ฉงจื่อ ลิขิตหวนรัก

ตอนที่ 30 : 9.2 จั๋วอวิ๋นจี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1038
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    21 ม.ค. 61

แม้เวลาจะผ่านมาหลายสิบปีแล้ว แต่บุรุษผู้อยู่ตรงหน้านางก็ไม่เคยเปลี่ยน น้ำเสียงนั้นยังคงเรียบเฉยดุจเดียวกับเมื่อกาลก่อน แม้จะมีกระแสชื่นชมและชมเชย แต่ก็ปราศจากสิ่งที่นางวาดหวังเอาไว้

จั๋วเย่าแอบลอบถอนหายใจและรีบเข้ามาตัดบทสนทนา ก่อนพาน้องสาวไปนั่งที่ข้างตัว

ฉงจื่อมองดูจั๋วอวิ๋นจีก่อนหันมามองลั่วอินฝาน จากนั้นเด็กหญิงก็นิ่งงันไป

ใต้หล้านี้ยังมีเซียนสาวที่งดงามสะคราญถึงปานนี้อยู่ด้วยหรือ! ทั้งรูปโฉมประโลมนัยน์ตาและน้ำเสียงไพเราะเสนาะหูนั่น ยังไม่นับน้ำใจเปี่ยมเมตตาดุจพระโพธิสัตว์ที่ประทานยาเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อีก ทุกอากัปกริยาของนางล้วนนุ่มนวลอ่อนหวาน งามสง่าดุจเดียวกับท่านอาจารย์ที่สร้างความรู้สึกประทับใจอย่างยากที่จะลืมเลือนได้

แต่ยิ่งไปกว่านั้น คือสายตาที่ท่านเซียนจั๋วอวิ๋นจีใช้มองท่านอาจารย์ นอกจากจะมีความเคารพนับถือแล้ว ยังมีบางสิ่งที่มากกว่าคนทั่วไปอยู่ด้วย แต่เด็กหญิงบอกไม่ถูกว่ามันคือสิ่งใด แต่มันเหมือนกับสายตาที่ท่านเซียนหยกใช้มองท่านคุนหลุนจวินไม่มีผิด

หรือจั๋วอวิ๋นจวินคือคนที่จะมานั่งอยู่เคียงข้างอาจารย์แทนนาง?

เพราะนอกจากสตรีผู้นี้แล้ว ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีผู้ใดที่คู่ควรมานั่งอยู่เคียงข้างอาจารย์อีก

ฉงจื่อเผลอจับเก้าอี้ใต้ร่างของตนแน่น นางหมดความรู้สึกอยากอาหาร และหมดความรู้สึกอยากจะอยู่ที่งานเลี้ยงต่อไปอีกแล้ว

 

ในเวลากลางวัน หอริมทะเลคือสถานที่ๆ เงียบสงบที่สุดในสำนักชิงหัว แต่เมื่อยามตะวันชิงพลบจะได้ยินเสียงสายลมดังเลือนลั่น ท้องทะเลเปลี่ยนเป็นสีดำทะมึนเห็นแต่ฟองคลื่นสีขาวซัดสาดใส่โขดหินอยู่เป็นระยะก่อนม้วนตัวกลับไปเหมือนก้อนเมฆ และต่อมาไม่นานท้องฟ้าก็เริ่มแลบแปลบๆ ลมฝนซัดกระหน่ำหนักขึ้น แต่กลับไม่มีเม็ดฝนสักครึ่งหยดใส่ตำหนักของสำนักชิงหัว

บรรยากาศรอบด้านถูกปกคลุมจนเปลี่ยนเป็นดำทะมึน

มีเพียงเงาร่างสีขาวที่กำลังยืนหันหลังเพื่อเบือนหน้าไปสู่ท้องทะเลกว้างใหญ่อยู่ที่ริมราวระเบียงเท่านั้นที่ดูสว่างไสวกว่าสิ่งใด

แค่เพียงได้เห็นเงาแผ่นหลังของเขา นางก็รู้สึกสงบและชื่นใจ มองเท่าไหร่ก็ไม่เคยบื่อ ซ้ำยิ่งมองก็ยิ่งอยากพาตัวเข้าไปใกล้เขาให้มากยิ่งขึ้น อยากจะติดตามเงาแผ่นหลังของเขา เพราะหัวใจมันเฝ้าแต่บอกว่าแผ่นหลังนี้คือสิ่งที่สวยงามที่สุดในชีวิตของตนแล้ว ขอเพียงแค่ได้มองเห็นเซียนหนุ่ม ต่อให้ต้องพบเจอกับเรื่องเลวร้ายมากแค่ไหน ทุกอย่างก็ย่อมแปรเปลี่ยนเป็นสดใสได้

จนถึงวันนี้หญิงสาวก็ยังคงรู้สึกว่าตนอยู่ไกลจากเขามากเหลือเกิน

ซ้ำคนที่ปรารถนาที่จะติดตามเขา ก็มิได้มีแต่นางผู้เดียว

แต่นางก็ไม่เคยคิดท้อใจ และยังคงมุ่งมั่นไล่ตามหลังเขาต่อไป เพื่อที่สักวันหนึ่ง ยามที่เขาหันหน้ากลับมามองจะได้เห็นนางอยู่ข้างกายเขาเป็นคนแรก

“ท่านเซียนอวิ๋น?” ลั่วอินฝานหันหน้ากลับมามองนาง น้ำเสียงเรียบนิ่ง ท่าทางดูห่างเหิน

จั๋วอวิ๋นจีผินหน้าไปอีกทางหนึ่ง เรือนผมสีดำถูกลมทะเลพัดปลิวสยาย “ท่านเซียนได้โปรดเรียกข้าว่าอวิ๋นจีเหมือนเมื่อก่อนเถิด”

ลั่วอินฝานไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เพียงแต่มองนางอย่างพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ในดวงตาคู่นั้นมีทั้งแววเอ็นดูและรอยตำหนิ “ตอนนั้นเจ้ามุมานะดีมาก แต่มาวันนี้ ทั้งที่เวลาก็ผ่านไปหลายปีแล้ว แต่ดูเหมือนเจ้าจะไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย”

จั๋วอวิ๋นจีนิ่งเงียบไปนานก่อนเอ่ยเสียงแผ่ว “เมื่อใจมีห่วงอยู่แล้ว จะมีความคืบหน้าได้อย่างไร?”

“ห่วงนั้นสมควรปลดลงไปได้แล้ว” ลั่วอินฝานไม่ได้ถามซักแต่หมุนตัวหันหลังกลับไปยังท้องทะเลอีกคราหนึ่ง “ขอเพียงคนเราสามารถปลดความห่วงกังวลลงก็ย่อมเป็นอิสระ ได้ยินมาว่าระยะนี้เจ้าหมั่นหลอมยาเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ แม้ฌานตบะจะอ่อนด้อย แต่กลับสร้างบุญกุศลยิ่งใหญ่จึงพอเรียกได้ว่ามีความก้าวหน้าขึ้นได้บ้าง ไม่เสียทีที่ฝึกบำเพ็ญพรตมา”

น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่งชัดเจนดุจกำลังสอนสั่ง

ปรารถนาที่จะแปรเปลี่ยน แต่ก็กลัวความเปลี่ยนแปลง ทำให้สุดท้ายจึงยังคงอยู่ที่เก่าไม่ไปไหน หรือที่เป็นอยู่ตอนนี้จะดีที่สุดแล้ว

“ท่านเซียนกล่าวได้ถูกต้อง” จั๋วอวิ๋นจียิ้มรับทั้งที่ในใจปฏิเสธ

นางยินดีแจกจ่ายยาเพื่อช่วยเหลือคนก็จริง แต่เหตุผลที่สำคัญมากยิ่งไปกว่านั้น คงมีเพียงตัวนางเท่านั้นที่รู้ สาเหตุที่หญิงสาวปฏิเสธจากสู่ขอของใครต่อใคร ไม่สนใจชายใด และลงไปอยู่ในแดนมนุษย์ซึ่งเต็มไปเหล่ามารร้ายที่คอยก่อความวุ่นวายเพียงลำพัง เพื่อใช้ยารักษามนุษย์ไปทั่วก็เพื่อที่จะได้พบกับเขา และได้ช่วยเขา “ปกป้องมวลมนุษยชาติ” แต่เพราะเหตุใดเขาจึงทำเหมือนไม่รู้ใจนางเลย ไม่มีแม้แต่ความหวั่นไหว หรือเขาจะไร้หัวใจจริงๆ ถึงได้ไม่เคยมีน้ำใจตอบกลับมาให้นางเลย?

จั๋วอวิ๋นจีก้าวไปข้างหน้า “ท่านเซียนยังจำ...”

แต่ลั่วอินฝานเอ่ยแทรกขึ้น “ฉงเอ๋อร์”

ที่ด้านหลังของพวกเขาห่างออกไปไม่ไกลนัก มีดวงตากลมโตคู่หนึ่งกับจับจ้องคนทั้งสองอยู่

แต่เดิมนางคิดจะออกมาหาอาจารย์ แต่เห็นท่านอาจารย์กำลังสนทนาอยู่กับท่านเซียนอวิ๋นอยู่ ซ้ำสายตาที่ท่านเซียนอวิ๋นใช้มองลั่วอินฝาน กับภาพของคนทั้งสองยืนอยู่เคียงกันในชุดสีขาวและชุดสีเขียว ดูคล้ายใบบัวและดอกบุณฑริก[1]ในสระน้ำ ปานประหนึ่งต้นไผ่ม่วงกับกลุ่มเมฆขาวเหนือท้องทะเลสีคราม ต่างส่งเสริมกันและกัน ทำให้ดูโดดเด่น ไม่มีขัดตา ด้วยเหตุนี้ เด็กหญิงจึงเผลอเดินออกมาอย่างไม่ทันรู้สึกตัว

ลั่วอินฝานแนะนำว่า “นี่ศิษย์ใหม่ของข้า ฉงจื่อ”

จั๋วอวิ๋นจีฝืนโค้งมุมปากและก้าวออกไปหมายจะดึงตัวเด็กหญิงเข้ามาใกล้ แต่สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นดวงตากลมโตฉายแววเศร้าสร้อยของอีกฝ่ายเสียก่อน นางจึงชะงักไปครู่หนึ่งพร้อมๆ กับรู้สึกขมปร่า

เด็กคนนี้กำลังปวดใจ? ไม่ใช่สิ คอยให้เจ้าโตเป็นผู้ใหญ่เสียก่อนจึงจะรู้ว่าสิ่งใดที่เรียกว่าความปวดใจที่แท้จริง ทุกคนที่ได้อยู่ใกล้เขาล้วนรู้สึกเช่นนี้กันทั้งนั้น แต่อย่างน้อย เวลานี้เจ้าก็ยังได้อยู่เคียงข้างเขา ไม่เหมือนคนอีกมากที่ไม่มีโอกาส และได้แต่เฝ้าอิจฉา แต่ถึงกระนั้นผู้ที่ต้องรู้สึกสิ้นหวังมากที่สุดก็ยังคงเป็นเจ้า

จั๋วอวิ๋นจีจึงดึงมือกลับไป “ข้าขอตัวกลับก่อน อีกสองวันว่านเจี๋ยจะมาแล้ว ขอท่านเซียนได้โปรดระวังตัวด้วย”

ลั่วอินฝานผงกศีรษะ

จั๋วอวิ๋นจีจึงหมุนตัวเยื้องย่างจากไป

ในขณะที่ฉงจื่อยังคงเผลอมองตามเงาร่างของนาง

ลั่วอินฝาน “ฉงเอ๋อร์?”

นัยน์ตากลมโตไร้แววเจ้าเล่ห์แสนกลเหมือนในเวลาปกติ แต่กลับดูกำลังเสียใจและสับสน ฉงจื่อก้มศีรษะลง “อาจารย์....” นางเรียกได้แค่นั้นแล้วก็ถูกลมพัดทำให้จามออกมาเสียงดัง

เห็นนางถูกลมนานๆ จนจามออกมาแล้ว ลั่วอินฝานจึงดึงร่างน้อยให้เข้ามาหา พบว่ามือเล็กเย็นเฉียบจึงย่นหัวคิ้ว “เจ้าไม่สำเร็จวิชากระดูกเซียน ห้ามตากลมนานๆ”

เซียนหนุ่มจูงลูกศิษย์เข้าไปด้านในและนั่งลงบนเก้าอี้ “กลับห้องไปสวมเสื้อผ้าหนาๆ นะ”

แต่ฉงจื่อไม่ยอม “ข้าไม่หนาว”

ลั่วอินฝานรู้สึกอ่อนใจกับความเอาแต่ใจของเด็กน้อย จึงป้อนยาตานให้นางกินเม็ดหนึ่ง

จู่ๆ ฉงจื่อก็ถามโพล่งขึ้น “ท่านเซียนอวิ๋นรู้จักอาจารย์ด้วยหรือเจ้าคะ?”

ลั่วอินฝานมองนางอย่างแปลกใจ “ท่านเซียนอวิ๋นเป็นน้องสาวของท่านประมุขจั๋ว นางเฉลียวฉลาดมาตั้งแต่เด็ก เมื่อก่อนตอนที่อาจารย์มาที่สำนักชิงหัว เห็นนางมีสติปัญญาดีจึงชี้แนะวิชาให้นางสองสามครั้ง มาวันนี้นางสามารถลงไปช่วยเหลือผู้คนในแดนมนุษย์ได้แล้ว ฉงเอ๋อร์เองก็ต้องทำตามอย่างนางให้ได้นะ”



                [1] บุณฑริก หมายถึง ดอกบัวขาว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

37 ความคิดเห็น

  1. #13 ---Dead--- (@---Dead---) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 21 มกราคม 2561 / 19:01
    อ่านไปอ่านมารู้ตัวอีกทีตอนล่าสุดแล้วอะ! อยากอ่านต่ออออ มาอัพเร็วๆนะ รอออออ
    #13
    0