ฉงจื่อ ลิขิตหวนรัก

ตอนที่ 32 : 9.4 จั๋วอวิ๋นจี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1023
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 29 ครั้ง
    23 ม.ค. 61

 “ผลท้อนี้มีฤทธิ์ช่วยเพิ่มพูนตบะได้ อย่าลืมกินเสียเล่า” ลั่วอินฝานตบไหล่ของลูกศิษย์ตัวน้อยเบาๆ ก่อนหมุนตัวจากไป

แล้วหลังจาก จั๋วเย่าและเซียนชั้นสูงอีกหลายท่านก็ถือโอกาสตอนที่ไม่มีใครสนใจทยอยออกจากงานเลี้ยงไป

ฉงจื่อไม่มีแก่ใจจะกินลูกท้อเซียนที่อยู่ตรงหน้า ได้แต่นั่งนิ่งงันอยู่อย่างนั้น แต่แล้วจู่ๆ ก็มีใครคนหนึ่งมาดึงตัวนางขึ้น สีหน้าของเขาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งจนเด็กหญิงรู้สึกขนหัวลุกและแอบร้องในใจว่าแย่แล้ว

จั๋วฮ่าวไม่พูดพล่ามทำเพลง เขาลากตัวฉงจื่อออกจากงานเลี้ยงและเดินไปตามถนนสายที่ทอดไปสู่หอริมทะเลแล้วหยุดฝีเท้า

แย่แล้ว เขาต้องคิดแก้แค้นนางเรื่องเต่าดำที่ทำให้เขาต้องอับอายขายหน้าผู้คนแน่ๆ! ฉงจื่อรีบสลัดตัวหนีหนีเข้าห้องตัวเองทันที

แต่มือแข็งแรงข้างหนึ่งยื่นมาดึงคอเสื้อด้านหลังของนางเอาไว้

จั๋วฮ่าวแค่นเสียง “คิดจะหนีหรือ?”

ฉงจื่อดิ้นปัดๆ “ตัวโตเสียเปล่าแต่กลับรังแกเด็ก หน้าไม่อาย!”

จั๋วฮ่าวเลิกคิ้ว “แล้วตัวเจ้าเองเล่า เป็นเด็กเป็นเล็ก แต่กล้าทำให้ข้าต้องขายหน้าผู้คนงั้นหรือ?”

ฉงจื่อร้องกรี๊ด “ถ้าหากยังไม่ยอมปล่อยข้าอีกล่ะก็ ข้าจะไปฟ้องอาจารย์!”

“ฟ้องอาจารย์?” จั๋วฮ่าวหัวเราะเสียงหยัน ดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์ “ท่านเซียนเป็นคนออกปากให้ข้ามาดูศิษย์น้องด้วยตัวเอง แต่ถ้าหากเจ้ายังเอาแต่ทำตัววุ่นวาย ไม่ยอมเชื่อฟังแบบนี้ก็อย่าหาว่าข้าไม่ปรานีเล่า”

ฉงจื่อชักสีหน้า “ผู้ใดอยากให้เจ้ามาอยู่ด้วยกัน?”

แต่จั๋วฮ่าวไม่สนใจ “เรื่องเมื่อวานข้ายังไม่ได้คิดบัญชีกับเจ้าเลยนะ มาดูกันซิว่าข้าจะเอาคืนอย่างไรดี”

ฉงจื่อรู้สึกผิดอยู่บ้าง น้ำเสียงที่ใช้จึงอ่อนลง “ข้าเองก็ไม่ได้ตั้งใจเสียหน่อย ผู้ใดใช้ให้เจ้าทำร้ายข้าก่อนเล่า”

จั๋วฮ่าวอายุมากกว่านาง ย่อมไม่ติดใจเอาเรื่องเด็กหญิงจริงจังอยู่แล้ว เพียงแต่เดิมทีวันนี้เขาคิดจะออกไปเผชิญหน้ากับพญามารว่านเจี๋ยที่ได้ชื่อว่าร้ายกาจที่สุดในแดนมาร แต่กลับถูกบิดาใช้ให้มาคอยดูแลเด็กหญิงตัวกระเปี๊ยกนี่แทน ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้าง

“เรียกพี่ชายก่อน แล้วข้าจะยอมปล่อยเจ้า”

“ไม่!”

จั๋วฮ่าวคร้านที่จะสนใจนางแล้วจึงคลายมือลง “ช่างเถอะ ยังมีเด็กผู้หญิงตั้งเยอะแยะที่อยากเรียกข้าเป็นพี่ ขาดเจ้าเด็กหน้าเหม็นอย่างเจ้าไปสักคนก็ไม่เห็นจะเป็นไร”

เด็กหน้าเหม็น? แม้นางจะไม่ได้มีรูปโฉมงดงามเหมือนอย่างเซียนอวิ๋น แต่ไม่ได้อัปลักษณ์สักหน่อย! ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด โทสะในใจของฉงจื่อถึงผุดพุ่งขึ้นมาได้อย่างประหลาดเช่นนี้ เด็กหญิงถลึงตาจ้องอีกฝ่ายอย่างโกรธเกรี้ยว “เจ้าสิ เด็กหน้าเหม็น! อาจารย์ของข้ารูปงามกว่าเจ้าไม่รู้ตั้งกี่เท่า แม้แต่ศิษย์พี่ฉินเคอเองก็ดูดีกว่าชนิดที่เทียบกันไม่ได้แม้แต่ฝุ่น! เจ้าต่างหากที่หน้าตาอัปลักษณ์จนดูไม่ได้!”

จั๋วฮ่าวเบิกตากว้าง “นี่เจ้ากล้าว่าข้างั้นหรือ?”

ฉงจื่อยืดอก “ก็ใช่น่ะสิ!”

จั๋วฮ่าวมองเด็กหญิงอยู่อึดใจใหญ่แล้วจู่ๆ ก็ก้มหน้าลงมาส่งยิ้มให้ “เด็กดี งั้นด่าข้าให้ฟังอีกทีซิ”

ฉงจื่อตั้งท่าจะด่าอีก แต่ครั้งนี้นางกลับทำได้แค่เพียงอ้าปาก หากไม่มีเสียงดังออกมา

จั๋วฮ่าวหัวเราะก๊าก

พอรู้ตัวว่าสู้เขาไม่ได้ ฉงจื่อก็โมโหจนหน้าแดงก่ำ นางเลิกสนใจเขาและหมุนตัวกลับเข้าห้อง ปิดประตูอย่างแน่นหนา

ลำพังแค่ประตูบานเดียว สำหรับประมุขน้อยแห่งสำนักชิงหัวแล้วไม่อาจนับว่าเป็นกระไรได้ คอยจนจั๋วฮ่าวเดินทะลุกำแพงเข้าไปแล้ว เขาถึงเห็นเด็กน้อยกำลังนั่งนิ่งตาแดงเรื่ออยู่ที่เตียง

ตามปกติ ฉงจื่อก็เป็นเด็กหน้าตางดงามอยู่แล้ว ยิ่งเวลาร้องไห้แบบนี้ยิ่งน่ามองกว่าสตรีทุกคนที่เคยมาห้อมล้อมเขามากมายนัก! จั๋วฮ่าวแอบชมนางอยู่ในใจก่อนเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ “ช่างเถอะ ข้าล้อเจ้าเล่นหรอก ไม่ต้องร้องไห้ พวกเด็กผู้หญิงนี่ขี้แยกันจริงๆ เลย”

ฉงจื่อหันมามอง แพขนตางอนยาวสะท้านไหวดุจปีกผีเสื้อ

น่ารักเหลือเกิน! จั๋วฮ่าวแอบชื่นชมอยู่ในใจ เขานั่งมองนางห่างๆ อย่างอารมณ์ดีมากขึ้น แล้วสุดท้ายเด็กหนุ่มก็เอ่ยปลอบเสียงใส “เด็กดี หากเจ้ายอมเชื่อฟังข้าๆ จะคลายมนต์สะกดให้ดีหรือไม่?”

ฉงจื่อกระพริบตาปริบๆ แต่ถึงกระนั้น นางก็ยังไม่อาจซ่อนแววตาสะใจของตัวเองได้

และทันทีที่จั๋วฮ่าวเห็น เขาก็รู้ตัวว่ามีบางสิ่งผิดปกติจึงหุบยิ้ม หลังจากนิ่งงันอยู่พักหนึ่ง ร่างสูงก็กระเด้งตัวขึ้นมาจากเก้าอี้พร้อมหันหน้ากลับไปมอง ภาพที่เห็นทำให้เขาต้องกัดฟันกรอด “ยัยเด็กหน้าเหม็น นี่เจ้า...เจ้า...”

ลำพังแค่นึกว่าที่ก้นเขามีเต่าอยู่ตัวหนึ่งแล้ว ฉงจื่อก็เอามือกุมท้องหัวเราะยกใหญ่แม้จะไม่มีเสียงอะไรออกมาเลยก็ตาม

จั๋วฮ่าวเองก็ทั้งฉิวทั้งขัน สืบเท้าเข้าไปใกล้เด็กหญิง “เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะจับเจ้าโยนทะเลอีกหนก็ได้นะ?”

ฉงจื่อขำจนน้ำตาไหล นัยน์ตากลมโตฉ่ำวาว ร่างน้อยกลิ้งไปขดตัวอยู่ที่มุมเตียง

ยัยเด็กนี่คิดเขาไม่กล้างั้นหรือ จั๋วฮ่าวอ่อนใจเมื่อคิดว่าหมึกน้ำแข็งนี้ไม่อาจลบเลือนได้ง่ายๆ ถ้าหากผู้ใดมาเห็นและรู้ว่าเขาถูกเด็กหญิงเล่นงานถึงสองครั้งสองหนแล้ว เขาจะยังมีหน้าไปสู้ผู้ใดได้อีก? มิสู้ถือโอกาสตอนที่มีใครอยู่ที่นี่ตอนนี้ ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนแล้วค่อยว่ากัน คิดแล้วเขาก็หมุนตัวเผ่นไปที่ประตู “ในเมื่อเจ้าชอบเป็นใบ้นักก็หยุดพูดไปสักพักก็แล้วกัน และอย่าออกไปวิ่งเล่นมั่วซั่วเล่า”

พอเห็นเด็กหนุ่ม ฉงจื่อก็กระโดดลงจากที่นอนและวิ่งไปที่หน้าต่าง

ม่านราตรีคลี่ลงปกคลุมสำนักชิงหัวแล้ว ลมทะเลโหมซัดใส่ต้นไม้ส่งเสียงดังซู่ซ่า เช่นเดียวกับเกลียวคลื่นที่ซัดสาดอย่างรุนแรงจนเหมือนแผ่นดินจะสะเทือน

ฉงจื่อรู้ดีว่าที่อาจารย์กับเจ้าสำนักจั๋วขอตัวออกไปกันเมื่อครู่เพราะรู้ว่าพญามารว่านเจี๋ยได้มาช่วยคนที่ก้นทะเลมังกรอะไรนั่นแล้ว แต่ไม่รู้ว่าป่านนี้พวกท่านจะเป็นอย่างไรกันบ้าง? ฉงจื่อเป็นห่วงอาจารย์จนอยากออกไปสอบถามข่าวคราวจากผู้อื่นแทบขาดใจ แต่นางก็ทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะถ้าหากนางทะเล่อทะล่าออกไปแล้วถูกพวกมารเหมือนปีศาจวายุนั่นจับเป็นตัวประกันอีก จะต้องทำให้อาจารย์ยุ่งยากอย่างมากจนไม่มีสมาธิในการต่อสู้

ดังนั้น ฉงจื่อจึงได้แต่กลับไปนั่งคอยอยู่ที่เตียงเหมือนเก่า

ทั้งสายลมและเกลียวคลื่นที่ซัดเข้ามาแล้วก็ผละออกไปเสียงดังครืนโครม ทำให้หัวใจของเด็กหญิงรู้สึกป่วนปั่น

และทันใดนั้น นางก็รู้ได้ว่าที่ด้านนอกมีคน!

“เจ้าจะกักตัวข้าเอาไว้อีกนานเท่าไหร่?” น้ำเสียงของหญิงสาวฟังดูเย็นชาห่างเหินอย่างมาก

ต่อมา ก็เสียงผู้ชายดังขึ้น และน่าเป็นคนหนุ่มรุ่นเดียวกับนาง

“คอยให้ข้าทลายปราการนี้ได้ก่อนแล้วข้าจะพาเจ้าออกไป”

น้ำเสียงแหบต่ำทว่าชวนฟัง แปลกหู แต่กลับให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด กระแสเสียงนั้นยังดูอ่อนล้าเหน็ดเหนื่อย ทว่ากลับมีเสน่ห์น่าหลงใหล หรือถ้าจะให้พูดอีกอย่างก็คือ มันฟังดูเหมือนไม่ใส่ใจต่อสิ่งใด และไม่ยี่หระต่ออะไรทั้งสิ้น

นี่ก็ดึกแล้ว งานเลี้ยงคงเสร็จสิ้นไปแล้วเช่นกัน ผู้ที่รู้ความนัยคนอื่นๆ ล้วนไปรอรับมือพญามารว่านเจี๋ยที่ก้นทะเลมังกรกันหมด แล้วจะมีผู้ใดวิ่งมาที่นี่ได้อีกเล่า?

สัญชาตญาณของฉงจื่อกำลังร้องเตือนอะไรบางอย่าง เด็กหญิงจึงย่องกริบไปแอบมองที่ข้างหน้าต่าง

และทันทีที่เห็น นางก็หวิดจะกรีดร้องออกมา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 29 ครั้ง

37 ความคิดเห็น