ฉงจื่อ ลิขิตหวนรัก

ตอนที่ 35 : 10.3 จุมพิตชุบชีวิต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1167
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    26 ม.ค. 61

ร่างนั้นคล้ายไม่ค่อยชอบแสงสว่างเท่าไหร่ จึงซ่อนตนเอาไว้ใต้เงาของเสื้อคลุมตลอดเวลาจนเหมือนดวงวิญญาณแห่งรัตติกาล มีเพียงมือซ้ายของเขาเท่านั้นที่โผล่พ้นชายผ้าออกมาให้เห็นแหวนแก้วผลึกสีม่วงแปลกตาวงหนึ่งบนนิ้วนาง

ริมฝีปากโค้งขึ้นเหมือนกำลังยิ้มบางๆ น้ำเสียงห้าวทุ้มเจือรังสีสังหารแบบเดียวกับความเป็นปริศนาในตัวเขา “ท่านว่านเจี๋ย”

ระหว่างที่พูด แหวนแก้วผลึกสีม่วงที่นิ้วก็ส่งประกายวับวามแลดูลึกลับน่าหลงใหล ดึงดูดใจคน

ว่านเจี๋ยยิ้มเย็น “วิชาดูดวิญญาณไม่เลวนี่ แต่น่าเสียดายที่ยังห่างชั้นจากข้าอีกไกลนัก”

หากอีกฝ่ายไม่สนใจเสียงหัวเราะเยาะเย้ย “ทุกคนต่างว่ากันว่าลั่วอินฝานไร้หัวใจ แต่เขากลับดูแลลูกศิษย์ได้ไม่เลว หรือที่ท่านว่านเจี๋ยตามหลังเขามาแบบนี้ เพราะคิดจะลงมือซ้ำ?”

ว่านเจี๋ย “ลั่วอินฝานหรือจะครณามือข้า ที่ข้ามาก็เพราะต้องการมาดูให้แน่ใจต่างหาก”

บุรุษปริศนาเอียงหน้าคล้ายเป็นคำถาม “เอ๋?”

แต่ว่านเจี๋ยกลับไม่ได้บอกอะไรเขาอีก “สมใจเจ้าล่ะสิที่ข้ากับเขาประมือกันได้ และที่เจ้าตามข้ามานี่เพราะต้องการเล่นงานลั่วอินฝาน หรือเพราะกระบี่หนีหลุน?”

“แล้วว่านเจี๋ยจวินคิดว่าอย่างไรเล่า?” แหวนสีม่วงเปล่งประกายระยับ

“เจ้าทำอะไรข้าไม่ได้หรอก”

“ว่านเจี๋ยจวินยังคงมั่นใจในตัวเองเหมือนเก่า”

ว่านเจี๋ยเงียบและเคลื่อนตัวหายไปกับสายลม

อีกฝ่ายไม่ได้ติดตามไป ยังคงยืนอยู่ที่เก่า มือขวายื่นออกมาจากใต้ผืนผ้าและลูบคลำแหวนเบาๆ

ทันใดนั้น เมฆที่อยู่รอบๆ ก็เริ่มมีปฏิกริยาบางอย่าง คล้ายถูกพลังรุนแรงปั่นให้หมุนคว้าง กลายเป็นปราการสูงสีม่วงงดงาม

และแล้ว ดรุณีนางหนึ่งก็เหินร่างออกมาจากกลุ่มเมฆางาม รัศมีสีชมพูดอยู่ในชุดกระโปรงสีม่วง เข้ากับเรือนผมสีม่วงอ่อนยาวสยาย ผิวกายกระจ่างใสคล้ายบุปผาแย้มแรกผลิ ท่วงทีกริยาคล่องแคล่วงดงามดุจภาพฝัน

แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ เรือนร่างชดช้อยนิ่มนวลดุจแพรไหมนั้นได้เข้ามาพัวพันกับร่างของเขาดุจอสรพิษ ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนตัวลงไปอยู่บนพื้นข้างกายชายหนุ่ม

บุรุษปริศนามองดูภาพความเปลี่ยนแปลงทุกอย่างนี้ด้วยรอยยิ้มที่ผุดขึ้นที่มุมปาก ก่อนจะหมุนร่างหายตัววับไป

 

ลั่วอินฝานเร่งพาฉงจื่อเดินทางกลับสำนักทั้งวันทั้งคืน โชคดีระหว่างทางไม่มีเรื่องร้ายอะไรเกิดขึ้น ทำให้พวกเขาสามารถกลับไปสู่สำนักหนานหัวได้โดยสวัสดิภาพ พออวี๋ตู้กับหมิ่นอวิ๋นจงทราบเรื่องก็รีบให้คนจัดเตรียมหยูกยาสารพัดสี นำไปส่งให้ที่ยอดเขาไผ่ม่วง

ฉงจื่อรู้สึกทั้งดีใจและเสียใจที่ได้กลับมาอยู่บนเตียงที่คุ้นเคยอีกครั้ง เด็กหญิงดีใจที่ได้กลับบ้าน แต่ก็เสียใจที่จะไม่ได้อยู่ในอ้อมแขนของอาจารย์อีกแล้ว

แต่ลั่วอินฝานหาได้ล่วงรู้ถึงความในใจของลูกศิษย์ไม่ เขายืนมองตัวยามากมายอยู่ที่ข้างโต๊ะ พอเห็นฉงจื่อลืมดวงตากลมโตสีดำขลับขึ้นมามองตนได้แล้วก็รีบเอ่ยถาม “ยังเจ็บอยู่หรือไม่?”

ฉงจื่อสั่นศีรษะ

ลั่วอินฝานถอนหายใจแล้วเดินเข้ามาหา

ฉงจื่อบาดเจ็บสาหัส แม้ว่าปราณของเซียนร่างทองจะช่วยลดเลือนความทรมานลงไปได้บ้างแต่ย่อมยังเหลือความรู้สึกไม่ค่อยสบายตัวอยู่ และตลอดทางที่พวกเขาเดินทางกลับมา ฉงจื่อก็มีอาการกระสับกระส่ายอยู่ตลอด ทว่ากลับไม่ยอมปริปากร้องโอดโอยให้เขาได้ยิน เพราะกลัวว่าอาจารย์จะเป็นห่วง

ร่างสูงก้มตัวลงจับมือน้อยซุกเข้าไปในผ้าห่ม

เรือนผมสีดำยาวทิ้งตัวลงมาดุจน้ำตก แลละม้ายผ้าม่านผืนหนาที่กั้นกลางแสงสว่างทุกอย่างเอาไว้

ฉงจื่อดึงมืออาจารย์เอาไว้นิดหนึ่ง

ลั่วอินฝานทั้งฉิวทั้งขัน เขาเอ่ยปรามเบาๆ “อย่าซนสิ”

นางไม่ได้ยิ้มใส่ตาเขาเหมือนตามปกติ นอกจากกระซิบเสียงแผ่วว่า “อาจารย์”

ลั่วอินฝานชะงักไปเล็กน้อย ก่อนดึงมือกลับมาเงียบๆ และยืดตัวขึ้นยืนตรง

เริ่มมีคนทยอยกันเข้ามาบ้างแล้ว อวี๋ตู้กับหมิ่นอวิ๋นจงนำหน้ามาก่อน ถัดมาคือมู่อวี้และศิษย์สตรีอายุยี่สิบปีอีกคนหนึ่ง นางมีรูปร่างหน้าตาน่ามอง แต่กลับสวมเสื้อผ้าลวดลายฉูดฉาด และอาจเป็นเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ได้ขึ้นมาที่ยอดเขาไผ่ม่วง ทำให้ในดวงตาของหญิงสาวฉายแววยินดีอย่างปิดไม่มิด แม้ว่าจะพยายามวางท่าให้ดูเคร่งขรึมสำรวมที่สุดแล้ว

อวี๋ตู้เดินมาปลอบใจฉงจื่อที่ข้างเตียงอยู่หลายประโยคก่อนหันไปหาลั่วอินฝาน “ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ยาทั้งหมดอยู่ที่นี่ เพียงแต่ใบหลิงจือแดงนั้นเรียกได้ว่าแทบจะสูญพันธุ์ไปตั้งแต่การต่อสู้ในครั้งนั้น ปีนี้ยังไม่มีมาให้เห็นเลยสักใบ”

ใบหลิงจือแดงมีอยู่เฉพาะที่หน้าผาหินของสำนักหนานหัวเท่านั้น และเนื่องจากเมื่อหลายปีก่อนตอนที่พญามารหนีหลุนเข้าโจมตีสำนักหนานหัวจนเกิดเป็นสงครามครั้งใหญ่ ทำให้ฟ้ามืดดินหม่น สำนักหนานหัวได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณทางเข้าออกของสำนัก แม้แต่ใบหลิงจือแดงก็พลอยถูกทำลายจนราบคาบไปด้วย

ลั่วอินฝานหันไปมองฉงจื่อที่อยู่บนเตียง

อวี๋ตู้ลอบถอนหายใจ นี่ถ้าหากว่านเจี๋ยไม่ทำร้ายถึงดวงวิญญาณของเด็กหญิง เรื่องราวทั้งหมดก็คงจบสิ้นไปแล้ว แต่ทว่าหากฉงจื่อถูกพญามารว่านเจี๋ยทำให้ดวงวิญญาณแตกดับไปได้ ก็อาจจะเป็นเรื่องที่ดีสำหรับแดนเซียนก็เป็นได้ เพราะอย่างน้อย พวกเขาจะได้ไม่ต้องมานั่งอกสั่นขวัญหายกันอีก

ลั่วอินฝานนิ่งคิดอยู่พักหนึ่งแล้วจึงเอ่ยถาม “ตอนนั้น สำนักหนานหัวได้นำใบหลิงจือแดงไปกำนัลให้แก่ผู้ใดบ้าง ศิษย์พี่จำได้หรือไม่?”

อวี๋ตู้ทำท่าคิด “ที่สำนักคุนหลุนต้นหนึ่ง และท่านอวิ๋นฟังเจินเหรินก็มาขอไปอีกสองต้น....”

“ช่างเถอะ มัวแต่วิ่งมาวิ่งไปก็คงไม่ทันการณ์แล้ว” จู่ๆ หมิ่นอวิ๋นจงก็เอ่ยตัดบทขึ้น เขาหันไปสั่งมู่อวี้ “ในตำราภาพสมุนไพรในห้องหนังสือของข้ามีอยู่ต้นหนึ่ง ไปเอามา”

มู่อวี้รับคำแล้วรีบวิ่งออกไป

ลั่วอินฝานระบายลมหายใจ น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้ง “ขอบคุณท่านอาจารย์อา”

หมิ่นอวิ๋นจงกล่าวเสียงเย็น “ช่วยคนก็ส่วนช่วย ขอแค่ต่อไปอย่าก่อเรื่องยุ่งยากให้สำนักหนานหัวก็พอแล้ว อย่าลืมนะว่าเจ้าสัญญาเอาไว้ว่าภายในสองร้อยปี”

ลั่วอินฝานย่นหัวคิ้ว

“คิดไม่ถึงเลยว่าท่านอาจารย์อาจะมีใบหลิงจือแดงเก็บซ่อนเอาไว้ด้วยต้นหนึ่งแบบนี้” อวี๋ตู้เปิดประเด็นยิ้มๆ แล้วหันหน้าไปหาศิษย์สตรีผู้สวมเสื้อผ้าลายฉูดฉาดข้างตัว “ในเมื่อตัวยาครบแล้วก็ให้เจินจูนำไปหลอมได้แล้ว”

ลั่วอินฝานคล้ายเพิ่งนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงเอ่ยถามศิษย์สตรีผู้นั้นว่า “เจ้าชื่ออะไร?”

นางมีท่าทีแตกตื่นแต่ก็ยินดียิ่ง “เยี่ยนเจินจู ศิษย์ของสำนักหนานหัวรุ่นที่สามร้อยหกสิบหก ขอคารวะท่านเซียนเจ้าค่ะ”

“รุ่นที่สามร้อยหกสิบหก” ลั่วอินฝานทวนคำ “เจ้ายินดีช่วยอยู่ดูแลฉงจื่อที่อารามนี่แทนข้าสักหลายวันได้หรือไม่?”

คนอื่นไม่ค่อยรู้สึกอะไรกับคำกล่าวนี้นัก แต่ฉงจื่อที่นอนอยู่บนเตียงกลับชักสีหน้า

อาจารย์เรียกใช้นางด้วยตัวเอง! เยี่ยนเจินจูตะลึง

อวี๋ตู้กระแอม “เจินจู?”

เมื่อนั้น เยี่ยนเจินจูถึงได้สติกลับคืนมา นางรีบพยักหน้ารัวๆ “ศิษย์ยินดี ยินดีมากๆ เลยเจ้าค่ะ”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

37 ความคิดเห็น

  1. #18 Beambinnie (@Beambinnie) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 27 มกราคม 2561 / 15:58
    รอน้าค้า ชอบมากๆ ซื้อเล่มแน่น่อนค่า
    #18
    0