ฉงจื่อ ลิขิตหวนรัก

ตอนที่ 27 : 8.3 ดรุณีน้อย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1078
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 28 ครั้ง
    18 ม.ค. 61

จั๋วฮ่าวรู้ตัวว่ากระทำความผิดใหญ่หลวงที่บังคับให้ผู้มาเยือนประลองฝีมือ ถึงขั้นจับอีกฝ่ายโยนลงทะเลอย่างไร้มารยาท ต้องโดนลงโทษสถานหนัก ด้วยความว่าจะถูกผู้อื่นพบเห็น เด็กหนุ่มจึงรีบหิ้วตัวนางเข้าไปโยนไว้ในห้องก่อน แต่คิดว่าไม่เข้าที จึงจับร่างเล็กนอนคว่ำเพื่อให้คายน้ำออกมา

ฉงจื่อสำรอกน้ำออกมามากและค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา สีหน้าซีดขาว นางไม่พูดอะไรเลยสักคำเอาแต่นั่งหอบหายใจอยู่ที่พื้นอย่างเดียว

จั๋วฮ่าวเหงื่อแตกพลั่กในความบ้าของตัวเองที่เห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กใสซื่อเป็นนางจิ้งจอกไปเสียได้ เขาอึกอักอยู่นาน ไม่รู้หาคำพูดอะไรมาเอ่ยกับนางจึงจะเหมาะสม สุดท้ายเลยได้แต่บ่นพึมพำกับตัวเอง “มีอย่างที่ไหน ศิษย์ของท่านเซียนฉงหัวไม่เป็นวิชาอาคม”

ฉงจื่อโมโหที่เขาดูถูกอาจารย์ของตน “ข้าสู้เจ้าไม่ได้เพราะข้าไม่เคยเรียนวิชาอาคม ลงถ้าวันไหนข้าได้เรียนอาคมเมื่อไหร่จะซัดเจ้าให้หมอบเลยทีเดียว!”

จั๋วฮ่าวได้ยินแล้วก็หัวเราะเสียงดังฮ่าๆ และก้มตัวลงมาเชยคางเด็กหญิงน้อยขึ้นพลางเลิกคิ้ว “ข้าจะคอยให้เจ้ามาเอาคืน”

ฉงจื่อปัดมืออีกฝ่ายออกไปอย่างโกรธจัด

เดิมที จั๋วฮ่าวก็ไม่แน่ใจว่านางปลอดภัยแน่นอนดีหรือไม่จึงจงใจหลอกล่อให้นางพูด ซึ่งฟังจากน้ำเสียงแล้วก็พบว่าเด็กหญิงน่าจะปลอดภัยดีทุกอย่าง เขาจึงเบาใจลงแต่ก็พยายามกลั้นยิ้มเอาไว้ และคุกเข่าข้างหนึ่งลงตรงหน้านาง “เจ้าชื่อฉงจื่อหรือ? ชื่อน่าเกลียดชะมัด แต่หน้าตาไม่เลว เอาไว้ข้าจะต่อให้เจ้าสิบกระบวนท่า ถ้าหากเจ้าเอาชนะข้าได้ ข้าจะยอมเป็นสามีเจ้า แต่ถ้าเจ้าแพ้ข้า เจ้าต้องมาเป็นภรรยาของข้า แบบนี้ดีหรือไม่?”

ฉงจื่อตอบอย่างไม่ทันยั้งคิดว่า “ใครกลัวเจ้ากัน!”

จั๋วฮ่าวอายุมากกว่านางแค่สองปีก็จริง แต่เขาก็รู้เรื่องอะไรๆ มากกว่า และที่พูดไปเมื่อสักครู่ก็แค่มีเจตนาจะเย้านางเล่นเท่านั้น พอได้ยินเด็กหญิงพูดแบบนี้ เด็กหนุ่มก็หัวเราะ “ดุจริงนะ แม่ภรรยาตัวน้อย เจ้าทำเอาข้าขวัญบินจนแทบวิ่งหนีเชียวล่ะ”

เมื่อนั้น ฉงจื่อถึงเพิ่งฉุกใจคิดได้ “เจ้าว่าอะไรนะ?”

จั๋วฮ่าวเลยพูดต่ออย่างสนุกปาก “ข้าบอกว่าคอยให้เจ้าโตกว่านี้ก่อนแล้วข้าจะไปสู่ขอเจ้ากับท่านเซียนฉงหัว ถึงตอนนั้น เมื่อข้าเป็นสามีของเจ้าแล้ว ดูซิว่าเจ้าจะกล้าทำร้ายข้าอีกหรือไม่”

ครั้งนี้ ฉงจื่อได้แต่นิ่งอึ้งแหมือนคนทึ่มทื่อ

แดนเซียนไม่ได้มีข้อห้ามให้ถือพรหมจรรย์ แม้เซียนหลายท่านที่สำนักหนานหัวจะไม่ได้สมรส แต่ลูกศิษย์หลายคนกลับจับคู่แต่งงานกัน และฉงจื่อก็เองเคยไปร่วมงานมงคลมาแล้ว ทว่าในสายตาของเด็กหญิงที่อายุยังน้อยกลับมองว่าการแต่งงานก็เป็นแค่การเปลี่ยนสรรพนามเรียกขานกันเท่านั้น จากที่เคยเรียกว่าศิษย์พี่หญิงก็ต้องเรียกเป็นพี่สะใภ้แทน

หัวใจของนางเต้นถี่เร็วขึ้น

จริงด้วยสิ บุรุษต้องแต่งภรรยา สตรีต้องออกเรือน จากนั้นทั้งสองคนก็จะอยู่ร่วมกัน ถ้าหากต่อไปอาจารย์จะมีคนอื่นมาอยู่ด้วยก็คงต้องให้นางแต่งงานออกไปเช่นกันหรือไม่นะ? แต่ฉงจื่อก็ไม่อยากแต่งงานกับเจ้าเด็กหน้าเหม็นนี่!

นางตวาดหน้าแดงก่ำ “ฝันไปเถอะ อาจารย์ข้าไม่มีทางอนุญาตแน่นอน!”

จั๋วฮ่าวอายุสิบสี่ปีแล้วเขาจึงไม่ค่อยสนใจที่จะต่อปากต่อคำกับเด็กผู้หญิงอายุแค่สิบสองอย่างฉงจื่อ เด็กหนุ่มอมยิ้มอยู่พักหนึ่งก่อนลุกขึ้นยืน แต่เพราะกลัวว่านางจะเอาเรื่องที่เขาทำร้ายนางไปฟ้องบิดาจนตัวเองต้องถูกลงโทษ เด็กหนุ่มผู้มากวัยกว่าจึงรีบเปลี่ยนสีหน้ามายิ้มปะเหลาะนางอย่างอ่อนหวานทันที “ศิษย์น้องอย่าได้มีโมโหเลย ข้าก็แค่เย้าเจ้าเล่นเท่านั้น เจ้าน่ารักน่าเอ็นดูขนาดนี้ ท่านเซียนคงไม่ยอมปล่อยเจ้าไปไหนง่ายๆ หรอก”

ประโยคที่ว่า “ท่านเซียนคงไม่ยอมปล่อยเจ้าไปไหนง่ายๆ หรอก” ฟังดูรื่นหู ฉงจื่อจึงเลิกแผดเสียงใส่เขา แต่หันหลังให้อย่างไม่สนใจไยดี

จั๋วฮ่าวยังคงตะล่อม “ข้าเลื่อมใสท่านเซียนฉงหัวมานานแล้ว พอได้ยินว่าเขารับศิษย์ก็เลยตั้งใจอยากจะมาประลองฝีมือกับเจ้าเพื่อแลกเปลี่ยนฝีมือกัน แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะไม่เป็นวิชาอาคมแบบนี้ เป็นความผิดของข้าเอง ถ้ายังไง ข้าให้เจ้าตีข้าเพื่อระบายความโทสะดีหรือไม่?”

แต่ฉงจื่อไม่ได้โง่เง่าปานนั้น “ข้ารู้ว่าท่านเป็นอาคม ต่อข้าตีไปก็ไม่รู้สีกเจ็บหรอก”

เห็นอีกฝ่ายมีท่าทีอ่อนลง จั๋วฮ่าวจึงรีบพูดต่อ “เช่นนั้นศิษย์น้องอยากให้ข้าทำอย่างไรเพื่อเป็นการชดเชยเล่า?”

ฉงจื่อก้มหน้าลงมองเสื้อผ้า “ชุดข้าเปียกหมดแล้ว!”

จั๋วฮ่าวคิดว่ากับเด็กเล็กเพียงแค่นี้ แต่เอาใจนางหน่อยก็หมดเรื่องแล้วเลยรีบตอบรับ “ไม่เป็นปัญหา ข้าจะช่วยเจ้าจัดการเอง”

ว่าแล้วเขาก็ท่องคาถาเบาๆ สองประโยคพร้อมโบกมือ ไอชื้นบนเสื้อผ้าของฉงจื่อก็ระเหยขึ้นมาเป็นควันและเพียงชั่วจิบน้ำชาหนึ่งจอก ชุดของนางก็แห้งสนิท

ฉงจื่อปรายตามองเด็กหนุ่ม นางลุกขึ้นมาจากพื้นแต่ยังคงทำหน้ายื่นอยู่ “อาจารย์ของข้าไม่เห็นต้องท่องคาถาเลยสักนิด”

หากคำปรามาสนี้ไม่อาจทำอะไรจั๋วฮ่าวได้ เมื่อเขารู้ดีว่าไม่อาจนำตนไปเปรียบกับลั่วอินฝาน สีหน้าของเด็กหนุ่มจึงยังคงมีรอยยิ้มเหมือนอย่างเก่า “ท่านเซียนเป็นผู้สูงส่งเปี่ยมไปด้วยความสามารถนี่นา เอาล่ะ ตอนนี้เสื้อผ้าเจ้าก็แห้งแล้ว ถือเสียว่าข้าได้ชดเชยให้เจ้าแล้วเหมือนกัน ศิษย์น้องก็เห็นแก่ที่ข้าเลอะเลือนไป อย่าได้เอาเรื่องเมื่อครู่ไปพูดที่ไหนเล่า หาไม่แล้วสำนักของเราทั้งสองอาจมีปัญหากันได้ เข้าใจหรือไม่?”

ฉงจื่อรู้มาตั้งแต่ต้นแล้วว่าที่เขารีบเปลี่ยนท่าทีแบบนี้ก็เพราะกลัวว่านางจะเรื่องที่เขาจับนางโยนลงทะเลไปฟ้องอาจารย์จึงยังรู้สึกหงุดหงิดไม่หาย นัยน์ตากลมโตเหลือบมองไปที่ระเบียงหน้าต่างแล้วกลอกตารอบหนึ่ง “ก็ได้ ข้าไม่บอกก็ได้” ว่าแล้ว นางก็วิ่งไปชมทิวทัศน์ที่ข้างหน้าต่าง

จั๋วฮ่าวถอนหายใจเฮือก “ขอบคุณศิษย์น้อง เช่นนั้นข้าขอตัว....”

“ศิษย์พี่!” ฉงจื่อโบกมือเรียกเขา “ศิษย์พี่รีบมาดูนี่เร็ว ทางนั้น!”

ต่อให้เขาอยากจะหักสะพานหลังข้ามเสร็จ[1]มากแค่ไหนก็ไม่อาจกระทำอย่างโจ่งแจ้งได้ จั๋วฮ่าวเห็นว่าฉงจื่อยังเป็นแค่เด็กซ้ำยังเป็นเด็กหญิงหน้าตาน่ารัก มีเค้าว่าต่อไปจะได้เติบโตเป็นสตรีผู้เลอโฉม ดังนั้น เมื่อนางรับปากว่าจะไม่เอาผิดเขาแล้ว เด็กหนุ่มจึงคลายความระวังตัวลงและเดินเข้าไปมองตามที่นางชี้บอก “อะไรหรือ?”

ฉงจื่อชี้มือไปยังอีกฟากฝั่งทะเล “สำนักชิงหัวไม่มีกำแพงเช่นนี้ ถ้าหากผู้อื่นเหาะเข้ามาแล้วจะทำอย่างไร พวกท่านไม่ได้กลัวพญามารว่านเจี๋ยหรอกหรือ?”

“เจ้า...” เวลานี้เขาไม่อาจทำให้เด็กหญิงไม่พอใจ จึงจำต้องกล้ำกลืนคำว่า “โง่” ลงไปและวางท่าเป็นผู้ใหญ่ใจดี อธิบายให้นางฟังว่า “เจ้านึกว่าใครคิดจะเข้ามาที่สำนักชิงหัวก็ได้งั้นหรือ? ในรัศมีรอบตำหนักหนึ่งลี้มีเขตอาคมอยู่ นอกจากคนของสำนักเราแล้ว ผู้อื่นมิอาจเข้ามาได้ ที่สำนักหนานหัวของพวกเจ้าเองก็เป็นเช่นนี้มิใช่หรือไง”

ฉงจื่อพยักหน้ารับอย่างจริงจังคล้ายเพิ่งกระจ่างกับคำแนะนำ “อ้อ”

ในตอนนี้เอง ศิษย์คนที่พานางมาจากอารามหลังที่สี่ก็วิ่งกลับมาเรียกฉงจื่อที่หน้าประตูพอดี “ศิษย์น้อง ท่านเจ้าสำนักไปอยู่ในสวนที่จัดเลี้ยงแล้ว ท่านเซียนเลยให้ข้ามาตาม” เพิ่งจะพูดจบ เขาก็เหลือบไปเห็นจั๋วฮ่าวที่อยู่ด้านข้าง “ท่าน...”

แต่จั๋วฮ่าวชิงกระแอมตัดบทเขาเสียก่อน “ในเมื่อเจ้าสำนักไปอยู่ในสวนที่จัดเลี้ยงแล้ว ศิษย์พี่ก็รีบพานางไปเถิด ข้าขอตัวก่อน” แล้วเด็กหนุ่มก็รีบผลุนผลันจากไป

ศิษย์คนนั้นได้เบิกตามองตามหลังแผ่นหลังของจั๋วฮ่าวไปในอาการอ้าปากค้างจนแทบจะยัดไข่ไก่เข้าไปได้ทั้งลูก

ฉงจื่อจึงปล่อยมือออกจากของที่นางแอบซ่อนเอาไว้ด้านหลังก่อนยิ้มระรื่นเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย “ศิษย์พี่ พวกเรารีบไปกันเถอะ”



                [1] หักสะพานหลังข้ามเสร็จ สำนวนจีน หมายถึง การละทิ้งบุคคลที่ช่วยเหลือไปหลังที่ได้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการแล้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 28 ครั้ง

37 ความคิดเห็น