เมฆาสะท้านฟ้า

ตอนที่ 43 : มุ่งหน้ากลับสู่ตระกูลไป๋

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10,234
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 696 ครั้ง
    21 เม.ย. 61


“เจตจำนงค์แห่งกระบี่!!” ไป๋หยุนอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง เขาคิดขึ้นมาถึงเรื่องก่อนหน้านี้ที่เคยได้ยินผู้นำตระกูลหวงเล่าให้ฟังถึงวิถีแห่งกระบี่สูงสุดที่เหล่าผู้ฝึกฝนในทางกระบี่นั้นต่างไฝ่ฝันที่อยากจะเรียนรู้และฝึกฝนให้สำเร็จ สิ่งนี้มันถูกเรียกว่า


**เจตจำนงค์แห่งกระบี่**  ซึ่งคือวิถีกระบี่อันสูงสุด


แล้วนายน้อยที่อยู่ตรงหน้าเขานั้นอายุเพียง13-14ปีเท่านั้นแต่กลับฝึกฝนเจตจำนงค์แห่งกระบี่ ซึ่งคือวิถีกระบี่อันสูงสุดสำเร็จ นี่คือปีศาจชัดๆ

 

“ข้าน้อนยินดีด้วยกับนายน้อยที่ฝึกฝนเจตจำนงค์แห่งกระบี่ ซึ่งคือวิถีกระบี่อันสูงสุดสำเร็จขอรับ”

 

ไป๋หยุนกล่าวออกมาด้วยความตื่นเต้นเพราะเขาได้รับหน้าที่คอยปกป้องเสี่ยวหมิงตามคำสั่งของนายหญิงทำให้เขามีโอกาสได้เห็นความก้าวหน้าในทักษะยุทธของเสี่ยวหมิงที่สามารถสั่นสะเทือนไปทั่วทั้ง5ทวีปนี้ได้ขอเพียงแค่เสี่ยวหมิงมีเวลาในการฝึกฝนเท่านั้น 5ปีหรือ10ปี เมื่อเวลานั้นมาถึงเสี่ยวหมิงคงเหมือนกับมังกรที่ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าโดยที่ไม่มีอัจฉริยะคนไหนที่สามารถจะเปรียบเทียบกับเสี่ยวหมิงได้

 

“แล้วการบ่มเพาะของท่านอาไป๋หยุนและพวกเขาทั้งสองเป็นเช่นไรบ้างขอรับ?”เสี่ยวหมิงเอ่ยถาม

 

“ข้าน้อยต้องขอขอบคุณนายน้อยมากขอรับที่มอบผลึกลมปราณให้กับข้าและพวกเขาทั้งคน เวลานี้ข้ามีลมปราณขั้นวีรชนขั้นที่9เพิ่มขึ้นมา2ขั้นแล้วขอรับหลังจากที่ใช้ผลึกลมปราณไปแล้ว1ก้อนกับอีก5ส่วนของก้อนที่2ข้าน้อยคิดว่าถ้าข้าน้อยมีเวลาอย่างน้อย6เดือนข้าน้อยคิดว่าคงสามารถเลื่อนขั้นไปยังขั้นนักพรตได้เลยขอรับนายน้อย” 

 

“ส่วนอาเล่ยและซิวอู๋นั้นต่างก็มีลมปราณขั้นแก่นกำเนิดขั้นที่3แล้วจากที่ก่อนหน้านี้อยู่ที่ขั้นหลอมรวมขั้นที่5เลื่อนขึ้นมาถึง7ขั้นเลยขอรับ หลังจากที่ใช้ผลึกลมปราณไปเพียง2ก้อนเท่านั้นขอรับ”ไป๋หยุนกล่าวตอบ

 

“วิเศษมาก!!ท่านอาไป๋หยุนและพวกเจ้าทั้งสองไม่ทำให้ข้าผิดหวังเลยจริงๆ”เสี่ยวหมิงกล่าวออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม 

 

อาเล่ยและซิวอู่นั้นพึ่งจะอายุแค่12-13ปีเท่านั้นกลับมีลมปราณขั้นแก่นกำเนิดขั้นที่3แล้ว ถ้าหากเทียบกับทั้ง5ทวีปนี้แล้วถือว่าเป็นอัจฉริยะที่โดดเด่นติด1ใน10เลยก็ว่าได้ แต่สำหรับเสี่ยวหมิงในเวลานี้นั้นได้ไปใกลเกินกว่าเหล่าอัจฉริยะของทั่วทั้ง5ทวีปนี้จะสามารถเปรียบเทียบกับเขาได้

 

“ข้าน้อยว่าพวกเรารีบออกเดินทางกลับไปที่ตระกูลไป๋ดีกว่าขอรับ เมื่อไปถึงในเมืองแล้วข้าน้อยอยากจะแวะไปกินอาหารที่ห้องอาหารลั่วหลงเหวินก่อนน่ะขอรับ” เสี่ยวหมิงเอ่ยกับอาวุโสไป๋หยุน

 

“ถ้าเช่นนั้นพวกเรารีบออกจากที่นี่กันเถอะขอรับ”ไป๋หยุนกล่าว

 

  ณ ตระกูลไป๋ในห้องโถงของตึกใหญ่

 

เวลานี้ได้เกิดเรื่องยินดีขึ้น ไป๋เตียว(เงาที่1)สามารถเลื่อนจากลมปราณวีรชนขั้นที่9ไปยังขั้นนักพรตขั้นที่1ขั้นต่ำได้แล้ว

 

       “ยินดีด้วยนะท่านไป๋เตียวที่สามารถเลื่อนลมปราณไปขั้นนักพรตขั้นที่1ขั้นต่ำได้แล้ว”เสี่ยวมินกล่าวยินดีกับไป๋เตียว

 

“ที่ข้าน้อยสามารถเลื่อนไปขั้นนักพรตได้ ต้องขอขอบคุณนายหญิงที่มอบเม็ดยาเพิ่มลมปราณชั้นสูงและทรัพยากรต่างๆให้ข้าน้อยมากกว่าขอรับ” ไป๋เตียวกล่าวพร้อมกับโค้งคำนับด้วยความขอบคุณ ท่ามกลางความยินดีของเหล่าเงาทั้ง4ที่อยู่ในห้องนี้ที่โค้งคำนับเสี่ยวมินเช่นกัน

 

“นั่นมันเป้นสิ่งที่เราสมควรมอบให้กับพวกท่านทุกคนอยู่แล้ว เพื่อตอบแทนสำหรับการปกป้องดูแลตระกูลหวงมาจนถึงตระกูลไป๋นี้ ถ้าหากไม่มีพวกท่านทุกคนแล้ว เราก็ไม่รู้ว่าจะสามารถมาถึงขนาดนี้ได้อย่างไร เราขอขอบคุณพวกท่านทุกคนเช่นกัน”เสี่ยวมินกล่าวเสร้จแล้วโค้งคำนับต่อทั้ง5คนเช่นกัน

 

 “นายหญิงอย่าทำเช่นนี้เลยขอรับ พวกเราทุกคนไม่กล้ารับคำขอบคุณของนายหญิงหรอกขอรับ ถ้าหากพวกเราทั้ง6คนไม่ได้พบกับนายท่านแล้ว(พ่อเสี่ยวหมิง)พวกเราคงไม่มีโอกาสที่จะได้ฝึกฝนมาจนถึงขั้นนี้เลย ถึงแม้ว่าพวกเราทั้ง6คนจะช่วยเหลือดูแลปกป้องตระกูลหวงมาจนมาถึงตระกูลไป๋แล้วนั้น มันกับไม่สามารถเปรียบเทียบกับสิ่งที่นายท่านและนายหญิงที่มอบชีวิตใหม่ให้กับพวกเราทั้ง6คนพร้อมทั้งมอบโอกาสในการฝึกยุทธให้กับพวกเราจนสามารถมีทุกวันนี้ได้  ถ้าหากวัดจากสิ่งที่พวกเราได้รับแล้วเรื่องที่พวกเราทั้ง6ทำอยู่ตอนนี้มันเพียงแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้นเองขอรับ เพราะอย่างนั้นพวกเราจึงไม่กล้ารับคำขอบคุณจากนายหญิงหรอกขอรับ”

 

“เฮ้อ!! ถ้าหากพวกท่านทั้งหมดคิดเช่นนี้แล้วเรื่องนี้ก็ช่างมันเถอะ แล้วเรื่องของรุ่นเยาว์ในตระกูลที่จะเข้าร่วมการประลองเพื่อหาสุดยอดรุ่นเยาว์ของเมืองต้าชิงแห่งนี้เป็นเช่นไรบ้าง?

 

“รุ่นเยาว์9คนที่ถูกคัดเลือกเข้ามาแทนกลุมก่อนหน้านี้ที่ถูกนายน้อยสั่งสอนไปเวลานี้กำลังเก็บตัวบ่มเพาะลมปราณอยู่ขอรับ ซึ่งข้าน้อยคิดว่าคงจะออกมาจากห้องฝึกฝนในอีกครึ่งเดือนนี้ขอรับ”ไป๋เตียวกล่าว

 

“ถ้าเช่นนั้นเราก็ฝากเรื่องนี้ใว้กับพวกท่านทั้ง5คนด้วยแล้วกัน”เสี่ยวมิน กล่าว

 

“ขอรับนายหญิง!!”ไป๋เตียวกล่าวพร้อมกับหายอกไปจากห้องรวมถึงอีก4คนก็หายตัวออกไปจากห้องนี้เช่นกัน

 

หลังจากที่เหลือเพียงเสี่ยวมินอยู่ในห้องโถงคนเดียวแล้ว นางกลับนึกถึงเสี่ยวหมิงแล้วเอ่ยขึ้นมา

 

“แม่หวังว่าลูกจะฝึกฝนเสร็จและกลับมาทันการประลองนี้นะ”

 

 ทางด้านของเสี่ยวหมิงตอนนี้นั้นไดมาถึงหน้าประตูเมืองต้าชิงแล้วหลังจากที่ใช้เวลาในการเดินทางไป1ชั่วยามเท่านั้น ขณะนั้นเสี่ยวหมิงได้เอ่ยขึ้น

 

“ข้าน้อยว่าพวกเราเดินเล่นในเมืองดูหน่อยดีกว่านะขอรับคงใช้เวลาไม่นานพวกเราคงไปถึงห้องอาหาร ลั่วหลงเหวินก่อนยามเที่ยงแน่”

 

“ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็เอาตามที่นายน้อยกล่าวเลยขอรับ”ไป๋หยุนกล่าว

 

เมื่อกลุมของเสี่ยวหมิงกำลังจะเดินเข้าไปในเมืองได้มีเสียงเรียกของยามหน้าประตูเอ่ยขึ้นพร้อมกับมายืยขวางทางของกลุ่มเสี่ยวหมิง

 

   “เดี๋ยวก่อนจ่ายมา4เหรียญทองสำหรับค่าเข้าเมืองถ้าหากไม่ยอมจ่ายพวกแกก็เดินกลับออกไป”ยามคนนั้นกล่าวพร้อมกับมายืนขวางทางของกลุ่มเสี่ยวหมิง

 

หลังจากที่ไป๋หยุนได้ยินถึงสิ่งที่ยามได้เอ่ยขึ้นถึงกลับโกรธและขยับตัวเตรียมที่จะเข้าไปสั่งสอนยามคนนั้นแต่กลับถูกเสี่ยวหมิงยกแขนขึ้นมาห้ามเอาใว้พร้อมกับส่ายหน้าบ่งบอกว่าห้ามทำอะไร จากนั้นเสี่ยวหมิงจึงหยิบเอาเหรียญทองออกมาจากแหวนมิติ4เหรียญให้กับยามคนนั้นแล้วเอ่ยขึ้น

 

“พวกข้าทั้ง4คนเข้าไปในเมืองได้แล้วใช่ไหมขอรับ”เสี่ยวหมิงกล่าว

 

“หวังว่าพวกเจ้าคงจะไม่ก่อเรื่องอะไรขึ้นในเมืองนี้นะ”ยามคนนั้นกล่าวพร้อมกับมองไปยังแหวนมิติของเสี่ยวหมิงด้วยความโลภ     


ในขณะนี้เสี่ยวหมิงไม่มีมาดของคุณชายอยู่เลยรวมถึงทั้งสามคนเช่นกัน เสื้อผ้า  ที่แต่ละคนสวมอยู่นั้นเป็นเสื้อผ้าธรรมดาที่พวกเขาได้เตรียมเอาใว้สำหรับใช้ฝึกฝนเท่านั้น จึงทำให้ยามคิดว่าเป็นพวกชาวยุทธที่มาจากเมืองอื่นเท่านั้น

 

หลังจากที่กลุ่มของเสี่ยวหมิงเข้ามาในเมืองแล้วอาวุโสไป๋หยุนได้เอ่ยถามเสี่ยวหมิงออกมาด้วยความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องก่อนหน้านี้

 

“ทำไมนายน้อยถึงห้ามให้ข้าสั่งสอนเจ้ายามคนนั้นแต่กลับจ่ายเงินให้มันแทนหล่ะขอรับ”

 

  “ข้าน้อยไม่อยากเสียเวลากับเรื่องพวกนี้ให้ๆพวกมันไปเถอะถือซะว่าทำบุญไปก็แล้วกันขอรับท่านอาไป๋หยุน”

 

เมื่อไป๋หยุนได้ยินเสี่ยวหมิงตอบจึงได้เข้าใจและไม่กล่าวอะไรออกมาอีกพร้อมกับเดินตามเสี่ยวหมิงที่ในเวลานี้กำลังเดินไปทางที่สินค้าวางขายตามแผงในเมืองแห่งนี้

 

ในเวลานี้นั้นในเมืองต้าชิงมีผู้คนพลุ้งพล่านมากกว่าปกติเพราะแต่ละตระกูลรวมถึงตระกูลเล็กๆที่อยู่ตามนอกเมืองหรือกลุ่มชาวยุทธที่อยู่ตามหุบเขาต่างมาก่อนเวลาเพื่อเตรียมตัวสำหรับการประลองที่กำลังจะมีขึ้นในอีก2เดือนข้างหน้านี้จึงทำให้มีผู้คนมากมายอยู่ในเมืองต้าชิงแห่งนี้

 

เสี่ยวหมิงเดินดูสินค้าที่วางอยู่ตามแผงจนหมดแต่กลับไม่มีสิ่งใหนถูกใจเขาเลยจนเสี่ยวหมิงเดินไปถึงแผงสุดท้ายที่มีชายอายุประมาณ43ปีเป็นเจ้าของแผงจึงสะดุดกับปิ่นปักผมหยกที่มีลวดลายมังกรและหงษ์ตัวเล็กๆแกะสลักอยู่เขาคิดว่าปิ่นปักผมหยกลวดลายมังกรและหงษ์ชิ้นนี้ดูเหมาะกับซิวเอ๋ออย่างมาก   เสี่ยวหมิงจึงเอ่ยถามราคาขึ้น

 

“ปิ่นปักผมชิ้นนี้ราคาเท่าไหร่หรือขอรับท่านอา?”เสี่ยวหมิงกล่าวพร้อมกับชี้ไปที่ปิ่นปักผม

 

  “ปิ่นปักผมชิ้นนี้ราคา25เหรียญทองน่ะหนุ่มน้อย”พ่อค้าเจ้าของแผงเอ่ยขึ้น

 

    “ถ้าเช่นนั้นข้าน้อยขอซื้อปิ่นปักผมชิ้นนี้ขอรับ”เสี่ยวหมิงกล่าวพร้อมกับหยิบเหรียญทองในแหวนมิติจ่ายให้กับพ่อค้าไป

 

แต่ในระหว่างนั้นกลับมีเสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าแผง

 

“เดี๋ยวก่อนท่านน้า!! ข้าให้ราคาปิ่นปักผมชิ้นนี้50เหรียญทองมากกว่าราคาของน้องชายคนนี้ ท่านขายให้กับข้าที่ให้ราคาสูงกว่า2เท่าดีกว่านะ”    


ชายหนุ่มที่อายุประมาณ16ปีเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มเหมือนการดูถูกไปทางเสี่ยวหมิงที่ยื่นเงิน25เหรียญทองให้กับพ่อค้าอยู่

 

เมื่อเสี่ยวหมิงได้ยินคำกล่าวของชายหนุ่มคนนั้นที่กำลังแสดงกิริยาดูถูกเขาแล้ว เขากลับสงบนิ่งไม่สนใจที่กิริยาของชายหนุ่มคนนั้นแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงธรรมดาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

“ขอโทษนะพี่ชาย!! ข้าไม่เคยเห็นการกระทำที่ไร้ยางอายเช่นนี้เลย ในเมื่อข้าเห็นปิ่นปักผมชิ้นนี้เป็นคนแรกและตกลงจ่ายเงินกับพ่อค้าแล้ว คนที่มาทีหลังไม่มีสิทธที่จะทำเช่นนี้ ซึ่งข้าคิดว่าการที่ท่านทำเช่นนี้นั้นเปรียบเสมือนว่าไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนจากผู่ใหญ่มาเลย จึงแสดงกิริยาที่ไร้ยางอายออกมาเช่นนี้ได้”เสี่ยวหมิงกล่าวพร้อมกับส่ายหน้าแล้วทำหน้าตาเฉยๆเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

“น้องชายพูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนะ เรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครมาก่อนมาหลังแต่ขึ้นอยู่กับพ่อค้าที่เป้นคนตัดสินใจว่าจะขายให้ใครมากกว่านะ ถูกไหมท่านน้า?”ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับเก็บอาการไม่พอใจที่เสี่ยวหมิงกล่าวมาก่อนหน้านี้

 

เมื่อเสี่ยวหมิงเหลียวมองไปยังพ่อค้าที่ขณะนี้กำลังแสดงสีหน้าลำบากใจอยู่เขาไม่อยากบังคับพ่อค้าเพราะถ้าหากเป็นเขาเองที่เป็นคนขายปิ่นปักผมชิ้นนี้แล้วก็คงอยากได้ราคาที่สูงเช่นกันเมื่อเห็นดังนั้นแล้วเสี่ยวหมิงจึงกล่าวขึ้น

 

   “ไม่เป็นไรหรอกท่านน้าท่านขายให้พี่ชายคนนี้เถอะข้าไม่ต้องการปิ่นปักผมชิ้นนี้แล้ว” เสี่ยวหมิงกล่าวพร้อมกับเดินออกจากร้านไปโดยที่ไม่หันมามองทางชายหนุ่มคนนั้นที่ขณะนี้กำลังยิ้มอย่างดูถูกแล้วมองมาทาง  เสี่ยวหมิงที่ตอนนี้ได้เดินจากไปเหมือนว่าครั้งนี้เขาคือผู้ชนะ

 

เสี่ยวหมิงเดินออกมาจากร้านได้ไม่ใกลอาเล่ยจึงได้เอ่ยถามขึ้นว่า

 

“ทำไมนายน้อยถึงปล่อยให้เจ้านั่นมันได้ปิ่นปักผมชิ้นนี้ไปหล่ะขอรับ”

 

“อาเล่ยเจ้าจงจำคำพูดของข้าใว้ให้ดีนะ ถ้าหากว่าข้าเป็นพ่อค้าที่ขายปิ่นปักผมชิ้นนั้นแล้วข้าก็คงอยากที่จะขายให้ได้ราคาที่สูงที่สุด ซึ่งเราไม่สามารถไปบังคับให้เขาทำตามความถูกต้องได้ เพราะนี่มันเป็นสัจธรรมของโลกใบนี้อยู่แล้ว ที่คนเราทุกคนก็ต้องมีความโลภในเงินทองกันทุกคนไม่เว้นแม้กระทั่งข้าด้วยเช่นกัน แต่ข้าจะไม่ทำเช่นชายคนนั้นทำเพราะถือว่าเป็นกิริยาที่น่ารังเกียจสำหรับข้าแล้ว”

 

“ข้าจะจดจำคำพูดของนายน้อยใว้และจะไม่ทำตัวแบบชายคนนั้นขอรับ”อาเล่ยกล่าว

 

            ผ่านไปครึ่งชั่วยามกลุ่มของเสี่ยวหมิงเดินมาถึงหน้าห้องอาหาร ลั่วหลงเหวิน เสี่ยวหมิงได้เจอกับชายหนุ่มคนนั้นที่ขณะนี้ได้มาพร้อมกับหญิงสาวและผู้ติดตามอีก2คนกำลังคุยกับผู้จัดการของห้องอาหารเรื่องห้องV.I.P. ที่เหลืออยู่1ห้องในราคา200เหรียญทองหรือ2ทองคำขาว

 

“ข้าตกลงเอาห้องV.I.P. นี้นะผู้จัดการ”ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับหยิบเหรียญทองคำขาวออกมา2เหรียญแล้วยื่นให้กับผู้จัดการของห้องอาหาร ในขณะนั้นได้มีเสียงเอ่ยขึ้นมาว่า

 

 “ช้าก่อนขอรับ!! ข้าจ่ายให้4เหรียญทองคำขาวเลยสำหรับห้องV.I.P.นี้ท่านยกห้องนี้ให้ข้าเถอะขอรับ”


พร้อมกับที่กลุ่มของชายหนุ่มคนนั้นหันหลังกลับไปมองตามเสียงที่ได้ยินพร้อมกับแสดงสีหน้าที่ประหลาดใจ

 


          ฝากกดแชร์และติดตามนิยายเรื่องนี้ด้วยนะขอรับ

ข้าน้อยขอพักสมองซัก2วันนะขอรับ แต่ถ้าหากรู้สึกว่าสมองใหลลื่นแล้วอาจลงให้ต่อเลยนะขอรับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 696 ครั้ง

1,845 ความคิดเห็น

  1. #1282 Wongyai123 (@Wongyai123) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 15 กันยายน 2561 / 16:51
    อ้าวไหนบอกไม่ทำไงไม่ทันไรก็คืนคำสะแล้ว
    #1282
    0
  2. #817 อาริกาโตะ Yass (@Chai996) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2561 / 20:07
    555​ เอาคืน
    #817
    0
  3. #180 Away2016 (@Away2016) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 22 เมษายน 2561 / 08:40
    ไม่โกรธเลยแต่ต้องแก้แค้น
    #180
    1
    • #180-1 Djdy1730 (@Djdy1730) (จากตอนที่ 43)
      24 เมษายน 2561 / 00:44
      ไช่ครับแก้แค้น ฆ่ามานนนน
      #180-1
  4. #173 chartres1747 (@chartres1747) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 21 เมษายน 2561 / 13:11
    สั่งสอนมัน
    #173
    1
    • #173-1 Djdy1730 (@Djdy1730) (จากตอนที่ 43)
      22 เมษายน 2561 / 01:26
      ใจเย็นๆก่อนครับเดี๋ยวจัดแน่
      #173-1
  5. #172 joelamtan (@joelamtan) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 21 เมษายน 2561 / 08:30
    ขอบคุณครับ
    #172
    2
    • #172-1 Djdy1730 (@Djdy1730) (จากตอนที่ 43)
      22 เมษายน 2561 / 01:26
      ขอบคุณเช่นกันครับ
      #172-1
    • #172-2 Djdy1730 (@Djdy1730) (จากตอนที่ 43)
      22 เมษายน 2561 / 01:26
      ขอบคุณเช่นกันครับ
      #172-2
  6. วันที่ 21 เมษายน 2561 / 06:03
    มีตายอน่ๆ
    #171
    1
    • #171-1 Djdy1730 (@Djdy1730) (จากตอนที่ 43)
      22 เมษายน 2561 / 01:26
      ยังก่อนครับรออีกหน่อย
      #171-1
  7. #170 Reezas (@Reezas) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 21 เมษายน 2561 / 04:51
    ขอบคุณครับ
    #170
    1
    • #170-1 Djdy1730 (@Djdy1730) (จากตอนที่ 43)
      22 เมษายน 2561 / 01:25
      ขอบคุณเช่นกันครับ
      #170-1
  8. #169 KIZUkinada (@Haruhi13) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 21 เมษายน 2561 / 03:11
    ไปบวชไม่คุนชาย จิตใจช่างดีงาม กว่าพระอีก
    #169
    1
    • #169-1 Djdy1730 (@Djdy1730) (จากตอนที่ 43)
      22 เมษายน 2561 / 01:25
      รอดูตอนต่อไปครับ
      #169-1