ฉงจื่อ ลิขิตหวนรัก

ตอนที่ 28 : 8.4 ดรุณีน้อย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1125
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    19 ม.ค. 61

งานเลี้ยงจัดขึ้นในสวนขนาดใหญ่ของสำนักชิงหัวที่ด้านในมีสระบัวขนาดมโหฬารจนน่าจะเรียกว่าเป็นทะเลสาบดอกบัวมากกว่า ระลอกน้ำสีมรกตแลดูงดงามสดใสเช่นเดียวกับเหล่าปทุม ใบบัวไหวสะท้านไปตามแรงลม เป็นบรรยากาศที่น่าอภิรมย์อย่างยิ่ง

ริมทะเลสาบมีจัดโต๊ะเลี้ยงแขกเอาไว้เป็นจำนวนหลายร้อยตัว พร้อมศิษย์ที่พร้อมดูแลรับใช้ตลอดเวลา

บนเกาะกลางทะเลสาบมีต้นหลิวให้ร่มสวยสด และโต๊ะของประธานก็มีแขกมานั่งกันเต็มแล้ว ลักษณะชวนให้คิดถึงงานชุมนุมธรรมเทศนาของพระพุทธแดนประจิม แต่เมื่อทอดสายตาไปเห็นเหล่าสัตตบงกชระบัด[1]แล้วกลับทำให้รู้สึกถึงภาพวาดที่มีกิ่งหลิวห้อยย้อยให้ร่มเงาพฤกษาเย็นระรื่น

ศิษย์ผู้นั้นนำฉงจื่อเดินข้ามไปตามสะพานเก้าคด

เพียงแค่วันแรกของงานฉลองวันเกิดของจั๋วเย่าก็มีแขกเหรื่อมากันอย่างมากมายแล้ว โดยเฉพาะที่โต๊ะของประธานนั้นมีแขกมากถึง ๒๐๐-๓๐๐ คนเลยทีเดียว แต่ละคนล้วนเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงและเป็นแขกคนสำคัญทั้งจากแดนเซียนและแดนมนุษย์ หลายท่านเป็นกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ สำหรับบางคนที่มาถึงงานช้าก็จะมีศิษย์เดินนำไปยังที่นั่ง

ไม่ทราบว่าโต๊ะสีเขียวมรกตนี้ทำมาจากวัสดุอะไรถึงได้มีขนาดใหญ่และเรียบลื่นเหมือนมรกต ด้านบนวางจานหยกกับจานแก้วใสบริสุทธิ์สีขาวขนาดเท่าฝ่ามือเอาไว้หลายใบ แต่ละใบล้วนมีอาหารทิพย์รสเลิศ คอยขยับเคลื่อนไปอยู่ตรงหน้าแขกเหรื่อเรื่อยๆ เหมือนสายน้ำไหล ซึ่งถ้าหากใครชอบรับประทานอะไรมากหน่อย จานพวกนั้นก็จะขยันเลื่อนไปอยู่ข้างหน้าเขาบ่อยขึ้น และสามารถเติมตัวเองให้เต็มขึ้นมาใหม่ได้ตลอดเวลา เพื่อให้ผู้ที่มาทีหลังได้มีโอกาสลิ้มลอง

สายตาของทุกคนที่มาถึงที่เกาะกลางน้ำย่อมมองเห็นลั่วอินฝานได้ตั้งแต่แวบแรก ราวกับถูกมนต์ดึงดูดไปอย่างง่ายดาย

เซียนหนุ่มนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะซึ่งมีกิ่งหลิวและกิ่งหยางห้อยย้อยลงระผืนน้ำเป็นฉากหลัง

หยางหลิวเขียวขจี ทวีพิสุทธิ์อาภรณ์ขาว

ระลอกคลื่นละลานพราว ตระการราวอาสน์อุบล

จู่ๆ คำพูดของจั๋วฮ่าวเมื่อครู่ก็ดังก้องเข้ามาในสมองสร้างความตื่นตระหนกให้แก่เด็กหญิงเป็นอย่างมาก เป็นครั้งแรกที่ฉงจื่อรีบเหลียวซ้ายแลขวาเพื่อมองหาคู่สามีภรรยาในแดนเซียนอย่างจริงจัง

ซึ่งในงานเลี้ยงนี้ มีสามีภรรยาเซียนมาร่วมงานกันหลายสิบคู่ และมักนั่งอยู่เคียงข้างกัน แม้ว่าพวกเขาจะมีลักษณะแตกต่างกันมาก แต่ก็มีอะไรหลายอย่างที่บ่งบอกได้ถึงความสัมพันธ์ แม้คนหนึ่งจะงดงาม แต่อีกคนอัปลักษณ์ หากเมื่อมองไปแล้วกลับไม่รู้สึกขัดตา ซ้ำยังดูเหมาะสม เข้ากันเป็นอย่างดี

เด็กหญิงกวาดตามองไปรอบๆ งานเลี้ยงแล้ว สายตาก็กลับมาหยุดอยู่ที่ร่างงามสง่าคุ้นตาอีกครั้ง

และที่นั่งข้างตัวของเขายังคงว่างเปล่า

ทั้งแดนสวรรค์และแดนมนุษย์จะมีผู้ใดหนอที่คู่ควรกับที่ว่างตรงนั้น ผู้ใดกันที่สุดท้ายแล้วจะได้นั่งอยู่เคียงข้างเขา? และถ้าหากมีคนเช่นนั้นอยู่จริงๆ ย่อมต้องเป็นผู้งามพร้อมด้วยรูปสมบัติและเปี่ยมราศีเป็นแน่...

ฉงจื่อนิ่งงันอยู่อย่างนั้นจนถูกศิษย์คนหนึ่งที่เดินผ่านข้างตัวเดินชนเอาถึงได้สติกลับคืนมา เด็กหญิงจึงเร่งแหวกฝูงคนและกระโดดออกไปร้องเรียกว่า “อาจารย์!”

ลั่วอินฝานไม่ได้ตกใจที่จู่ๆ ลูกศิษย์ตัวน้อยก็เผ่นมาอยู่ตรงหน้า ซ้ำยังดึงมือเด็กหญิงมาให้นั่งลงข้างตัว “วิ่งมาล่ะสิ ถึงได้เหงื่อออกแบบนี้”

แม้จะรู้ว่าเขาทำไปโดยไม่ได้คิดอะไร แต่ฉงจื่อก็ยังไม่วายนิ่งงัน

ดวงหน้าเล็กๆ เริ่มแดงก่ำ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะรีบวิ่งมาใช่หรือไม่ ฉงจื่อหลบสายตาของลั่วอินฝานแล้วอธิบายเสียงเบา “ข้าคอยอาจารย์อยู่ที่หอริมทะเลตั้งนาน แต่ท่านก็ไม่ได้ไปที่นั่น ข้าเลยรีบวิ่งมาเจออาจารย์ที่นี่แทนน่ะเจ้าค่ะ”

ลั่วอินฝานพยักหน้ารับโดยไม่ได้พูดว่าอะไร

อย่างน้อย เวลานี้ ที่นั่งตรงนี้ก็เป็นของนาง เป็นนางที่ได้นั่งอยู่ข้างกายเขา! ฉงจื่อรู้สึกปลาบปลื้มอยู่ในใจ แต่เด็กหญิงก็ยังอ่อนเยาว์ด้วยวัยและความคิดเกินกว่าที่จะมามัวใส่ใจเรื่องตำแหน่งแห่งที่แบบนี้ได้นาน ดังนั้น ความสนใจของนางจึงถูกข้าวของที่อยู่บนโต๊ะดึงดูดไปอย่างรวดเร็ว

ของน่ากินเต็มไปหมด!

อาหารเลิศรสมากมายทยอยกันเข้ามาอย่างไม่ขาดสายจนทำให้รู้สึกตาลาย

นางไม่เคยเห็นอาหารพวกนี้มาก่อนเลย! ฉงจื่อกลืนน้ำลายเอื๊อกเพราะนับตั้งแต่ที่นางสำเร็จวิชาดึงดูดปราณแล้ว เด็กหญิงก็ดื่มแต่น้ำอย่างเดียวเท่านั้น เพราะไม่รู้สึกหิวอาหารอย่างอื่น และที่สำคัญคือที่อารามฉงหัวเองก็ไม่มีของน่ากินเลยสักอย่าง เพราะฉะนั้น เด็กน้อยที่เคยเป็นขอทานเช่นนาง จึงมีความอยากในอาหารเลิศรสเป็นอย่างมาก

เด็กหญิงดึงชายแขนเสื้อของลั่วอินฝานเบาๆ “อาจารย์ การเป็นเซียนมันดีเช่นนี้เองหรือ เมื่อก่อนข้าเคยฝันว่าได้กินของดีๆ เช่นนี้จนพุงกางเลย!”

ลูกศิษย์ของเขาผ่านความลำบากมามากจริงๆ ลั่วอินฝานนิ่งเงียบอยู่พักหนึ่งแล้วจึงยื่นมือออกไปหยิบจานใบหนึ่งมาวางไว้ตรงหน้านาง

อาจารย์ดีต่อฉงจื่อที่สุดจริงๆ ด้วย! เด็กน้อยรู้สึกหวานล้ำในอกก่อนแสดงความรู้สึกสงสัยออกมาให้เห็น เมื่อพบว่าเมื่อพบว่าของในจานนั้นคือหงสาที่ทำมาจากเมล็ดผลไม้สีเขียวสดใสผ่าซีกและนำมาเรียงกัน

ลั่วอินฝานจึงเฉลยให้ลูกศิษย์รู้ว่า “จานนี้คือวิญญาณสมุทร”

ฉงจื่อจึงคีบชิ้นหนึ่งไปที่ข้างปากของอาจารย์ “อาจารย์ทาน”

ลั่วอินฝานไม่เคยถูกผู้ใดกระทำเช่นนี้มาก่อน เขาเงยหน้าขึ้นมองรอบกายด้วยความรู้สึกประดักประเดิดเล็กน้อย เพราะการที่พวกเขาสองศิษย์อาจารย์มาทำสนิทสนมกันต่อหน้าสาธารณชนเช่นนี้ออกจะเป็นเรื่องน่าขัดเขินอยู่บ้าง ทว่าเซียนหนุ่มก็ฉุกคิดได้ว่าตนคิดอะไรได้น่าหัวเราะมากเกินไปแล้ว เพราะฉงเอ๋อร์เป็นแค่เด็กน้อยใสซื่อคนหนึ่ง ทุกอย่างที่นางทำไปจึงมาจากน้ำใสใจจริงตามประสาเด็กเท่านั้น หาได้มีอะไรลึกซึ้งที่เขาจำเป็นต้องคิดมากเกินไปไม่

เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้ว ลั่วอินฝานก็กลับมามีท่าทีสงบนิ่งอีกครั้ง และก้มลงรับอาหารจากนาง

สายตาของฉงจื่อเต็มไปด้วยแววคาดหวัง “อาจารย์ชอบหรือไม่เจ้าคะ?”

ลั่วอินฝานตอบอย่างใส่ใจลูกศิษย์ว่า “อาจารย์เคยกินของพวกนี้มาหมดแล้ว ถ้าหากเจ้าชอบกินอะไรก็กินได้ตามสบายเลย ไม่ต้องเป็นห่วงอาจารย์”

ฉงจื่อรับคำอย่างรู้สึกผิดหวังนิดหน่อยก่อนถามต่อ “พวกเขาเป็นใครหรือเจ้าคะ?”

ลั่วอินฝานมองตามสายตาของเด็กหญิงไป “คู่สามีภรรยาคุนหลุนจวิน”

คุนหลุนจวินเป็นบุรุษหน้าดำราวกับก้อนถ่าน รูปร่างสูงใหญ่กำยำ แต่กลับมีภรรยาเป็นเซียนหยกแห่งเขาหลุนซานผู้งามพริ้มเพราสดใส เมื่อครู่ เซียนหยกเห็นว่าไม่มีใครช่วยทำอะไรให้ก็หยิบจานเมล็ดผลไม้ไปวางไว้ที่เบื้องหน้าของสามี แต่คุนหลุนจวินเหมือนจะมองไม่เห็น เพราะเขายังคงนั่งตัวตรงอยู่เหมือนเก่า แม้จะไม่ได้มองดูหรือพูดจากับภรรยาเลยสักคำ ทว่าในดวงตาหงส์ที่ดูดุดันคู่นั้นกลับฉายแววอ่อนโยนและมีรอยยิ้มปะปนอยู่ด้วย

เมื่อเห็นดังนั้น ฉงจื่อก็หมดความรู้สึกอยากอาหารไปทันที

เจ้าสำนักหลายคนพากันเข้ามาคารวะลั่วอินฝาน รวมถึงจั๋วเย่าด้วย และทันทีที่แขกทุกคนเห็นเขาก็พากันลุกขึ้นยกจอกสุราขึ้นมาดื่มอวยพร จั๋วเย่ากล่าวคำขอบคุณให้แขกเหรื่อทุกคนอย่างไม่ขาดปาก หลังจากที่ท่านสำนักได้ร่วมดื่มสุราเพื่อรับการคารวะด้วยท่าทีนอบน้อมเสร็จแล้ว พวกแขกจึงพากันกลับไปนั่งที่อีกครั้ง

จั๋วเย่านั่งลงและหันมาส่งยิ้มให้ลั่วอินฝาน ก่อนชวนเขาให้ร่วมดื่มสุรากัน

เซียนหนุ่มไม่ได้ปฏิเสธแต่เมื่อดื่มสุรากันเสร็จแล้ว เขาก็เอ่ยถาม “เพราะเหตุใดจึงไม่เห็นอวิ๋นจีเลยเล่า?”

จั๋วเย่าถอนหายใจ “นางลงไปอยู่ที่โลกมนุษย์หลายปีแล้ว จนป่านนี้ก็ยังไม่กลับมาเลย เชื่อว่านางคงลืมวันเกิดของข้าไปแล้วด้วยซ้ำ แม้แต่จดหมายสักฉบับก็ไม่ได้ส่งมา”

ลั่วอินฝาน “เซียนอวิ๋นห่วงใยพสกนิกร ช่วยแจกจ่ายยาวิเศษช่วยเหลือมวลมนุษย์ มีน้ำใจประดุจพระโพธิสัตว์เช่นนี้ ท่านประมุขเองก็พลอยได้บุญกุศลไปด้วย ถือว่าเป็นของขวัญที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งเช่นกัน”

จั๋วเย่ายิ้ม “น้องสาวของข้าเป็นคนเช่นนี้เอง นางบ่นอยู่เสมอว่าไม่ได้พบหน้าท่านเซียนนานแล้ว ดังนั้น เมื่อเร็วๆ นี้ข้าจึงตั้งใจส่งสาส์นไปบอกนางว่าท่านเซียนจะมาร่วมงานในวันนี้ด้วย”

ลั่วอินฝาน “นางมีใจกุศลเช่นนี้ ข้าก็พลอยรู้สึกยินดีด้วย ต่อให้ไม่ได้พบหน้ากัน แต่เมื่อสามปีก่อนตอนที่มารปีศาจออกอาละวาด ข้าได้ผ่านไปทางชิงโจวและคิดจะไปพบนางอยู่เหมือนกัน แต่กลับคลาดกันเสียก่อน”

“ถ้าหากนางรู้เรื่องดีจะต้องดีใจมากแน่ๆ” จั๋วเย่าว่าและเหมือนว่าเขาจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงหันไปหาลูกศิษย์ที่อยู่ข้างๆ “ฮ่าวเอ๋อร์ล่ะ ข้าให้เขาออกมาคารวะแขกเหรื่อก่อนแล้วมิใช่หรือ ทำไมถึงยังไม่เห็นหน้าอีก ปล่อยแขกเอาไว้แบบนี้ได้อย่างไรกัน!”

“เมื่อกี้ก็เห็นออกมาแล้วนะขอรับ” ศิษย์คนนั้นว่าก่อนเงยหน้าขึ้น “ประมุขน้อยมาแล้วขอรับ!”

ห่างออกไป มีเด็กหนุ่มแต่งกายด้วยเสื้อผ้าหรูหราเดินเข้างานมาทักทายแขกเหรื่ออย่างมีมารยาท ท่าทางดูองอาจ รอยยิ้มอบอุ่นดุจลมฤดูวสันต์ แลดูหล่อเหลาสดใสเป็นอย่างมาก

แต่พอฉงจื่อเห็นหน้าของคนผู้นั้นแล้ว นางก็เกือบถูกเมล็ดผลไม้ติดคอตาย



                [1] ระบัด แปลว่า ใบไม้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

37 ความคิดเห็น