ลิขิตโลกา - One World

ตอนที่ 31 : วันที่แสนวุ่นวาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 182
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    25 พ.ค. 59


บทที่ 30 วันที่แสนวุ่นวาย

 

            “ชื่อของคุณ….จะว่ายังไงดีนะ….ทำไมคุณถึงมีชื่อเดียวกันกับหนังสือที่ฉันตามหาเลยล่ะคะฉันถามด้วยสายตาแปลกใจ มันคงไม่มีคนปกติที่ไหนใช้ชื่อแบบนั้นหรอก

 

            หญิงวัยกลางคน ยิ้มให้ฉันอย่างอ่อนโยนพร้อมกับส่ายหน้าเบา ๆ นี่แสดงว่าเจ้าปอบข้างล่างนั่นไม่ได้บอกสินะ ฉันคือหนังสือที่เธอตามหาเองแหละ พวกเราทุกคนในชั้นนี้ที่เธอเห็น คือจิตวิญญาณแห่งหนังสือในหอสมุดแห่งนี้ พูดง่าย ๆ ก็ประมาณว่า พวกเราเป็นหนังสือที่มีชีวิตไงจ๊ะ ผู้แต่งหนังสือได้แบ่งพลังชีวิตตนเองให้สถิตอยู่ในหนังสือเล่มที่ตนเองแต่งตลอดไป ตอนนี้พอเข้าใจมาบ้างรึยังจ๊ะแม่หนูน้อย

 

            พอพูดจบ ร่างของหญิงวัยกลางคนก็กลายเป็นหนังสือเล่มหนา ๆ เล่มหนึ่งลอยอยู่บนอากาศ ตรงหน้าปกเขียนว่า จิตวิญญาณน่าพิศวง……..(ตกลงเรื่องจริงอย่างนั้นเหรอ? แต่เห็นขนาดนี้ก็คงไม่ต้องถามแล้วล่ะ)

 

            “หนังสือที่มีชีวิต……หนูไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยฉันพูดออกมาอย่างแปลกใจ แล้วหนังสือเล่มนั้นก็เปลี่ยนเป็นผู้หญิงคนเดิมอีกครั้ง

 

            “เจ้าปอบนั้นคงหิวไส้จนลืมอธิบายแน่เลย เอาเถอะ  เธอก็เห็นแล้วนะแม่หนูน้อย ว่าฉันได้แนะนำตัวไปแล้ว เธอไม่คิดจะแนะนำตัวให้ฉันรู้จักบ้างเลยรึยังไงจ๊ะ

 

            “หนูชื่ออาเคมิ  ยูกิโกะ เรียกว่ายูจังเฉย ๆ ก็ได้ค่ะ เออ….ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ คุณจิตวิญญาณน่าพิศวงฉันโค้งตัวลงพร้อมกับแนบมือไว้ที่หน้าขาทั้งสองข้างเพื่อทักทายตามแบบที่ซ้อมมาตั้งแต่ตอนที่อยู่ในบ้านของโทยะ

 

            ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันจ๊ะหนูยูจัง เรียกฉันว่าแอนนาก็ได้นะ นั้นเป็นชื่อของฉันตอนที่ฉันยังมีชีวิตเป็นมนุษย์ ส่วนหนังสืออีกเล่มหนูยังไม่ต้องไปหามันหรอก ถ้ามันอารมณ์ดีเมื่อไหร่ เดี๋ยวมันก็มาหาหนูเอง

 

            “แล้ว คุณแอนนามีร่างเป็นมนุษย์แบบนี้ หนูจะอ่านได้ยังไงล่ะคะฉันถามไปอย่างสงสัย จะให้ฉันไล่แกะรอยตัวหนังสือบนแขนของคุณแอนนาก็ไม่น่าจะใช่นะ ไม่เห็นแขนของคุณแอนนามีลายหนังสือซักตัวเลยนี่น่า

 

            คุณแอนนายิ้มหัวเราะเบา ๆ ก่อนที่จะตอบว่าไม่ต้องเปิดอ่านเหมือนหนังสือปกติ แต่คุณแอนนาจะสอนและอธิบายให้ฟังเองตามเนื้อหาที่มีด้วยตัวเอง ฉันคิดว่าถ้าเป็นแบบนั้นก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องอ่านเอง แถมสงสัยเรื่องอะไรในหนังสือก็มีคน (?) คอยตอบให้ตลอด

 

            จากนั้นคุณแอนนาก็พาฉันเดินไปแนะนำตัวกับเพื่อนหนังสือเล่มอื่น ๆ พวกเขาดูไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ ซึ่งคุณแอนนาก็บอกว่าไม่ต้องแปลกใจ เพราะหนังสือก็เป็นแบบนี้แหละ เรื่องปกติ (เอิ่ม…..หนังสือออกมาเล่นไพ่กันเนี้ยนะ) แต่หากมาในครั้งหน้า คุณแอนนาบอกฉันว่าห้ามไม่ให้แต่งหน้ามาแบบนี้ เพราะหนังสือทุกเล่มจะถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติพวกเขา

 

            พอแนะนำตัวเสร็จแล้ว คุณแอนนาก็พาฉันไปนั่งลงบนโต๊ะขนาดใหญ่ จากนั้นเธอก็เริ่มสอนฉันให้รู้ถึงความหมายของคำว่าจิตวิญญาณว่ามันคือพลังของโลกอย่างหนึ่งที่มีอยู่ในทุก ๆ ที่ แต่มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้ เว้นก็แต่คนบางจำพวกที่มีพลังสั่งสมมามากพอ

 

            ฉันเล่าให้คุณแอนนาฟังว่าเคยเจอและคุยกับวิญญาณของคุณตาที่ตายไปแล้ว พอคุณแอนนาได้ฟัง เธอก็ไม่ได้แปลกใจอะไร เธอบอกแค่ว่า ฉันเป็นพวกข้อยกเว้นที่ว่า จะมองเห็นหรือพูดคุยด้วยได้ก็ไม่แปลก

 

            พอพูดคุยเบื้องต้นกันจนเสร็จแล้ว คุณแอนนาก็เริ่มร่ายยาวต่อทันทีเพื่อไม้ให้เสื่อมเสียเกียรติของหนังสือที่ดี (เค้าว่างั้น) กระทั่งตกเย็น คุณแอนนาถึงบอกให้ฉันพักได้

 

            “โอ้ย….ปวดก้นไปหมดแล้ว นี่หนูนั่งมานานเท่าไหร่แล้วคะเนี้ย เรียนหนักแบบนี้ อีกไม่นานก็คงจบเล่มแล้วใช่มั้ยคะ?” ฉันถามคุณแอนนาที่กำลังยันหลับตานึกอะไรบางอย่างอยู่

 

            “วันนี้เราเรียนกันได้น้อยนะถ้าเทียบกับเวลาแค่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา แต่ก็ยังดีนะคะ ที่หนูยูจังเรียนจนจบแล้ว พรุ่งนี้เราจะได้ไปกันเร็วกว่านี้ได้

 

            “เอ๋…..นี้เรียนจบแล้วเหรอคะ ดีจัง หนูจะได้มีเวลาอ่านเล่มอื่นดูบ้างฉันพูดขึ้นมาอย่างดีใจ เพราะตอนที่หาหนังสือเมื่อกี้ฉันเห็นว่ามีหนังสือน่าสนใจตั้งหลายเล่ม

 

            “แหมหนูยูจังชอบอ่านหนังสือแบบนี้ พวกเราเหล่าหนังสือดีใจมากเลยค่ะ แต่ขอแก้ความเข้าใจผิดก่อนนะคะ เราพึ่งเรียนจบในส่วนคำนำไปเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น วันพรุ่งนี้เรามาว่ากันต่อในส่วนคำนิยม และหากมีเวลาพอ เราค่อยขึ้นสารบาญนะคะคุณแอนนาบอกอย่ายิ้ม ๆ แต่สำหรับฉัน ขอถอนคำพูดจากที่เคยบอกว่าเป็นเรื่องดีที่หนังสือกลายร่างเป็นคนได้ เจอแบบนี้ฉันขออ่านเองดีกว่า

 

            “พรุ่งนี้มาในเวลาเดิมนะหนูยูจัง และอย่าลืมนะคะว่าไม่ต้องแต่งหน้าแบบนี้มาอีกคุณแอนนาย้ำเตือนฉันก่อนที่จะเดินจากไปเล่นไพ่กับกลุ่มเพื่อนต่อ

 

            กว่าฉันจะลากตัวเองออกมาจากหอสมุดชั้น 4 จนมายืนหน้าหอสมุดได้ก็เล่นเอาฉันหอบไปเลยทีเดียว แถมคุณบรรณารักษ์ที่ชื่อปอบ ดันทำตาขวางบ่นอยากกินไส้ แล้วตั้งท่าจะพุ่งเข้ามาหาจนฉันต้องวิ่งหนีอีก ทำให้ตอนนี้ฉันมีอาการเหมือนจะหน้ามืดขึ้นมาหน่อย ๆ แล้วแหะ

 

            หมับ!! ก่อนที่ฉันจะล้มลงไปเพราะหน้ามืด มีมือ ๆ หนึ่งมาประคองฉันเอาไว้เสียก่อน ถึงตอนนี้ฉันจะอยากรูว่าใครช่วยประคองมากแค่ไหนก็ตาม แต่ไอ้อาการหน้ามืดตาลาย คล้าย ๆ จะเป็นลมแบบนี้ คงไม่มีปัญญามองเห็นแล้วล่ะ

 

            “ยูจัง เป็นอะไรรึเปล่า ทำไมหน้าซีดแบบนี้ล่ะ เดินไหวรึเปล่า มา....ฉันอุ้มเธอไปนั่งพักก่อนดีกว่า นี่เธอไปเรียนหรือว่าไปทำอะไรมากันแน่เนี้ย?

 

            นี่มันเสียงของโทยะนี่น่า จริงสิ หมอนี่บอกว่าจะมารอฉันเลิกเรียนสินะ รู้สึกเหมือนผู้ปกครองมารับเลยแหะ แต่เดี๋ยว….เมื่อกี้บอกว่าอุ้มเหรอ?

 

            “มะ….ไม่……ไม่อุ้ม….ฉันเดินไหว…..” แต่โทยะก็ไม่ฟัง เขาอุ้มฉันให้มาอยู่บนแขนทั้งสองข้าง จากนั้นก็พาฉันไปนั่งพักในที่ที่อากาศโล่ง เพื่อให้หายใจได้สะดวก

 

            “เป็นยังไงบ้างยูจัง ดีขึ้นรึยัง สีหน้ายังน่าเป็นห่วงอยู่เลย ดื่มน้ำมั้ย เดี๋ยวฉันจะวิ่งไปซื้อมาให้ ฉันพยักหน้าตอบ จากนั้นโทยะก็วิ่งไปซื้อน้ำมาอย่างรวดเร็ว และพอฉันได้ดื่มน้ำก็ทำให้อาการหน้ามืดมันทุเลาลงไป

 

            “ของคุณนะพี่โทยะ เกือบแย่แหนะเมื่อกี้ ถ้าพี่โทยะไม่มา หนูคงเป็นลมไปแล้วแหละ พออาการดีขึ้น ฉันก็พูดขอบคุณโทยะเบา ๆ พร้อมกับยิ้มให้

 

            “เธอนี่นะ พอเป็นร่างกายนี้ก็น่าจะดูแลตัวเองดี ๆ หน่อย แต่ไม่เป็นไรหรอก จากนี้ฉันจะดูแลเธอเอง อีกอย่าง ไม่ต้องเรียกฉันว่าพี่หรอก ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ขอเป็นพี่เธออีก

 

            “นั้นสินะ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เรียกละกัน โทยะบอกว่าจะไม่มายุ่งอีกแล้วนี่น่า ขอโทษทีที่ลืมไป จากนี้ฉันจะไม่ลืมแล้วล่ะ ฉันหุบยิ้มทันที เมื่อกี้ฉันเผลอลืมไปว่าโทยะบอกว่าจะไม่มายุ่งกับฉันอีกแล้วนี่น่า

 

            “ใช่….จากนี้ไปอย่าลืม ว่าฉันไม่ใช่พี่เธออีกต่อไป แต่ฉันคือชายคนหนึ่งที่ชอบเธอตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน และพอได้คุยได้อยู่ด้วยแบบที่ผ่านมา ฉันถึงรู้ตัวว่าตอนนี้ฉันรักเธอเข้าแล้ว ดังนั้น.....อย่าลืมผู้ชายคนนี้ไปซะล่ะ ยูจัง

 

            ทันทีที่ได้ยิน ฉันก็ตกตะลึงนิ่งค้างเพราะคำพูดดังกล่าวของโทยะ พร้อมความคิดที่วิ่งอยู่ในหัว (นี่มันอะไรกัน จู่ ๆ ก็มาบอกกันแบบนี้ แถมเรื่องที่เกิดในโลกจำลองนั้นอีก ฉัน.............ไม่ ๆ ๆ ไม่ใช่แล้ว ฉันเป็นผู้ชายนะ)

 

            “นายพูดอะไรของนาย นี่นายยังไม่เข้าใจอีกเหรอ ฉันเป็นผู้ชายนะ ทั้ง ๆ ที่นายก็รู้ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นทุกอย่าง แล้วนายยังมาทำตัวแบบนี้อีกเนี้ยนะ นายนี่มัน……” (มันอะไรดีนะ......โอ้ย...สมองตึ้อไปหมดแล้วเนี้ย)

 

            “ฉันรู้ ว่ายูจังเป็นผู้ชาย และฉันขอสัญญาด้วยชีวิตของฉันเลยว่า ฉันจะทำทุกวิถีทางให้ยูจังกลับมาเป็นผู้ชายให้ได้หากยูจังต้องการ แต่ในเมื่อตอนนี้ยูจังเป็นผู้หญิง ฉันรับไม่ได้หรอกนะถ้าจะมีผู้ชายคนอื่นมาเกาะแกะยูจังเหมือนที่ผ่านมา หากมันต้องเป็นแบบนั้นละก็ ฉันจีบยูจังให้มาเป็นแฟนฉันดีกกว่า ฉันเจ็บในหัวใจทุกครั้งที่คิดว่าเธอกำลังอยู่กับผู้ชายคนอื่นโทยะยกเอามือข้างหนึ่งของฉันไปแนบกับหน้าอกข้างซ้ายของเขา แล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

 

            “ฉันฮิบาริ  โทมิยะคนนี้จะขอสาบาน ฉันจะคอยอยู่เคียงข้างเสมอไม่ว่าเธอจะเป็นอะไรก็ตาม หากเธอกลับไปเป็นเอกราช ฉันคอยจะเป็นเพื่อนรักของเธอตลอดไป แต่หากว่าเธอเป็นยูจังคนนี้ ฉันจะขอเป็นชายที่รักเธอจนหมดหัวใจ และจะรักตลอดไป ฉันสาบาน

 

            ฉันฟังคำพูดของโทยะด้วยความรู้สึกแปลก ๆ ในอก ความรู้สึกข้างในอกของฉันมันคืออะไร และนี่โทยะทำไมเปลี่ยนไปแบบนี้ล่ะ

 

            จะว่าไป ท่าทางของรินก็เปลี่ยนไปคล้าย ๆ กับโทยะเหมือนกัน เกิดอะไรขึ้นระหว่างที่ฉันเข้าทดสอบเมื่อวานกันแน่นะ? แต่ยังไม่ทันได้คิด หรือว่าถามอะไร โทยะก็ดึงฉันเข้าไปกอด (อีกละ) พร้อมกับกระซิบว่า

 

            “ฉันขอโทษนะยูจัง ที่วันนั้นฉันพูดไม่ดีกับเธอไป มันเป็นเพราะฉันสับสนและน้อยใจ กลัวว่าฉันจะต้องเสียเธอไปให้กับคนอื่น แต่ตอนนี้ฉันจะไม่ยอมอีกแล้ว ฉันจะทำให้เธอรักฉันให้ได้ ดังนั้น อย่าพึ่งปฏิเสธฉันเลยนะ คิดว่าสงสารคนที่เคยมีฐานะเป็นเพื่อนอย่างฉันเถอะหมอนี่พูดอะไรเนี้ย ฉันไม่ได้โกรธอะไรซักหน่อย ก็เข้าใจแหละ ทั้งไอ้เรื่องที่หมอนี่พูด และเรื่องในโลกจำลองนั้น เพราะฉันก็เคยเป็นผู้ชายนี่น่า แถมรู้จักนิสัยเจ้าหมอนี่ดีด้วย.....อ๊ะ.....ไม่ใช่สิ  ต้องไม่ให้มากอดแบบนี้เสียก่อน เรื่องคิดอะไรเอาไว้ทีหลัง

 

            “ปะ….ปล่อยก่อน เดี๋ยวคนอื่นมาเห็น นายเป็นอาจารย์นะ ปล่อยสิ........ถ้าไม่ปล่อยฉันไม่ยกโทษให้จริง ๆ ด้วย

 

            พอโทยะได้ยินฉันพูด เขาก็ปล่อยกอดออกตามที่บอกทันที แต่กลับเปลี่ยนเป็นจับไหล่ทั้งสองข้างของฉันไว้แล้วพูดออกมาอย่างดีใจ

 

            “ยูจังยกโทษให้ฉันแล้วสินะ ยกโทษให้ฉันจริง ๆ ใช่มั้ย จะไม่ไล่ฉันเพราะฉันเผลอไปรักยูจังเข้าให้แล้วนะ

 

            “ไอ้คำว่ารักเนี้ย มากไปรึเปล่า แต่ฉันก็บอกไปแล้วว่าไม่โกรธ ก็คือไม่โกรธ ไม่ไล่ด้วย พอใจรึยัง……เรื่องที่นายพูดมาเนี้ย ฉันเข้าใจนะ แต่ฉันตอบรับไม่ได้หรอก ถึงร่างกายจะเป็นแบบนี้ ยังไง ๆ ฉันก็ยังเป็นผู้ชายนะ จะให้ไปรักกับผู้ชายด้วยกันมันทำไม่ได้อะ ฉันว่าเราเคยเป็นเพื่อนกันยังไงก็ขอให้เราเป็นเพื่อนกันเหมือนที่ผ่านมาจะดีกว่านะ

 

            “ฮ่ะ ๆ ๆ ได้สิ ยิ่งยูจังไม่คิดจะคบกับผู้ชาย ฉันเองก็ยิ่งดีใจ เพราะคนที่จะเปลี่ยนใจยูจังได้ ต้องเป็นฉันคนเดียวเท่านั้น ขอบคุณนะยูจัง แค่นี้ฉันก็พอใจแล้วโทยะยิ้มออกมาอย่างมีความสุข ผิดกับฉันที่หนักใจกับเรื่องพวกนี้

 

            “เอาล่ะ สรุปนะ ฉันไม่ได้เป็นแฟนนาย แต่เป็นเพื่อนนายเหมือนกับเมื่อก่อน ดังนั้น อย่ามาคิดทำอะไรในแบบที่นายเคยทำ หรือว่าให้ฉันเห็น เหมือนกับในโลกจำลองนั้นเด็ดขาด ตามนี้นะโทยะผงกหัวรัว ๆ จนเหมือนกิ้งก่าเข้าไปทุกที

 

            ดวงอาทิตย์ค่อย ๆ ลับขอบฟ้าไปทีละน้อย ทำให้ความมืดค่อย ๆ คืบคลานเขามาเรื่อย ๆ แสงสว่างจากหลอดไฟข้างทางเริ่มติดขึ้นมาตามทางเดินโดยอัตโนมัติ ฉันเห็นว่านี่มันก็เริ่มค่ำแล้ว ฉันบอกกับโทยะว่าจะกลับหอพัก โทยะรีบจับมือฉันไว้พร้อมกับบอกว้าจะไปส่ง (เอิ่ม......ไปส่งน่ะได้อยู่หรอก แต่ทำไมต้องมาจับมือแบบนี้ด้วยเนี้ย)

 

            “ปล่อยมือก่อน แค่นี้ฉันไม่หลงทางหรอกน่าโทยะหัวเราะแก้เก้อ แล้วปล่อยมือฉัน จากนั้นเราก็เดินไปยังหอพักด้วยกัน กระทั่งมาถึงหอพักนักเรียนหญิง โทยะก็โบกมือลาฉัน ฝันดีนะยูจังแล้วเดินกลับไปด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุข

 

            “แหมกลับซะค่ำเลยนะเนี้ย รูมเมทของฉัน มาช้าแบบนี้เพราะแอบไปเที่ยวกับผู้ชายมารึเปล่าน้า?” พอฉันเข้ามาในห้องพัก ดาก็แหย่ฉันทันที

 

            “ปะเปล่าซักหน่อย ฉันเรียนในหอสมุดจนค่ำเลยต่างหาก ไม่ได้ไปเที่ยวกับผะผู้ชายแบบที่ดาพูดนะ ฮ่ะ ๆ ๆเฮ้อ.....ไอ้นิสัยโกหกไม่เนียนของฉันเนี้ย แก้ยังไงก็แก้ไม่หายซักทีแหะ แต่ดูเหมือนว่าดาจะไม่ได้สนใจในเรื่องนั้นซักเท่าไหร่นะ

 

            “ยะ….ยูจังเข้าไปที่หอสมุดมาเหรอ ที่นั้นน่ากลัวจะตาย ยิ่งขั้นบนยิ่งน่ากลัวนะคนก็ไม่มีซักคน แต่กลับมีเสียงพูดคุยกันพึมพำตลอดเลย แถมคุณตาบรรณารักษ์นั้นอีก ยูจังไม่กลัวเลยเหรอ?”

 

            “ก็ไม่มีอะไรนะ ชั้นบนมีคน(?)อยู่ตั้งเยอะ ไม่ได้น่ากลัวแบบที่ดาพูดมาซักหน่อย ถึงคุณตาบรรณารักษ์จะแปลก ๆ อยู่บ้างก็เถอะ

 

            ดาผงกหัวฟังคำพูดของฉัน จากนั้นก็ยิ้มออกมาแบบแปลก ๆ แล้วพูดขึ้นมา

 

            “จ้า ๆ ๆ เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะ เดี๋ยวยูจังรีบอาบน้ำแล้วมาซ้อมละครกับดาหน่อยนะ เอาบทที่เราต้องคุยกันดีกว่า ถ้าถึงวันแสดง แล้วยูจังแสดงไม่ได้ ดามีแต่ตายอย่างเดียวเลย ยังไงก็รีบอาบน้ำด้วยนะจ๊ะ ถ้าอาบช้าเดี๋ยวพรุ่งนี้ดาอาบด้วยดีกว่า อิอิ

 

            “มะ….ไม่เอา ฉะ…..ฉันรีบอาบดีกว่า จะได้ซ้อมละครเร็ว ๆ เนอะ ดึกแล้วด้วย แหะ ๆฉันรีบปฏิเสธออกไป พร้อมกับเดินเข้าไปหยิบเสื้อผ้าไปอาบน้ำ

 

            “คิก ๆ ไม่สนละ ถ้านับหนึ่งถึงห้าสิบแล้วยูจังอาบไม่เสร็จเดี๋ยวดาเข้าไปอาบให้นะ เอ้า หนึ่ง.....สอง....สาม

 

            ฉันรีบวิ่งไปอาบน้ำแต่งตัวด้วยความเร็วที่เหลือเชื่อ จากนั้นอยู่ก็ซ้อมละครกับดา กว่าจะได้นอนก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยงคืน วันนี้สำหรับฉันมันช่างเป็นวันที่วุ่นวายซะจริง ๆ หวังว่าพรุ่งนี้คงไม่เป็นแบบนี้อีกหรอกนะ เฮ้อ…..” ฉันบ่นออกมาเบา ๆ ก่อนที่จะหลับไปเพราะความเพลีย

 

ย้อนกลับมาที่โทยะ หลังจากส่งยูจังที่หอพักนักเรียนหญิง

 

            ตอนนี้ผมมีความสุขจริง ๆ ก่อนหน้านี้ผมเองก็วิตกกังวลอยู่ทั้งคืนในเรื่องคำพูดของผมที่ได้บอกยูจังไปเมื่อวาน แถมในโลกจำลองผมดันไปเผลอตัวทำแบบนั้นเข้าอีก ถึงขนาดเตรียมใจไว้แล้วว่าต้องโดนโกรธแน่นอน แต่กลับปรากฏว่ายูจังไม่โกรธ แบบนี้แสดงว่าผมมีสิทธิ์เหมือนกันสินะ แม้ว่ายูจังจะบอกว่าไม่คบเป็นแฟนก็เถอะ

 

            เอาล่ะ จากนี้ไปผมต้องพยายามให้มากขึ้น เพื่อที่จะทำให้ยูจังรักผมจนถอนตัวไม่ขึ้นให้ได้ ใครได้ยินเรื่องที่ผมคิดอยู่ตอนนี้ ฝากอวยพรให้ผมกับยูจังด้วยนะครับ และหากเวลานั้นที่คุณไลท์บอกมันมาถึง ยูจังต้องไม่กลับไปเป็นเอก นี่ไม่ใช่ว่าผมอยากจะช่วยใครหรือว่าอยากกอบกู้วิกฤติของโลกหรอกนะ แต่นี้เป็นการทำตามหัวใจของผมล้วน ๆ ผมไม่ใช่ฮีโร่หรือว่าผู้กล้านะครับ เป็นแค่ผู้ชายคนหนึ่งเท่านั้นแหละ

 

            แต่ให้ตายเถอะ ฝีมือของผมตอนนี้เนี้ย ถึงจะได้อาวุธใหม่มาจากการเปลี่ยนแหวนมาแล้ว แต่มันเทียบไม่ได้กับสิ่งที่เอกทำเลยซักนิด ผมคงต้องทำอะไรซักอย่างให้ผมเก่งกว่านี้แล้วสิ ทำยังไงดีนะ ออกนอกสถาบันไปสู้กับสัตว์ในป่าดีรึเปล่า แต่เดี๋ยวสิ มันมีที่นั้นอยู่นี่น่า…….ไปลองตามคำบอกของคุณไลท์ซักหน่อยดีกว่าแหะ

 

            ผมเดินมาถึงตึกเทคโนโลยี ก็พบกับคุณไลท์และรินที่กำลังคุยกันอยู่ ด้วยความแปลกใจ ผมเลยเดินเข้าไปหาทั้งสองคน

 

            “นั้นไง มาจริง ๆ ด้วย คิดอยู่เหมือนกันว่านายต้องมาที่นี้เหมือนกับฉันแน่ ๆรินพูดขึ้นมาทันทีที่เห็นผม

 

            เธอจะลองเหมือนกันเหรอริน ในนั้นมันไม่มีมนุษย์ให้สู้เลยนะ เธอกลัวพวกอสูรหรือสัตว์ประหลาดไม่ใช่รึยังไง จะไหวแน่เหรอ

 

            “ใช่ ฉันกลัวพวกนั้น แต่พอแล้วล่ะ เพื่อที่จะยืนอยู่ข้าง ๆ เอกได้ตลอดไปในตอนที่เขาเป็นผู้ชาย ฉันต้องเข้มแข็งมากกว่านี้ แถมตอนนี้ฉันเปลี่ยนแหวนเป็นอาวุธได้แล้วนะ เลยอยากจะลองดูซักหน่อย

 

            “เสียใจด้วยนะริน แทนที่เธอจะมาต่อสู้กับอสูรพวกนั้น ฉันว่าเธอเอาเวลาไปตัดชุดเพื่อนเจ้าสาวไว้ดีกว่า จะได้เอาไว้ใช้ในงานแต่งของฉันกับยูจังไงล่ะ ฉันไม่ยอมให้ยูจังกลับไปเป็นเอกหรอกนะ

 

            “เชอะ พูดแบบนี้แล้วคิดว่าฉันจะยอมนายรึยังไง ฉันว่านายนั้นแหละ ไปตัดชุดเพื่อนเจ้าบ่าวดีกว่า ยังไงยูจังก็ต้องเลือกกลับเป็นผู้ชายอยู่แล้วล่ะ และจะแต่งงานกับฉันด้วย ไม่ใช่นายหรอก เฮอะ

 

            “แหม ๆ ๆ พวกคุณทั้งสองคนดูสนิทกันมากนะครับ แทนที่จะมุ่งเป้าไปที่คุณยูกิโกะ ผมว่าพวกคุณไม่ลองคบกันดูล่ะครับ น่าจะสนุกนะ ฮ่ะ ๆ ๆ ๆคุณไลท์พูดแซวออกมาอย่างอารมณ์ดี แต่ผิดกับคนอีกสองคนที่ตอบมาด้วยความพร้อมเพรียง

 

            ไม่มีทางครับ/ค่ะ

 

-----------------------------------------------------

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

183 ความคิดเห็น

  1. #156 เวนีล่า (@maysena) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2559 / 15:48
    ถ้ารินกับโทยะคบกัน... อาจจะรุ่ง(ริ่ง? )ก็ได้นะ......
    #156
    1
    • #156-1 ไรท์เตอร์เองคร้าบ (จากตอนที่ 31)
      27 พฤษภาคม 2559 / 21:25
      ไม่แน่นะครับ คู่นี้อาจจะลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมืองก็ได้นะครับ อิอิ



      ขอบคุณสำหรับคอมเม้นนะคร้าบ เย้ ๆ ๆ
      #156-1
  2. #150 Best (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2559 / 20:52
    ดำเนินเรื่องได้ดีมากครับ สามารถเข้าถึงอารมณ์ของตัวละครได้อยู่ในระดับที่ดีทีเดียว สงสารเอกอ่ะแต่......โอ้ววววรินสู้เขาาา #กองอวยทุ้งลินลี่(?) #นิยายสนุกมากครับ ไรต์สู้ๆ #เป็นกำลังใจให้ไรต์เพิ่มตอนเร็วๆ(อิๆ)
    #150
    1
    • #150-1 CrossMelody (@CrossMelody) (จากตอนที่ 31)
      26 พฤษภาคม 2559 / 01:38
      ขอบคุณมากนะครับผม ดีใจจังที่ไรท์สามารถแต่งให้รีดเดอร์สามารถสัมผัสกับอารมณ์ของตัวละครได้ ^_^

      แต่สำหรับตอนนี้ ไรท์สงสารคุณบรรณารักษ์มากกว่านะครับ ดูเหมือนจะไม่ได้กินอาหารมานานมากแล้ว อิอิ

      ขอบคุณสำหรับคอมเม้นนะคร้าบ พรุ่งนี้มาอ่านตอนใหม่ด้วยกันนะครับผม เย้ ๆ ๆ

      (แต่เอ....ตอนที่ไรท์พิมพ์นี่ก็ถือเป็นพรุ่งนี้แล้วนะ =_=)
      #150-1
  3. วันที่ 25 พฤษภาคม 2559 / 18:18
    เย้ๆ ขออีกตอนคะไรท์ จะมีคู่แข่งเพิ่มอีกมั้ยคะไรท์
    #148
    1
    • #148-1 CrossMelody (@CrossMelody) (จากตอนที่ 31)
      26 พฤษภาคม 2559 / 01:32
      เดี๋ยวนะคร้าบ อีกตอนยังพิมพ์ไม่เสร็จเลย แหะ ๆ

      คู่แข่งไรท์บอกได้เลยว่ามีเพิ่มเติมแน่นอนครับ ^_^

      ขอบคุณสำหรับคอมเม้นนะครับผม เย้ ๆ ๆ
      #148-1
  4. วันที่ 25 พฤษภาคม 2559 / 12:40
    ม่วนแต้ๆขอบคุณนักๆเน้อ
    #146
    1
    • #146-1 ไรท์เตอร์เองคร้าบ (จากตอนที่ 31)
      25 พฤษภาคม 2559 / 14:51
      ต๋อนหน้ามีสู้ละเน้อครับ อิอิ



      ขอบคุณสำหรับคอมเม้นนะครับผม เย้ ๆๆ
      #146-1