ก็บอกแล้วว่าอย่าเข้าใจผมผิด

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 539 Views

  • 3 Comments

  • 0 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    3

    Overall
    539

แนะนำเรื่องแบบย่อๆ

“ฮึ! ใช่สิ! คลิฟยังเป็นกุลสตรีมากกว่าเค้านี่!!!” แมรี่กระแทกเสียงใส่ผมเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเริ่มกระทำกิจกรรมการรังแกผมอีกครั้ง ฮือ...


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
❣ UPDATE 
กรุณาอ่านฉบับสัมบูรณ์ที่ FictionLog.co



:: ตำเตือน ::

เรื่องนี้อ้างอิงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่ต้องการพาดพิงตัวบุคคล

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

© themy?butter

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 20 เม.ย. 61 / 17:29

บันทึกเป็น Favorite


คลิฟ!!

หืม?

ผมหันกลับไปมองน้องสาวที่กำลังหน้าแดง แต่เธอไม่ได้กำลังอายหรืออะไร ผมยังเคยคิดเลยว่าน้องสาวผมเคยมีโมเม้นต์แบบนั้นบ้างหรือเปล่า ตอนนี้หน้าอกของน้องสาวฝาแฝดผมกระเพื่อมขึ้นลงเป็นจังหวะ ทำเอาผมใจตุ้มๆ ต่อมๆ พิกล สภาพแบบนี้มาหาทีไร ไม่เคยจะมีเรื่องดีสักที แถมครั้งนี้ เกรงว่าจะเกิดการระเบิดในห้องนอนสุดรักของผมก็เป็นได้

ผมไม่รู้ว่าควรจะทำเสียงอย่างไร ถึงจะไม่ไปทำปฏิกิริยาการระเบิดของน้องสาวได้ บางทีผมไม่พูดอะไรเลยอาจจะดีกว่า เพราะอย่างไรน้องผมก็เล่าเรื่องราวสามวันห้าคืนได้ไม่จบไม่สิ้นโดยที่ผมไม่ต้องเอ่ยถามเองอยู่แล้ว คิดได้ดังนั้นผมก็ก้มลงอ่านการ์ตูนต่อ แต่ไม่ได้หันกลับเข้าหาโต๊ะ เพราะตั้งใจจะรอฟังแมรี่ หรือก็คือน้องสาวฝาแฝดของผมระบายความในใจสักที

แต่ใครจะไปตรัสรู้ว่าการกระทำของผมแบบนั้น กลับสร้างความยุ่งยากแสนสาหัสให้ตัวเองในภายหลัง

รอเท่าไรๆ แมรี่ก็ไม่พูดอะไรสักที ผมเลยเงยหน้าขึ้นมองก็พลันไปสบตาเข้ากับปิศาจร้ายในร่างทรงที่หน้าตาเหมือนผมทุกกระเบียดนิ้ว สายตาที่สาดประกายความเจ้าเล่ห์พร้อมกับรอยยิ้มนิดๆ จดจ้องมาที่ผมคนเดียว ทำเอาผมเริ่มนั่งเก้าอี้ไม่ค่อยติด สุดท้ายผมก็เลยต้องเอ่ยปากถามอย่างจนใจ

“ม.. มีอะไรงั้นเหรอ” รังสีที่พยายามแทรกเข้ามาเบียดตามรูมขุมขนของผมกลับเป็นคำตอบของแมรี่ ทำเอาผมอยากแปลงร่างกลายเป็นแมวแล้วกระโดดหนีออกจากทางหน้าต่างเผ่นหายไปเสียเลย

น่าเสียดายที่ผมทำอย่างนั้นไม่ได้...

แมรี่เดินเข้ามานั่งที่เตียงข้างเก้าอี้ผมแล้วเริ่มประเด็นทันที “คลิฟรู้มั้ยว่าไอ้อีฟมันพูดว่าไง” ไอ้อีฟงั้นเหรอ วีรกรรมเด็ดๆ ของน้องสาวผมแต่ละอย่างโผล่ขึ้นมาในหัวทันที ผมยังสงสัยว่าทำไมเด็กผู้ชายชื่ออีฟคนนั้นยังคงคบกับน้องสาวผมได้จนถึงตอนนี้

โปรดอย่าเข้าใจผิด เพราะผมเป็นพี่ชายแสนดี และจะไม่พูดอะไรกระทบกระทั่งจิตใจน้องสาวตัวเองเป็นอันขาด “แล้วอีฟว่าไงเหรอ” ผมพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้

แมรี่พยักหน้าอย่างพอใจ แต่สาดสายตาชวนขนหัวลุกใส่ผม “มันบอกว่า เค้าไม่เป็นกุลสตรีสักนิด” ก็ถูกแล้วไม่ใช่เหรอ ผมแอบคิดในใจ “ไม่อยากจะเชื่อเลย!!!” แมรี่กระแทกเสียงดุพลางถีบกล่องเอนกประสงค์บนพื้นไปชนตู้เสื้อผ้าแล้วหันมาจ้องผมอีกรอบ “ไอ้อีฟมันบอกว่า เค้าไม่เป็นกุลสตรี งี่เง่า ไม่ได้เรื่อง ไม่เหมือนคลิฟไงล่ะ!!” ผมสะดุ้ง เริ่มเข้าใจความเป็นมาของการมาเยือนของน้องสาว

ถือโอกาสเล่าสักเรื่องสองเรื่องนะครับ ผมกับแมรี่เป็นฝาแฝดที่เกิดห่างกันเพียงแค่หนึ่งนาที เนื่องจากแพทย์บอกแม่ว่า ลูกผู้ชายนั้นคลอดออกมาก่อน ผมจึงได้รับบทพี่ไปโดยปริยาย แต่ทั้งตัวผมและแมรี่เองก็รับรู้ได้ว่า ถ้าดูจากอุปนิสัยแล้วคนพี่น่าจะเป็นแมรี่มากกว่า ไม่ใช่ว่ามีความรับผิดชอบสูงกว่าหรอกนะครับ แต่เพราะแมรี่เป็นคนชอบลุย ส่วนผมกลับชอบทำตัวเรียบร้อยอยู่ข้างหลังใครสักคน ผมยังแอบคิดอีกด้วยว่าบางทีวิญญาณเราสองคนอาจจะสลับร่างกันก่อนเกิดก็ได้

อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นต้นเหตุทำให้ผมสะดุ้ง คือตั้งแต่ผมเกิดมา ผมไม่ค่อยเข้าใจกับศัพท์ไทยคำว่าศักดิ์ศรีลูกผู้ชายสักเท่าไร ในเมื่อแม่ชอบจับผมใส่ชุดผู้หญิงคู่กับแม่รี่ตลอด แม่บอกว่ามันน่ารัก ตรงจุดนั้นไม่เท่าไร ผมพอรับได้ อย่างไรตอนนั้นผมก็เด็กมาก แต่พอโตขึ้นมาอีกหน่อย ผมมักจะโดนแมรี่รังแกให้ใส่ชุดผู้หญิงอยู่เรื่อย แน่นอนว่าถ้าเรื่องวัดกำลังกับการหาเรื่อง ผมแพ้แมรี่ชนิดไม่เห็นฝุ่น ฉะนั้นคนรอบข้างมักจะมองว่าเป็นเรื่องปกติเมื่อเห็นผมใส่กระโปรง หรือไม่ก็คิดว่ามันเป็นเรื่องถูกต้องแล้วที่ผมต้องใส่กระโปรง อะไรแบบนั้น

เพราะฉะนั้น การโดนแฟนของแมรี่จับมาเปรียบเทียบ ถึงมันจะไม่ทำให้ผมกระเตื้องในความรู้สึกของศักดิ์ศรีลูกผู้ชายเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่น่าดีใจเลยสักนิดที่โดนชมว่าเป็นกุลสตรีมากกว่าน้องสาวตัวเอง แม้มันจะเป็นความจริงที่เถียงไม่ออกก็เถอะ

ผมวางหนังสือการ์ตูนลงบนโต๊ะ หันไปนั่งเศร้าเงียบๆ อยู่กับตัวเอง แต่แมรี่ไม่สนใจผมหรอก เธอยังคงฮึดฮัดและระบายกับข้าวของในห้องผมอย่างถือวิสาสะ ก็บอกแล้วว่าผมไม่เถียงสู้น้องสาวตัวเอง ฉะนั้นปล่อยให้แมรี่ทำตามใจชอบไปก่อนแล้วผมค่อยไล่เก็บกวาดทีหลังก็ได้

“ถ้ามันชอบกุลสตรีทำไมมันไม่ไปหาคนอื่นเลยล่ะ!” แมรี่หยิบตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ที่สุดบนเตียงผมเขวี้ยงใส่ผนัง

เรื่องนั้นก็สงสัยอยู่เหมือนกัน...

 “แต่ก็ยังมาชอบเค้า! แล้วทีนี้ก็มาว่าเค้าไม่เป็นกุลสตรี!!” น้ำเสียงแมรี่ดังขึ้นอีกสองเดซิเบล พร้อมกับหยิบตุ๊กตากระต่ายที่ผมได้จากรุ่นน้องผู้ชายคนหนึ่งมาฟัดจนแทบขาด

ก็ไม่เป็นกุลสตรีจริงๆ นั่นล่ะ...

“มันบอกว่าคลิฟยังเป็นกุลสตรีมากกว่า!! ทำไมมันไม่ไปขอคลิฟเป็นแฟนเลยล่ะ!!!” แมรี่หันมาจ้องผมอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ กระต่ายที่ถูกฟัดจนนุ่นฟูออกมาถูกโยนทิ้ง แล้วแทนที่ด้วยตุ๊กตาแพนด้าที่แขนกำลังจะลดลงอีกหนึ่งข้าง

อย่าเลย พี่ชายเกรงใจ...

ผมเลิกเศร้าชั่วคราว แต่หันมาทำสีหน้าจนใจใส่แมรี่ อย่างน้อยน้องสาวผมอาจจะให้อภัยผมบ้าง ถึงแม้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่ผมต้องรู้สึกผิดเลยก็เถอะ แต่เกรงว่าถ้าผมยังทำหน้าไม่ใส่ใจแมรี่ต่อ เธออาจจะกลายร่างเป็นตัวอะไรสักอย่างแล้วเขมือบผมลงไปในคำเดียวก็ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ฝาแฝดประจำบ้านนี้หายตัวไปหนึ่งคน ผมเลยต้องทำสีหน้าขอความเห็นใจแบบเต็มกำลัง

แต่การกระทำของผมดูจะไร้ผล...

“ฮึ! ใช่สิ! คลิฟยังเป็นกุลสตรีมากกว่าเค้านี่!!!” แมรี่กระแทกเสียงใส่ผมเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเริ่มกระทำกิจกรรมการรังแกผมอีกครั้ง

ฮือ...

 

“ถ้าไอ้อีฟมันชอบกุลสตรี ก็ให้มันไปเดทกับคลิฟแทนละกันนะ!!!” น้ำเสียงดุดันกำชับเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะโยนผมออกมานอกบ้าน ไม่มีโอกาสให้ผมได้เบียดตัวกลับเข้าไปอ่านการ์ตูนต่อเลยสักนิด

สภาพผมตอนนี้ ถ้ามีใครที่ไม่รู้จักมาเห็นจะต้องคิดว่าผมเป็นสาวน้อยหน้าหวานวัยแรกรุ่นแน่ๆ

ผมโดนแมรี่จับใส่ชุดเดรสยาวลายลูกไม้สีขาวเลยเข่าลงไปนิดเดียวเท่านั้น สวมทับด้วยเสื้อแขนยาวบางๆ สีเขียวอ่อน แถมยังเพิ่มพร็อบด้วยกระเป๋าลูกไม้สีน้ำตาลอ่อนเข้าชุดอีกต่างหาก ส่วนเครื่องหน้าผมถูกแมรี่แต่งแบบธรรมชาติ นอกจากลิปกลอสที่ดูเด่นออกมา นอกนั้นก็ถูกกลืนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของใบหน้าผมหมด วิกสีดำมัดแกละถูกหนีบม้วนเป็นลอนที่ปลายผมมาอย่างดี ..นี่เป็นครั้งแรกที่ผมถูกแต่งแบบจัดเต็มขนาดนี้ ถึงก่อนหน้านี้จะโดนแต่งหญิง แต่ก็แค่สวมชุดผู้หญิงกับใส่วิกเฉยๆ ไม่ได้แต่งหน้าด้วย

ผมก้มหน้าเจี๋ยมเจี้ยมของตัวเองไว้ อายแม้กระทั่งหมาข้างบ้านที่กำลังคุ้ยขยะ ถึงแมรี่จะเล่นมุขว่าจะให้อีฟไปเดทกับผมแทน แต่ด้วยอารมณ์เดือดปุดๆ ถึงจับผมแต่งชุดผู้หญิงจริง แถมยังล็อกประตูหน้าต่าง กันไม่ให้ผมเข้าบ้านจริง เนื่องจากอีฟบอกแมรี่ไว้ว่าจะขอเลิก ถ้าหากเธอทำตัวให้สมกับเป็นกุลสตรีในการเดทวันนี้ไม่ได้ ผมรับประกันได้เลยว่าถ้าแมรี่ในตอนนี้เดท ต้องเกิดเหตุน้ำตาตกในหลายคนชัวร์ (และผมเองก็มีเอี่ยวเพราะเป็นหัวข้อเปรียบเทียบด้วย) อีฟนัดไว้ว่าจะมารับที่หน้าบ้านตอนสิบเอ็ดโมง ผมยืนเศร้าใจ ไม่กล้าเดินออกจากบริเวณหน้าบ้าน กลัวว่าถ้าเดินไปเจอคนรู้จักก็อาย ถ้าเจอคนไม่รู้จัก ผมอาจจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย โดยที่แม่กับน้องสาวผมไม่คิดจะตามหาก็ได้ ขอยืนยันว่าการไม่ขยับไปจากบริเวณหน้าบ้านตัวเองเป็นทางที่ดีที่สุดแล้ว อีกอย่าง นี่ก็ใกล้จะถึงเวลานัดแล้วด้วย ถึงอย่างไรก็หาใครช่วยไม่ได้อยู่ล่ะ ขนาดแม่ผมยังนอนดูทีวี ปากถามแค่คำเดียวว่าเกิดอะไรขึ้น และถึงจะได้ยินว่าลูกสาวตัวเองบอกว่ากำลังจัดการให้ลูกชายตัวเองไปเดทกับแฟนลูกสาวก็ไม่คิดจะสนใจลุกขึ้นมาห้ามเลยสักนิด

เฮ้อ.. ยิ่งคิดยิ่งเศร้าใจ ทำไมผมต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วยนะ

“วันนี้จัดเต็มไปรึเปล่า” เสียงที่คุ้นเคยอยู่บ้างเรียกให้ผมเงยหน้าขึ้นมอง เขาคืออีฟ แฟนน้องสาวสุดแสบของผมเอง ผิวคล้ำแดดสมกับเป็นนักบาสฝีมือดี สูงราวๆ 180 เซนติเมตร ใบหน้าไม่ได้หล่ออะไรมาก แต่จัดได้ว่าหน้าตาดี อย่างน้อยก็ได้ยินจากแมรี่ว่ามีสาวๆ มาขอเบอร์อยู่ตลอด

ผมจ้องหน้าอีฟ คิดเท่าไรก็คิดไม่ตกว่าทำไมอีฟถึงมาลงเอยที่น้องสาวของผมได้ แต่โดยส่วนตัวผมไม่ค่อยอะไรกับแฟนน้องสาวคนนี้อยู่แล้ว หลายอาทิตย์ถึงจะได้เจอสักที ฉะนั้นผมก็ไม่ควรจะสนใจเหตุเบื้องต้นแห่งความรักของน้องสาวต่อไป แต่ถ้าตอนนี้ผมบอกอีฟว่าผมเป็นคลิฟ แล้วต้องไปเดทกับเขาแทนน้องสาว แมรี่อาจจะลองหยิบมีดอีโต้ในครัวมาสับผมเป็นพันชิ้นโยนให้หมาแถวบ้านกินจริงๆ ก็ได้

โปรดอย่าเข้าใจผิด สำหรับพี่ชายที่แสนดีต่อน้องสาวเสมออย่างผม การทำตามความต้องการของน้องสาวผู้ (ไม่) น่ารักต่อไปเป็นดีที่สุด

“ไม่หรอก พอดีเรา เอ้ย เค้าอยากใส่ชุดนี้น่ะ” ผมดัดเสียงสูงพูด อีฟทำหน้าสงสัยนิดเดียว แต่ไม่ได้ถามอะไร แล้วหันไปสตาร์ทมอเตอร์ไซด์รุ่นฮิตในหมู่พ่อแม่ของเราพร้อมออกเดินทาง

ไม่ต้องสงสัยหรอกว่าทำไมอีฟไม่ติดใจเลยสักแอะ เพราะผมกับแมรี่เป็นฝาแฝดที่เหมือนกันเด๊ะ ทั้งหน้าตาที่ดูเป็นผู้หญิงก็ได้ ผู้ชายก็ดี ส่วนสูงก็ไม่เคยมีใครนำไปก่อน เท่ากันตลอด แถมยังมีความพิเศษที่เสียงด้วย ตอนเด็กพวกเราเสียงเหมือนกันจนแยกไม่ออก แต่พอเสียงผมแตกหนุ่ม แมรี่เองก็เสียงแหลมขึ้น ถึงอย่างนั้น ถ้าผมดัดเสียงสูง เสียงก็จะเหมือนแมรี่เปี๊ยบ และแน่นอนว่าพอแมรี่ดัดเสียงต่ำลงมา เสียงก็เหมือนผมเลย ถ้าไม่ใช่เพราะว่าแมรี่ยังพอจะมีหน้าอกและเอวอยู่บ้าง มองกันแต่ลักษณะภายนอกก็ไม่มีใครแยกเราออกได้เลย

ผมเองก็ลองเชิงไปแล้ว แต่อีฟไม่ได้รู้เลยสักนิดว่าแฟนคนนี้คือตัวปลอม

หลังจากที่ขับรถเล่น คุยเล่นไปสักพักก็ได้แผนว่าจะไปกินข้าวกันที่ห้าง ต่อด้วยการดูหนัง หรือไม่ก็อาจจะไปช็อปปิ้ง แล้วขับรถเล่นไปถึงที่ไหนสักแห่งแล้วค่อยกลับ ซึ่งตอนนี้ผมกับอีฟก็ได้เข้ามาเดินในโรงอาหารของห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่งแล้ว

อีฟจับมือผมตั้งแต่หาที่จอดรถได้ แล้วนำไปที่ร้านอาหารบุฟเฟต์ที่แมรี่ชอบ ผมประดักประเดิดขึ้นมาทันที ขนทั่วตัวพร้อมใจกันลุกพรึ่บ รู้สึกไม่ค่อยสบาย เวียนหัวจะเป็นลม น่าเสียใจที่พร็อบที่ให้มานี้เป็นแค่อุปกรณ์เพิ่มความสวยไร้ซึ่งยาดม ไม่เพียงแค่นั้น ผมเพิ่งได้ตรวจดูข้างในกระเป๋าเมื่อตอนนั่งรถ ไม่รู้ว่าแมรี่ใจร้ายหรือแค่ลืม แต่เธอไม่ได้ให้อะไรผมมาเลยสักอย่าง ยกเว้นแต่อุปกรณ์สื่อสารถนัดมือก็ไม่ได้ให้อะไรมาอีกเลย

“วันนี้อยากกินอะไรเป็นพิเศษมั้ย” อีฟถามขึ้นหลังจากปล่อยมือผมให้เป็นอิสระแล้วนั่งกันคนละด้านของโต๊ะ

“ถ้าอีฟมีของอยากจะสั่งเพิ่มก็สั่งเลยนะ” ถึงปกติผมจะมีรายการอาหารปกติที่สั่งเพิ่ม อย่าว่าแต่สั่งเพิ่มเลย แค่ตอนนี้ผมจะกินลงรึเปล่าก็ไม่รู้ ถ้าคิดแต่ว่าจะได้กินของฟรี ไม่ใช่ต้องมานั่งกินกับแฟนน้องสาวตัวเองในคราบผู้หญิง ผมคงจะเจริญอาหารมากกว่านี้เป็นเท่าตัว! ผมแอบเอามือถูกระเป๋าให้หายขนลุกจากการโดนผู้ชายตรงหน้าปลุกปล้ำมาเต็มที่

ผมฝืนยิ้มให้ แต่อีฟกลับเบิกตากว้างขึ้นเต็มที่ทำให้ผมรู้ตัวทันทีว่าพลาดแล้ว แต่หลังจากทำหน้าตกใจ อีฟก็ขมวดคิ้วแทน “วันนี้ไม่สบายเหรอ ถ้าไม่สบายอีฟพากลับก่อนก็ได้นะ” ใจจริงผมอยากจะตอบรับคำตกลงเหลือเกิน แต่...

“คลิฟรู้ใช่มั้ยว่าถ้าอีฟบอกเลิกกับเค้าในเดทครั้งนี้ อะไรจะเกิดขึ้น”

น้ำเสียงชวนขวัญผวาให้ขนลุกกว่าเดิมดังขึ้นมาในหัวอัตโนมัติ

อย่าเข้าใจผิดนะครับ ผมก็แค่พี่ชายที่แสนดีที่อยากจะทำให้น้องสาวตัวเองคืนดีกับแฟนได้ก็เท่านั้น

ผมยิ้มอีกครั้ง แต่ดูจะฝืนกว่าครั้งตะกี้ “เค้าไม่เป็นไร แค่รู้สึกไม่ค่อยอยากกินอะไรเฉยๆ” อีฟกระปริบตาปริบๆ รับคำผมแทนการพูด ก่อนจะมีท่าทางไม่สบายใจแล้วหันไปมองนู่นนี่ นานพอดูกว่าจะหันกลับมาพูดด้วยกับผม

“ถ้าไม่สบายใจเรื่องที่จะบอกเลิกวันนี้ อีฟขอโทษนะ” เขาถอนใจพูด ไม่กล้าสบตาผม ใช้แขนที่ค้ำโต๊ะลูบหัวไปหนึ่งทีก่อนจะค่อยๆ เหล่มอง

น่าเสียดายที่แมรี่ไม่ได้ฟังประโยคนี้เอง แต่ผมจะทำอะไรได้ ผมอมยิ้มแล้วพูดกับอีฟด้วยน้ำเสียงหวานเหมือนเวลาปกติที่ผมกำลังจะอ้อนใคร “ไม่หรอก เค้ารู้ตัวนะว่าเค้าไม่เป็นกุลสตรี แต่อีฟก็ยังมาชอบเค้า เค้าก็เลยคิดว่าอยากจะลองเปลี่ยนตัวเองดูน่ะ” ผมพูดหวังผลลัพธ์ที่ดีไปก่อน ส่วนเรื่องแมรี่จะเปลี่ยนนิสัยตัวเองรึเปล่าก็ค่อยว่ากันอีกที

อีฟยิ้มแย้มอย่างสบายใจ ก่อนจะหันไปจัดการสั่งอาหารชุดและอาหารที่ต้องหยิบด้วยตัวเองให้พร้อมกินเรียบร้อย

เฮ้อ... ผ่านไปอีกหนึ่งด่าน

“อันนี้อีฟสั่งชุดพิเศษให้เลยนะครับ” ผมมองชุดอาหารที่กำลังถูกจัดเรียงตรงหน้าพลางสูดหายใจเข้าลึกๆ นั่งนับหนึ่งสองสามปลาฉลามจับกบ ก่อนจะใจเย็นลง เพราะสิ่งที่ถูกวางตรงหน้าผมคือสปาเก็ตตี้สายพันธุ์หนึ่ง ความแฉะของมันดูเลี่ยนแล้วยังไม่เท่าเส้นหนืดๆ ชวนอ้วกยิ่งกว่า รสชาติเปรี้ยวปนหวานที่พาลจะขย้อนแค่ได้กลิ่นมัน ผมเกลียดไอ้ของพรรค์นี้ที่สุด ถ้าเป็นไปได้ ผมจะเขวี้ยงจานมันทิ้งตรงนี้เลย!

แต่ผมก็ทำไม่ได้...

“อีฟรู้ใจเค้าตลอดเลยอ่ะ อิอิ” ผมต้องแหล แหลสดด้วย! เพราะของโปรดแมรี่ก็คือไอ้อาหารจานบ้าๆ นี่ล่ะ!! ผมทำหน้าเขินใส่อีฟพอเนียน ก่อนจะท่องบทสวดศพอยู่ในใจ ไม่ได้สวดให้ใครหรอก ก็สวดให้ตัวเองนี่ล่ะ!

ผมนั่งกล้ำกลืน คีบเส้นขึ้นมากิน ให้เปรียบก็คงเหมือนนั่งคีบหนอนตัวยาวๆ ดิ้นดุ้กดิ้กเข้าปาก เอาน่า... เพื่อน้องสาวสุดที่รัก ผมเป็นพี่ชายใจดีนี่นา! แต่เข้าปากไปได้สองสามคำผมก็ต้องหยุด เพราะฝืนตัวเองยากเหลือเกิน เกรงว่าถ้ากินมากกว่านี้จะต้องรีบไปหาที่ระบายออกทางปากแล้วล่ะ ผมเหล่มองอีฟ กลัวว่าจะโดนจับผิดได้ แต่อีฟกินอย่างมีความสุขมาก ขนาดว่าแมรี่ไม่ได้บอกว่าอีฟชอบบุฟเฟ่ต์หม้อต้ม ผมยังเดาได้จากสีหน้าหมอนี่ในตอนนี้เลย

ฮึ... มีความสุขนักนะ... ผมได้แต่คิดแค้นในใจ แล้วหันมาตักของในหม้อลงถ้วยตัวเอง อีฟหันขึ้นมาสนใจผมทันที “ไม่กินสปาเก็ตตี้เหรอ” อีฟทำหน้าเหลือเชื่อ ถ้าผมนั่งอยู่ตรงนั้นแล้วเห็นแมรี่สนใจอาหารอย่างอื่นมากกว่าสปาเก็ตตี้ของโปรด ผมก็คงจะทำหน้าแบบนั้นเหมือนกัน

“อ๋อ เค้าอยากกินตามอีฟดูน่ะ” ผมแถสด แล้วลงมือกินอย่างไม่เกรงใจ ทิ้งสปาเก็ตตี้ของโปรดแมรี่อย่างไม่ไว้หน้า ทีแรกผมนึกว่าอีฟจะสงสัย ซึ่งผมก็คิดว่าอาจจะได้กลับบ้านไวขึ้นล่ะ แต่เปล่าเลย อีฟกระตือรือร้นตักนั่นนี่ให้ผมกิน เหมือนกลัวว่าผมเห็นของในถ้วยน้อยแล้วจะไม่กินงั้นล่ะ ปากก็พร่ำบอกว่าอันนี้อร่อย อันนั้นก็อร่อย โฆษณาไปถึงสรรพคุณพิเศษของอาหารต้มที่ให้กำลังวังชานักกีฬาเป็นอย่างดี แถมยังยกน้ำจิ้มของตัวเองให้ผมเรียบร้อย แล้วลุกขึ้นไปหยิบถ้วยใหม่มาเพิ่มอีกสองถ้วยด้วย

ผมมองหน้าแฟนน้องสาวตัวเองอย่างงงๆ บางทีเจ้านี่อาจจะบ้าหม้อไฟมากกว่าผู้หญิงตรงหน้าตัวเอง เพราะอีฟไม่สนใจจริงๆ ว่าผมละทิ้งสปาเก็ตตี้ไปแล้ว ถ้าผมเห็นแมรี่ทำอย่างนี้ ผมจะรู้สึกว่าโลกนี้ใกล้จะอวสานแล้วก็ได้ ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไร แมรี่ไม่มีวันทิ้งสปาเก็ตตี้แน่นอน!

เอาเถอะ ด่านสองให้ผ่านไปแบบเนียนๆ ละกัน...

 

“แมรี่ชอบรสอะไรเหรอ” คำถามในวันนี้เยอะมาก จนผมสงสัยว่าวันนี้คงไม่ใช่วันนัดเดทครั้งแรกของแมรี่กับอีฟหรอกนะ

“รสธรรมดาก็ได้ วันนี้เค้าไม่อยากกินมันๆ น่ะ” แต่ผมรู้เลยว่าถ้าจะดูหนัง แมรี่ต้องเลือกรสชีสอยู่แล้ว อีฟรับคำแล้วหันไปสั่งพนักงานว่าเอาป็อบคอร์นขนาดใหญ่พิเศษสำหรับคู่รักและเครื่องดื่มสองแก้ว

หนังที่อีฟเลือกจะให้ผมดูเป็นหนังรักที่ดีเรื่องหนึ่ง นั่นหมายถึงในกรณีที่ผมมาดูกับแฟนตัวเองนะ  ไม่ว่ามันจะเป็นหนังดีขนาดไหน แต่สภาพตอนนี้ไม่มีคำไหนที่บอกว่า “good” ได้สักนิด ผมเชื่อได้เลยว่าการเข้าโรงหนังครั้งนี้จะต้องเลี่ยนประหนึ่งว่าอ้วกเป็นสายรุ้งได้เลย

“ปะ” อีฟเดินนำผมเข้าโรงหนัง ผมรู้สึกว่าตัวเองโดนใส่ป้ายแขวนคอของนักโทษประหารจนเห็นแค่หัวกับมือ และกำลังโดนลากขึ้นเขียงที่มีปังตอยักษ์ปักทิ้งไว้อยู่

ฮือ... ขอเวลาผมทำใจอีกนิดได้ไหมครับ

 

เฮ้อ... ผมถอนใจแทบหมดปอด รู้สึกเหลือเชื่อที่ตัวเองผ่านมรสุมออกมาจากสถานที่ที่น่ากลัวอย่างโรงหนังได้เล็ดรอดปลอดภัยครบทั้งสามสิบสองประการ

คือ ในฐานะที่ตัวเองเป็นผู้ชาย ผมก็ต้องรู้อยู่แล้วว่าสันดานเพศนี้มันเป็นอย่างไร อีฟเองก็เป็นผู้ชายคนหนึ่งที่อยากจะมีอะไรพิเศษๆ กับแฟนตัวเอง ผมขอไม่เล่าว่าเกิดอะไรขึ้นในโรงหนังละกัน ไม่อย่างนั้นเรื่องนี้จะต้องติดเรทอย่างแน่นอน! คุณเองก็ไม่อยากให้มันเป็นอย่างนั้นใช่ไหม!!

แต่ผมสาบานว่าผมไม่จูบกับอีฟนะ!!

ด่านที่สาม... ผ่าน!

ผมมองนาฬิกาหน้าโรงหนัง ตอนนี้เย็นแล้ว เป็นเวลากลับบ้านที่พอเหมาะพอดีและไม่เสี่ยงแก่การโดนสับเป็นชิ้นๆ

ผมหันไปเผชิญหน้ากับอีฟ แต่ก็ยังช้ากว่าปากของเขา “งั้นไปเที่ยวบ้านอีฟนะ” ผมหันไปมองนาฬิกาแล้วหันไปมองหน้าอีฟอีกครั้ง หมอนี่ต้องมีแผนอะไรแปลกๆ ในหัวแหงเลย! แต่เหมือนอีฟจะรู้ว่าผมไม่อยากไป เขารีบพูดต่อทันที “อีฟมีของอยากจะให้แมรี่เห็นให้ได้อ่ะครับ” อีฟเกาหัวแก้เขิน เม้มปากแล้วหันมามองผมเป็นระยะ

...เดี๋ยวค่อยให้แมรี่ดูเองก็ได้มั้ง ผมจะกลับบ้านแล้ว!

แต่ผมก็ไม่ได้พูดออกไป อย่าเข้าใจผิดไปครับ สำหรับพี่ชายแสนดีคนหนึ่ง การทำเพื่อน้องสาวของตัวเองถึงที่สุดก็เป็นหน้าที่เหมือนกัน ในเมื่อไหลตามน้ำมาแล้ว ก็ต้องแล่นไปตามลำน้ำให้ถึงที่สุด! “ไรอ่ะ มีไรปิดบังเค้าด้วยอ่ะ” ผมทำท่าเขิน เอาผมเหน็บหู ทำหน้าหน่อมแน้มให้เหมือนแมรี่ในความคิดของผมให้มากที่สุด

อันที่จริง ถึงผมจะอยากกลับบ้านตอนนี้ก็คงไม่ได้หรอก หลังจากได้ยินคำชวนของอีฟแล้ว... เดี๋ยว! ผมไม่ได้อยากไปเที่ยวบ้านเจ้านี่สักหน่อย! ผมแค่อยากรู้เฉยๆ ว่าเจ้านี่มี “ของ” อะไรจะให้แมรี่ดู หรือจริงๆ วางแผนจะทำอะไรแมรี่ น้องสาวผมกันแน่ ถึงยังไง อีกตั้งสามปีกว่าโน่น ผมกับแมรี่ถึงจะบรรลุนิติภาวะ ผมยังคิดอยู่เลยว่าอาจจะเป็นเรื่องที่ดีที่แมรี่ไม่ได้มาเอง ส่วนหนึ่ง ผมก็ได้รู้จักเจ้าแฟนน้องสาวคนนี้แบบคมชัดลึก อีกส่วน เจ้านี่ชอบแต๊ะอั๋งเนียนขนาดนี้ การพาแฟนสาวไปบ้านตัวเองมันจะต้องมีอะไรมากกว่า “พาเที่ยวบ้าน" แน่นอน!

ผมมองหน้าอีฟอย่างวิเคราะห์ แต่ขนาดว่าผมเนียนแล้วนะ เจ้านี่กลับเนียนกว่า เนียนระดับเทพด้วย คิดถึงตอนอยู่ในโรงหนังเมื่อครู่แล้วก็อดสยองไม่ได้ ผมต้องงัดวิชา (?) จากส่วนไหนบ้างไม่รู้ให้ถีบตัวออกจากมือปลาหมึกของเจ้าอีฟนี่ได้

จบครั้งนี้ไป ผมเข็ดแล้ว!

 

แล้วผมก็มาเหยียบบ้านของอีฟ...

เป็นอย่างที่คิดไว้ในทีแรก ไม่สิ ถ้าผมจะพาแฟนมาเที่ยวบ้านแบบคิดอะไรอยู่ล่ะก็ ผมเองก็จะหาจังหวะเหมาะที่คนในบ้านไม่อยู่เหมือนกัน... ผมชักจะเหนื่อยใจกับความเงียบของบ้านเจ้านี่แล้วล่ะ

“เตงมานี่สิ” ไม่รู้เพราะผมเป็นกุลสตรีมากจริงๆ รึเปล่า แต่ตอนเจอหน้าแรกๆ คำหวานๆ อย่างตงๆ เตงๆ ยังไม่เห็นจะมีเลยนี่...

แต่แล้วผมก็ปล่อยให้อีฟลากแขนผมเข้าบ้านไปจนถึงห้องหนึ่งที่ผมเดาว่าน่าจะเป็นห้องนั่งเล่น เนื่องจากมีของกระจัดกระจายทั่วห้อง โซฟา และสิ่งไม่มีชีวิตที่ผมเดาว่าน่าจะเป็นโฮมเธียเตอร์ถูกทับถมจนแทบเดาสรรพคุณไม่ออก อีฟปล่อยมือผมแล้วนั่งลงคุ้ยของหน้าทีวี ผมเลยถอนใจพลางวางมือลงบนแขนตั่ง ขณะที่คิดว่าจะเอามือถูให้หายขยาด แต่พอมองดีๆ ถึงเพิ่งเห็นว่าเป็นถุงเท้าสีดำ ผมหน้าเบ้ทันที หนุ่มสะอาดแบบผมชักจะไม่ปลื้มเจ้าแฟนน้องสาวนี่เสียแล้ว

“นี่ไง อัลบั้มพิเศษของวงxxxที่เตงชอบ”

อีฟถือกล่องสีดำเข้ามาหา ผมมองหน้าปกสีดำทึบ สลักภาษาเกาหลีสีทองเอาไว้ ผมเงยหน้ามองอีฟอีกครั้ง “อีฟไปเอามาจากไหนเหรอ” ผมงงๆ เพราะเท่าที่จำได้ แมรี่เคยร้องลั่นบ้าน เพราะพลาดอัลบั้มชุดหนึ่งของวงเกาหลีสุดโปรด แมรี่บอกว่ามันเป็นเซ็ทลิมิเต็ดหรืออะไรที่หาไม่ได้แล้วนี่ล่ะ

“แฮะๆ” อีฟหันแก้มให้ผมแทนคำตอบ “เตงให้รางวัลเค้าก่อน เดี๋ยวเค้าบอก”

โอ้โห... เจ้านี่เล่นง่ายจริงๆ ผมยิ้มหวานให้ก่อนจะยื่นมือไปบิดท้องของอีฟแรงๆ “บอกมาดีๆ เลยว่าเตงไปเอามาจากไหน” ผมดึงอัลบั้มมาถือไว้แล้วปล่อยให้อีฟลงไปร้องครางกับพื้น อย่าดูถูกมือผมเชียว เห็นแบบนี้ แต่ผมก็มือหนักนะ

อีฟบ่น “เตงโหดจัง” ผมเลยถลึงตาให้อีกที “อีฟเห็นเพื่อนอีฟมีน่ะครับ ก็เลยขอซื้อต่อ ก็เตงเคยบอกว่าอยากได้ไม่ใช่เหรอครับ”

“ซื้อมาเท่าไร” ถ้าจำไม่ผิด ของเกาหลีพวกนี้ราคาแพงพอๆ กับรองเท้าที่ผมอยากได้นั่นล่ะ

“นิดเดียวเอง ของเตงอยากได้ อีฟซื้อให้ได้อยู่แล้วครับ” อีฟขยิบตาให้ผมขนลุกอีกหนึ่งที

“ไม่เชื่อหรอก นี่ซื้อต่ออีก แพงขึ้นสองเท่าใช่มั้ย”

“ซื้อเท่าไรก็ไม่แพงหรอกครับ จริงๆ นะ เพราะใจที่อีฟได้จากเตงมาแพงกว่าเยอะ” ประโยคเลี่ยนหลุดออกจากคนตรงหน้ากี่ครั้งของวันแล้ว ผมอดความอยากขย้อนออกมารอบที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ ผมเบือนหน้าไปข่มอารมณ์ก่อนจะหันมาเผชิญหน้าอีกครั้ง แต่กลับโดนดึงลงอย่างไม่ทันตั้งตัว

“อ้ะ!?!

สภาพของผมตอนนี้คือ ผมกำลังเผชิญหน้ากับอีฟจนสัมผัสได้ถึงจมูกของอีกฝ่าย อีฟเผยรอยยิ้มชวนหลงใหล ไม่รู้ทำไมใจผมเต้นระส่ำตามรอยยิ้มนั่น ร่างกายของเราแนบชิดกันจนผมสัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจของกันและกันได้ พอรู้สึกตัวถึงได้รู้ว่าอีฟดึงผมล้มลงไปด้วยจนมีสภาพอเนจอนาถแบบนี้

อีฟกำลังเคลิ้ม แต่ผมไม่!!!

“จะทำอะไร” ผมถามเสียงเย็น อีฟทำหน้าแปลกใจนิดหน่อย ก่อนจะร้อง อ้อแล้วลุกขึ้นนั่ง ผมมองอีฟไม่ค่อยพอใจ ขณะที่กำลังคิดหาประโยคเด็ดๆ มาว่าสักหน่อย อยู่ๆ อีฟก็ดันตัวผมลง แต่ก่อนที่หัวผมจะฟาดพื้น อีฟก็เอาแขนมารับไว้ ผมมองหน้าอีฟอย่างตกใจ ไม่ทันคิดอะไร อีฟก็รวบขาผมขึ้นแล้ววิ่งขึ้นบันไดบ้าน แถมไม่รู้เป็นเพราะผมอยู่ในโหมด สาวหรือยังไง ถึงได้ร้องวี้ดว้ายไปตามนั้น มือก็ไม่รู้จะเอาไว้ไหน เพราะเจ้าอีฟบ้าพลังวิ่งจนผมกลัวว่าถ้าผมหล่นคงหน้ากระแทกพื้นตายได้ ถึงได้เอามือรัดคออีฟไว้เต็มที่ ผมกำลังจะด่าอีฟเจ็บๆ แต่อยู่ๆ เจ้าบ้านี่ก็โยนผมลงเฉย! ผมร้องว้ายอีกครั้งด้วยความกลัวเจ็บ แล้วก็เพิ่งรู้สึกตัวว่าพื้นที่โดนโยนลงมานุ่มเด้งผิดปกติ ผมหันไปมองรอบๆ ถึงเห็นว่ามันเป็นเตียงสีครามในห้องนอนขนาดกลาง

“เอ้ย!?!

อยู่ๆ อีฟก็กระโดดทับตัวผมให้สภาพของผมอนาถจนไม่รู้จะอนาถไงแล้ว จากที่ผมอยู่ในท่าหงาย เข่าชิดเท้าแบ พออีฟกระโดดใส่ถึงรีบหันหลังดันตัวขึ้นหนีอัตโนมัติ แต่ก็ยังไม่พ้นแรงกดของอีฟ ตอนนี้พวกเราเลยอยู่ในสภาพที่คนภายนอกเข้ามาเห็นก็โดนเข้าใจผิดทันที! อย่าให้ผมต้องอธิบายไปมากกว่านี้เลย ถ้าแรงผมบ้าพลังพอกับเจ้าตัวที่ทับลงมานี่ ผมคงจะถีบมันไปนอนบนพื้นแล้ว แต่เสียดายที่มันไม่เป็นแบบนั้น! แค่ขนาดตัวก็ห่างกันตั้งหนึ่งในสาม แถมกล้ามเนื้อบนตัวผมที่ไม่ว่าจะพยายามฝึกฝนแค่ไหนก็ไม่ยอมออกมาให้พ่อเห็นสักทีอีก ผมถึงสู้แรงเจ้านี่ไม่ได้เลยสักกระติ๊ด!

“อีฟจะทำอะไรเราอ่ะ!!!” ผมหันไปแหวใส่หลังจากตั้งสติได้ โถ่.. ตอนนี้มันกำลังนัวเนียผมเลย ฮือ.. ทำไมผมต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วย ไม่ใช่สิ ถ้าแมรี่โดนเจ้าบ้าพลังแถมด้วยความบ้ากามทำแบบนี้ใส่ ผมเองก็จะไม่ยอมเหมือนกัน!?

ไม่รู้ความสวยผมไปเข้าตาอีฟมันขนาดไหน มันถึงไม่ยอมเลิกนัวเนียผมสักที ทำเอารู้สึกขยะแขยงจนขนลุกชัน ผมดันตัวลงแล้วหันไปเผชิญหน้ากับอีฟในท่านอน แล้วจ้องตาเต็มที่ “อีฟรักเรา หรือรักร่างกายเรากันแน่” ตอนนี้ผมไม่สนใจอะไรแล้ว หวังว่าประโยคนี้จะกระแทกสิของหมาป่าบ้ากามตัวหนึ่งให้ฟื้นกลับมาได้

หลังจากประโยคนี้หลุดออกไป อีฟก็เหมือนจะสตั้นท์ไปหลายวิสมองถึงทำงานอีกครั้ง เขาทำหน้างง แต่เรื่องที่ดีคือ ตอนนี้เขาเลิกคร่อมผมแล้วลุกไปนั่งที่ปลายเตียง เฮ้อ... รอดแล้วเว้ย!

“เราไม่รู้” น้ำเสียงอ่อนลงทำให้ผมมั่นใจว่าผมรอดจากการถูกข่มขืนแล้วแน่นอน แต่ตอบแบบนี้แสดงว่าอยากได้ทั้งตัวและหัวใจสินะ...

อีฟหันกลับมามองผมก่อนจะขมวดคิ้วจ้อง ทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้ “อะไรเหรอ” อีฟค่อยๆ ยกมือชี้มาที่ข้างตัวผม ผมเลยหันลงไปดูก็พบกับ ซัมติงที่มีลักษณะเป็นเส้นสีดำยั้วเยี้ยแบบนที่นอน ความนุ่มนิ่มสัมผัสกับมือทำผมช็อก

วิกหลุด!!!                                                                                                                            

ผมเพิ่งสังเกตได้ว่าหัวรู้สึกโล่งสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผมหันมาจ้องตาอีฟ อีฟทำตาโตจ้องกลับ “อ่า... เอ่อ... คือ...”

“เธอเป็นใคร.. ไม่สิ! นายเป็นใคร!?” อยู่ๆ อีฟก็เหมือนมีเทพแห่งการทำลายล้างเข้าทรงทันทีทันใด ทำเอาผมสะดุ้งแทบไม่ติดเตียง

“จ.. ใจเย็น... เราอธิบายเรื่องนี้กับนายได้นะ” ผมทำเสียงหวานกล่อม แน่นอนว่าเป็นเสียงโทนทุ้มปกติของผม ไม่ใช่เสียงดัดอย่างที่ทำมาทั้งวันจนแสบคอ

“ได้... บอกมา.. ถ้าไม่บอกละก็...” อีฟขึ้นเตียง ขยับมาใกล้ผม ไม่วายยังจับเท้าผมไว้เหมือนกลัวว่าผมจะวิ่งหนีอีกต่างหาก

ฮือ... อย่าเพิ่งว่าฆาตของผมจะไปถึงมือแมรี่เลย ผมว่ามันตกอยู่ที่นี่แล้วล่ะ...

ผมเล่าความจริงทั้งหมด ตั้งแต่ตอนที่แมรี่มาหาที่ห้องและเล่าเรื่องทีอีฟจะบอกเลิกกับเธอให้ฟังจนถึงตอนที่เห็นอีฟขี่รถมารับไปเดท

“แมรี่ทำขนาดนั้นเลยเหรอ” อีฟพูดด้วยน้ำเสียงตื่นตกใจ ผมพยายามจะเข้าใจอีฟนะ ว่าถ้าเกิดแฟนผมทำกับผมแบบนี้บ้างจะรู้สึกอย่างไร

“ก็ว่านะ ทำไมวันนี้แมรี่ดูแปลกๆ” นั่นสิ แต่นายไม่คิดจะฉุกใจถามบ้างเลยหรือไง ไม่ๆๆ ถ้าผมโดนถามแล้วบอกความจริงไป ผมก็ตายเหมือนกันสิ...

“แล้ว.. นายจะทำยังไงล่ะ” ผมค่อยๆ ใช้ตาเหล่ ก็บอกแล้วว่าผมไม่สู้คน ตอนแรกก็กลัวจะไปทำที่บ้านระเบิดแล้วนะ ตอนนี้ก็กลัวว่าจะทำให้บ้านนี้ระเบิดได้อยู่เหมือนกัน

อีฟนั่งเงียบหน้าขรึมจนผมไม่กล้าหายใจแรง กลัวจะไปกระทบแล้วเกิดสะเก็ดไฟแล้วลุกลามใหญ่โตเป็นระเบิดนิวเคลียร์ที่พุ่งเข้าใส่ผมคนแรกอะไรแบบนั้น

อีฟหันมามองผม ผมก็ทำตาแป๋วมองกลับ แล้วอีฟก็หันไปนั่งขบคิดอะไรต่ออีกครั้ง แล้วก็หันมามองผม ก่อนจะหันไปนั่งเงียบต่อ ...เป็นแบบนี้ไม่จบไม่สิ้น

เฮ้ย!! นี่ช่วยคิดเร็วๆ หน่อยจะได้ไหม คนเขาทนรอมานานแล้วนะ!?!

จนผมแทบจะลุกไปเตะก้านคอจริงๆ นั่นแหละ อยู่ๆ อีฟก็เอ่ยปาก “เราเคยคิดว่าเราเป็นเกย์”

ห๊า!!

“จนกระทั่งวันหนึ่ง.. เมื่อสี่เดือนก่อน เราก็ปิ้งกับเธอ ตอนนั้นเธอแข่งบาสโรงเรียนที่โรงเรียนxxx มันเป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกชอบผู้หญิง เราก็เลยคิดว่าต้องเป็นคนนี้เท่านั้น”

ผมนึกถึงช่วงเวลาที่อีฟว่า ผมกับแมรี่เป็นนักกีฬาบาสของโรงเรียน แล้วก็ต้องไปแข่งที่โรงเรียนนั้นจริงๆ ตอนนั้นทุกคนบ่นกันใหญ่ว่าแยกเราสองคนไม่ออก เพราะแมรี่คิดพิเรนท์อะไรไม่รู้ถึงได้ลากผมไปตัดผมทรงเดียวกัน เป็นทรงที่ดูมุมไหนก็เป็นผู้ชาย แล้วแมรี่ก็สนุกกับการหลอกทุกคนให้นึกว่าเธอเป็นผม

“เราเคยเล่าเรื่องนี้ให้แมรี่ฟัง” อ่าฮะ... “แต่เราก็เพิ่งฉุกคิดได้ว่ายิมที่เราไปมันเป็นแข่งบาสชาย”

ฮะ...?

อีฟหันมามองผม ก่อนจะเล่าต่อว่า “ตอนนั้นเราก็เลยเพิ่งรู้ว่าแมรี่มีพี่ชายฝาแฝดชื่อคลิฟ แต่เราไม่เคยเจอนายจริงๆ สักทีก็เลยไม่ได้สนใจ ตอนนั้นแมรี่เลยถามเรากลับว่าเราจะลองคบกับเธอมั้ย เราก็เลยตอบตกลง” อ้าว งั้นสรุปว่าคนที่จีบอีกฝ่ายก็ไม่ใช่อีฟ แต่เป็นแม่รี่น่ะสิ เดี๋ยวๆ ๆ ๆ นั่นไม่ใช่ประเด็น.. ประเด็นมันอยู่ที่ว่านายไปดูแข่งบาสชายเรอะ!?! งั้นก็หมายความว่า...!?!

“ก็แปลกดีนะ เรารู้สึกว่าเวลาตอนนั้นมันพิเศษมาก เหมือนเรามองคนอื่นไม่เห็น แล้วเราก็มองแต่นายคนเดียว เราก็เลยงงไปเลยว่าตกลงเราไปดูแลบาสชายหรือเปล่า เพราะนายหน้าหวานมาก”

ผมหน้าขึ้นสี รู้สึกลมจะใส่อย่างไรอย่างนั้น...

แต่อีฟก็ยังเล่าต่อไป “ที่เราคบกับแมรี่มา เราก็คิดมาตลอดว่าสักวันก็คงต้องเลิกกัน ไม่ใช่เหตุผลว่าแมรี่ไม่เป็นกุลสตรีอะไรนั่นหรอก แต่เราไม่เคยหลงรักเธอ แต่ทุกครั้งที่เราเห็นหน้าเธอ เราก็พูดคำนั้นไม่ออก” ผมฟังไป ตัวก็ชามากขึ้นเรื่อยๆ ไล่มาตั้งแต่หัวแม่เท้า ตอนนี้มันขยับขึ้นมาจะถึงไหล่แล้ว... “จนมาวันนี้ อยู่ๆ เราก็รู้สึกว่าแมรี่มีเสน่ห์มาก เรา... ชอบแมรี่วันนี้มากเลย”

...ตอนนี้ผมกลายร่างเป็นรูปปั้นหินเรียบร้อยแล้ว

“เราคิดว่าเรายังคงเป็นเกย์เหมือนเดิมนั่นแหละ” ประโยคสุดท้ายที่ออกมาจากปากอีฟ และเป็นประโยคสุดท้ายที่ทำให้ผมรู้จักอาการตัวชาเป็นครั้งแรกของชีวิต

ผมเค้นเสียงออกจากลำคออย่างยากลำบาก “นาย.. กำลังจะ... บอก... ว่า... นาย... ชอ...”

“เราชอบนาย” คำสามคำเหมือนลูกปืนที่ยิงโดนหัวใจผมแบบล็อคเป้าเอาไว้ ทำผมหน้ามืด

“คลิฟจะ.. คบกับผมมั้ย ถ้าผมเลิกกับแมรี่... น่ะครับ” น้ำเสียงเอ่ยถามผม แต่ผมก็ยังรู้สึกมึนงงเหมือนหัวโดนกระแทกหนักจนคิดอะไรไม่ออก

“งั้น... ผมขอโทรไปคุยกับแมรี่ก่อนนะ” อีฟลุกเดินออกจากห้องไป จากเสียงฟังได้ว่าเขากำลังเดินลงไปชั้นล่าง

ผมเดาว่าเขาคงจะโทรไปขอเลิกแมรี่แล้วเอาช่อดอกไม้ขึ้นมาขอคบกับผมแบบปัจจุบันทันด่วน หลังจากนั้นก็จะกักขังให้ผมอยู่ในห้องนอนเขาจนถึงเช้าพรุ่งนี้

ผมนั่งอ้าปากค้าง ไม่เกรงใจอาการเงิบของสรรพสัตว์ใกล้เคียง นั่งช็อกจนกลายเป็นหินที่เข้ายุคน้ำแข็งอีกครั้ง

ไม่ใช่สิ..!?! แทนที่ผมจะมัวตัวชา ผมควรจะตักตวงเวลานี้ในการหนีกลับบ้าน!!!

ผมตบหน้าตัวเองสองสามทีเรียกสติ มองประตูห้องนอนตรงหน้า แล้วรีบสาวเท้าวิ่งออกจากบ้านอีฟอย่างด่วน!

ขณะที่ผมถึงหน้าบ้านแล้วรีบเอารองเท้ายัดเท้าตัวเองอยู่ก็ได้ยินเสียงอีฟตะโกนเรียก แต่ผมไม่สนอะไรแล้วตอนนี้ ใส่เกียร์หมาอย่างเดียวค่อยว่ากัน!!

รักกก.. ยังไงมันก็คือรักกก...

ผมวิ่งไป แต่มือก็หยิบมือถือขึ้นแนบหูทันทีตามความเคยชิน เสียงกรีดร้องที่ยิ่งกว่าคุ้นก็กระแทกใส่จนขี้หูเต้น “คลิฟ!!!

เฮือก... จากการวิ่งมาสักพัก ทำให้เหงื่อผมไหลตามวงจรร่างกาย แต่ตอนนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นเหงื่อเย็นที่หนาวมาถึงช่วงกระดูกสันหลัง ผมว่าจากนี้ไปศพผมคงไม่สวยแล้วล่ะ ฮือๆ

“เอ่อ... ฮัลโหล” ผมยังคงวิ่งต่อไป สายตาก็สอดส่องหาที่หลบภัยชั่วคราว เพราะกลัวว่าอีฟอาจจะขี่รถออกมาตามหาผมก็ได้

แมรี่กระแทกเสียงแบบที่ผมได้ยินเป็นปกติอีกครั้งหลังจากกรีดร้องโหยหวนจนพอใจ “อีฟโทรมาบอกเค้าหมดแล้ว!!

ตายห่า!!!

“แต่เค้าเห็นด้วยอ่ะ” หา? อยู่ๆ ขนบนหลังก็พากันร่วมใจลุก ผมหันกลับหลังไปมองตามสัญชาตญาณ

“คลิฟคร้าบบบ!” น้ำเสียงหวานหยดย้อยแต่ฟังดูเหมือนเสียงสยองขวัญในหนังผีสำหรับผม

ผมควรจะดีใจไหมที่อีฟไม่ได้ขี่รถมา แต่กำลังวิ่งตามผมด้วยความเร็วที่ทำให้ผมต้องกลับมาใช้เกียร์หมาอีกครั้ง

ผมกำลังจะบอกแมรี่ว่าอีกเดี๋ยวโทรกลับ แต่เธอก็พูดขึ้นเสียก่อน “คือ... ปกติแกก็ไม่ได้ดูเหมือนผู้ชายอยู่แล้วนะคลิฟ” อ้าว...? “แถมไอ้อีฟมันยังเคยชอบแกจริงๆ ด้วยอ่ะ” เอ่อ...? “เค้าก็เลยคิดว่า ถ้าเป็นแกล่ะก็ จะคบกับอีฟก็ได้นะ เค้าไม่ถือหรอก แต่เค้าสนับสนุนเต็มที่อ่ะ!

ว่า...! ยังไง...!! นะ...!!!

ผมรู้สึกว่า ผมยอมจบชีวิตใต้ฝ่าเท้าของแมรี่ ไม่ก็โดนอีฟชกจนจำหน้าไม่ได้ยังดีเสียกว่า เวลานี้ !!!

ผมวิ่งไปตามทางพร้อมกับมีเสียงหลอกหลอนมาจากด้านหลัง“คลิฟที่รักคร้าบบบ!!!

และผมก็ยังไม่ได้เก็บโทรศัพท์ เสียงที่หลอนไม่แพ้กันก็ดังเต็มหูข้างซ้าย “ยอมคบกับอีฟเถอะนะคลิฟจ๋า!

ก็บอกแล้วว่าอย่าเข้าใจผมผิดน่ะ! ฮือ!!!

จบ... บริบูรณ์..


ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Patt Dittaunlimith จากทั้งหมด 13 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

3 ความคิดเห็น

  1. #3 maymeew
    วันที่ 22 สิงหาคม 2559 / 18:02
    พลิกเลย ฮา สนุกดีจ้า สงสารคลิฟที่เป็นเหยื่อทั้งเรื่อง 55555
    #3
    2
    • ความเห็นย่อยนี้ถูกลบแล้ว :(
    • 9 ตุลาคม 2559 / 16:59
      ’•w•‘
      (จะพิมแค่นี้ไมมันยากส์จัง 555+)
      #3-2
  2. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  3. #1 NamoArpache (@NamoArpache) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 มกราคม 2559 / 22:56
    สงสารคลีฟจังเลยง่าา ฟองว่าคลีฟก๊เหมาะนะ 5555 แต่อดสงสารไม่ได้
    #1
    0