งถ้วยชา[1] แสงสีขาวนั้นก็พลันหายวับไป

สิงเสวียนตกใจ เพราะคิดไม่ถึงว่าแค่เขาลองพยากรณ์ดวงชะตาของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง แต่กลับถูกเวทย์สะท้อนกลับมาอย่างรุนแรง แต่ถึงกระนั้นก็ยังถือว่าเขาทำได้สำเร็จ แม้จะต้องสิ้นเปลืองพลังวัตรไปมากก็ตาม คงต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าที่จะสามารถใช้วิชาพยากรณ์ได้อีกครั้ง ไม่รู้ว่าดวงชะตาของเด็กคนนี้เป็นอย่างไรกันแน่ หรือว่านางจะ...

ท่านผู้เฒ่ายกมือขึ้นปาดเหงื่อและจัดแต่งหนวดเคราขาว ก่อนให้ฉงจื่อดึงมือกลับไป ส่วนตัวเองก็คลี่คัมภีร์ลิขิตสวรรค์ออกดู

ทว่าสิ่งที่ได้เห็นนั้น กลับทำให้เขาแตกตื่นจนเกือบเผลอทำคัมภีร์ลิขิตสวรรค์ร่วงหลุดจากมือ!

เนื่องจากสิ่งที่เขาเห็นนั้นคือเมฆหมอกสีขาวดุจหิมะและคมกระบี่เจิดจ้าดุจดวงดารา หากเพียงชั่วพริบตาทุกสิ่งก็หายวับไป เหลือทิ้งไว้เพียงทะเลหมอกสีขาวอ้างว้าง ยาวไกลสุดสายตา

ทว่า กระบี่เล่มนั้นกลับดูคุ้นตาเขาอย่างมาก!

หรือว่า นางจะเดินตามรอยคนผู้นั้นจริงๆ?

สีหน้าของสิงเสวียนเปลี่ยนไปทันควัน สองมือกำม้วนคัมภีร์แน่น ตามองจ้องไปที่กลุ่มเมฆเบื้องหน้าเนิ่นนาน ก่อนค่อยๆ ระบายลมหายใจยาว

ไม่ใช่ ไม่ใช่กระบี่เล่มนั้น

แม้จะเห็นแค่เพียงแวบเดียว แต่เขาก็ยังคงจดจำได้ดีว่า กระบี่เล่มนั้นงดงามวิจิตรเจิดจ้าดุจดาราแห่งห้วงทางช้างเผือก และกลิ่นอายที่อยู่บนตัวกระบี่นั้นก็เป็นกลิ่นอายของเซียน มิใช่ปีศาจ แสดงว่าต้องมิใช่กระบี่เล่มเดียวกันอย่างแน่นอน

เป็นอีกครั้งที่สิงเสวียนแอบเช็ดมือที่ชื้นเหงื่อด้วยความตื่นตระหนกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ลางสังหรณ์แปลกๆ นี้ ยากที่จะฟันธงลงไปได้ว่าเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย แต่ในเมื่อกระบี่เล่มนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับสำนักเซียน ก็น่าจะเป็นที่สำนักหนานหัวกระมัง?

ท่านผู้เฒ่าช้อนตาขึ้นมองฉงจื่อก่อนก้มหน้าลงดูคัมภีร์อีกครั้ง จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองนางอีกครั้งด้วยอาการตาปริบๆ

ฉงจื่อที่กำลังเป็นห่วงเรื่องกระดูกเซียนจึงรีบถาม “ท่านเซียนมองเห็นอะไรบ้างเจ้าคะ ไหนท่านบอกว่าจะพยักหน้าหรือส่ายหน้าบอกข้ามิใช่หรือ?”

สิงเสวียนส่ายหน้า

ฉงจื่อหน้าถอดสีทันที “ไม่ได้เหรอ?”

สิงเสวียนคิดดูอีกครั้งแล้วพยักหน้า

ฉงจื่อตาเป็นประกาย “ท่านเซียนบอกว่าข้าจะฝึกวิชากระดูกเซียนสำเร็จ?”

สิงเสวียนคิดๆ ดูอีกครั้งแล้วส่ายหน้า แต่พอคิดซ้ำดูอีกหนก็ผงกศีรษะ หากพอทบทวนอีกเป็นครั้งที่สี่เขาก็สั่นศีรษะอีก

ฉงจื่อร้อนใจแทบตายอยู่แล้วเลยร้องแหว “ตกลงว่ามันหมายความว่าอะไรกันแน่!”

หมายความว่าอะไร แม้แต่ตัวข้าที่อยู่มานานเป็นพันปีแล้วก็ยังไม่เคยพบเห็นเรื่องประหลาดเช่นนี้มาก่อนเหมือนกัน สิงเสวียนรู้สึกสับสน ไม่อาจอธิบายอะไรได้ นอกจากปิดคัมภีร์ลงและกระแอมสองครั้งก่อนใช้ข้ออ้างเดิมๆ ว่า “ลิขิตสวรรค์มิอาจแพร่งพรายได้”

ฉงจื่อทนทรมานใจอยู่ตั้งครึ่งค่อนวันแต่กลับไม่ได้รับคำตอบ นางจึงเบ้ปาก “ท่านเซียนรู้เรื่องทุกอย่างดีแต่กลับไม่ยอมพูดแบบนี้ สนุกนักหรือเจ้าคะ”

สิงเสวียนถอนหายใจ “มันไม่ใช่แบบนั้น”

สิ้นคำ เขาถึงเพิ่งนึกบางสิ่งขึ้นมาได้และแอบตระหนกอยู่ในใจ เพราะสิ่งที่ฉงจื่อพูดมานั้นมันทำให้จิตใจของเขาหวั่นไหวอย่างประหลาด เมื่อนางมีจิตดับธาตุติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด ซ้ำยังมีดวงชะตาเป็นปริศนา แสดงว่าการที่ฉงจื่อมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ดีนัก และถ้าหากยังปล่อยให้นางยังอยู่ที่สำนักหนานหัวนี้ต่อไป ก็อาจจะเป็นอันตรายเช่นกัน

 

ช่วงสองเดือนมานี้ ลั่วอินฝานรู้สึกว่าภายในอารามฉงหัวเงียบเสียงลงเป็นอย่างมาก เมื่อลูกศิษย์ตัวน้อยของเขาพูดจาน้อยลง ไม่เหมือนแต่ก่อนที่จ้อได้ตลอดทั้งวัน แต่มาตอนนี้ นางกลับเอาแต่เหม่อลอยได้ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ซ้ำดวงหน้ารูปผลแตงยังยับยุ่ง คล้ายมีเรื่องหนักใจให้ต้องกังวล

เขาจึงอดดึงตัวนางมาสอบถามไม่ได้ว่า “ฉงเอ๋อร์ มีใครรังแกเจ้าหรือไง?”

ฉงจื่อส่ายหน้า ดวงตากลมโตมองจ้องอาจารย์นิ่งนานแล้วก็ก้มหน้าคอตกเหมือนคนหมดแรง

ลั่วอินฝานงงงัน “แล้วเพราะเหตุใดถึงได้เซื่องซึมเช่นนี้เล่า?”

ฉงจื่อพูดเสียงเบาเหมือนกระซิบ “ข้าไม่อยากแก่”

ลั่วอินฝานได้ยินไม่ถนัด “อะไรแก่?”

ฉงจื่อทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ “ท่านเซียนพยากรณ์บอกว่าถ้าหากข้าไม่มีกระดูกเซียนก็ต้องแก่และตายไป แต่ข้าไม่อยากเป็นยายแก่ผมหงอก ฟันร่วงหมดปากเจ้าค่ะ”

เมื่อนั้น ลั่วอินฝานถึงได้เข้าใจว่าลูกศิษย์ตัวน้อยของเขากำลังคิดเรื่องอะไรอยู่ “แก่แล้วยังไง ก็แค่รูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น มีอะไรสำคัญกัน”

แต่ฉงจื่อยังคงมีสีหน้าไม่ยินยอม “ก็อาจารย์ดูอ่อนเยาว์ขนาดนี้ ข้ายังไม่อยากเป็นยายแก่ให้ผู้อื่นหัวเราะเยาะนะเจ้าคะ!”

เด็กหนอเด็ก รักสวยรักงามเป็นที่หนึ่ง ลั่วอินฝานรู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก แต่ถึงกระนั้น เรื่องนี้ก็ยังย้ำเตือนให้เขานึกถึงความตั้งใจเมื่อตอนแรกเริ่มว่าจะไม่สอนวิชาอาคมใดๆ นาง แต่ตั้งใจจะเก็บเด็กหญิงเอาไว้ที่ข้างตัวเพื่อที่ฉงจื่อจะได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสงบตลอดไปก็พอ หากเขาไม่เคยคิดคำนึงถึงเรื่องที่นางเป็นแค่มนุษย์สามัญซึ่งสามารถแก่และตายได้ แล้วถ้าหากฉงจื่อไม่ได้ฝึกวิชาเป็นเซียนนางก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดตามอย่างมนุษย์ทั่วไปอย่างแท้จริง

หัวใจของลั่วอินฝานสะท้านไปวูบหนึ่ง

การฝึกเป็นเซียนจะต้องฝึกทั้งอาคมและบำเพ็ญตบะไปพร้อมกัน แต่ในส่วนของการบำเพ็ญตบะนั้น ฉงจื่อได้ฝึกวิชาดึงดูดปราณ ทำให้พื้นฐานของร่างกายแปรเปลี่ยนไปเป็นอมตะแล้ว แค่นี้ลั่วอินฝานก็รู้สึกว่ามันอันตราย แล้วถ้าหากนางยังจะฝึกอาคมเพิ่มอีก ก็คงจะหลีกเลี่ยงการต่อสู้กับเผ่ามารไปไม่พ้น เมื่อสำนักเซียนทั้งหลายต่างคาดหวังว่าผู้ที่มีอาคมทั้งหลายจะต้องออกปราบปรามเหล่าปีศาจ แต่ถ้าหากฉงจื่อเพียงแค่ฝึกตบะอย่างเดียวก็ยังไม่เป็นกระไรนัก และน่าจะเหมาะกับตัวนางในเวลานี้แล้ว

ลั่วอินฝานยืนเอามือไพล่หลังอยู่ที่หน้าอารามเป็นเวลานาน แต่แล้วจู่ๆ เขาก็หันหน้ากลับมาอย่างกะทันหัน “อาจารย์จะสอนอาคมให้เจ้า”



                [1] หนึ่งถ้วยชา คือการประมาณเวลาของชาวจีนโบราณ เท่ากับห้านาที

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 36 ครั้ง

37 ความคิดเห็น