วิมานสวาทจอมเถื่อน

ตอนที่ 1 : ตอนที่ 1 P.1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,655
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    9 ส.ค. 59

ทำไงดี!!!

จะทำยังไง เธอไม่อยากไปจากที่นี่ ไม่อยากไปจากบ้านไร่เขียวขจีแห่งนี้

กรุงเทพฯ เป็นยังไงก็ไม่รู้ อยู่คนเดียว ใช้ชีวิตคนเดียว ข่าวร้ายต่างๆ มากมายออกทีวีบ่อยๆ ปล้น ฉุด ฆ่า ข่มขืน วิ่งราว ลักขโมย ไหนจะรถติดเป็นแพ เธอจะมีเพื่อนไหม จะกินจะอยู่ยังไง ชีวิตในบ้านไร่ตอนนี้ก็สุขสบายดีแล้ว ช่วยทำงาน ทำไร่ ดูแลฟาร์ม เธอทำได้หมด ทำไมเขาต้องอยากให้เธอไปด้วย

“ไปเหอะพุด พี่ยังอยากไป อยากเห็นกรุงเทพฯ อยากเห็นรถไฟฟ้า เวลาขึ้นไปนั่งมันจะเหมือนรถไฟธรรมดาหรือเปล่า โอ๊ย! พูดแล้วพี่ก็ยิ่งอยาก อิจฉาเอ็งจริงๆ จะปฏิเสธทำไมวะ”

พี่น้อมพูดอย่างลิงโลดแกมอิจฉา พี่น้อมหรือประนอมวัยยี่สิบสามปี ออกอาการเสียดายแกมคะยั้นคะยอให้เธอไป เมืองใหญ่เมืองฟ้าอมรที่คนบ้านไร่บ้านนาแถวบ้านพากันส่งลูกส่งหลานไปเรียนบ้าง ไปทำงานบ้าง

พูดถึงกรุงเทพฯ ใครๆ ก็อยากไปเห็น เมืองที่มีตึกสูงใหญ่ มีรถไฟวิ่งบนฟ้า แถมยังมีรถไฟใต้ดินอีก คนไปเรียนก็กลับมาเม้าท์โม้ให้คนไม่ได้ไปฟัง คนไปทำงานก็หอบตังค์กลับมาเวลาเทศกาล พร้อมๆ กับการฉลอง กินเหล้ากินเบียร์ปาร์ตี้กันจนตังค์แทบไม่เหลือค่ารถกลับ

“พุดไม่อยากไปนี่พี่ อยากทำงานช่วยที่นี่มากกว่า”

“โอ๊ย นังพุด แกนี่คิดอะไรตื้นๆ อยากหน้าดำทำไร่ ไม่กี่ปีก็มีผัวเป็นไอ้พวกถึกพวกนั้นรึไงห๊ะ คิดไกลๆ คิดยาวๆ อีน้อง ถ้าแกเรียนจบกลับมาก็ช่วยงานคุณเขาได้มากกว่ามานั่งกวาดขี้วัวขี้ควายนะเอ็ง”

“แหม พี่น้อมก็พูดซะ ทั้งไร่ทั้งฟาร์มออกใหญ่ พุดจบ ม.6 แล้วคงช่วยอะไรได้มากกว่านั้นหรอกน่ะ ไปอยู่โน่นพุดจะอยู่ยังไงคนเดียว”

“คนเดียวที่ไหน คนเต็มมหาลัย สอบติดแล้วก็ไปเรียนสิ บางทีเอ็งอาจจะเจอโอกาสดีๆ ได้ทำงานดีๆ นั่งในห้องแอร์เย็นๆ นะโว้ยนังพุด”

ประนอมทำเสียงเหนื่อยหน่ายที่สาวรุ่นน้องดื้อดึงนัก เป็นเธอหน่อยไม่ได้ เสียดายที่ตอนอายุเท่านี้ เธอไม่ชอบเรียน ก็เพราะคิดว่า มีงานทำ มีที่อยู่ ไม่อดตายแบบที่พุดแก้วกำลังคิดนี่แหละ

ความสนิทสนมเพราะเห็นกันมาตั้งแต่เกิด ทำให้พุดแก้วเลือกเล่าความอึดอัดใจกับประนอมมากกว่าใคร หลายปีนับจากไม่มีพ่อแม่ ประนอมก็คอยดูแลเธอเหมือนพี่สาว ยังมีแม่ของประนอม ยายปลิว ที่เอ็นดูและคอยดูแลเธอมาตลอด

“พุดเกรงใจคุณเข้มนี่พี่”

พูดแล้ว หน้าสวยหวานก็หมองลง คุณเข้มต้องจ่ายเงินไปไม่น้อยที่ผ่านมา ในการส่งเสียอุปการะเธอ ทั้งที่เธอไม่ใช่ลูกหลาน ไม่ได้เป็นญาติพี่น้องของเขาด้วยซ้ำ

“โอ๊ย คิดมากอีกแล้ว แค่เงินไม่เท่าไหร่ คุณเข้มขนหน้าแข้งไม่ล่วงหรอกนังพุด แกอย่าเว่อร์ ไปๆ อย่ามาพูดเรื่องไม่ไปกะพี่ ถ้าแกไม่อยากไป คนเดียวที่ตัดสินใจได้คือคุณเข้มเท่านั้น แต่พี่กับแม่แล้วก็คนอื่นๆ อยากให้แกไปเรียนนะ แกจะได้มีโอกาส มีชีวิตที่ดีกว่าเป็นเด็กในไร่แบบนี้”

คำพูดของประนอมยังดังก้องรูหู แม้ว่าคุยกันมากว่าครึ่งวันแล้ว พุดแก้วคิดไม่ตก นอนดิ้นไปดิ้นมา พลิกหน้าพลิกหลัง ถ้าตัดสินใจไป เดือนหน้าเธอก็ต้องจากบ้านไร่ จากฟาร์มแห่งนี้ และที่สำคัญจากเขา...

สาวน้อยหน้าร้อน ใจกระหวัดถึงผู้ปกครองคนเดียวของเธอ เขา... เจ้าของไร่และฟาร์มพฤกษ์พนาแห่งนี้

คุณเข้ม หรือโรมรัน พฤกษ์พนา เจ้าของร่างบึนหนา สูงใหญ่ ตาดุคม เขามองมาทีไร ใจน้อยๆ ของพุดแก้วแทบจะเหวอะหวะเพราะตาคมนั้นกรีดหัวใจเธอให้ไหวสั่น

ใช่แล้ว พุดแก้วแอบมองเขา แอบหวั่นไหว แอบมีใจ

คุณเข้มเป็นผู้ชายที่ดูเถื่อน ดุดัน หยาบกระด้าง หากความหล่อเข้มแบบนั้นก็ดึงดูดสาวน้อยสาวใหญ่ สาวจริง สาวสอง ไปถึงเกย์ให้หลงใหลใฝ่ปอง ถ้าเธอไม่อยู่ เกิดวันหนึ่งมีใครทำให้เขาสนใจได้ เธอจะทำยังไง

สาวน้อยคิดกระวนกระวาย เธอยอมรับกับใจตัวอย่างไม่อายว่าแอบชอบผู้ชายถึกทนหยาบกระด้างคนนั้นนับแต่ยังเป็นเด็กน้อย เธอเกิด เติบโตในไร่แห่งนี้ เคยเจอเคยเห็นโรมรันไม่บ่อยนัก เพราะเขาไปเรียนต่อที่จังหวัดอื่น กลับมาบ้านนับครั้งได้ กระนั้นเธอก็ชอบแอบมอง กระทั่งเกิดเหตุไม่คาดฝัน ขณะที่เธอกำลังจะจบ ป.5 พ่อแม่เธอและพ่อแม่ของโรมรัน มาจากไปพร้อมกันเพราะอุบัติเหตุ

ก่อนนั้นไร่พฤกษ์พนายังไม่กว้างใหญ่ เจริญงอกงามเหมือนทุกวันนี้ ผลิตผลิตจากไร่คือการปลูกอ้อย ปลูกข้าวโพดและผักอีกสองสามชนิด คนงานมีไม่มาก คุณวสันต์กับคุณรำพาจึงต้องมาช่วยลูกน้องหยิบจับงานที่พอทำได้

วันนั้นมีฝนตกไปก่อนที่คุณวสันต์กับคุณรำพาและพ่อแม่ของเธอจะพากันขับรถหกล้อบรรทุกอ้อยไปส่งโรงงาน ซึ่งพวกท่านทำแบบนั้นบ่อยๆ แต่กลับเกิดเหตุไม่คาดฝัน รถที่ขับตามกันไป ลื่นถนนพลิกคว่ำ พรากชีวิตคนทั้งสี่ไปทันที

อุบัติเหตุนั้นเอง ดึงโรมรันกลับมามาไร่พฤกษ์พนา เขาเรียนจบแล้วหลายปี แต่ขอทำงานตามความชอบ นั่นคือการตระเวนวาดรูปถ่ายภาพแบบที่เขารัก แต่เมื่อกิจการของครอบครัวไม่มีคนดูแล เขาจึงกลับมารับหน้าที่นี้

นั่นเป็นสาเหตุที่เธอกลายมาเป็นเด็กในปกครอง เมื่อเขาพบว่า สิ้นพ่อแม่แล้ว เธอตัวคนเดียว ไม่มีใคร จึงอุปการะเธอไว้ ส่งเสียให้เรียนหนังสือ ให้พักในบ้านของเขา โดยมีประนอมกับยายปลิวคอยดูแลเธออีกที ขณะที่เขาหันมาศึกษาการทำเกษตรแบบจริงจัง และพลิกฟื้นผืนดินมรดกที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้

นับจากวันนั้น พุดแก้วได้เห็นได้เจอโรมรันบ่อยขึ้น เพราะต้องอยู่ร่วมบ้าน เธอไม่สนิทกับเขา ไม่กล้าเข้าไปตีสนิท ได้แค่แอบมอง แอบมีโรมรันในหัวใจ ตามประสาเด็กน้อยที่เห็นเขาเป็นฮีโร่ในเวลานั้น เขาเองก็ไม่มาสุงสิงสนิทสนมกับเธอมากไปกว่าการถามไถ่ ถึงการเรียน หรือเธอขาดเหลืออะไรให้บอกน้อมกับยายปลิว เขาจะช่วยดูแลจัดหาให้ แค่นั้น ...

ทว่า... ผ่านมากว่าเจ็ดปี ความรู้สึกในใจก็ยิ่งพอกเพิ่ม

วันนี้เธอจบ ม.6 แล้ว โรมรันต้องการให้เธอไปเรียนกรุงเทพฯ เมื่อเธอสอบติดมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งของรัฐ ในสาขาวิชาการจัดการ พุดแก้วไม่อยากไป คิดว่า สาขานั้นมันไม่เกี่ยวกับงานในไร่เลย ถ้าจะเรียน เธออยากเรียนทางด้านเกษตรมากกว่า เหนือสิ่งอื่นใด เธอกลัว กลัวใครจะมาแย่งคุณเข้มไป

ร่างบอบบางผุดลุกจากที่นอน ยังไงก็ต้องคุยกับเขาให้รู้เรื่อง บอกเขาว่าเธอไม่อยากไป

โรมรันเป็นคนเดียวที่ตัดสินใจชีวิตเธอได้

พุดแก้วคิดดีแล้ว คิดไปมากกว่านั้นด้วย จึงตัดสินใจออกจากห้อง ตรงไปขึ้นบันได บ้านนี้มีสองชั้นยกพื้นสูง ชั้นล่างเป็นอิฐกับปูนแบ่งเป็นห้องครัว และห้องที่สร้างเพิ่มเพื่อให้เธอใช้พักอาศัย ชั้นสองเป็นไม้ทั้งหมด ระเบียงชานไม้และห้องนอนอีกสองห้อง ห้องทำงานของโรมรัน ครัวอเนกประสงค์อีกหนึ่งห้อง เพื่อที่เขาจะได้หาอะไรดื่มกินตอนดึกได้สะดวก

สาวน้อยแทบกลั้นหายใจ เมื่อมาหยุดที่หน้าบานประตูไม้ ห้องนอนของโรมรัน เธอสูดหายใจลึกแรง อึดใจใหญ่ถึงได้ยกมือเคาะ

“คุณเข้มคะ”

“ใคร” เสียงห้าวแข็งดังออกมา

“พะ...พุดเองค่ะ”

โรมรันขมวดคิ้วมุ่น เขาเพิ่งกลับเข้ามาไม่นาน พรุ่งนี้วันเสาร์เป็นวันหยุด เขาเลยอยู่กินเหล้ากับพวกคนงานเล็กน้อย หลังจากตรวจดูงานต่างๆ แล้ว วันหยุดสำหรับคนงานส่วนส่วน แต่มีคนงานจำนวนหนึ่งต้องทำงานเช่นกัน โดยผลัดเวียนเปลี่ยนเวรกันหยุด ตอนนี้โรมรันไม่ได้ทำแค่ปลูกข้าวโพด ปลูกผัก เขาหันมาผสมพันธ์กระบือขาย ขายพ่อพันธ์แม่พันธ์ และกำลังทดลองเลี้ยงกระบือนม พูดง่ายคือ กำลังทดลองเลี้ยงควายนม ซึ่งในประเทศไทยยังไม่ธุรกิจที่แพร่หลาย มีเจ้าที่ฟาร์มควายนมเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น ฟาร์มของเขาก็ต้องมีคนงานคอยดูแลทุกวัน

ไร่พฤกษ์พนาทุกวันนี้ มีปลูกข้าวโพด อ้อยเลิกปลูกเพราะมันทำให้เขานึกถึงพ่อแม่ที่จากไป ปลูกผักพวกผักกาด กะหล่ำปลี ปลูกหญ้าสำหรับเป็นอาหารให้กระบือของเขา รายได้หลักๆ มาจากการขายแม่พันธ์พ่อพันธ์กระบือนี่แหละ

“เข้ามาสิ”

โรมรันเดินไปปลดล็อกแล้วเปิดประตู สิ้นคำอนุญาต สาวน้อยที่เขาอุปการะก็เดินตัวลีบเข้ามา มันเป็นแบบนี้ทุกครั้ง นับแต่วันที่เขาสั่งให้เธอมาอาศัยอยู่ด้วยกัน

“มีอะไร”

พุดแก้วหายใจสะดุด จะอะไรซะอีก ถ้าไม่เพราะ ร่างสูงใหญ่ผิวกายสีแทนเข้มสวยนั้น มีเพียงผ้าขนหนูสีขาวพันท่อนล่างอยู่ผืนเดียว กลิ่นกายผสมเหงื่อไคลบนตัวเขากระแทกจมูกเธออย่างจัง มันไม่ได้น่ารังเกียจหรือเหม็น มันเป็นกลิ่นความเป็นชายที่เขย่าหัวใจสาวน้อยได้เป็นอย่างดี

“เอ่อ...”

โรมรันเหมือนจะไม่สนใจสภาพโชว์ซิกแพกของตนเองเท่าไหร่ เอนตัวกอดอก นั่งหมิ่นๆ บนที่พักแขนของเก้าอี้ไม้ตัวยาว

“ว่ามาสิ นี่มัน...” เขาเหลือบไปมองนาฬิกา “จะสามทุ่มแล้ว ทำไมยังไม่นอน”

สามทุ่มกับสภาพบ้านไร่มันมืดสนิทและดึกพอควร ผู้คนส่วนใหญ่ต่างนอนหลับกันหมดแล้ว

พุดแก้วสูดหายใจไล่ความประหม่า พยายามมองหน้าคมเข้มรกหนวดเครา มันควรจะน่ากลัวน่าเกลียด ใบหน้าที่เคยเกลี้ยงเกลาเมื่อเจ็ดปีก่อนเปลี่ยนไป แม้คิ้วเข้มพาดยาว ดวงตาคมกล้า จมูกโด่งเป็นสัน กับริมฝีปากหนายังมีรูปลักษณ์เหมือนเดิม สิ่งที่เปลี่ยนคือสีผิวจากสีขาวเป็นสีแทนเข้มขึ้น หนวดและเคราดกครึ้ม กล้ามแขน กล้ามท้อง ท่อนขา มันบึนหนาดูแข็งแกร่ง แต่ทำไมนะ ลุคดิบๆ เถื่อนๆ ของโรมรันถึงกระชากหัวใจสาวน้อยสาวใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่เธอ

ตาคมจ้องร่างบอบบาง เสื้อนอนตัวยาวแบบสวมหัว ลายมิกกี้เม้าส์ มันไม่กลบกลิ่นกรุ่นสาบสาวเอาซะเลย ร่างกายหนุ่มแน่นมันเต้นยิบๆ ตามธรรมชาติ ยิ่งได้เหล้ามาเป็นกษัย โรมรันจึงยิ่งปั้นหน้านิ่ง ท่องย้ำตัวเองในใจ เธอเป็นเด็กในปกครอง ไม่ใช่แม่พวกผู้หญิงที่เขาจะกระชากมาลองลิ้มแบบเนื้อจิ้มเนื้อ ปลดปล่อยความใคร่ได้

“เอ้า ยืนอึ้งอะไร รีบๆ พูดมา ฉันจะได้ไปอาบน้ำนอน เหนียวตัวเหม็นเหงื่อจะตายชักอยู่แล้ว” หนุ่มวัยสามสิบสองถามเสียงห้าว ไม่ถึงกลับห้วนแต่ก็ไม่ได้อ่อนโยน ตามแบบฉบับของเขา

พุดแก้วออกอาการลน ทำตัวไม่ถูก กลัวถูกดุก็กลัว แต่ถึงขั้นนี้ เธอต้องพูด

“พุดรอจะคุยกับคุณเข้ม พุดอยากบอกว่าไม่อยากไปเรียนกรุงเทพค่ะ”

คนฟังนิ่งไปสักพัก หากดวงตาคมกริบราวใบมีดคู่นั้นมองหน้าหวานๆ อย่างพิจารณามากขึ้น

“ทำไม”

“พุด...คือ พุดไม่อยากไป พุดอยากทำงานที่นี่ อยากช่วยทำงานที่ไร่มากกว่าค่ะ” สาวน้อยรีบบอกเสียงลนลาน หากซุกซ่อนความรู้สึกแท้จริงไว้ เธอไม่อยากไป ไม่อยากห่างเขา

ชายหนุ่มพ่นลมหายใจแรงๆ ผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หน้ารกหนวดยิ่งดุดันมากขึ้น

“พุดเรียนไม่เก่ง” เธอรีบสำทับ

“อ้อ แค่คิดว่าตัวเองเรียนไม่เก่ง เลยไม่อยากไป ไม่อยากหาความก้าวหน้าให้ตัวเอง พุดแก้ว เธออายุเท่าไหร่แล้ว คิดเองไม่เป็นรึไง นี่ตกลงว่า หลายปีที่ผ่านมา ฉันขายควายส่งควายเรียนรึไงกัน”

“คุณเข้ม!

คำพูดขวานผ่าซากกระแทกหัวใจสาวน้อยจนจุกไปทั้งอก หน้าสวยงอง้ำ น้ำตาพาลจะหยด รู้หรอกว่าโรมรันเป็นคนขวานผ่าซาก แต่ทำไมจะต้องพูดเหมือนด่าเธอด้วย

“ทำไม ฉันพูดผิดตรงไหน” โรมรันกระชากเสียงถาม ส่ายหน้าเหมือนระอาเด็กไม่เอาไหน

มันทำให้พุดแก้วเชิดหน้า นานๆ ครั้งที่เธอจะได้คุยกับเขานานๆ ต่อเมื่อมีเรื่องให้เขาอนุญาต เช่นขอไปทัศนะศึกษากับที่โรงเรียน ให้เขาเขียนความคิดเห็นของผู้ปกครองในสมุดบันทึกเวลาเกรดออก

“ทำไมจะต้องพูดหยาบคายด้วย ไร่นี้ไม่ได้ขายแค่ควายนี่คะ ข้าวโพดก็มี ผักก็เยอะ”

“แต่เงินส่วนมากก็ได้จากแม่พันธ์พ่อพันธ์ควายนี่แหละ ถ้าเธออยากพูดแค่เรื่องนี้ ก็กลับไปนอน ใช้เวลาว่างๆ ตอนนี้เที่ยวเล่นในไร่ให้สนุก ให้เต็มที่ แล้วเตรียมตัวไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ เดือนหน้า”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

58 ความคิดเห็น

  1. #10 Love Have (@rakmee) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2559 / 17:30
    พุดแก้วก็บอกความรู้สึกที่แท้จริงกับคุณเข้มไปเลยค่ะ  คนอ่านเชียร์คะ
    #10
    0