ฉงจื่อ ลิขิตหวนรัก

ตอนที่ 36 : 10.4 จุมพิตชุบชีวิต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1164
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 29 ครั้ง
    29 ม.ค. 61

ลั่วอินฝานเป็นห่วงว่าตนไม่เคยดูแลเด็กเล็กมาก่อน ซ้ำตามปกติก็มีงานมาก เกรงว่าไม่อาจดูแลลูกศิษย์ได้ตลอดรอดฝั่ง ด้วยเหตุนี้ เมื่อเยี่ยนเจินจูยอมรับคำเขาจึงรู้สึกวางใจ “ถ้าเช่นนั้นก็คงต้องขอรบกวนเจ้าแล้ว อารามฉงหัวแห่งนี้มีห้องหับมากมาย เจ้าเลือกอยู่ได้ตามสบายเลย”

เยี่ยนเจินจูได้แก่ผงกศีรษะรับเหมือนเก่า

ในขณะที่ฉงจื่อทำหน้าคว่ำ

ไม่นาน มู่อวี้ก็กลับมาพร้อมกับใบหลิงจือแดง อวี๋ตู้จึงกำชับเขาอีกสองประโยคก่อนขอตัวจากไปพร้อมกับหมิ่นอวิ๋นจง

 

เมื่อนางไม่ได้กระดูกเซียน กายเนื้อย่อมไม่อาจทานรับพลังมารของว่านเจี๋ยได้ ดังนั้น ครั้งนี้ฉงจื่อจึงเรียกได้ว่าบาดเจ็บสาหัส ต้องใช้เวลาถึงครึ่งปีเต็มกว่าอาการจะเริ่มกระเตื้องขึ้น และต้องใช้อีกหกเดือนในการพักรักษาตัวเพื่อฟื้นฟูพลังชีวิตให้กลับคืนมา ซึ่งในระหว่างนั้น เยี่ยนเจินจูคอยดูแลเด็กหญิงอย่างเอาใจใส่เต็มที่ ทำให้ฉงจื่อรู้สึกชอบนางมาก ด้วยเหตุนี้ เวลาที่อยู่ด้วยกันตามลำพัง เด็กหญิงจึงเรียกอีกฝ่ายว่าพี่สาว ส่วนหนึ่งเกิดจากความรู้สึกซาบซึ้งที่เยี่ยนเจินจูช่วยดูแลนาง แต่ที่มากยิ่งไปกว่านั้นคือฉงจื่อรู้สึกเหงามาก เพราะเมื่อมีเยี่ยนเจินจูมาอยู่ด้วย ลั่วอินฝานก็ไม่ค่อยจะมาสนใจดูนางสักเท่าไหร่ และตัวเด็กหญิงเองก็ไม่อาจไปวุ่นวายกับอาจารย์ได้เหมือนเมื่อก่อน

“ฉงจื่อ ผู้ที่ทำร้ายเจ้าคือพญามารว่านเจี๋ยจริงๆ หรือ?”

“ใช่แล้ว”

“เจ้าไม่เห็นหน้าเขาจริงๆ หรือ?”

เมื่อรู้จักกันนานวันเข้า ฉงจื่อก็พบว่าภายใต้สีหน้าเคร่งขรึมจริงจังของศิษย์พี่คนนี้ แท้ที่จริงแล้วเป็นพวกอยากรู้อยากเห็นอย่างมาก เด็กหญิงกลอกตาอยู่พักหนึ่งแล้วก็พูดเสียงเบา “ข้าโกหกน่ะ จริงๆ ข้าเห็นหน้าเขาแล้ว”

“จริงหรือ? แล้วเขาหน้าตาเป็นยังไง?”

“เขา...หน้าตาดีมาก ดีกว่าท่านอาจารย์เสียอีก”

ดวงตารูปผลซิ่งของเยี่ยนเจินจูเบิกกว้าง “จริงหรือ?”

ฉงจื่อหัวเราะคิกคัก “ข้าอำน่ะ ใครใช้ให้ท่านถามข้าเองเล่า” ใต้หล้านี้จะมีคนที่หน้าตาดีกว่าอาจารย์ได้อย่างไร ลำพังแค่ให้หน้าตาทัดเทียมกับเขาก็เป็นไปไม่ได้แล้ว

เยี่ยนเจินจูโผเข้ามาหยิกแก้มเด็กหญิง “เจ้ากล้าอำข้าเหรอ?”

ฉงจื่อร้องขอชีวิตก่อนทำท่านึก “เขาหน้าตาดีจริงๆ นั่นแหละ ถึงข้าจะไม่เห็นใบหน้าของเขา แต่ผมของเขาก็สวยงามมากและเป็นสีแดงด้วย”

เยี่ยนเจินจูตะลึง “เป็นอย่างที่เขาว่ากันจริงๆ ด้วย” นางค่อยๆ มีท่าทีสงบลง ไม่นานก็สั่นศีรษะพลางพูดเสียงงึมงำ “ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ได้นะ...”

ฉงจื่อแปลกใจ “เห็นอยู่ว่าผู้หญิงคนนั้นทำตัวแย่มาก แต่เพราะเหตุใดเขาถึงยังต้องไปช่วยนางอีกเล่า?”

เยี่ยนเจินจูถอนหายใจ “สตรีผู้นั้นคือเซียนกงเค่อหราน เพื่อนางแล้ว ว่านเจี๋ยถึงกับยอมเสี่ยงชีวิตหลายครั้ง ซ้ำยังให้บริวารทำเรื่องโง่เง่ามากมายจนตัวเองถูกตัดขาดจากฝ่ายมาร เพราะในเมื่อเขายอมละทิ้งลูกน้องเพื่อผู้หญิงคนเดียวได้แบบนี้แล้ว ผู้ใดเล่าจะยอมติดตามพญามารที่เอาแต่ทำเรื่องไร้สาระอีก ด้วยเหตุนี้วังปีศาจทมิฬจึงพากันแยกตัวออกไปตั้งก๊กตั้งเหล่าของตนขึ้นมาใหม่ แต่พญามารว่านเจี๋ยก็ดูเหมือนจะไม่ใส่ใจ ยังคงเที่ยวเอ้อระเหยลอยชายไปที่นั่นที่นี่อยู่คนเดียว”

ฉงจื่อยังคงไม่เข้าใจอยู่ดี “แต่ถ้าหากท่านเซียนกงไม่แยแสเขาถึงเพียงนี้ เขาก็น่าจะเลิกสนใจนางไปได้แล้วมิใช่หรือ”

เยี่ยนเจินจู “สิ่งที่ทำร้ายผู้คนได้มากที่สุดก็คือ “ความรัก” เพราะพญามารว่านเจี๋ยรักท่านเซียนกง ต่อให้เขาจะมีพลังอำนาจมากแค่ไหน แต่สุดท้ายสิ่งที่ได้จึงมีแค่เพียงความว่างเปล่า พวกเขาจึงไม่มีทางที่จะผ่านด่านรักนี้ไปได้เลย”

ฉงจื่อ “ด่านรัก?”

เยี่ยนเจินจูหัวเราะเสียงประหลาด “เจ้ายังเล็กนัก ยังไม่เข้าใจหรอก”

ฉงจื่อจึงเอามือผลักนาง

เยี่ยนเจินจูจึงเล่าต่อ “คอยอีกสักสองสามปี ไว้ให้เจ้าโตกว่านี้แล้วก็จะเข้าใจเองว่าไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนร้ายหรือดีมากแค่ไหน แต่ขอเพียงให้เขาเป็นสุข เจ้าก็จะเป็นสุขไปด้วย และถ้าหากเขาทุกข์ เจ้าก็จะพลอยทุกข์ใจด้วยเช่นกัน ยิ่งถ้าหากเขามีภัยด้วยแล้ว เจ้าก็จะทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อช่วยเหลือเขาออกมาให้จงได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายจะคิดเหมือนกันกับเจ้าเสมอไป ยกเว้น เขาคิดเหมือนกันกับเจ้าขึ้นมาจริงๆ แล้ว นั่นจึงจะเป็นเรื่องที่โชคดีที่สุดในชีวิต”

ฉงจื่อเอามือเท้าคาง “เหมือนข้ากับอาจารย์ใช่หรือไม่”

เยี่ยนเจินจูขำพรืด “ใช่ๆ ฮ่าๆ แต่...มันก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียวหรอกนะ เพราะเมื่อคนสองคนมีใจให้แก่กันแล้วก็ย่อมต้องแต่งงานกันด้วย”

เป็นครั้งแรกที่ฉงจื่อเพิ่งเข้าใจถึงคำว่า “แต่งงาน” นี้ เด็กหญิงจึงได้แต่ทำเสียงรับรู้แล้วหน้าแดงเรื่อ

อันที่จริง อาการบาดเจ็บของฉงจื่อหายดีนานแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ลั่วอินฝานยอมอนุญาตให้ศิษย์คนอื่นขึ้นมาอยู่ที่อารามฉงหัวได้ ทำให้เยี่ยนเจินจูดีใจมากจนไม่ยอมกลับลงไปง่ายๆ และฉงจื่อเองรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของนางจนไม่อาจออกปากไล่อีกฝ่ายให้จากไป ไปๆ มาๆ เยี่ยนเจินจูเลยได้อยู่ที่อารามฉงหัวนานถึงหนึ่งปีกว่า จนวันที่ลั่วอินฝานแน่ใจแล้วว่าลูกศิษย์ของเขากลับมามีสุขภาพแข็งแรงดีเหมือนเดิมเรียบร้อย เซียนหนุ่มจึงได้มอบยาตานชำระจิตให้เพื่อเป็นการขอบคุณ เยี่ยนเจินจูถึงต้องลาจากไป แต่ยังไม่ลืมบอกฉงจื่อว่าถ้าหากมีเรื่องอะไรก็ให้ไปหานางได้ตลอดเสมอ

หลังส่งเยี่ยนเจินจูลงจากยอดเขาไผ่ม่วงไปแล้ว ฉงจื่อก็วิ่งไปที่อารามใหญ่อย่างว่องไว

ลั่วอินฝานกำลังยืนเอามือไพล่หลังมองนกกระเรียนส่งสาส์นอยู่ที่หน้าโต๊ะหนังสือ

ดูเหมือนว่าระยะนี้คงไม่มีเรื่องอะไร ใบหน้าหล่อเหลาของลั่วอินฝานจึงเปลี่ยนไปเป็นสงบนิ่งเฉย คล้ายไม่สนใจสิ่งใดในโลก เหมือนที่เคยเป็นมาตลอด อาภรณ์สีขาวสะอาดดุจหิมะ เรือนผมยาวดุจหมึก แลดูงามสง่าราวกับภาพวาด เส้นสายอ่อนช้อยและเป็นอิสระ

ฉงจื่ออยากจะเข้าไปกอดออดอ้อนเขาเหมือนเมื่อก่อน แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดตนจึงทำได้แค่เพียงยืนอยู่ที่หน้าประตู มองดูเงาร่างที่คุ้นตานั่นอยู่ห่างๆ อย่างไม่อาจขยับฝีเท้าได้ นางรู้สึกลนลานและไม่เป็นตัวของตัวเองอย่างมาก

จนกระทั่งลั่วอินฝานเป็นฝ่ายหันมาเห็นนางก่อน “ฉงเอ๋อร์?”

เนื่องจากนกกระเรียนเคยถูกเด็กหญิงจับฟัดเล่นมาหลายครั้งหลายหน พอมันเห็นนางเข้า ก็รีบเดินหลบไปอีกด้านหนึ่งทันที

ฉงจื่อถึงได้สติกลับมาและรีบวิ่งเข้าไปหาร่างสูง “อาจารย์”

“มีเรื่องอะไรหรือ?”

“ข้ามาอยู่เป็นเพื่อนอาจารย์เจ้าค่ะ”

พอหายป่วย ลูกศิษย์ก็จะมาปรนนิบัติเขาเลยหรือ? ลั่วอินฝานรู้สึกซึ้งใจขึ้นมาเล็กน้อย เขาวางน้ำชาที่นางรินให้ลงบนโต๊ะ “เจ้าเพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บ ยังไม่น่ามาที่นี่ กลับไปพักผ่อนก่อนเถิด”

แต่ฉงจื่อไม่ยอม “ข้าหายดีนานแล้วเจ้าค่ะ”

ลั่วอินฝานจึงจำเป็นต้องยอมตามใจนาง

 

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ฉงจื่อก็ยิ่งตั้งใจว่าจะต้องสำเร็จวิชากระดูกเซียน เพื่อจะได้อยู่เคียงข้างอาจารย์ ดังนั้น นางจึงหมั่นฝึกปรือทั้งกลางวันและกลางคืน จนสองปีให้หลังก็เริ่มมีผลลัพธ์เล็กๆ ให้เห็น เมื่อเด็กหญิงสามารถชำระชีพจร เสริมกระดูก หลุดพ้นจากวัฏสงสาร และได้ร่างเซียนมาครึ่งหนึ่งแล้ว ทำให้ร่างมนุษย์เริ่มมีการเจริญเติบโตช้าลง แต่เมื่อลั่วอินฝานรู้เรื่องนี้ เขากลับไม่สู้ยินดีสักเท่าไหร่นัก ตรงกันข้าม เซียนหนุ่มกลับมักถอนหายใจด้วยความรู้สึกวุ่นวายใจอยู่ตลอดเวลา

สิ่งเดียวที่เป็นเหมือนก่อนก็คือ ทั้งสองยังคงดำรงความเป็นศิษย์อาจารย์ และรู้จักทำตัวตามอย่างสถานภาพนั้นมากยิ่งขึ้น

นับตั้งแต่ได้รับบาดเจ็บ ฉงจื่อไม่ได้พาตัวเข้ามาพัวพันหรือกอดรัดอาจารย์เหมือนเมื่อก่อน เพราะนางเป็นเด็กสาวอายุสิบห้าปีแล้ว ย่อมไม่สามารถทำแบบนั้นอีกได้ ทำให้ความทรงจำเกี่ยวกับอ้อมแขนแข็งแรงที่เคยได้รับในอดีตเป็นเหมือนภาพฝันที่อยู่ห่างไกลออกไป ได้แต่เก็บเอาไว้ในส่วนที่อบอุ่นและนุ่มละมุนที่สุดในหัวใจเท่านั้น

จากเด็กตัวน้อยน่ารัก เติบโตขึ้นเป็นเด็กสาวอายุสิบห้าปี ทว่ารูปร่างของฉงจื่อกลับมิได้อวบอิ่มอ้อนแอ้นเช่นเดียวกับพวกเหวินหลิงจือ แม้นางจะดูตัวสูงขึ้น ทว่ายังคงมีรูปร่างบอบบางคล้ายดั่งจะปลิวลมได้เช่นขนนก ทำให้สายตาของเหล่าศิษย์ในสำนักหนานซานเริ่มมองนางอย่างชื่นชม และมีไมตรีต่อเด็กสาวมากขึ้น แต่น่าเสียดายที่ฉงจื่อเอาแต่เกาะติดอาจารย์ตลอด ไม่ยอมสนใจผู้ใดเลย เนื่องจากสิ่งที่นางให้ความสำคัญในยามนี้คือการเปิดรับศิษย์ใหม่ของสำนักหนานหัวในอีกสามเดือนต่อจากนี้ ซึ่งก่อนหน้านั้น เด็กสาวและศิษย์รุ่นเดียวกันจะต้องเข้ารับการทดสอบครั้งสำคัญ และตามกฎแล้ว ศิษย์ทุกคนในสำนักล้วนสามารถเข้าร่วมได้

ทุกครั้งที่เหวินหลิงจือเห็นหน้าฉงจื่อก็จะส่งยิ้มให้ ทว่าในรอยยิ้มนั้นกลับแฝงแววเยาะหยัน เพราะแม้การที่ท่านเซียนฉงหัวรับนางเป็นศิษย์จะถือเป็นเกียรติยศสูงส่ง ทว่าจนถึงวันนี้ แม้แต่กระบี่ ฉงจื่อก็ยังขี่ไม่ได้

แต่ถึงกระนั้น ลั่วอินฝานก็ไม่เคยปริปากถึงเรื่องพวกนี้ ซ้ำยังมีท่าทีเหมือนไม่รู้สึกอะไรกับการที่ศิษย์ของตนจะไม่เป็นวิชาอาคมเลยสักนิด

จนก่อนหน้าวันประลองสามวัน ฉงจื่อไปหามู่อวี้ด้วยสีหน้าเซื่องซึม แต่พลันเหลือบไปเห็นศิษย์สตรีกำลังยิ้มร่ามาแต่ไกล

“ศิษย์พี่ฉินลงจากเขามาแล้ว!”

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 29 ครั้ง

37 ความคิดเห็น

  1. #21 always smile (@always_smile) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 29 มกราคม 2561 / 17:52
    เล่มออกเมิ่อไหร่ค่ะ
    #21
    2
  2. #20 Beambinnie (@Beambinnie) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 29 มกราคม 2561 / 10:15
    มาต่อไวๆน้า
    #20
    0
  3. #19 Beambinnie (@Beambinnie) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 29 มกราคม 2561 / 10:14
    ค้างมากกกก
    #19
    0