รักอุ่นไอ ซีรี่ย์ ยอดเสน่หาจอมเถื่อน

ตอนที่ 1 : ...เต๊าะเด็ก...

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 106
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    17 ต.ค. 61

“งานแต่งที่ใด เป็นได้แค่แขกรับเชิญ อยากแต่งกับเขาเหลือเกิน ขัดเขินที่ยังไร้คู่....

อวยพรบ่าวสาว หลายคราวแอบนึกอดสู ตัวเราไม่รู้ จะเจอเนื้อคู่วันไหน...”

แค่แขกรับเชิญ - ไมค์ ภิรมย์พร

เสียงเพลงแว่วๆ จากคลื่นวิทยุหน้ารถ ก่อกวนอารมณ์คนที่กำลังเคลิบเคลิ้มครึ่งหลับครึ่งตื่น เนื้อหาบทเพลงกระทบโสตประสาทนั้นก็ก่อกวนความหงุดหงิดได้อย่างประหลาด ร่างผึ่งผายกำยำขยับตัว ภายในที่นั่งตอนหลังของกระบะสี่ประตู แม้เขาจะตัวใหญ่และมีเพื่อนนั่งมาด้วยก็ยังคงสะดวกสบาย แต่ที่ทำให้ไม่สบายอารมณ์ก็คือเพลงที่กำลังเปิดตอนนี้

“ไอ้จร! ถ้ามึงหาเพลงที่มันเพราะกว่านี้ไม่ได้ ก็ปิดวิทยุไป กูรำคาญ”

“โธ่ ลูกพี่เพลงออกจะเพราะ นี่เพลงพี่ไมค์นะ ไมค์ ภิมรมย์พร ดังจะตาย”

“ไมค์ เม้ย อะไรกูไม่สนใจโว้ย รำคาญ”

คนรำคาญที่ถูกเรียกว่าลูกพี่ขึงตาผ่านกระจกมองหลัง บอกทางสายตาว่า ถ้าขืน ไอ้จร หรือ นายขจร ที่กำลังทำหน้าที่พลขับตอนนี้ไม่ยอมเปลี่ยนคลื่นหรือปิดเพลงล่ะก็ เป็นได้เจอของดี

ขจรถอนหายใจแรงๆ ยอมเปลี่ยนคลื่นไปช่องอื่นแต่ยังบ่นเบาๆ

“เพลงออกจะดัง...”

ดังแล้วไง! เขาไม่ชอบ ไอ้เพลงบ้านี้ได้ยินแล้วมันแทงใจดำฉิบหาย ดันเสือกตรงกับชีวิตจริงของเขาซะด้วย พยับหมอก พิทักษ์วงพรหม อดีตทหารพรานจู่โจมกระแทกลมหายใจอีกเฮือก อยากจะก่นด่าเพลงแต่เพลงไม่มีความผิดจึงขึงตาขวางใส่ลูกน้องแทนอีกครั้งก่อนจะหลับตาทำท่าว่าจะนอนต่อ เกือบสองปีมานี้ เขาเวียนเดินทางไปร่วมงานแต่งงานเพื่อนรักมาครบทุกคน โดยเฉพาะไอ้จอมทัพ มันเพิ่งแต่งไปหมาดๆ หลังจากที่หลายเดือนก่อนมันยังพูดตลกว่า จะอยู่เป็นโสดสนุกสนานไปเรื่อยๆ ไปนานๆ ไม่ทันไรก็โทร.มาเชิญเขาไปร่วมงานแต่ง เจ้าสาวของมันสวยซะด้วย มิน่ามันถึงรีบกลายสภาพเป็นหมาโหยหาปลอกคอทันที เพื่อนรักของเขามีสี่คน ไล่จากไอ้คนที่แต่งงานก่อนใครเพื่อน ไอ้เข้ม โรมรัน คนที่สองไอ้คราม ฟ้าคราม และตอนนี้ไอ้จอมมันยังกล้าทิ้งเขาไว้บนคานคนเดียว หนีไปจับคู่กับครูสาวบ้านทุ่งคนสวยเสียฉิบ  

เขาน่ะเรอะ ตกสถานะแขกรับเชิญดังเพลงเปี๊ยบ!

ปัง!  ปัง!

“เฮ้ย!

เสียงสนั่นลั่นแก้วหูพร้อมกับรถส่ายสะบัด พยับหมอกกับคนในรถทะลึ่งตัวพรวดอุทานแทบจะพร้อมกัน คนนั่งหลังกระบะรีบหาที่เกาะ ขณะที่ขจรพยายามประคองรถจนสามารถจอดนิ่งได้ ทำให้รถที่วิ่งตามมาต้องชะลอจอดลงเช่นกัน

พยับหมอกเปิดประตูลงไปดูทันที คนงานสองคนหลังกระโดดลงมาเหมือนกัน  ล้อหน้าสองล้อแฟบอย่างเห็นได้ชัด

“ล่อซะสองล้อ”

“ตะปูเรือใบ” สาธิตที่นั่งข้างหน้าคู่คนขับนั่งลงชี้ให้ตะปูดอกหนึ่งที่เสียบฝังติดกับล้อรถ

“รถโดนอะไรวะหมอก” ร้อยโทอนุชิตและอาสาทหารพรานอีกสามสี่คนเดินเข้ามาสมทบ

“ตะปูเรือใบพี่”

ความสนิทสนมคุ้นเคยตั้งเมื่อครั้งที่เขายังเป็นทหาร พยับหมอกตอบง่าย คนงานยื่นตะปูงอโค้งอีกสามดอกมาให้

“มันตั้งใจโรยไว้ละแบบนี้” อนุชิตหันไปสั่งทหารใต้บัญชาให้ตรวจตราบนถนนลูกรังเส้นนี้ ที่นี่เป็นจังหวัดติดชายแดน บางครั้งมีวัยรุ่นคึกคะนองและพวกโจรปล้นชิงออกมาตกทรัพย์ให้เห็นเนืองๆ

“เปลี่ยนยางก็ได้แค่เส้นเดียว เอาไงดีครับ” ขจรหันไปถามเจ้านายของตนเอง

“จำได้ว่า หมู่บ้านข้างหน้านี้มีพวกนักเรียนช่างมาออกค่ายทำกิจกรรมซ่อมรถเครื่องมือให้ชาวบ้าน ห่างออกไปสองกิโล แต่ต้องเปลี่ยนเส้นทางนะครับ” อาสาทหารพรานคนหนึ่งเอ่ยขึ้น

“งั้นก็เอาตามนั้น บดไปก่อนแล้วกันแค่สองกิโลเอง” พยับหมอกหันไปบอกคนสนิท

“มึงกับคนอื่นๆ ไปขึ้นรถกูแล้วกัน”

พยับหมอกพยักหน้า หันไปสั่งคนงานอีกสองคนให้ไปขึ้นรถทหารด้วย ส่วนรถของตนให้ขจรกับสาธิตขับตามไป

จากเดิมที่คุยกันว่า เมื่อออกพ้นป่านี้แล้วจะแยกย้ายกันกลับ เขากับอนุชิตจึงขึ้นรถคนละคัน

“กูว่าเย็นนี้ไปก๊งกันสักหน่อยดีกว่าว่ะ”

“ดีเหมือนกัน”

อนุชิตตบไหล่เพื่อนรุ่นน้องเบาๆ แม้จะอยู่จังหวัดติดกัน แต่ไม่บ่อยที่จะเจอกันนัก เขาเองก็มีภาระหน้าที่ ขณะที่พยับหมอกมีงานยุ่งๆ กับกิจการที่ทำ

สองวันหนึ่งคืนสามหมู่บ้าน การแนะนำและให้ความรู้กับชาวบ้านเรื่องการหยุดทำไร่เลื่อนลอยที่เป็นการทำลายป่ารวมถึงบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน นอกจากการแนะนำแล้ว ยังมีเมล็ดพันธุ์พืชชนิดต่างๆ ไปแจกให้ชาวบ้านปลูกด้วย ใครอยากปลูกไว้กินในครัวเรือนหรือจะปลูกขายก็มีตลาดรองรับ คือโรงงานของพยับหมอกนั่นเอง

“ขอบใจมึงมากว่ะหมอกที่มาช่วยกัน”

“ยินดีครับพี่ ได้ออกเที่ยวป่าบ้างกระชุ่มกระชวยดี” พยับหมอกตอบรับยิ้มๆ เพราะเขาชอบป่า ชอบความท้าทาย หลังเรียนจบปริญญาตรีจึงสมัครเข้าเป็นทหารกองเกิน จนชีวิตมาหยุดที่หน่วยจู่โจมทหารพรานและได้รู้จักกับอนุชิตเมื่อมาประจำการที่นี่

“มึงชอบป่าแล้วลาออกทำไมวะ ถ้าอยู่ตอนนี้คงได้เลื่อนขั้นล้ำหน้ากูอีก”

“ชีวิตมันมีเรื่องท้าทายเยอะพี่ อีกอย่างอยู่ภายนอกก็ช่วยชาวบ้านได้เหมือนกัน”

เหมือนที่เขาทำมาหลายปี ชีวิตการเป็นทหารพรานทำให้เขาพบเจออะไรหลายอย่าง สภาพผู้คนประชาชนหมู่บ้านแถบชายแดน สภาพแวดล้อมและปัญหาที่เกิดมีเนืองๆ ถึงจุดหนึ่งพยับหมอกตัดสินใจลาออก แล้วมาทำธุรกิจเกี่ยวกับเมล็ดพันธ์พืชผัก มีโรงงานเมล็ดพันธุ์ที่ส่งขายทั่วประเทศ บางส่วนนั้นมาจากผลผลิตจากสวนของเขาเองและส่วนหนึ่งมาจากการรับซื้อจากชาวบ้าน

การช่วยชาวบ้านในแบบของเขาก็คือแนะนำ ลงทุน ให้เมล็ดพันธุ์ไปปลูกแล้วรับซื้อผลิตผลพวกนั้นกลับเข้าโรงงาน เป็นการสร้างงานสร้างรายได้อีกทางให้ชาวบ้านนั่นเอง

คุยกันไม่ทันไร รถก็มาถึงหมู่บ้านที่ว่า ซึ่งเป็นหมู่บ้านใหญ่ทีเดียวเพราะอยู่ไม่ห่างตัวเมืองนัก ใต้ตันไม้จามจุรีใหญ่กำลังคึกคักทีเดียว มีชาวบ้านหลายคนนำเครื่องใช้สอยทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์การเกษตรมารับการตรวจซ่อม มีหนุ่มสาวที่สวมเสื้อช็อปสีเทา ตรงอกซ้ายมีตราสถาบัน

เมื่อรถของพวกเขาเข้าไปจอด ผู้ใหญ่รีบเข้ามาทักทายทันทีที่เห็นอนุชิต เนื่องว่ารู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดี

“ไปไงมาไงกันครับนี่”

“เข้าไปหมู่บ้านข้างใน เอาเมล็ดผักไปแจก รถดันเจอเรือใบเข้า”

ผู้ใหญ่บ้านกำลังคุยกับอนุชิต พยับหมอกก็มองเห็นใครบางคน และฝ่ายนั้นก็มองเห็นเขาพอดี

“เฮียหมอก”

“ไงวะไอ้โน่ ทำไมมึงมาอยู่นี่”

โน่ หรือชื่อที่ใครๆ เรียกกันคือฮีโน่ ชายหนุ่มวัยยี่สิบหกรูปร่างผอมสูงผิวคล้ำ มันเป็นเจ้าของร้านซ่อมรถในเมืองจังหวัดเดียวกับที่เขาอยู่...

“อาจารย์เขาชวนมาออกค่ายด้วยเสาร์อาทิตย์น่ะเฮีย แล้วเฮียล่ะ”

“รถโดนเรือใบมาว่ะ สองล้อเลยจัดการให้ที” พยับหมอกหันไปทางรถกระบะของเขาที่คลานเข้ามาจอดพอดี

“ได้ๆ ครับเฮีย” โน่หันไปมองข้างหลังก่อนเรียกหาผู้ช่วย

“ขิง ไอ้ขิงโว้ย ดูยางรถคันนี้ช่วยพี่ที”

“จ้าพี่”

ไอ้โน่มันเรียกหาคนช่วย พยับหมอกไม่แปลกใจ แต่แปลกใจก็เพราะเสียงตอบรับและผู้ช่วยของมันเป็นเด็กผู้หญิงรูปร่างบอบบางนี่แหละ

เขากวาดตาผ่านๆ มองใบหน้าที่มอมแมมฝุ่นและมีคราบดำของสาวน้อยในเสื้อช็อป ผมยาวตรงนั้นถูกมัดเก็บเรียบร้อย หน้าตามุ่งมั่นบอกพร้อมจะทำงานทันที แต่เขามองผ่านลงไปที่รูปร่างอรชรบอบบางแล้วอดถามไม่ได้ หลังจากที่สาวน้อยเดินตรงไปถึงรถแล้ว

“จะไหวเหรอวะไอ้โน่”

“อะไรเฮีย ไอ้ขิงเหรอ หายห่วงนี่เด็กที่ร้านผมเลยนะคนนี้ ฝีมือดี”

โน่ตอบยิ้มๆ เดินเข้าไปช่วยเด็กสาวที่กำลังใช้แม่แรงดันรถขึ้นเพื่อถอดล้อ พยักหมอกเดินตามไปและบอกคนงานของตนกับอาสาทหารพรานเข้าช่วยด้วย

ตลอดเวลานั้น เขานั่งบนเก้าอี้พลาสติกสีแดงคอยมองเด็กสาวทำงานไปด้วย อนุชิตกับผู้ใหญ่บ้านและอาจารย์จากวิทยาลัยดังกล่าวเดินเข้ามาพูดคุยด้วย เขาคุยไปสลับกับกวาดตามองไปทางรถบ่อยๆ ผู้หญิงเป็นช่างทุกวันนี้ไม่แปลก แต่คนตรงหน้ารูปร่างบอบบางเกินไม่น่าจะมาเป็นช่าง หน้าตานั้นแม้ว่าจะมอมไปบ้าง แต่มีความน่ารักน่าเอ็นดู เธอทำงานอย่างขะมักเขม้น ว่องไว มีความชำนาญไม่น้อย ใช้เวลาไม่นานรถของเขาก็ถูกจัดการเรียบร้อย

“ต้องเปลี่ยนเอาล้ออะไหล่มาใส่ อีกล้อประยาง แต่อีกล้อคงต้องซื้อยางเส้นใหม่นะเฮีย มันโดนไปสามดอกแถมรอยฉีกยาวเกิน” โน่มารายงาน

พยับหมอกพยักหน้า ล้วงกระเป๋าสตางค์มาเปิดหยิบเงินส่งให้

“โอ้ ไม่เป็นไรเฮีย งานอาสาครับ”

“เหอะน่า”

“ไว้คราวหน้าแล้วกันครับเฮียหมอก อุปกรณ์ของทางวิทยาลัยเขา” โน่บอกนัยๆ ว่าทุกอย่างมันไม่ได้ลงทุน   

“เออๆ งั้นคราวหน้ากูเลี้ยงเหล้ามึงแล้วกัน”

โน่ยกมือไหว้ คุยกันอีกสองสามคำก็ขอแตกตัวไปดูเครื่องรถมอเตอร์ไซค์ให้ชาวบ้าน

พยับหมอกมองตามมัน หากสายตาก็ไปสะดุดกับรอยยิ้มสดใสของเด็กช่างสาว

“น้ำขิง...”

“คะ อาจารย์...”

โอว... หัวใจใต้โพรงอกพลันเต้นแรงขึ้น ใบหน้านั้นเวลาแย้มยิ้มหัวเราะร่าเริงทำไมสะกิดใจได้ขนาดนี้ทั้งๆ ที่เธอแสนจะมอมแมมเป็นลูกหมาคลุกดินก็ไม่ปาน...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

0 ความคิดเห็น