เมฆาสะท้านฟ้า

ตอนที่ 133 : ตอนที่132:เหตุการณ์ที่คล้ายๆกัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,221
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 458 ครั้ง
    23 ต.ค. 61

ในเวลาต่อมา หลังจากที่เสี่ยวหมิงเดินเข้ามายังเส้นทางที่2แล้ว  เขากลับรู้สึกแปลกประหลาดใจในสิ่งที่เห็น

 

เวลานี้ภาพตรงหน้าได้มีหญิงสาวผู้หนึ่งกับชายคนหนึ่งกำลังต่อสู้กันเกิดขึ้น  โดยที่ด้านข้างได้มีศพหญิงชายคู่หนึ่งที่ถูกเชือดที่ลำคอนอนอยู่ที่พิ้นพร้อมกับเลือดที่ใหลนองอยู่เต็มพื้นไปหมด

 

โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมันดูคล้ายๆกับหยางหยุนที่ถูกกลุ่มคนตระกูลชิงร่วมมือกันสังหารยังไงยังงั้น

 

เมื่อเห็นแบบนี้แล้ว   ด้วยความสงสัยว่าทำไมคนทั้ง2ถึงได้ต่อสู้กัน  เสี่ยวหมิงจึงปลดปล่อยสัมผัสวิญญาณออกไป

 

เพื่อตรวจสอบดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น พร้อมกับที่เขาค่อยๆเดินไปยังซอกของถ้ำที่เป็นช่องแคบ  ก่อนที่จะถึงห้องกว้างที่เวลานี้คนทั้ง2กำลังต่อสู้  เพื่อคอยมองดูว่าคนทั้ง2นั้นเป็นคนของตระกูลใด

 

“ซูฉิงเอ๋ย!   หากเจ้ายอมให้ข้าจับกลับไปยังตระกูลโดยดีแล้ว  บางทีข้าอาจจะขอร้องผู้อาวุโสสูงสุดที่2ปล่อยให้เจ้ายังมีชีวิตอยู่ต่อได้ แต่เจ้าจะต้องยอมมาเป็นภรรยาน้อยของข้า”ซูหมิงกล่าวพร้อมกับมองไปยังซูฉิงด้วยแววตาหื่นกระหาย

 

“เจ้าฝันไปเถอะว่าข้าจะยอมตกลงเป็นภรรยาน้อยของเจ้าเพื่อแลกกับการมีชีวิตอยู่  ต่อให้ข้าเหลือลมปราณเพียงน้อยนิด ข้าก็ขอสู้ตายกับพวกเจ้าดีกว่าถูกพวกเจ้าจับตัวกลับไปในตอนที่ยังมีลมหายใจอยู่”นางกล่าวพร้อมกับยกกระบี่ขึ้นมาป้องกันการโจมตีของซูหมิง  ที่เวลานี้กำลังโจมตีมาที่นางราวกับห่าฝน

 

เมื่อซูหมิงเห็นว่านางยังดื้อดึงที่จะต่อสู้โดยไม่ยอมจำนนอยู่อีก เขาจึงเพิ่มการโจมตีให้แรงขึ้นพร้อมกับใช้ออกด้วยเพลงกระบี่ประจำตระกูลซู

 

เกิดเป็นแสงสีฟ้าที่พุงลงมาจากบนผนังถ้ำราวกับห่าฝน  โจมตีไปที่ร่างกายของซูฉิง ทำให้นางเพียงแค่ยกกระบี่ขึ้นมาปัดป้องได้เพียงเท่านั้น

 

“ฮ่าๆๆ!! ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง ขอเพียงแค่เจ้าตอบตกลงที่จะเป็นภรรยาน้อยของข้าแล้ว ข้ายินดีที่จะหยุดมือ พร้อมกับมอบยารักษาอาการบาดเจ็บให้กับเจ้าอีกด้วย”เขากล่าวพร้อมกับมองไปยังซูฉิงด้วยแววตาที่หื่นกระหายมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

 

“จะฆ่าก็ให้รีบทำ อย่ามัวเสียเวลากล่าววาจาน่ารังเกียจ     อยู่เลย  เพราะถึงยังไงข้าก็ไม่มีวันที่จะตอบตกลงเป็นภรรยาน้อยของเจ้า  ต่อให้ผู้ชายบนโลกนี้เหลือเพียงแค่เจ้าคนเดียวก็ตาม”นางกล่าวพร้อมกับพยายามป้องกันแสงกระบี่ที่กำลังโจมตีมาอย่างทุลักทุเล

 

พร้อมกับที่นางค่อยๆก้าวถอยหลังไปทีละก้าวๆเพื่อหลบวิถีกระบี่ของซูหมิง

 

“ดี!  ในเมื่อกล่าวดีๆแล้วเจ้าไม่ยอม  เช่นนั้นข้าจะสังหารเจ้าก่อน แล้วค่อยย่ำยีร่างเจ้าทีหลัง  จากนั้นข้าถึงค่อยนำร่างเจ้ากลับไปมอบให้กับผู้อาวุโสสูงสุดที่2เพื่อรับรางวัล” ซูหมิงกล่าวพลางเร่งใช้ออกด้วยเพลงกระบี่เคลื่อนเงาของตระกูลชุนกระบวนท่าที่2ในทันที  ครานี้ซูหมิงหวังที่จะสังหารซูฉิงในกระบวนท่านี้ขึ้นมาจริงๆ

 

เวลานี้แสงกระบี่ที่ถูกใช้ออกด้วยกระบวนท่าที่2ของเพลงกระบี่เคลื่อนเงา ได้พุ่งเข้าโจมตีซูฉิงอย่างรวดเร็ว โดยแต่ละเส้นแสงที่มีมากกว่า1,000เส้นได้โอบล้อมโจมตีเข้าที่ซูฉิงอย่างไม่หยุดยั้ง

 

เมื่อซูฉิงมองเห็นการโจมตีจากกระบวนท่านี้ของซูหมิงกำลังพุ่งเข้ามา  นางพลันรีดลมปราณเฮือกสุดท้ายออกมา พร้อมกับส่งเข้าสู่ตัวกระบี่แล้วใช้กระบี่ขึ้นมาป้องกันตัวเองจากแสงกระบี่ของซูหมิง

 

อย่างไรก็ตาม ด้วยลมปราณที่เหลือเพียงน้อยนิด มันไม่เพียงพอที่จะต้านทานการโจมตีของซูหมิงได้

 

ทำให้นางถูกแสงกระบี่ทะลุกลางลำตัวไปเกือบ10แผลจนร่างของนางล้มลงที่พื้น พร้อมกับที่เสื้อผ้าของนางนั้นขาดวิ่น ทำให้เห็นผิวขาวราวกับหยก รวมถึงส่วนเว้าส่วนโค้งที่น่าดึงดูด ของซูฉิงในทันที

 

แม้ว่านางจะถูกแสงกระบี่พุ่งทะลุร่างกายไปมากกว่า10แผล แต่โชคยังดีที่นางสามารถเลี่ยงจุดสำคัญของร่างกายได้ มันจึงทำให้นางยังมีชีวิตรอดจากการโจมตีในครั้งนี้ของซูหมิงได้

 

“ดูสิ ว่าผิวขาวเนียนข้องเจ้า มันน่าเสียดายขนาดไหนถ้าหากมันถูกแสงกระบี่ของข้าทำให้มีตำหนิเกิดขึ้นแล้ว”ซูหมิงกล่าวแล้วมองไปยังผิวอันเรียบเนียนของซูฉิงด้วยแววตาของพวกบ้าตัณหา   พร้อมกับซูหมิงค่อยๆเดินเข้าไปหาซูฉิงอย่างช้าๆ 

 

ขณะเดียวกันเมื่อซูฉิงเห็นว่าซูหมิงค่อยๆเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มที่กระเหี้ยนกระหือรือแล้ว นางถึงกับตัวสั่นพร้อมกับพยายามยกกระบี่ขึ้นมาเพื่อที่จะปลิดชีวิตของตนเอง

 

“โอ้ว!  ดูเหมือนว่าเจ้าจะดูออกแล้วสินะว่าเวลานี้ข้าต้องการที่จะทำอะไรกับร่างกายของเจ้ามากที่สุด   ใช่ก่อนหน้านี้ข้าอาจมีความคิดอยากที่จะย่ำยีร่างกายของเจ้าหลังจากที่ข้าสังหารเจ้า 

 

แต่มาตอนนี้ข้าเปลี่ยนใจแล้ว หลังจากที่ข้าได้เห็นผิวอันขาวเนียนของเจ้า  มันทำให้ข้าอยากที่จะสัมผัสและลิ้มลองรสชาติดูว่ามันมีความหอมหวานขนาดไหน  อีกทั้งมันคงจะดีไม่น้อยถ้าหากข้าได้เหห็นใบหน้าของเจ้าระหว่างที่ข้ากำลังลิ้มลอง”เขากล่าวพร้อมกับเลียริมฝีปาก 

 

อย่างไรก็ตามด้วยความพยายามอย่างที่สุดของนาง   กระบี่ที่พยายามยกขึ้นมาเพื่อปลิดชีพตนเองบัดนี้มันก็ได้จ่ออยู่ที่ลำคอของนางแล้ว  

 

เมื่อเห็นเช่นนั้นซูหมิงรีบพุ่งเข้าประชิดตัวนางพร้อมกับปัดกระบี่ของนางที่กำลังจะเชือดที่ลำคอทิ้งไปได้อย่างฉิวเฉียด

 

“คิดว่าข้าจะปล่อยให้เจ้าตายอย่างง่ายๆเช่นนั้นหรือ”เขากล่าวพลางจี้สกัดจุดทำให้ซูฉิงไม่สามารถขยับร่างกายตนเองได้ 

 

จากนั้นซูหมิงจึงค่อยๆถอดเสื้อผ้าที่สวมใส่ของซูฉิงอย่างช้าๆ  จนทำให้เขามองเห็นหัวไหล่อันเรียบเนียน  รวมถึงเนินอกที่ล้นชุดชั้นในออกมาจนปรากฏสู่สายตาของซูหมิง จนทำให้ท่อนล่างของเขารู้สึกตั้งชันขึ้นมา

 

แต่ในระหว่างที่ซูหมิงกำลังจะถอดผ้าที่ปกปิดท่อนล่างของซูฉิงออก ทันใดนั้นก็ได้มีปราณกระบี่สายหนึ่งวิ่งผ่านสายลมพุ่งมายังซูหมิงอย่างรวดเร็ว

 

“หือ!”   

 

ซูหมิงอุทานออกมาพร้อมกับกระโดดถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว  เมื่อตังหลักได้แล้ว เขาพลันปรากฏสีหน้าที่ตื่นตระหนกออกมา  เพราะหากเมื่อครู่นี้เขาช้าไปเพียงนิดเดียวแล้ว  เห็นทีว่าปราณกระบี่สายนั้นคงจะพุ่งทะลุหน้าอกตัดขั้วหัวใจของเขาไปอย่างแน่นอน

 

“ใครกันที่มันกล้าสอดมือเข้ามายุ่งเรื่องราวของตระกูลซู”เขากล่าวออกมาด้วยความโกรธ พร้อมกับมองไปยังต้นทางที่เขาสัมผัสได้ว่าปราณกระบี่พุ่งออกมา

 

เสี่ยวหมิงเดินออกมาจากช่องแคบอย่างช้าๆจนไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของซูฉิง  จากนั้นเขาก็ได้นำผ้าที่อยู่ในแหวนมิติออกมาคลุมร่างของนางเอาไว้

 

“อีกหน่อยก็จะกลายเป็นศพแล้ว  เจ้ายังจะอยากรู้ไปเพื่ออะไร”เขากล่าวแล้วเหลือบมองไปยังซูหมิงด้วยสายตาที่มองไปยังคนตาย

 

ก่อนหน้านี้ซูหมิงคิดว่าคนที่สอดมือเข้าช่วยเหลือซูฉิงนั้นน่าจะมีลมปราณอยู่ในขั้นวีรชนขั้นที่5เป็นอย่างน้อย เนื่องจากเขามองจากปราณกระบี่อันแหลมคมและแข็งแกร่งที่โจมตีมา

 

แต่เมื่อซูหมิงสัมผัสได้ว่า เสี่ยวหมิงที่ยื่นมือเข้ามาสอดเรื่องของตนเองนั้นมีลมปราณอยู่ในขั้นนภาขั้นที่9แล้ว  เขาจึงปราศจากความหวาดกลัวไปโดยทันที

 

“ช่างไม่เจียมตัวมีลมปราณเพียงขั้นนภาขั้นที่9 แต่กลับกล้าพูดจาโอ้อวดต่อหน้าข้าว่าสามารถสังหารชนชั้นลมปราณวีรชนขั้นที่2เช่นข้าได้

 

ดี! ในเมื่อเจ้าคิดว่าข้าคือคนที่ตายไปแล้ว เช่นนั้นข้าก็จะขอพิสูจน์ดูเสียหน่อยว่าเจ้าทำได้จริง หรือแค่โอ้อวดเพียงเพื่อโชว์สาวแค่นั้น”

 

กล่าวจบซูหมิงพลันใช้ออกด้วยเพลงกระบี่เคลื่อนเงากระบวนท่าที่2  โจมตีพันเงา ออกมาในทันที

 

เกิดเป็นแสงกระบี่นับพันสายตกลงมาจากผนังถ้ำ พุ่งลงมาราวกับห่าฝนโจมตีครอบคลุมไปทั่วบริเวณที่เสี่ยวหมิงยืนอยู่

 

เมื่อเห็นแสงกระบี่นับพันสายที่โจมตีมาราวกับห่าฝนของซูหมิงกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ๆแล้ว    เสี่ยวหมิงกลับยังมีสีหน้าที่เรียบเฉย แล้วมองไปยังซูหมิงด้วยสายตาที่ดูถูก

 

พร้อมกับที่เขาได้เร่งลมปราณจนถึงขีดสุด แล้วขับเคลื่อนสำนึกกระบี่ขั้นกลางหลอมรวมเข้ากับเจตจำนงค์แห่งกระบี่เต็ม10ส่วน  แล้วฟันกระบี่ออกไปติดๆกัน3ครั้ง

 

“ฟิ้ววว!!

 

เกิดเป็นปราณกระบี่อันแหลมคมและแข็งแกร่งขนาดใหญ่3สายวิ่งฝ่าสายลมเข้าไปปะทะกับแสงกระบี่นับพันที่กำลังโจมตีลงมา

 

และในชั่วพริบตาที่ปราณกระบี่ขนาดใหญ่ทั้ง3สายของเสี่ยวหมิงกำลังจะเข้าปะทะกับแสงกระบี่นับพันนั้น จู่ๆปราณกระบี่ขนาดใหญ่3สายได้แยกตัวออกเป็นปราณกระบี่ขนาดเล็กนับพันพุ่งเข้าประทะแสงกระบี่พร้อมๆกัน

 

“เป็นไปได้ยังไง!!” ซูหมิงร้องออกมาเสียงดัง พร้อมกับดวงตาเบิกโพรง เมื่อเห็นว่าจู่ๆปราณกระบี่ทั้ง3สายของเสี่ยวหมิงได้แยกตัวออกกลายเป็นปราณกระบี่นับพันพุ่งเข้าปะทะกับแสงกระบี่ของตนเองอย่างน่าไม่น่าเป็นไปได้

 

“ส้วบ!!

 

หลังจากที่เข้าปะทะกันแล้ว  ปราณกระบี่ของเสี่ยวหมิงสามารถทำลายแสงกระบี่ของซูหมิงได้อย่างง่ายดาย  โดยที่ยังมีปราณกระบี่ขนาดเล็กอีกกว่า5สายที่ไม่ได้สลายไปจากการเข้าปะทะ พุ่งโจมตีไปยังซูหมิง ที่กลางศีรษะ หน้าอกทั้งซ้ายขวา และกลางลำตัว

 

“นี่มัน!!

 

ซูหมิงร้องออกมาด้วยใบหน้าที่ตื่นตระหนก พร้อมกับที่เขาพยายามใช้ท่าก้าวเพื่อถอยหนี และพยายามใช้กระบี่ปัดป้องปราณกระบี่ที่กำลังพุ่งเข้ามา

 

แต่ในชั่วพริบตาที่ปราณกระบี่กำลังจะถึงตัวของซูหมิง  ปราณกระบี่ทั้ง5สายกลับเปลี่ยนทิศทางอย่างกระทันหัน  ทำให้ซูหมิงไม่สามารถที่จะป้องกันเอาไว้ได้

 

“ส้วบๆๆ!!

 

เวลานี้บริเวณดวงตาทั้ง2ข้าง กลางลำคอ และช่องท้องได้มีเหลือดใหลออกมาอย่างช้าๆ  พร้อมกับที่ร่างของซูหมิงค่อยๆล้มลงที่พื้นจบชีวิตลงในทันที

 

หลังจากที่จัดการกับซูหมิงเสร็จแล้ว เสี่ยวหมิงได้เดินไปทางที่ซูฉิงนั่ง อยู่  จากนั้นเขาก็ได้คลายจุดให้กับนางแล้วมอบยารักษาอาการบาดเจ็บให้

 

“อย่าพึ่งพูดอะไรตอนนี้  เจ้ารีบกินยาที่ข้ามอบให้เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บก่อน”เขากล่าวหลังจากที่เห็นว่าซูฉิงเหมือนต้องการที่จะกล่าวอะไรบางอย่างกับตนเอง

 

เมื่อได้ยินเสี่ยวหมิงกล่าวออกมาแบบนี้แล้ว ซูฉิงจึงรีบกินเม็ดยาแล้วนั่งปรับลมปราณเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บของตนเองทันที

 

จนเมื่อเวลาผ่านไป1ชั่วยาม ซูฉิงจึงสามารถรักษาอาการบาดเจ็บได้มากกว่า7ส่วนแล้ว  แต่เมื่อนางรีบจะลุกขึ้นยืนเพื่อขอบคุณเสี่ยวหมิงนั้น

 

นางกลับลืมไปว่าเวลานี้เสื้อที่ปกปิดส่วนบนของนางได้ถูกซูหมิงถอดทิ้งไปแล้ว  และเมื่อนางลุกขึ้นยืน ผ้าที่เสี่ยวหมิงใช้คลุมร่างนางนั้นได้ตกลงมาอยู่ที่พื้นแล้ว

 

ทำให้เวลานี้ท่อนบนของนางเหลือเพียงแค่ชุดชั้นในที่เผยเนินอกอันอวบอิ่มของนางปรากฏสู่สายตาของเสี่ยวหมิงเข้า

 

“เอ่อ….ข้าว่าเจ้ารีบเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะดีกว่านะ จากนั้นเราถึงค่อยมานั่งคุยกัน”เขากล่าวพร้อมกับรีบหันหน้าหนีด้วยความเขินอายในทันที

 

เมื่อได้ยินเสี่ยวหมิงกล่าว นางถึงกลับนึกขึ้นได้ว่าร่างกายส่วนบนของนางเปลือยล่อนจ้อนต่อหน้าเสี่ยวหมิง  โดยมีเพียงแค่ชุดชั้นในปิดกั้นเอาไว้แค่นั้น  ทำให้นางรีบดึงผ้าที่เสี่ยวหมิงคลุมร่างให้ในตอนแรกขึ้นมาคลุมร่างเอาไว้  แล้วรีบวิ่งไปยังมุมของถ้ำที่เป็นซอกเหลือบเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยใบหน้าที่แดงจากความเขินอาย

 

หลังจากที่ซูฉิงเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ของนางเรียบร้อยแล้ว นางจึงรีบเดินเข้ามาหาเสี่ยวหมิงแล้วกล่าวว่า

 

“ขอบคุณเจ้ามากที่ยื่นมือช่วยชีวิตและศักดิ์ศรีของ้ขาไม่ให้ถูกไอ้เจ้าชั่วช้าเลวทรามซูหมิงย่ำยี” พร้อมกับโค้งคาราวะ โดยที่ใบหน้าของนางยังแดงอยู่

 

“มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เมื่อเห็นผู้หญิงถูกคนชั่วย่ำยีแล้ว ข้าเป็นต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือไปซะทุกที เจ้าไม่ต้องกล่าวขอบคงขอบคุณอะไรข้าหรอก”พร้อมกับยกมือขึ้นมาเกาที่ศีรษะ

 

“เอ่อจริงสิเจ้าพอจะบอกข้าได้หรือไม่ว่า เพราะอะไรเจ้าซูหมิงนั่นถึงต้องการจับตัวเจ้าไปมอบให้กับผู้อาวุโสสูงสุดที่2ด้วย?”เขากล่าวถามพร้อมกับขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

 

เมื่อได้ยินเสี่ยวหมิงกล่าว  ซูแงถึงกลับปรากฏสีหน้าที่เศร้าโศกขึ้นมาในทันที   

 

โดยปกติแล้วซูฉิงไม่ต้องการเล่าเรื่องราวอันเจ็บปวดที่นางกำลังได้รับอยู่ในขณะนี้ออกมา  แต่ในเมื่อเสี่ยวหมิงที่เป็นผู้ช่วยชีวิตของตนเองอยากรู้แล้ว นางจึงตัดสินใจที่จะเล่ามันออกมา  ถือซะว่าเป็นการตอบแทนเล็กๆน้อยๆที่นางสามารถทำให้ได้ในตอนนี้

 

ซูฉิงเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดออกมา โดยใช้เวลาไปกว่าครึ่งชั่วยามจึงแล้วเสร็จ ซึ่งหลังจากที่เสี่ยวหมิงได้ฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้ว

 

เสี่ยวหมิงกลับรู้สึกแปลกประหลาดใจขึ้นมาในทันที  เพราะจากที่ฟังนั้น มันเหมือนกับว่าทั้งตระกูลซูและตระกูลหยางกับมีสหายที่ใว้ใจได้ของบิดา ถูกเล่นงานและถูกจองจำเอาไว้ในตระกูล  อีกทั้งยังถูกใส่ร้ายป้ายสีไปต่างๆนาๆอีกด้วย

 

จนเสี่ยวหมิงอดที่จะคิดไม่ได้ว่า ในตระกูลเซียวนั้นยังมีสหายของบิดาถูกจองจำเอาไว้ในตระกูลอีกหรือไม่





อ่านแล้วถูกใจอย่าลืมคอมเมนต์และกดให้กำลังใจด้วยเน้อ
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 458 ครั้ง

1,845 ความคิดเห็น

  1. #1440 yukai (@yukai) (จากตอนที่ 133)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2561 / 15:00

    ขอบคุณ
    #1440
    0
  2. #1439 suwitnaja555 (@suwitnaja555) (จากตอนที่ 133)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2561 / 13:22

    รอๆๆครับสนุกๆๆๆ

    #1439
    0
  3. #1438 •นิลกาฬ• (@junkskidz) (จากตอนที่ 133)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2561 / 10:48
    อันนี้งงนิดหน่อย หากไม่เสี่ยวหมิง ห้องนี้มีคนทั้งหมดกี่คนฮะ
    เป็นศพไปแล้วหนึ่งคู่(ชายหญิงโดนเชือดคอ)
    กำลังสู้กันอยู่สี่คน(รวมคู่ซูฉิงด้วยป่าว?)
    เสี่ยวหมิงช่วยซูฉิง แล้วอีกสองคนที่สู้กันอยู่ล่ะ เห็นเสี่ยวหมิงนั่งคุยกันสบายใจเลย
    #1438
    1
    • #1438-1 Djdy1730 (@Djdy1730) (จากตอนที่ 133)
      22 ตุลาคม 2561 / 12:38
      ในทางเส้นที่2มีอยู่สี่คนแบ่งเป็นซูฉิง1ซูหมิง3​ ชายหญิง2คนถูกซูฉิงฆ่านอนตายอยู่ที่พื้นไปก่อนแล้ว​ ตอนที่เสี่ยวหมิงเข้าไปพบจึงเหลือแค่2เท่านั้นครับ
      #1438-1
  4. #1436 Tumbabycorn (@Tumbabycorn) (จากตอนที่ 133)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2561 / 05:28
    จะฮาเร็มมั้ยนะ ๕๕๕
    #1436
    1
  5. #1435 moobiin_za (@moobiin_za) (จากตอนที่ 133)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2561 / 03:20
    ไม่รู้จะเม้นไรดี
    #1435
    0
  6. #1433 joelamtan (@joelamtan) (จากตอนที่ 133)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2561 / 00:27
    ขอบคุณครับ
    #1433
    0