ฉงจื่อ ลิขิตหวนรัก

ตอนที่ 19 : 6.2 ลิขิตสวรรค์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1366
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 32 ครั้ง
    8 ม.ค. 61

ตอนแรก ฉงจื่อเข้าใจว่าตนเองฟังผิดไป “ข้าจะได้มีกระดูกเซียนเหมือนท่านอาจารย์ แล้วไม่ต้องแก่ต้องตายใช่หรือไม่เจ้าคะ?”

ลั่วอินฝานรู้ดีว่าลูกศิษย์ของตนเก่งกาจมากแค่ไหน คำตอบจึงไม่จำเป็น ทว่าเซียนหนุ่มก็ยังคงตอบอย่างคลุมเครือว่า “อาจารย์จะสอนอาคมให้เจ้า แต่ส่วนที่ว่าเจ้าจะได้กระดูกเซียนหรือไม่นั้น คงต้องแล้วชะตาฟ้าลิขิตแล้ว”

เขามองเข้าไปที่ดวงตาสุกสกาวของนาง “ฉงเอ๋อร์ เจ้าจำได้หรือไม่ว่าอาจารย์เคยสอนเจ้าเอาไว้อย่างไร?”

ฉงจื่อตอบด้วยน้ำเสียงยินดีเต็มที่ “อาจารย์เคยบอกเอาไว้ว่า ต่อไปภายหน้าฉงเอ๋อร์จะต้องช่วยอาจารย์คุ้มครองสำนักเซียน ห้ามทำร้ายผู้อื่น ปกป้องใต้หล้า”

ลั่วอินฝากผงกศีรษะ “นับตั้งแต่นี้ต่อไป เจ้าต้องจดจำคำสอนของอาจารย์เอาไว้ให้ดี”

“ฉงเอ๋อร์จะปฏิบัติตามแน่นอนเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้น นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป อาจารย์จะสอนให้เจ้าบำเพ็ญตบะ”

 

และนับตั้งแต่บัดนั้น ลั่วอินฝานก็เริ่มสอนวิชาบำเพ็ญตบะให้แก่ฉงจื่อ ผู้ปรารถนากระดูกเซียน เพื่อนางจะได้อยู่ร่วมกับอาจารย์ตลอดไป เด็กหญิงตั้งใจร่ำเรียนอย่างเต็มที่ และหมั่นฝึกฝนตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ด้วยเหตุนี้ เมื่อสองปีผ่านไป นางจึงมีพัฒนาการเป็นอย่างมาก  แต่เนื่องจากลั่วอินฝานเกรงว่านางจะใจร้อนอยากสำเร็จมากจนเกินไปจนเกิดปัญหา เขาจึงมักใช้ให้นางลงจากยอดเขาไผ่ม่วงไปส่งสาส์นให้แก่อวี๋ตู้และสิงเสวียนอยู่เสมอ

และวันนี้ ฉงจื่อก็ได้รับคำสั่งให้มาพบอวี๋ตู้เหมือนทุกครั้ง ทว่าในตอนขากลับ นางกลับบังเอิญมาเจอกับเหวินหลิงจือที่ตำหนักลิ่วเหอพอดี

สถานภาพของเหวินหลิงจือไม่เลวนัก เมื่อนางเป็นถึงศิษย์ของหมิ่นอวิ๋นจงและมีความพากเพียรในการฝึกวิชาเป็นอย่างมากจึงทำให้เป็นที่โปรดปราณ ซึ่งคนทั่วทั้งสำนักหนานหัวต่างก็รู้ดีว่าหมิ่นอวิ๋นจงเป็นคนเข้มงวดกับศิษย์มากแค่ไหน แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังเป็นอาจารย์ที่ปกป้องดูแลศิษย์อย่างเต็มที่คนหนึ่งด้วย และตอนนี้ เหวินหลิงจือก็มีอายุสิบสี่ปีแล้ว ร่างกายเริ่มเจริญเติบโตขึ้นตามวัยและเริ่มฉายแววเป็นสาวงามออกมาให้เห็น ทั้งยังเป็นคนพูดเก่ง ทำให้เหล่าศิษย์ทั้งหลายต้องยอมลงให้นางถึงสามส่วน นางมีอายุมากกว่าฉงจื่อสองปี จึงมักใช้คำพูดคำจามาเสียดแทงใจฉงจื่ออยู่เสมอ ยิ่งเหวินหลิงจื่อได้ร่ำเรียนวิชาอาคมจนสูงส่ง นางจึงใช้วิชาพวกนั้นมากลั่นแกล้งฉงจื่อชนิดที่ไม่มีผู้ใดจับได้ ดังนั้น ฉงจื่อจึงพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพบเจอนางอย่างสุดชีวิต

ครั้งนี้ เหวินหลิงจือเป็นฝ่ายเห็นนางก่อนจึงร้องเรียกเสียงดัง “ฉงจื่อ”

เมื่อหลบไม่พ้น ฉงจื่อก็จำต้องหยุดคารวะอีกฝ่าย “อาจารย์อา”

เหวินหลิงจือไม่ตอบแต่ยกเท้าเตะทันที

ฉงจื่อหลบไม่ทัน หน้าแข้งจึงเจ็บแปลบและทรุดฮวบลงไปนั่งคุกเข่าที่พื้นทันที

“เชอะ ก็แค่ทักทายกันเท่านั้น ทำเป็นเรื่องใหญ่โตไปได้” เหวินหลิงจือยิ้มน้อยๆ และแสร้งทำเป็นประคองเด็กหญิงขึ้น “อาจารย์อาก็แค่อยากจะทดสอบเจ้าดูเท่านั้นว่ามีพัฒนาการมากน้อยสักแค่ไหน แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเรียนวิชามาตั้งสองปีแล้ว เจ้ากลับยังคงเป็นเหมือนเก่า ได้ยินว่าแม้แต่ขี่กระบี่เจ้าก็ยังทำไม่ได้ ท่าทางจะเป็นเรื่องจริงสินะ แต่ก็สมควรแล้วล่ะ เจ้ามันเซ่อซ่าขนาดนี้ จะไปร่ำเรียนอะไรได้”

เรื่องที่ฉงจื่อไม่ได้เรียนวิชาอาคมเป็นที่รู้กันไปทั่วเขาหนานหัว ดังนั้น การที่เหวินหลิงจือทำเช่นนี้เท่ากับจงใจแกล้งกันชัดๆ ฉงจื่อรู้ดี แต่ก็คิดว่าไม่ควรถือสาเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ให้ต้องเสียอารมณ์ เพราะถึงอย่างไรนางก็ไม่หวังจะเอาใจหมิ่นอวิ๋นจงอยู่แล้ว และถ้าหากเกิดเป็นเรื่องใหญ่โตกันขึ้นมาจริงๆ อาจารย์ก็อาจจะรำคาญใจได้ ดังนั้น เด็กหญิงจึงระงับโทสะและลุกขึ้นมาก้มศีรษะเดินจากไป

ทว่าเหวินหลิงจือกลับตวาดเสียงลั่น “ข้าให้เจ้าไปได้แล้วหรือไง?”

กฎของสำนักหนานหัวระบุเอาไว้ว่าผู้น้อยต้องเคารพผู้ใหญ่ ฉงจื่อจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากแอบนึกด่าอีกฝ่ายในใจเป็นร้อยเป็นพันรอบก่อนหันหน้ากลับไป “อาจารย์อามีสิ่งใดจะชี้แนะหรือเจ้าคะ?”

แต่ยังไม่ทันที่เหวินหลิงจือจะได้เอ่ยปาก มู่อวี้ก็เดินเข้ามาเสียก่อน “ศิษย์น้องเหวินมีเรื่องอะไรหรือ?”

เหวินหลิงจือจึงเปลี่ยนสีหน้าฉับไว นางก้าวเท้าออกไปคารวะมู่อวี้พลางยิ้มหวาน “ศิษย์พี่มู่อวี้มีธุระอะไรให้หลิงจือช่วยหรือไม่เจ้าคะ?”

มู่อวี้ยิ้มเล็กน้อย “ดูเหมือนว่าเมื่อครู่อาจารย์จะถามหาเจ้า”

พอได้ยินว่าหมิ่นอวิ๋นจงเรียกหา เหวินหลิงจือก็รีบเปลี่ยนท่าทีทันที “ท่านคงมีเรื่องจะสั่งข้า คงต้องขอตัวก่อน”

เมื่อนางเดินไปไกลแล้ว ดวงตาของฉงจื่อก็เป็นประกาย เด็กหญิงยืดเอวขึ้นและโผเข้าไปกอดแขนมู่อวี้ด้วยรอยยิ้มสดใส “อาจารย์อามู่! ทำไมท่านดีต่อข้าจังเลย?”

มู่อวี้ก้มหน้าลงส่งยิ้มให้เด็กหญิง “เจ้าก็อย่าซนนักสิ”

ฉงจื่อ “ข้าไม่ได้ซนเลยนะ”

มู่อวี้รู้ดีว่าเหวินหลิงจือกำลังจะทำอะไร ศิษย์น้องคนนี้ก็ช่างเหลือทนจริงๆ ถึงขนาดรังแกคนที่เด็กกว่าได้ ชายหนุ่มจึงลูบศีรษะของฉงจื่อเป็นการปลอบใจ “เมื่อครู่ท่านเจ้าสำนักกับท่านอาจารย์หมิ่นขึ้นไปปรึกษาเรื่องงานกับท่านเซียนฉงหัวที่ยอดเขาไผ่ม่วง เจ้ารู้หรือไม่?”

ฉงจื่อ “ไม่ทราบเจ้าค่ะ”

มู่อวี้ “นี่เจ้าก็ออกมานานแล้ว รีบกลับไปเสียเถิด”

 พอได้ยินว่าหมิ่นอวิ๋นจงไปที่ยอดเขาไผ่ม่วง ฉงจื่อก็เริ่มออกอาการงอแงไม่อยากจะกลับ เอาแต่เกาะติดมู่อวี้ “อาจารย์อาจะไปทำอะไรหรือ ให้ข้าไปด้วยได้หรือไม่”

มู่อวี้ไม่ได้ล่วงรู้ถึงเจตนาบ่ายเบี่ยงของเด็กหญิงจึงตอบยิ้มๆ ว่า “เจ้าไม่กลัวคนอื่นๆ แล้วหรือไง แล้วเพราะเหตุใดเวลาอยู่ต่อหน้าผู้อาวุโสคนอื่นๆ ถึงไม่แสดงท่าทางแบบนี้บ้างเล่า ใช่ว่าพวกอาวุโสทุกคนจะจับเจ้ากินเสียหน่อย?

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ฉงจื่อก็มีอาการคอตก เพราะเรื่องที่นางมีจิตดับธาตุมาตั้งแต่กำเนิดนั้น เป็นที่รู้กันไปทั่วภูเขาหนานหัว มิใช่แค่เพียงหมิ่นอวิ๋นจงคนเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา เด็กหญิงจึงระมัดระวังตัวในการคบหาสมาคมกับผู้อื่นเป็นอย่างมาก แม้ว่าสายตาของท่านเจ้าสำนักจะฉายแววเมตตา ไม่มีท่าทางกินเลือดกินเนื้อนางเหมือนอย่างหมิ่นอวิ๋นจงที่ไม่ว่าฉงจื่อจะพยายามทำตัวเป็นเด็กดีให้เขาเห็นมากแค่ไหน แต่ท่านผู้เฒ่าก็ไม่เคยมีสีหน้าดีให้นางเห็นเลยสักนิด พอนานวันเข้า ฉงจื่อเลยเลิกล้มความตั้งใจไปเอง

มู่อวี้ไม่ใช่คนพูดมาก เขาจึงดึงตัวเด็กหญิงไปที่ด้านข้างและบอกว่า “เดือนหน้าจะเป็นวันครบรอบวันเกิดของท่านท่านประมุขจั๋วแห่งสำนักชิงหัว ท่านเซียนฉงหัวจะต้องไปร่วมงานที่สำนักชิงหัว ในขณะที่ท่านเจ้าสำนักกับอาจารย์ของข้าน่ากลัวว่าจะติดธุระอยู่ทางนี้”

อาจารย์จะลงจากเขาเช่นนั้นหรือ? ฉงจื่อใจเสียขึ้นมาทันที “เพราะเหตุใดท่านเจ้าสำนักจึงไม่ไปเล่า?”

มู่อวี้เอ่ย “ท่านเซียนมีฐานะเป็นประมุขเซียน ประมุขจั๋วจึงมีจดหมายมาเชิญท่านโดยเฉพาะ นอกจากนี้ท่านเจ้าสำนักก็มีงานยุ่งมาก ดังนั้น การที่ท่านเซียนไปร่วมงานตามคำเชิญเช่นนี้ก็เท่ากับเป็นตัวแทนของสำนักหนานหัวของเราในการร่วมอวยพรอยู่แล้ว อีกประการหนึ่ง สำนักชิงหัวเป็นสำนักกระบี่เซียนที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ดังนั้นจะต้องมีคนไปร่วมอวยพรทั้งจากแดนเซียนและแดนมนุษย์ด้วยมากมาย ในสถานที่ๆ มีเซียนหลายๆ ท่านไปชุมนุมกัน ย่อม เป็นโอกาสให้พญามารว่านเจี๋ย[1]ปะปนเข้ามาด้วยได้....”

“อาจารย์อา!” จู่ๆ ฉงจื่อก็กระตุกแขนเสื้อของมู่อวี้ สีหน้าแตกตื่น “นี่มันศาลของท่านปรมาจารย์!”

ทั้งคู่เดินเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าภาพแขวนบนกำแพงที่เรียงรายอยู่ภายในอารามหลังใหญ่ที่มีอากาศหนาวเย็นกันตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ ใบหน้าของเหล่าเซียนนั้นต่างดูมีชีวิตชีวาอย่างมาก บ้างก็มีอาการสำรวม บ้างก็มีอาการเกรี้ยวกราด บ้างก็มีรอยยิ้มกว้างเต็มใบหน้า ซ้ำที่ด้านล่างยังมีม้วนภาพวาดกองอยู่อีกมากมาย นอกจากนี้ก็มีโต๊ะบูชาในรูปแบบคุ้นตากับเตาเครื่องหอม แม้แต่ตรามารฟ้าที่แขวนอยู่สูงลิบก็ยังอยู่ที่เก่า

“ก็ศาลของท่านปรมาจารย์น่ะสิ ข้าต้องมาเอาของที่นี่” มู่อวี้อธิบาย “วันที่เก้าเดือนเก้าเป็นวันก่อตั้งสำนัก เจ้าก็เคยติดตามท่านเซียนฉงหัวมาสักการะที่นี่ด้วยแล้วมิใช่หรือ”

ตอนนั้นผู้ที่เข้ามาทำพิธีสักการะในศาลได้ มีแค่เพียงท่านเจ้าสำนักกับเซียนสองสามท่าน และศิษย์รุ่นใหญ่ที่เป็นรุ่นเดียวกับมู่อวี้เท่านั้น ในขณะที่ฉงจื่อกับศิษย์คนอื่นๆ ได้แต่ยืนคารวะอยู่ที่ด้านนอก นางจึงจำอะไรไม่ค่อยได้ ซ้ำครั้งแรกตอนที่ฉงจื่อได้มาเห็นตรามารฟ้าที่นี่ นางก็สาบานเอาไว้แล้วว่าจะไม่ขอย่างกรายเข้ามาที่ศาลของท่านปรมาจารย์อีกเด็ดขาด จนสองปีผ่านไป เด็กหญิงถึงได้ลืมเลือนเรื่องที่เกิดขึ้นไปเสียสนิท และเผลอตามหลังมู่อวี้มาที่นี่อีกครั้งอย่างที่ไม่ทันรู้ตัว



                [1] ว่านเจี๋ย ตรงกับภาษาไทยที่ว่า ราพณาสูร หมายถึง ทำลายจนหมดสิ้น

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 32 ครั้ง

37 ความคิดเห็น