เมฆาสะท้านฟ้า

ตอนที่ 83 : ตอนที่82:กลับตระกูลไป๋

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,467
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 656 ครั้ง
    10 ก.ค. 61

เสี่ยวหมิงใช้เวลาอยู่หลังประตูหินเพื่อฝึกฝนในวิถีปรุงยาไปถึง7เดือนจนเสี่ยวหมิงสามารถปรับแต่งเม็ดยาระดับ4ได้มากกว่า30ชนิดรวมถึงปรับแต่งเม็ดยาระดับ5ได้มากว่า10ชนิดแล้วและที่สำคัญเม็ดยาทั้งหมดนั้นมีความบริสุทธิถึง8ส่วนขึ้นไปเป็นอย่างน้อยอีกด้วย เรียกได้ว่านักโอสถขั้นผู้ปกครองที่เก่งๆส่วนใหญ่คงจะไม่สามารถที่จะปรับแต่งเม็ดยาให้มีความบริสุทธิถึง8ส่วนได้หมดทุกเม็ดเหมือนกับเสี่ยวหมิงได้เลย มากที่สุดคงจะมีเพียงแค่10ใน100เม็ดเท่านั้น

 

ส่วนเรื่องการฝึกฝนนั้นเสี่ยวหมิงสามารถฝึกฝนทักษะควบคุมสัมผัสวิญญาณจนสามารถสำเร็จขั้นกลางได้แล้วพร้อมกันนั้นเสี่ยวหมิงยังสามารถบ่มเพาะลมปราณจนตัดผ่านจากขั้นนภาที่6ไปยังขั้นนภาขั้นที่7พร้อมกับปรับลมปราณในตันเถียนจนมั่งคงและเสถียรจนสำเร็จได้อีกด้วยแทบจะเรียกได้ว่าการเข้ามาสำรวจถ้ำโบราณในครั้ลนี้นั้นเสี่ยวหมิงเป็นคนที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดก็ว่าได้

 

ดูเหมือนว่าข้าคงจะต้องออกไปจากห้องนี้ก่อนกำหนดไว้สินะ

 

เสี่ยวหมิงกล่าวพึมพำออกมาพร้อมกับมองไปยังของทุกสิ่งที่อยู่ในห้องนี้ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพร โอสถต่างๆ รวมถึงกล่องหยกที่มีเม็ดยาล้ำค่าต่างๆที่อยู่ในห้อง    ทั้งหมดต่างก็ถูกเสี่ยวหมิงเก็บเข้ามาอยู่ในแหวนมิติจนทำให้ในห้องนั้นว่างเปล่าไปเลยทันที

 

พร้อมกันนั้นเสี่ยวหมิงจึงได้รีบเปิดประตูหินแล้วพบว่าไป๋หยุนนั้นได้ลืมตาขึ้นมาพอดีกับที่เสี่ยวหมิงก้าวออกมาจากประตูหิน เมื่อเสี่ยวหมิงสัมผัสได้ถึงลมปราณของไป๋หยุนที่เปลี่ยนแปลงเป็นแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมจึงได้กล่าวว่า

 

ยินดีด้วยขอรับท่านอาไป๋หยุนที่สามารถตัดผ่านไปยังขั้นนักพรตขั้นที่1ขั้นกลางได้เสี่ยวหมิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม

 

ต้องขอบคุณนายน้อยที่มอบผลึกลมปราณเพิ่มให้ข้าน้อยอีก2ก้อนจนข้าน้อยสามารถตัดผ่านมาได้ในที่สุด เพราะถ้าหากว่าไม่ได้เป็นเพราะนายน้อยที่มอบผลึกลมปราณให้แก่ข้าน้อยแล้ว บางทีข้าน้อยอาจจะไม่สามารถตัดผ่านได้ขอรับ

 

ไป๋หยุนกล่าวพร้อมกับโค้งคำนับให้แก่เสี่ยวหมิง เวลานี้ไป๋หยุนรู้สึกมีความสุขที่เขาได้ติดตามและคอยปกป้องเสี่ยวหมิงเพราะมันสามารถทำให้เขาได้รับทรัพยากรบ่มเพาะพลังจนสามารถตัดผ่านมายังขั้นนักพรตขั้นที่1ขั้นกลางอย่างรวดเร็วเช่นนี้ได้ ชนิดที่เรียกได้ว่าความเร็วในการบ่มเพาะของไป๋หยุนนั้นอยู่เหนือเงาคนอื่นๆไปแล้ว 

 

 

ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่เสี่ยวหมิงสามารถฝึกฝนการควบคุมสัมผัสวิญญาณสำเร็จขั้นกลางและสามารถสัมผัสได้ว่าไป๋หยุนกำลังนั่งบ่มเพาะลมปราณอยู่ที่หน้าช่องแคบโดยใช้ผลึกลมปราณที่เหลืออยู่ก้อนสุดท้ายจมหมดลงแล้ว   เสี่ยวหมิงกลับพบว่าถ้าหากเขามอบผลึกลมปราณให้กับท่านอาไป๋หยุนอีก2ก้อนเพื่อบ่มเพาะลมปราณแล้ว บางทีท่านอาไป๋หยุนอาจสามารถตัดผ่านคอขวดของขั้นลมปราณขั้นนักพรตขั้นที่1ระดับต่ำไปยังระดับกลางได้

 

เมื่อเสี่ยวหมิงคิดเช่นนั้นแล้วจึงได้เปิดประตูหินแล้วเดินออกมามอบผลึกลมปราณให้กับไป๋หยุน2ก้อนพร้อมกับกำชับให้ระมัดระวังอย่ารีบร้อนบ่มเพาะเกินไป  เพราะมิเช่นนั้นแล้วลมปราณในตันเถียนจะไม่มั่นคงและมีผลกระทบในอนาคต พร้อมกันนั้นไป๋หยุนก็ได้มอบแหวนมิติของกลุ่มตัวแทนของ3ตระกูลให้กับเสี่ยวหมิงแล้วเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง 

 

หลังจากที่เสี่ยวหมิงได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้วจึงได้บอกให้ไป๋หยุนนั่งบ่มเพาะลมปราณอยู่ที่หน้าประตูหิน ส่วนตัวเขานั้นเดินกลับเข้าไปเพื่อฝึกฝนวิถีปรุงย่าต่อไปอีก สวนไป๋หยุนที่ได้รับผลึกลมปราณมาจากเสี่ยวหมิงแล้วก็นั่งหลับตาเพื่อบ่มเพาะลมปราณต่อไปอีกเช่นกัน

 

 

ท่านอาไป๋หยุนอย่ากล่าวเหมือนกับว่าเป็นหนี้บุญคุณที่ข้าน้อยมอบผลึกลมปราณให้กับท่านจนสามารถตัดผ่านไปยังอีกขั้นได้เช่นนี้เลย   ที่ข้าน้อยมอบผลึกลมปราณให้กับท่านนั้นมันเป็นเพราะว่าข้านั้นเห็นท่านเป็นเหมือนคนในครอบครัวของข้าคนหนึ่งจึงได้มอบทรัพยากรบ่มเพาะให้กับท่านเมื่อข้าเห็นว่าท่านจำเป็นต้องใช้มัน และที่สำคัญเลยห้ามท่านกล่าวออกมาเช่นนี้อีกถ้าหากว่าท่านยังอยากที่จะติดตามข้าอยู่ ท่านเข้าใจหรือไม่?”

 

เมื่อได้ยินเสี่ยวหมิงกล่าวออกมาเช่นนี้แล้วไป๋หยุนถึงกลับตาแดงเหมือนจะร้องให้จากความรู้สึกตื้นตันที่เสี่ยวหมิงคิดว่าตัวเขาคือครอบครัวคนหนึ่ง เพราะต้องบอกก่อนว่าเจ้านายส่วนใหญ่นั้นจะเห็นผู้ติดตามส่วนใหญ่คือคนรับใช้และไม่มีค่าอะไรเลย แต่เมื่อตัวเขาเริ่มมาติดตามและคอยปกป้องเสี่ยวหมิงได้เพียงไม่นาน เขากลับได้รับทรัพยากรบ่มเพาะจนสามารถตัดผ่านมาถึงลมปราณขั้นนักพรตขั้นกลางได้ จากตอนแรกเขาเพียงแค่คิดว่าที่เสี่ยวหมิงมอบทรัพยากรบ่มเพาะให้กับเขานั้นก็เพื่อต้องการที่จะมีคนที่แข็งแกร่งไว้คอยปกป้องและทำตามคำสั่งเหมือนคนอื่นๆเท่านั้น แต่เมื่อเขาได้รับรู้ว่าเสี่ยวหมิงคิดว่าเขาเหมือนคนในครอบครัวคนหนึ่งถึงได้มอบทรัพยากรบ่มเพาะให้เช่นนี้แล้ว มันจึงทำให้เขารู้สึกตื้นตันขึ้นมาในหัวใจจนแทบจะร้องให้ออกมาเลยทีเดียว 

 

ข้าน้อยเข้าใจแล้วและจะไม่กล่าวออกมาเช่นนั้นอีกขอรับนายน้อย!!”

 

ไป๋หยุนกล่าวตอบพร้อมกับโค้งคำนับเสี่ยวหมิงเพื่อปกปิดหยดน้ำตาที่กำลังจะไหลออกมา เวลานี้ในความรู้สึกของไป๋หยุนนั้นได้ตัดสินใจเอาไว้แล้วว่าจะขอติดตามเพื่อปกป้องเสี่ยวหมิงไปตลอดชีวิต ไม่ว่าเสี่ยวหมิงจะไปที่ใดก็จะขอติดตามไปทุกที่ แม้กระทั่งว่าเสี่ยวหมิงสั่งให้เขาไปตายไป๋หยุนก็จะไม่ขัดคำสั่งโดยเด็ดขาด

 

เรายังมีเวลาก่อนที่การประลองเพื่อหาสุดยอดรุ่นเยาว์ของทวีปสุริยันต์แห่งนี้จะเริ่มขึ้นอีกนานเท่าไรขอรับท่านอาไป๋หยุน”?

 

น่าจะ1เดือนก่อนที่การประลองที่เมืองเป่ยนานจะเริ่มขึ้นขอรับนายน้อย

 

เสี่ยวหมิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเมื่อรู้ว่าเขามีเวลาอีก1เดือนสำหรับการเดินทางไปยังเมืองเป่ยหนานเพื่อเข้าร่วมการประลองเพื่อหาสุดยอดรุ่นเยาว์ของทวีปสุริยันต์แห่งนี้  หลังจากที่เสี่ยวคิดวางแผนที่จะทำต่อไปได้แล้วจึงได้กล่าวกับไป๋หยุนออกมาว่า

 

ก่อนอื่นพวกเรารีบออกไปจากที่นี่ก่อนเถอะท่านอาเพราะข้าเกรงว่าเวลานี้ทั้ง3ตระกูลคงจะรับรู้ได้แล้วว่าคนที่พวกเขาส่งมาติดตามพวกเรารวมถึงกลุ่มตัวแทนที่พวกเขาส่งเข้ามาสำรวจยังถ้ำแห่งนี้ได้ตายไปหมดแล้ว และตระกูลทั้ง3คงจะส่งคนออกมาดักรอพวกเราอยู่หน้าทางเข้าถ้ำเป็นแน่

 

ให้ข้าน้อยไปจัดการกับพวกที่มันดักรออยู่หน้าปากถ้ำทั้งหมดเลยดีหรือไม่ขอรับนายน้อย”?

 

มันยังไม่ถึงเวลา   รอให้พวกเรากลับมาจากเมืองเป่ยหนานก่อนถึงมาชำระความแค้นกับพวกมันก็ยังไม่สาย  ส่วนตอนนี้ข้าจะพาท่านออกไปยังเส้นทางลับที่ใช้ออกไปยังชานเมือง จากนั้นพวกเราถึงกลับไปยังตระกูลไป๋เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปยังเมืองเป่ยหนาน    ส่วนพวกที่ดักรอพวกเราอยู่ที่หน้าทางเข้านั้น ในเมื่อพวกมันอยากดักรอให้พวกเราออกไปเพื่อที่จะจัดการกับพวกเราแล้ว เราก็ปล่อยให้พวกมันรอพวกเราจนพอใจเลยก็แล้วกัน

 

เสี่ยวหมิงกล่าวพร้อมกับเดินนำไป๋หยุนเข้าไปยังด้านในของประตูหินจากนั้นจึงได้เดินไปทางด้านขวาของภาพที่เวลานี้มีก้อนหินขนาดใหญ่ก้อนหนึ่งขวางทางเอาไว้อยู่พร้อมกันนั้นเสี่ยวหมิงจึงได้สั่งให้ไป๋หยุน ขยับหินก้อนนั้นออก  เมื่อก้อนหินถูกขยับออกแล้วได้ปรากฏเส้นทางเดินที่ทอดยาวออกไปจนไม่สามารถมองเห็นสุดทางได้  พร้อมกับเสี่ยวหมิงที่ได้เดินนำไป๋หยุนเข้าไปยังเส้นทางนั้น 

 

ทั้ง2ใช้เวลาไปครึ่งชั่วยามจึงได้มาถึงทางออกที่เป็นถ้ำขนาดเล็กที่อยู่อีกฝั่งของป่าวิญญาณแห่งนี้ จากนั้นทั้ง2จึงมุ่งหน้ากลับไปยังตระกูลไป๋ในทันที

 

ผ่านไปอีก3วัน

 

เมื่อตระกูลทั้ง3ยังไม่เห็นคนที่ถูกส่งมาสำรวจถ้ำแห่งนี้กลับออกมาแม้แต่คนเดียวจึงได้ส่งคนออกไปสอบถามกับกลุ่มคนที่ออกมาก่อนหน้านี้ จนได้ความว่าเหลือเพียงกลุ่มของเสี่ยวหมิงและตัวแทนของทั้ง3ตระกูลเท่านั้นที่ยังอยู่ในถ้ำ ซึ่งมันทำให้ทั้ง3ตระกูลนั้นต่างก็รับรู้กันได้แล้วว่าคนที่พวกเขาส่งไปคงจะถูกไป๋หยุนสังหารหมดแล้ว จากข้อมูลที่ได้รับจากผู้คุ้มกันของจิ่วซางหัวพร้อมกันนั้นก็ได้ส่งคนมาดักรอเสี่ยวหมิงที่ปากทางเข้าถ้ำเพื่อจับตัวเสี่ยวหมิงกลับไป โดยมีอาวุโสฟางฉีเป็นผู้นำทีม 

 

เวลานี้คนของทั้ง3ตระกูลที่ถูกส่งมาดักรอเสี่ยวหมิงที่หน้าปากทางเข้าถ้ำนั้นต่างไม่มีใครรู้เลยว่าเป้าหมายของพวกเขานั้นได้ออกไปจากถ้ำนี้ไปแล้ว  โดยที่พวกเขานั้นต่างก็ไม่มีใครกล้าที่จะเข้าไปเสาะหาในถ้ำเลยเพราะกลัวที่จะถูกกลไกลกับดักเล่นงานพร้อมกันนั้นแต่ละคนก็กลัวที่จะถูกลอบสังหารโดยไปหยุนหลังจากที่พวกเขารู้จากปากผู้ติดตามของจิ่วซางหัวว่าไป๋หยุนนั้นมีลมปราณอยู่ในระดับวีรชนขั้นที่3ขึ้นไปแล้ว

 

"พวกเราจะทำเช่นไรต่อดีขอรับ ท่านอาวุโสฟางฉี"

 

คนที่ถูกส่งมาโดยตระกูลฟางเอ่ยขึ้น พร้อมกับที่ทุกคนที่อยู่ตรงนี้ต่างก็รอฟังคำตอบจากฟางฉีเช่นกัน

 

"พวกเรารอต่ออีกสัก2วันก่อน ถ้าพวกมันยังไม่ออกมาค่อยไปรายงานกับผู้อาวุโสสูงสุด"

 

เมื่อพวกเขาได้ยินเช่นนั้นแล้วทุกคนจึงต่างพากันกลับไปประจำจุดของตัวเอง ต้องบอกไว้ก่อนว่าในกลุ่มคนที่ถูกส่งมาจากทั้ง3ตระกูลนั้นอาวุโสฟางฉีนั้นคือคนที่มีลมปราณสูงที่สุดจึงทำให้ทุกๆคนในกลุ่มนั้นต่างเคารพและยินยอมทำตามคำสั่งของฟางฉีโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

 

ผ่านไปอีก2วัน

 

"ท่านอาวุโสฟางฉีขอรับ  นี่ก็ผ่านมา2วันแล้วนะขอรับแต่พวกมันก็ยังไม่ออกมาซักที  ข้าว่าพวกเราทิ้งคนไว้รอเจ้าพวกนั้นที่นี่สัก2-3คนก็พอเพื่อไปรายงานพวกเราที่ตระกูลถ้าหากว่าพบเห็นพวกมันออกมาจากถ้ำนี้แล้วดีหรือไม่ขอรับ"? โจวหยาเอ่ยถาม

 

"ความคิดนี้ของเจ้าไม่เลว เอาตามที่เจ้าว่าเลยแล้วกัน ให้แต่ละตระกูลทิ้งคนเอาไว้ที่นี่ตระกูลละ1คน ส่วนคนที่เหลือแยกย้านกันกลับไปรายงานผู้อาวุโสสูงสุดว่าจะทำเช่นไรต่อไป"

 

ฟางฉีกล่าวพร้อมกับที่ทุกคนแยกย้ายกันกลับไปรายงานที่ตะ      กูลของใครของมัน โดยที่บริเวณหน้าปากทางเข้าถ้ำเวลานี้เหลือเพียงคนของแต่ละตระกูลที่คอยเฝ้าดักรอกลุ่มของเสี่ยวหมิงเท่านั้น

 

ภายในเขตหวงห้ามของตระกูลไป๋

 

หลังจากที่เสี่ยวหมิงกลับมาถึงตระกูลไป๋แล้วก็ได้เรียกอาเล่ยและซิวอู๋มาพบเพื่อสอบถามถึงเรื่องที่สั่งการให้ไปทำว่าเป็นเช่นไร แล้วก็ได้รับคำตอบว่าได้จัดให้มีการแข่งขันกันระหว่างรุ่นเยาว์ที่ต้องการติดตามเสี่ยวหมิงกว่า50คนจนเหลือเพียง8คนสุดท้ายเท่านั้น พร้อมกับรีบออกไปเรียกตัวคนทั้ง8มาพบกับเสี่ยวหมิงโดยเร็ว

 

"คาราวะนายน้อยขอรับ!!"

 

ทั้ง8คนกล่าวพร้อมกับโค้งคำนับเสี่่ยวหมิง โดยที่ทั้ง8คนนั้นต่างก็มีอายุราวๆ25ปีกันทุกคนโดยมีลมปราณเฉลี่ยอยู่ที่ขั้นนภาขั้นที่2กันเกือบหมด มีเพียงแค่คนเดียวที่มีลมปราณขั้นนภาขั้นที่4

 

"ไม่ว่าก่อนหน้านี้พวกเจ้าจะมีชื่อแซ่อะไรกันมาก่อน แต่เวลานี้พวกเจ้าจะมีชื่อเรียกกันสั้นๆแค่เพียงว่าเขี้ยว1-8เท่านั้นโดยกลุ่มของพวกเจ้าทั้ง8คนต้องฟังคำสั่งของข้าและท่านอาไป๋หยุนเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นใครในตระกูลไป๋ออกคำสั่งกับเจ้า พวกเจ้าก็ห้ามทำตามพวกเขาเด็ดขาด ไม่เว้นแม้แต่มารดาของข้าเช่นกัน พวกเจ้าทุกคนทำได้หรือไม่? ถ้าพวกเจ้าคิดว่าคำพูดที่ข้ากล่าวออกมานั้นพวกเจ้าทั้ง8คิดว่าไม่สามารถที่จะทำได้แล้วจะถอนตัวตอนนี้ก็ยังทันนะ และไม่ต้องกลัวว่าข้าจะลงโทษพวกเจ้าเลย"

 

  เสี่ยวหมิงกล่าวจบพร้อมกับมองไปยังคนทั้ง8ที่เวลานี้ยังยืนอยู่ด้วยแววตาที่มุ่งมั่นและไม่มีความหวาดกลัวอยู่เลย ทำให้เสี่ยวหมิงรู้สึกพอใจเป็นอย่างมากพร้อมกันนั้นก็ได้เอ่ยขึ้นมาอีกครั้งว่า

 

"ให้พวกเจ้าคัดเลือกหัวหน้าทีมออกมา1คนในกลุ่มของพวกเจ้าพร้อมกับเลือกกันเองว่าใครจะเป็นเขี้ยวหมายเลขอะไร ข้าให้เวลาเจ้า1ก้านธูป"

 

เมื่อคนทั้ง8ได้ยินดังนั้นแล้วต่างก็พากันจับกลุ่มเพื่อเลือกหัวหน้าทีมและเลือกหมายเลขที่ตัวเองคิดว่าเหมาะสม ส่วนทางฝั่งของไป๋หยุน อาเล่ยและซิวอู๋ต่างก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัยว่าเสี่ยวหมิงนั้นต้องการที่จะทำอะไรกันแน่

 

ทั้ง8คนนั้นใช้เวลาไม่ถึง1ก้านธูปก็สามารถเลือกหัวหน้าทีมออกมาได้ ซึ่งก็เป็นไปตามคาดว่าชายที่มีลมปราณมากที่สุดในกลุ่มนั้นถูกเลือกให้เป็นหัวหน้ากลุ่ม ส่วนคนที่เหลือนั้นต่างก็ยืนเรียงตามลำดับ

 

"ดีมาก ในเมื่อพวกเจ้าได้เลือกหัวหน้าทีมและเลือกลำดับหมายเลขเรียบร้อยแล้วเช่่นนั้นพวกเจ้าจงกรีดเลือดนิ้วมือแล้วสาบานต่อฟ้าดินว่าจะเชื่อฟังคำสั่งและซื่อสัตว์ต่อข้าและท่านอาไป๋หยุนเท่านั้น แม้กระทั่งว่าข้าและท่านอาไป๋หยุนสั่งให้พวกเจ้าทั้งหมดไปตาย พวกเจ้าก็ต้องทำตามโดยไม่มีข้อแม้หรือขัดขำสั่งโดยเด็ดขาด !!"

 

เมื่อทั้ง8คนได้ยินดังนั้นต่างก็พากันกรีดนิ้วหยดเลือดสาบานตามคำกล่าวของเสี่ยวหมิงจากนั้นทั้ง8คนจึงได้เดินมาคุกเข่าลงข้างหนึ่งที่ด้านหน้าของเสี่ยวหมิง

 

"ดี!!  ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปพวกเจ้าจะถูกเรียกว่ากลุ่มเขี้ยวสังหารทั้ง8"

 

เสี่ยวหมิงกล่าวพร้อมกับหยิบเม็ดยาเพิ่มลมปราณที่เขาปรับแต่งเองออกมา16เม็ดพร้อมกับมอบให้กับเขี้ยวที่1ให้ไปแจกจ่ายกับทุกคนในทีม จากนั้นเสี่ยวหมิงจึงกล่าวว่า

 

"ข้าให้เวลาพวกเจ้า2วันในการเตรียมตัวสำหรับการเดินทางส่วนเม็ดยาที่ข้าให้กับพวกเจ้าทุกคนนั้นมันคือเม็ดยาเพิ่มลมปราณซึ่งเป็นเม็ดยาระดับ4ที่สามารถทำให้พวกเจ้าสามารถเลื่อนขั้นลมปราณโดยที่ไม่มีคอขวดมาขวางกั้น  ซึ่งข้าหวังว่าพวกเจ้าทุกคนคงจะไม่ทำให้ข้าผิดหวังนะ"

 












ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 656 ครั้ง

1,845 ความคิดเห็น

  1. #1160 Hellz9 (@Hellz9) (จากตอนที่ 83)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2561 / 20:05
    จาก 8 วันเปลี่ยนเป็นเดือน
    #1160
    0
  2. #916 MisterPaul (@MisterPaul) (จากตอนที่ 83)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2561 / 01:19
    เช่นนั้น เช่นนี้ เยอะมาก เยอะไปลองหาคำอื่นมาผสมบ้างก็ดีครับ
    #916
    1
    • #916-1 Djdy1730 (@Djdy1730) (จากตอนที่ 83)
      10 กรกฎาคม 2561 / 11:44
      ขอบคุณที่แนะนำนะครับ
      #916-1
  3. #826 mcmxmzy (@cmcxmzy) (จากตอนที่ 83)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2561 / 17:09
    รอเด้อมาต่อเร็วๆน้าา
    #826
    0
  4. #822 joelamtan (@joelamtan) (จากตอนที่ 83)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2561 / 21:56
    ขอบคุณครับ
    #822
    0
  5. #820 inasba (@nassang) (จากตอนที่ 83)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2561 / 21:47

    ขอบคุณครับ

    #820
    0
  6. #819 drakdevill (@drakdevill) (จากตอนที่ 83)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2561 / 21:18
    ขอบคุณครับ ลงตอนต่อไปไวๆนะครับ
    #819
    0
  7. #818 kamol1122 (@kamol1122) (จากตอนที่ 83)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2561 / 21:12
    สนุกดีครับ
    #818
    0