ลิขิตโลกา - One World

ตอนที่ 21 : 16 อีกครั้ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 282
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    18 พ.ค. 59


บทที่ 21 16 อีกครั้ง


             ผมได้ทราบเรื่องที่เกิดขึ้นกับพวกคุณทั้งหมดแล้ว เพราะฉะนั้นเราข้ามเรื่องต่าง ๆ ไปดีกว่านะครับ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายอะไรมาก ผอ. ไลท์ พูดขึ้นมา พร้อมกับเชิญให้เรานั่งลงบนเก้าอี้โซฟาขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลจากโต๊ะทำงานของเขา จากนั้นเขาก็เดินไปนั่งที่เก้าอี้ทำงาน แล้วหยิบเอกสารบนโต๊ะขึ้นมาอ่าน

 

            คุณเอกราช รัฐประชา ในขณะนี้คือ คุณอาเคมิ  ยูกิโกะ บุตรสาวเพียงคนเดียวของศาสตราจารย์อาเคมิ  ฟุมิโอะ ที่เสียชีวิตไปแล้วสินะครับ ส่วนอีกสองท่าน ก็คือคุณฮิบาริ  โทมิยะ และคุณรินรดา  นวนิต สินะครับ ผมยินดีที่ได้พบพวกคุณเสียที ทางสถาบันเราได้ยินเรื่องของพวกคุณทั้งสามคนมาตั้งแต่แรก และมีความประสงค์ที่จะขอให้พวกคุณมาอาศัยอยู่ในทวีปแห่งนี้เป็นการชั่วคราวเสียก่อนเพื่อความปลอดภัย ไม่ทราบว่าพวกคุณทั้ง 3 มีความขัดข้องอะไรรึเปล่าครับ ผอ. ไลท์วางเอกสารทั้งหมดแล้วเงยหน้าขึ้นถาม

 

            ผมมีข้อสงสัยนิดหน่อยครับ หากเป็นไปได้ก็อยากให้คุณไลท์ช่วยอธิบายให้หายสงสัยจะได้รึเปล่าครับ โทมิยะ นั่งหลังตรงอยู่บนเก้าอี้โซฟา เอ่ยปากถามคุณไลท์ ซึ่งเขาก็ยิ้มและพยักหน้าตอบตกลงทันที

 

            เท่าที่ผมทราบ ข้อมูลของเอก หรือตอนนี้คือยูจัง และข้อมูลของรินกับผม ต่างก็ถูกปกปิดเป็นความลับระดับสูง ขนาดตัวผมเองก็ยังไม่สามารถสืบหาข้อมูลของรินและยูจังจากระบบ หรือจากหน่วยงานได้ ไม่ทราบว่าคุณไลท์ ได้ข้อมูลทั้งหมดมาจากไหนครับ? จากปราชญ์ทั้งสี่ หรือจากตัวผู้นำโลกโดยตรง หากเป็นไปได้ ผมอยากไขข้อสงสัยนี้เพื่อที่จะได้วางแผนหาทางแก้ปัญหาของพวกเราต่อไปครับ

 

            ไม่แปลกครับที่คุณโทมิยะจะสงสัย ข้อมูลทั้งหลายถูกปกปิดไว้ในระดับสูงสุด บุคคลที่เข้าถึงข้อมูลพวกคุณได้มีเพียงปราชญ์ทั้งสี่ และผู้นำโลกเท่านั้น ส่วนที่ถามผมว่าผมได้ข้อมูลมาจากไหน ผมขอตอบว่า ผมทราบข้อมูลทั้งหมดมาจากผู้นำโลกโดยตรงครับ แต่หากคุณโทมิยะต้องการพบผู้นำโลกล่ะก็ คงต้องรอโอกาสอีกซักนิดครับ ทันทีที่ผู้นำโลกมีคำสั่งผมจะแจ้งให้คุณโทมิยะทราบก่อนเลย คุณไลท์ ตอบคำถามของโทยะอย่างยืดยาว ซึ่งฉันก็ได้แต่นั่งฟังอยู่เงียบ ๆ พร้อมสังเกตเรื่องราวที่น่าสงสัยบางอย่างไปด้วย

 

            จากนั้นรินก็ถามถึงเรื่องฐานะครูที่โทยะและรินจะต้องทำหน้าที่ในสถาบันแห่งนี้ คุณไลท์เลยถือโอกาสอธิบายฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยนของฉันไปพร้อมกันด้วยเลย

 

            การเรียนการสอนที่สถาบันอีเดนแห่งนี้ ไม่ได้เป็นการเรียนแบบบังคับไปทั้งหมด การศึกษาของนักเรียนจะแบ่งออกเป็น 2 ภาค คือภาคเช้า และภาคบ่าย ในภาคเช้านั้นนักเรียนทุกคนจะต้องเข้าเรียนตามปกติเกี่ยวกับวิชาพื้นฐานทั่วไป ส่วนภาคบ่ายนักเรียนแต่ละคนจะสามารถเลือกเรียนวิชาอะไรก็ได้ แต่มีกำหนดให้ต้องเลือกเรียน 3 วิชา หากเรียนน้อยกว่านั้นจะถูกบังคับเลือกเรียนโดยอาจารย์ประจำชั้นจะเป็นคนเลือกให้

 

            ส่วนในการสอบนั้น ทางสถาบันอีเดน จะมีการสอบปีละครั้งแต่ไม่ใช่การสอบเพื่อเลื่อนระดับชั้นเหมือนสถาบันทั่วไป แต่จะเป็นการสอบเพื่อวัดความสามารถในเรื่องทั่วไปที่เข้าเรียนในภาคเช้า ส่วนการสอบเกี่ยวกับวิชาที่ตนเองเลือกเรียน หากนักเรียนคนใดที่สอบผ่านทั้งหมด และเป็นที่พึงพอใจของอาจารย์ผู้สอน นักเรียนคนนั้นก็สามารถจบการศึกษาได้ทันที หรือหากยังอยากเรียนต่อก็สามารถเลือกเรียนวิชาที่เหลือจนจบได้ โดยไม่มีกำหนดระยะเวลาในการเรียน

 

            สำหรับอาจารย์นั้น จะถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเกี่ยวกับวิชาทั่วไปในภาคเช้า ส่วนกลุ่มที่สอง เกี่ยวกับวิชาในภาคบ่าย ซึ่งทั้งรินและโทยะอยู่ในกลุ่มที่สอง ทั้งสองคนจะสอนวิชาอะไรก็ได้ที่ตนเองถนัดและอยากสอน โดยให้ส่งชื่อวิชาและเนื้อหาที่จะสอนก่อนเปิดเทอมภายใน 7 วัน เพื่อให้นักเรียนมีเวลาเลือกว่าจะเรียนหรือไม่

 

            แต่เนื่องจากตอนนี้สถาบันได้เปิดเทอมไปแล้วเป็นเวลา 2 เดือน คุณไลท์เลยกำหนดว่าทั้งรินและโทยะต้องส่งรายชื่อรวมทั้งเนื้อหาวิชาให้ฝ่ายวิชาการภายใน 3 วัน แล้วทางสถาบันจะติดประกาศให้นักเรียนเข้าเลือกเรียนได้อีกครั้ง

 

            ริน จะต้องเป็นครูฝ่ายพยาบาลในช่วงเช้า หน้าที่ก็คือคอยดูแลรักษานักเรียน ชาวเมือง หรือแม้กระทั่งสัตว์ภายในป่า ส่วนช่วงบ่ายก็แล้วแต่ว่ารินจะสอนวิชาอะไร

 

            โทยะ เนื่องจากเป็นครูในภาคบ่าย ช่วงเช้าโทยะเลยต้องไปเป็นครูผู้ช่วยคอยทดแทนครูประจำที่ติดงานส่วนอื่น และในภาคบ่ายก็เป็นไปตามวิชาที่โทยะกำหนดว่าจะสอน

 

            จากนั้น ผอ.ไลท์ ก็มอบแหวนให้พวกเราคนละหนึ่งวง ของฉันเป็นแหวนสีเขียวอ่อน ทำมาจากแร่อะไรซักอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ของโทยะและของรินเป็นแหวนสีทอง ซึ่งคุณไลท์บอกว่าสีเขียวอ่อนคือแหวนนักเรียน ส่วนสีทองเป็นแหวนสำหรับอาจารย์โดยเฉพาะ แหวนนี้ใช้แสดงตัวตนเมื่ออยู่บนทวีปแห่งนี้ มันสามารถระบุข้อมูลเบื้องต้นของเจ้าของได้ ไม่ว่าจะเป็นสมรรถนะของร่างกาย หรือความสามารถ มีแผนที่แสดงเป็นภาพสามมิติขึ้นมาบนอากาศได้เมื่อสั่ง สามารถเปลี่ยนสภาพเป็นอาวุธได้เมื่อต้องการ และอะไรอีกหลาย ๆ อย่างซึ่งคุณไลท์บอกให้เราลองใช้เองจะสนุกกว่า

 

            จากนั้นฉันก็ถูกแยกออกไปเพื่อเข้าพักในหอพักนักเรียนหญิง ส่วนโทยะและรินก็ได้ไปพักในบ้านพักของอาจารย์ ซึ่งเป็นบ้านขนาดกลางคนละหลัง (อยากไปพักที่บ้านบ้างจัง) ฉันเริ่มวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องหอพัก เพราะมันดันเป็นหอพักหญิงล้วน หมายความว่ารอบข้างของฉันก็จะเต็มไปด้วยเหล่านักเรียนหญิงทั้งนั้น (อา....ก็ยังดีที่อาการแพ้ผู้หญิงของฉันมันเปลี่ยนไปแล้วล่ะนะ)

 

            พอฉันมาถึงหอพัก ก็รายงานตัวกับทางครูผู้ดูแลหอหญิง จากนั้นก็ถูกพามาที่ห้องพักห้องหนึ่ง ที่ดูหรูหราเกินกว่าจะเป็นห้องพักของนักเรียนตามปกติ มีโซฟาชุดเดียวกันกับห้องกระจกที่ฉันพึ่งนั่งหลับไปตั้งอยู่หลายตัว โต๊ะอ่านหนังสือ เปียโนแบบคลาสสิกสีขาววางชิดกับผนังห้องด้านหนึ่ง ทีวีขนาดใหญ่ 45 นิ้วติดอยู่ที่ผนังอีกด้าน ตู้เย็นพร้อมห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องนอนและห้องน้ำอีก 2 ห้อง ไม่น่าเชื่อว่าอะไรหลาย ๆ อย่างที่ฉันเห็นนี่คือหอพักนักเรียนเฉย ๆ มันดูน่าจะเป็นโรงแรม 5 ดาวมากกว่าซะอีก

 

            เพื่อนร่วมห้องของฉันเป็นใครก็ไม่รู้ เพราะตอนนี้มันแค่ 10 โมงเช้าเอง นักเรียนก็คงเรียนภาคเช้ากันอยู่ หลังจากฉันจัดการเก็บของในห้องนอนห้องหนึ่ง ซึ่งดูแล้วน่าจะว่างเพราะไม่มีของใช้ส่วนตัวของใครวางอยู่ ครูผู้ดูแลหอพักก็มาบอกฉันว่าอีก 10 นาทีให้ไปห้องเรียนทันที เพื่อที่จะได้รู้จักเพื่อน ๆ ในห้องเรียน (วันนี้เลยเหรอ? ฉันพึ่งมาถึงเองนะ)

 

            ฉันรีบแต่งตัวด้วยชุดนักเรียนของสถาบันอีเดน เป็นเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีฟ้าของผู้หญิง สวมทับด้วยเสื้อสูทสีน้ำเงินเข้มมีสัญลักษณ์ของสถาบันอีเดนปักติดอยู่ที่อกเสื้อด้านซ้ายดูสวยงาม กระโปรงสีน้ำเงินเข้มที่ยาวเกือบถึงหัวเข่า ทำให้ดูเหมาะสมกับที่จะเป็นชุดนักเรียนหญิง


            จากนั้นก็จัดการตามแผนการที่วางไว้ตอนอยู่บนเครื่องบิน ฉันหยิบแว่นที่ฉันยืมมาจากรินขึ้นมาสวม แล้วจัดการแต่งหน้าตามที่รินเคยสอนไว้ ทำให้บนใบหน้าฉันตอนนี้ดูมีรอยกระเล็ก ๆ และเป็นสิวขึ้นเต็มแก้ม ฉันมองตัวเองที่อยู่ในกระจกด้วยความพอใจในระดับหนึ่ง ตอนนี้คนที่อยู่ในกระจกเธอเป็นผู้หญิงรูปร่างดี ใส่แว่นหนา ๆ กลม ๆ ของคุณยายอยู่บนใบหน้า ส่วนหน้าตาก็.....เอิ่ม.....ว่ายังไงดีนะ.......ดูไร้เสน่ห์ก็แล้วกัน ด้วยฝีมือที่ใช้พรสวรรค์สมาธิในการเล่าเรียน ได้ออกมาแบบนี้ก็โอเคแล้วล่ะ เหลือแค่รูปร่างซึ่งฉันไม่รู้จะทำยังไงกับมันดี แล้วก็ผมที่ยาวสวย อันนี้ขอเลย ฉันหวงมากกว่าอะไรซะอีก ไม่ขอไปทำอะไรกับผมดีกว่า เดี๋ยวผมเสียแล้วถูกตัดฉันคงทำใจไม่ได้แน่นอน รวบมัดเอาไว้ก็พอเนอะคุณผมสุดสวย

 

            ฉันเดินตามอาจารย์ผู้ดูแลหอพักหญิงมาเรื่อย ๆ จนตอนนี้ฉันมาถึงหน้าห้องเรียนที่มีป้ายติดอยู่หน้าห้องว่า B24 (อ่า.....ต้องกลับมาเป็นเด็กอีกครั้งแบบนีมัน รู้สึกแปลก ๆ แหะ) จากนั้นฉันก็เดินตามอาจารย์ประจำชั้นที่เปิดประตูออกมารับเพื่อเข้าไปในห้องเรียน สุดท้ายก็ถูกบังคับให้มายืนรอแนะนำตัวเองอยู่หน้าห้อง

 

            เด็ก ๆ ในห้องเรียนกำลังพูดคุยกันเสียงดัง บ้างก็เล่นต่อสู้กันโดยใช้ภาพจำลองจากแหวนสีเขียว (ทำได้ด้วยเหรอ?) อาจารย์ประจำชั้นเดินมาตบมือเสียงดัง แล้วพูดกับนักเรียนทุกคนว่า เอ้า.....ทุก ๆ คนวันนี้เรามีนักเรียนคนใหม่มาเป็นสมาชิกเพิ่มในห้องนะ เธอย้ายมาจากทวีปเอเชีย ฝากทุกคนดูแลด้วยล่ะ เอาล่ะ....เธอแนะนำตัวกับเพื่อน ๆ ซักหน่อยสิ เมื่ออาจารย์พูดจบก็บังเกิดความเงียบขึ้นมาทันที ทุกคนในห้องมุ่งความสนใจมาที่ฉัน บางคนก็ทำท่าซุบซิบกัน แต่เสียงที่พูดเนี้ยมันดังจนเกินคำว่าซุบซิบแล้ว

 

            เด็กใหม่เป็นผู้หญิงหว่ะ แต่น่าเสียดายไม่สวยเท่าไหร่นะ ผู้ชายคนที่นั่งอยู่โต๊ะแถวที่ 2 ทางซ้ายมือพูดขึ้นมากับเพื่อนที่นั่งข้าง ๆ

            โหย....ไอ้หน้าม่อ แกมาเรียนหรือว่ามาหาภรรยาครับ ไอ้คุณหูดำ เพื่อนอีกคนจิกกัด

            แต่ฉันว่าหุ่นเธอนี่สุดยอดไปเลยนะ ถึงหน้าตาจะไม่ผ่านก็เถอะ ชายอีกคนที่นั่งด้านหลังกระซิบกระซาบด้วยเสียงที่ทั้งห้องได้ยินอย่างชัดเจน

 

            เห้ย.....คุณนักเรียน 3 หน่อตรงนั้น จะคุยซุบซิบอะไรกันฉันไม่ว่านะ แต่ช่วยใช้เสียงให้มันเหมาะสมกับการกระซิบที่กำลังทำอยู่หน่อยได้มั้ยเนี้ย เห็นละปวดหัวจริง ๆ..........เอ้า.......เธอแนะนำตัวเถอะ อย่าไปใส่ใจพวกนั้นเลย เสียเวลาอันมีค่าของชีวิตวัยรุ่นกันซะเปล่า ๆ อาจารย์ประจำชั้นบอกบ่น ๆ แล้วหันมาพูดกับฉัน

 

            สวัสดีคะ.....ฉันชื่อ อาเคมิ  ยูกิโกะ อายุ 16 ปี ย้ายมาจากทวีปเอเชียตามที่อาจารย์บอกเมื่อกี้ ยินดีที่ได้รู้จักกับทุก ๆ คนค่ะ

 

            จากนั้นอาจารย์ก็แนะนำตัวเองกับฉันว่า แกชื่ออาจารย์คง (อาจารย์สอนสักยันต์รึเปล่าคะ?) เป็นอาจารย์ประจำชั้นของห้อง B24 นี้ และบอกให้เรียกแกง่าย ๆ ว่าครูคงก็ได้ เมื่อแนะนำตัวเสร็จ ครูคงก็บอกให้ฉันไปนั่งในห้องเรียนตรงโต๊ะที่ว่าง

 

            ฉันเดินไปนั่งข้าง ๆ ผู้หญิงคนหนึ่ง เธอใส่แว่นเหมือน ๆ กัน แต่ไม่ได้ดูขี้เหร่เหมือนกับฉันในตอนนี้ กลับกัน เธอมีความน่ารักของสาวแว่นที่กำลังเปล่งประกายอย่างชัดเจนเลยแหละ เธอกำลังยิ้มให้ฉันอย่างดีใจเหมือนกับจะบอกว่า มานั่งใกล้ ๆ กันนะ อะไรแบบนั้น ฉันเลยตัดสินใจเลือกน้องแว่นคนนี้แหละเป็นเพื่อนคนแรก พอฉันนั่งลงเสร็จ ครูคงก็เดินไปหลับอยู่บนโต๊ะของครูที่มุมด้านหน้าห้องเรียน (เอิ่ม.....ไม่สอนเหรอ?)

 

            สวัสดีจ๊ะ......ฉันชื่อดารา  เรียกว่าดาเฉย ๆ ก็ได้นะ ยินดีที่ได้รู้จักจ๊ะยูกิโกะจังเด็กสาวใส่แว่นข้าง ๆ ฉันพูดทักขึ้นมาทันทีด้วยรอยยิ้มที่เปล่งประกาย

 

            สวัสดีค่ะ.......ฉันชื่อยูกิโกะ ตามที่บอกไปแล้วจ๊ะ แต่จะเรียกง่าย ๆ ว่ายูจังก็ได้นะ ยินดีที่ได้รู้จักเหมือนกันจ๊ะ ดา ฉันยิ้มทักทายตอบกับดา

 

            ยูจังรู้รึยังเอ๋ย ว่าเราได้พักอยู่ในห้องพักห้องเดียวกันด้วยนะ ที่นั่งข้าง ๆ ดาว่างก็เพราะเตรียมไว้ให้ยูจังมานั่งนั้นแหละ คิก ๆ ดาหัวเราะขำ ๆ ทันทีที่เห็นสีหน้าเหวอ ๆ ของฉันที่ตกใจว่าอะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้น แต่พอได้ยินสิ่งที่ดาบอก ฉันเลยรู้ว่าที่ฉันมานั่งตรงนี้มันไม่ได้บังเอิญหรอก แต่เตรียมเอาไว้แล้วต่างหาก และก่อนที่ฉันกับดาจะได้คุยอะไรกันต่อ ก็มีนักเรียนทั้งห้องรุมเข้ามาคุยกับฉัน

 

            โอ๊ะ...โอ....คนญี่ปุ่นเหรอ อาริงาโตะ โกซัยมัส ยูโด ไดฟุกุ หยางกุ้ยเมย ฟงหลิน (ผัวะ....มั่วไปแล้วเห้ย/โดนเพื่อนข้างหลังตบหัวทิ่ม)

            สวัสดีจ๊ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะจ๊ะ ยูกิโกะจัง นักเรียนหญิงอีกคนเดินมาทัก

            ยินดีที่ได้รู้จักนะ ยัยแว่น...ฉะ….ฉันพูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าดีใจที่ได้มีเพื่อนใหม่หรอกนะ เชอะ (อ่า......สาวซึนก็มาแหละ)

            ยะ....ยินดี....ทะ....ที่.....ที่ได้....ระ....รู้จัก....นะครับ....ยู....กะ.....กิ....โกะ (หมอนี้เป็นโรคแพ้ผู้หญิงเหมือนกันสินะ อาการเดียวกับที่ฉันเคยเป็นเลยอะ)

            สวัสดีค้า ยูกิโกะจัง ถึงฉันเป็นผู้ชายแต่ในจิตใจของฉันเป็นสาวน้อยนะค้า


            จากนั้นนักเรียนส่วนใหญ่ในห้องต่างก็เข้ามาคุยกับฉันคนละประโยค 2 ประโยค สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เองทำให้ฉันเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว บางทีการกลับไปเป็นเด็กอีกซักครั้ง ก็คงไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไรหรอกเนอะ อย่างน้อยตอนนี้ฉันก็มีเพื่อนนักเรียนใหม่ ๆ อีกตั้งหลายคน ซึ่งมันแตกต่างกับการมีเพื่อนร่วมงานเหมือนที่ผ่านมาอย่างเทียบไม่ติด

 

------------------------------

 

            [ปิ้ง....ป่อง.....ปิ้ง.....ป่อง......] เสียงบอกเวลาพักเที่ยง ซึ่งก็แสดงว่าหมดการเรียนในภาคเช้าดังขึ้น หลังจากที่ครูคงตื่นขึ้นมาบิดขี้เกียจ แล้วสั่งให้กลับไปอ่านหนังสือในบทที่ 72 ได้ไม่นาน (แม่นเรื่องเวลามากเลยอะ) ตลอดเวลาของช่วงเช้านั้นผ่านไปด้วยการพูดคุย และการเล่นสนุกของนักเรียนในห้อง ทำให้ตอนนี้ฉันรู้จักกับทุกคนในห้องเรียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และก็เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครรู้ว่าฉันแต่งหน้าอยู่ ทุกคนคิดเหมือน ๆ กันหมดว่าที่เห็นอยู่นี่คือหน้าฉันจริง ๆ เว้นแต่.......

 

            “ ไปกินข้าวด้วยกันนะ ยูจัง แต่ดาว่ายูจังไปห้องน้ำก่อนดีกว่า แป้งที่โปะไว้มันจางลงนิดหน่อยแล้วล่ะจ๊ะ ดาพูดขึ้นมาเบา ๆ ใกล้ ๆ กับหูของฉัน

 

            “ หา.......ดารู้ด้วยเหรอ? ฉันว่าฉันทาไว้เนียนแล้วนะเนี้ย แบบนี้คนอื่นก็รู้กันหมดน่ะสิ ฉันรีบเอามือปิดแก้ม พร้อมกับมองดูพวกผู้ชายในห้องด้วยสายตาหวาด ๆ นิดหน่อย

 

            “ คิก ๆ  ดาล้อเล่นจ้ายูจัง แป้งไม่ได้จางลงหรอก ที่ดารู้ก็เพราะวิชาภาคบ่ายดาลงเรียนการละครต่างหาก เลยทำให้ดูออกว่าใครแต่งหน้า หรือใครแกล้งปลอมอะไรยังไง ”  ดากระซิบบอกฉันเบา ๆ ทำให้ฉันพอจะโล่งใจขึ้นมาได้บ้าง

 

            “ แบบนี้แสดงว่ายูจังคงต้องหน้าตาสวยแน่เลย แถมรูปร่างแบบนี้ด้วยแล้ว....ชักอยากเห็นซะแล้วสิ เอาไว้ตอนเย็นตอนกลับหอพักก่อนเถอะ ดาต้องเห็นร่างจริงของยูจังให้ได้เลยคอยดูนะ ฉันพอได้ยินดาบอกแบบนี้มาก็ได้แต่หัวเราะแห้ง ๆ แต่ช่างเถอะ ผู้หญิงด้วยกัน (แต่ฉันเป็นผู้ชายนะ....) คงไม่โดนตามจีบตามตื้อหรอกเนอะ

 

            ทั้งดา และฉันออกไปกินข้าวพร้อม ๆ กัน แต่เพราะมัวคุยกันอยู่นานไปหน่อย ทำให้โรงอาหารตอนนี้คนแน่นไปหมด มันไม่ได้หมายความว่าไม่มีที่นั่ง หรืออาหารหมดหรอกนะ แต่ขี้เกียจไปต่อแถวรอเนี้ยสิ เฮ้อ......เอาไว้เดี๋ยวซักพักค่อยมาซื้ออีกทีก็แล้วกัน และดูเหมือนดาจะคิดเหมือน ๆ กัน เราทั้งสองคนเลยเดินไปนั่งรออยู่ที่ม้านั่งใต้ต้นไม้ใกล้ ๆ กับโรงอาหาร

 

            “ นี่ยัยแว่นกับยัยขี้เหร่ ลุกออกไปให้พวกฉันนั่งตรงนี้เลยนะ หยั่งพวกแกไปนั่งกับพื้นนู้นเลยไป เสียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นมาจากข้าง ๆ ฉันหันไปมองก็พบกับเด็กผู้หญิงกลุ่มหนึ่งกำลังยืนชี้มาทางฉันกับดา ความจริงที่นั่งข้าง ๆ ก็มีว่างอีกตั้งหลายโต๊ะ แบบนี้แสดงว่ามาหาเรื่องกันสินะ

 

            “ ยูจังเราไปกันเถอะ พูดจบ ดาก็คว้าแขนฉันลุกขึ้นเดินออกไปนั่งที่อื่น เด็กผู้หญิงกลุ่มนั้นก็หัวเราะกันเสียงดัง ฉันก็ไม่ได้รู้สึกอะไรหรอกนะ มันแค่เรื่องเด็ก ๆ ทะเลาะกัน ฉันเลยปล่อย ๆ ให้มันผ่านไป

 

            “ พวกเมื่อกี้น่ะ ยูจังอย่าไปสนใจเลยนะ ก็แค่ลูกคนรวยที่ชอบอวดเบ่งนั้นแหละ เที่ยวหาเรื่องเค้าไปทั่ว อาศัยว่าทางบ้านเป็นคนใหญ่คนโตเลยย่ามใจน่ะ รินบอกออกมาหลังจากที่พาฉันมาหยุดนั่งอยู่ใกล้ ๆ กับหอสมุด

 

            “ ไม่เป็นไรหรอกจ๊ะ แค่เรื่องของเด็ก ๆ ฉันไม่คิดอะไรมากหรอก ดาสบายใจได้เลยจ๊ะ

 

            “ ยูจังดูเป็นผู้ใหญ่จังเลยนะ ปกติถ้าเป็นคนอื่นมีแต่จะโวยวายลับหลัง หรือไม่ก็เข้าไปมีเรื่องด้วยแล้วแท้ ๆ คำพูดของยูจังดูเหมือนกับพวกประธานนักเรียนรุ่นก่อนเลยแหละ

 

            “ หื่ม……ที่นี้มีประธานนักเรียนด้วยเหรอ ไม่รู้มาก่อนเลยนะเนี้ย แล้วทำไมพวกประธานนักเรียนถึงไม่จัดการอะไรเกี่ยวกับเด็กพวกนั้นเลยล่ะ

 

           “ ก็พวกที่มาหาเรื่องเรานั้นแหละที่เป็นประธานนักเรียนอยู่ในตอนนี้ รุ่นก่อนจบกันไปหมดแล้วน่ะสิ

 

            จากนั้นเราก็ไปหาข้าวกินกัน ซึ่งแน่นอนว่าฉันกินแต่ผลไม้เท่านั้น พอดาถามก็บอกไปว่าบ้านเป็นมังสวิรัติเพื่อตัดปัญหาไป พอกินข้าว (ผลไม้) เสร็จ ดาก็ชวนฉันไปดูวิชาการละครของเธอ ด้วยที่ว่าฉันไม่มีที่ไป เพราะยังไม่ได้เลือกเรียนอะไรซักอย่าง สุดท้ายก็เลยมานั่งดูดาซ้อมแสดงละครจนได้ แต่น่าแปลกที่ไม่เห็นคนซ้อมแสดงกันเลยแหะ มีแต่คนแยกกันไปอ่านบท หรือว่าที่นี่เค้าสอนกันแบบนี้นะ?

 

            “ ว่ายังไงล่ะสาวน้อย สนใจจะเรียนการละครมาบ้างรึยัง เสียงถามดังขึ้นมาจากข้างหลังซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับที่ฉันสงสัยอยู่นั้นเอง ฉันหันหลังไปมองก็พบกับนักเรียนชายคนหนึ่ง ที่มีหน้าตาหล่อเหลา นี่ถ้าไม่ได้ใส่ชุดนักเรียน ฉันคงคิดว่าเขาเป็นดาราดังแน่นอน เขายิ้มโชว์ฟันสวยทันทีที่ฉันหันไปมอง จากนั้นก็แนะนำตัว

 

            “ ผมชื่อแอนดรู  โจนาทาน จะเรียกว่าโจอี้ก็ได้ครับ แล้วน้องชื่อ……? “

 

            “ ยูกิโกะค่ะ   อาเคมิ  ยูกิโกะ ฉันตอบไปด้วยใบหน้าที่นิ่งเฉย ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่น คงใจเต้นจนประหม่าไปแล้วแน่นอน เพราะด้วยรอยยิ้มของโจอี้เนี้ย คงทำให้หญิงหลายต่อหลายคนใจละลายได้เชียวล่ะ แต่แน่นอนว่ามันไม่ได้ผลกับฉัน (ก็ฉันเป็นผู้ขายนะ จะให้มาหลงเสน่ห์รอยยิ้มของผู้ชายด้วยกัน คิดแล้วขนลุก)

 

            “ ยูกิจังสินะครับ แล้วสนใจเรียนการแสดงรึเปล่าเอ๋ย ผมกำลังหาตัวเอกมาแสดงคู่กับผมอยู่พอดี พวกที่มาสมัครก็ไม่ข้าตาผมซักคน พึ่งมาเจอยูกิจังเนี้ยแหละที่เข้าตาผม

 

            “ ขอปฏิเสธดีกว่าค่ะ ฉันไม่ได้สวยขนาดนั้นหรอกนะ ทำไมนายไม่ไปหาคนสวย ๆ มาเป็นคู่ล่ะ

 

            “ ไม่สวย?….เอาจริงสิ…..ฮ่ะ ๆ ๆ ๆ ๆ จู่ ๆ โจอี้ก็หัวเราะออกมาเสียงดัง เหมือนเจอเรื่องตลกสุด ๆ อะไรอย่างนั้น ยูกิจังคงไม่คิดนะครับว่าการใส่แว่นคุณยาย แล้วก็การแต่งหน้าระดับมือใหม่แบบนี้จะตบตาผมได้ ผมมันคนในวงการเลยนะยูกิจัง เรื่องการปลอมตัวเนี้ย ผมมืออาชีพนะครับ ฮ่ะ ๆ ๆ

 

            “ ยูกิจังหลอกผมไม่ได้หรอกครับ เสน่ห์ของยูกิจัง ต่อให้พยายามปกปิดเอาไว้แค่ไหน แต่มันก็ไม่มีทางปิดได้หมดหรอกครับ เอาเป็นว่าลองเก็บไปคิดดูนะ ผมเองก็ไม่ใช่พวกชอบเร่งสาวสวยให้ตัดสินใจซักเท่าไหร่ อย่างว่าแหละครับ คนสวยมักจะได้รับสิทธิพิเศษอยู่เสมอ โดยเฉพาะคนสวยอย่าคุณ ที่ผมมีตำแหน่งพิเศษยกให้เช่นกัน โจอี้ยิ้มแล้วเดินจากไปอย่างอารมณ์ดี ดารีบวิ่งเข้ามาหาฉัน พร้อมกับทำหน้าตาเหมือนตื่นเต้นกับเรื่องอะไรซักอย่าง

 

            “ ยูจังรู้จักกับรุ่นพี่โจอี้ด้วยเหรอ? “

 

            “ เปล่านะ หมอนั้นแค่มาชวนให้เรียนการละครเท่านั้นแหละ เห็นบอกว่าอยากให้มาแสดงคู่ด้วยมั้ง ฉันไม่ได้สนใจหรอก ฉันตอบดาไปแบบส่ง ๆ

 

            “ รุ่นพี่ถึงกับออกปากชวนเองเลยเหรอเนี้ยแสดงเถอะนะยูจัง…..ถ้ากลุ่มการละครของดาขาดนักแสดงตัวเอกไป ดาสอบไม่ผ่านแน่เลย ยูจังช่วยดาหน่อยนะ ดาขอร้องล่ะ

 

            “ หา? ……. แล้วทำไมต้องเป็นฉันด้วยละ? ดาแสดงเองไม่ง่ายกว่าเหรอ?

 

            ดาอธิบายให้ฉันฟังว่า โจอี้ที่ได้รับบทพระเอกของเรื่อง ความจริงแล้วเขาเป็นนักแสดงละครมืออาชีพที่อาจารย์ขอมาเพื่อแสดงเป็นแบบอย่างให้นักเรียน และเป็นโจทย์ของอาจารย์ประจำวิชาว่า ต้องให้นักแสดงมืออาชีพอย่างโจอี้ ยอมรับในฝีมือการแสดงให้ได้

 

            แต่โจอี้บอกเงื่อนไขกับทุกคนที่อยู่กลุ่มวิชาการละครว่า ต้องให้สิทธิ์เลือกนางเอกเป็นของเขา ไม่อย่านั้นเขาก็จะถอนตัวจากงานละครทันที แต่จนถึงตอนนี้เขาก็ไม่ยอมเลือกใครเป็นนางเอกซักคนแม้ว่าจะมีคนมาสมัครตั้งหลายคนแล้วก็ตาม ทำให้กลุ่มของดาซ้อมการแสดงไม่ได้ หากถึงวันแสดงแต่ไม่ได้ซ้อมเลยก็คงไม่ผ่านแน่นอน


            ฉันบอกดาว่าขอคิดดูก่อน จากนั้นฉันก็เดินเล่นไปดูวิชาอื่นที่นักเรียนเลือกเรียนกัน แต่จนแล้วจนรอด ฉันก็ยังไม่เห็นว่าวิชาไหนน่าเรียน ที่เห็นตอนเดินผ่านก็มี วาดรูปบ้าง ฟุตบอลบ้าง นักข่าวบ้าง หรือที่แปลก ๆ หน่อยก็วิชานินจา กับวิชาพรานป่า (สองวิชานี้เค้าสอนอะไรกันนะ)

 

            ฉันเดินมาเรื่อย ๆ จนเจอรินกับโทยะเข้าพอดี เราทั้งสามคนเลยหาที่นั่งคุยกัน

 

            “ เป็นยังไงบ้างยูจัง เรียนสนุกรึเปล่าจ๊ะ รินถามฉันทันทีที่นั่งลงบนเก้าอี้

 

            “ ก็ดีนะ เด็ก ๆ ในห้องก็นิสัยดี ดูร่าเริงกันทุกคน แต่ยังไม่ได้เริ่มเรียนเลย ครูคงแกเอาแต่นอนหลับอะ แล้วพี่รินกับโทยะตกลงสอนวิชาอะไรกันเหรอ เผื่อว่าน่าสนจะได้ลงเรียน

 

            “ รินสอนวิชาป้องกันตัวเบื้องต้นน่ะ ส่วนฉันสอนวิชาการสืบหาข่าว ยูจังก็มาเรียนสิ เดี๋ยวครูโทยะคนนี้แจกเกรดให้ยูจังคนเดียวเลย โทยะพูดพลางพยายามติดสินบนให้ฉันเข้าเรียนในวิชาของเขา แต่วิชาสืบหาข่าวเนี้ย ฉันก็เรียนมากับโทยะตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัยแล้ว แถมงานวิทยานิพนธ์ก่อนจบ ก็เป็นฉันเนี้ยแหละที่ทำให้ เอาเป็นว่าวิชาของโทยะฉันขอผ่านดีกว่า

 

            ส่วนวิชาของริน….เอาจริง ๆ ก็คือ ยังเข็ดจากครั้งก่อนที่ขอให้รินสอนอยู่เลย ถึงแม้การสอนของรินจะทำให้เก่งขึ้นก็จริง แต่ฉันว่า ขอเอาไว้ก่อนดีกว่าเนอะ แหะ ๆ เดี๋ยวหัวไหล่หลุดบ่อย ๆ แล้วต่อไม่ได้ขึ้นมานี่แย่เลยนะ

 

            แต่พอรินกับโทยะรู้ว่าฉันไม่เรียนวิชาของทั้งสองคน ทั้งคู่ต่างก็ไม่ยอม ฉันก็ได้แต่อ้างถึงวิชาที่ฉันตั้งใจที่จะเรียนมาตั้งแต่แรกคือ วิชาเกี่ยวกับเรื่องวิญญาณ วิชาวิปัสสนากรรมฐาน และวิชา…..วิชาอะไรดีล่ะ พอดีที่ตั้งใจไว้มีแค่สองวิชาเอง เอ้า….เป็นไงเป็นกัน วิชาที่ฉันจะเรียนอีกหนึ่งวิชาคือการแสดง ฉันเลยบอกทั้งคู่ไปว่าลงทะเบียนไปหมดแล้ว เอาไว้ครั้งหน้านะ แหะ ๆ (ยังไม่รู้เลยว่าลงทะเบียนยังไง สงสัยต้องรีบซะแล้วเดี๋ยวถ้ารินหรือโทยะมาตรวจรายชื่อทีหลังยุ่งตายแน่เลย)

 

            จากนั้น อาศัยที่ยังพอมีเวลา ฉันก็เลยลองเดินเล่นดูวิชาต่าง ๆ ต่อไปจนครบ แต่ปัญหาก็คือวิชาที่ฉันจะอยากเรียนมันไม่มีคนสอนเนี้ยสิ วิชาวิญญาณก็ไม่เคยเห็นว่าที่ไหนมีสอน (แต่คุณตาบอกให้เรียนนี่น่า) แล้ววิชาวิปัสสนากรรมฐาน เท่าที่คุณตากับคุณพ่อบุญธรรมบอกมา มันไม่มีใครสอนได้แล้วด้วย ทำยังไงดีนะ

 

            ฉันเดินคิดไปคิดมา ก็พบว่าได้เดินมาถึงตึกอำนวยการของคุณไลท์พอดี ฉันตัดสินใจเอาปัญหานี้ไปขอคำปรึกษาดูดีกว่า

 

            “ ขออนุญาตค่ะ ฉันเคาะประตูแล้วส่งเสียงบอก ซักพักคุณไลท์ก็เปิดประตูให้เข้ามาในห้อง

 

            “ ไหงแต่งหน้าซะแบบนั่นล่ะครับคุณยูกิโกะ อ้อ….สงสัยกลัวผู้ชายจีบสินะครับ ฮ่ะ ๆ ๆ

 

             “ ก็มันรับไม่ได้นี่คะ จะให้ผู้ชายมาตามเกาะแกะด้วยเนี้ย

 

            “ หึ หึ บางทีมันอาจมีเหตุผลอยู่ก็ได้นะครับ ที่คุณต้องกลายมาเป็นแบบนี้

 

            “ หมายความว่ายังไงคะ เรื่องที่ว่ามีเหตุผล? “

 

            “ นั้นสิครับ ผมคิดว่า ถ้าถึงเวลา คุณอาจจะรู้เหตุผลนั้นก็ได้ครับ ว่าแต่ที่มานี่มีธุระอะไรรึเปล่าครับ ถ้าให้เดา ผมว่ามันคงไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เราคุยกันอยู่แน่นอน

 

            “ อา….จริงด้วยสิ  คือถ้าหนูจะเรียนวิชาที่ไม่มีอาจารย์สอน หนูจะเรียนได้รึเปล่าคะ แล้วพอจะหาใครสอนได้รึเปล่า? “

 

            ฉันเล่าเรื่องวิชาที่ฉันอยากจะเรียน คือวิชาเกี่ยวกับวิญญาณ และวิชาวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งมันเป็นวิชาที่ฉันต้องเรียน และอยากเรียนแต่ไม่มีใครเปิดสอนให้คุณไลท์ฟัง ซึ่งพอคุณไลท์ฟังจบเขาก็นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะยิ้มออกมา

 

            “ สองวิชาที่คุณอยากเรียน คงหาอาจารย์คนไหนสอนไม่ได้หรอกครับ แต่ถ้าจะหาคนแนะนำก็ยังพอมีอยู่นะ แต่เขาอาจเข้มงวดไปบ้าง คิดว่าไหวรึเปล่าครับ

 

            “ ไหวค่ะ ช่วยแนะนำหนูหน่อยได้รึเปล่าคะ ว่าเขาเป็นใคร และต้องลงทะเบียนเรียนยังไง

 

            “ คนแนะนำที่ว่า ก็คือผมเองแหละครับ ผมจะสอนคุณยูกิโกะเอง เรื่องลงทะเบียนเดี๋ยวผมจะให้เลขาจัดการให้ ไม่ทราบว่าอีกวิชาคือวิชาอะไรครับ จะได้จัดการไปพร้อมกันเลย

 

            ฉันแอบตะลึงค้างไปพักหนึ่ง เพราะตกใจที่ว่า ผอ.ของสถาบันจะเป็นคนสอน แต่พอได้ยินคำถาม ก็ตอบไปโดยที่ยังไม่ทันได้คิด วิชาการละครค่ะ


---------------------------------------------

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

183 ความคิดเห็น

  1. #78 (warrior" *c*) (@catcats) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2559 / 17:56
    ชอบเรื่องนี้จังเลยค่ะ อยากอ่านต่ออีกกก
    #78
    1
    • #78-1 ไรท์เตอร์เองคร้าบ (จากตอนที่ 21)
      18 พฤษภาคม 2559 / 19:02
      ขอบคุณนะครับ ที่ชื่นชอบนิยายเรื่องนี้ (กระซิก ๆ /ซาบซึ้งน้ำตาปริ่ม)



      ผมเองก็ชอบรีดเดอร์เรื่องนี้ทุกคนเลยคร้าบ จ้วบ ๆ



      เดี๋ยวพรุ่งนี้อ่านใหม่ด้วยกันนะคร้าบผม



      วันนี้สองตอนรวด สมองแฮ๊งไปรอบหนึ่งเลย



      ขอบคุณสำหรับคอมเม้นครับผม เย้ ๆ ๆ ^_^
      #78-1
  2. #76 owari45176 (@owari45176) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2559 / 16:28
    เอ่อ ตอนนี้ไม่รู้จะเขียนไงดีมันดูธรรมาดี
    #76
    2
    • #76-1 owari45176 (@owari45176) (จากตอนที่ 21)
      18 พฤษภาคม 2559 / 16:29
      ธรรมดา เขียนผิด
      #76-1
    • #76-2 ไรท์เตอร์เองคร้าบ (จากตอนที่ 21)
      18 พฤษภาคม 2559 / 18:51
      เบา ๆ บ้างนะครับ เดี๋ยวไรท์จะโดนตัวละครก่อม๊อบประท้วง ฐานใช้แรงงานอย่างหนักหน่วง แหะ ๆ



      ขอบคุณสำหรับคอมเม้นจ้าาาาา เย้ ๆ ๆ ^_^
      #76-2
  3. วันที่ 18 พฤษภาคม 2559 / 13:20
    ยาวกำลังดีครับสองคืบ
    #74
    1
    • #74-1 CrossMelody (@CrossMelody) (จากตอนที่ 21)
      18 พฤษภาคม 2559 / 13:46
      ตอนใหม่มาแล้วคร้าบ หัวสมองตอนนี้เบลอไปหมดแว้ว แหะ ๆ

      ขอบคุณสำหรับคอมเม้นนะคร้าบ

      ว่าแต่ สองคืบนี่วัดยังไงง่า แอบสงสัย อิอิ

      ขอบคุณอีกครั้งครับผม ^_^
      #74-1
  4. วันที่ 18 พฤษภาคม 2559 / 11:27
    ไม่ชอบ ไม่ปลื้ม .....แต่ตกหลุมรัก ยูจังงงงง ฉนั้น ยาวแค่ไหนก็อ่านหมด ห้ามตัด ห้ามแบ่ง ห้ามซอย ไม่เช่นนั้น จะโดนท่าไม้ตายของ ท่านริน ปูลู เราขอตั้งตัวเป็นแผนกทวงถาม ตอนต่อไป พร้อมมีมาตรการ ข่มขู่แบบใหม่ มานำเสนอทุกครั้งที่หายไป รับสมัครผู้ร่วมอุดมการณ์ด่วน จำนวนไม่จำกัด###
    #73
    1
    • #73-1 CrossMelody (@CrossMelody) (จากตอนที่ 21)
      18 พฤษภาคม 2559 / 13:51
      เฮื้อก......ทะ....ท่าไม้ตายของริน......แค่ท่าธรรมดาก็เผ่นกันแทบไม่ทันแล้ว.....เจอท่าไม้ตายนี่มีกี่ชีวิตก็ไม่พอแน่เลย ฮื่อ ๆ ๆ สงสารไรท์ของเรื่องนี้แล้วแหะ อิอิ

      ตอนใหม่มาแล้วจ้า ความยาวในระดับพอดี เย้ ๆ ๆ แต่สมองตอนนี้เบลอไปหมดละ เร่งงานให้ได้สองตอนเลย (หิวข้าว...เอ๊ะ...หรือว่าไรท์เมายากันยุง?)

      ขอบคุณสำหรับคอมเม้นนะครับผม เย้ ๆ ^_^
      #73-1
  5. #72 CrossMelody (@CrossMelody) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2559 / 08:17
    ยาวไปรึเปล่าครับ

    ลองลงแบบไม่ตัดจากที่แต่งออกเลยดู

    ผมรู้สึกว่ามันยาวมากกกกกไปนิดนะเนี้ย

    แต่ถ้าชอบ ผมก็ยินดีนะครับผม ^+^

    ขอบคุณทุก ๆ คนครับที่เข้ามาอ่านนิยายเรื่องนี้ เย้ ๆ ๆ
    #72
    0